Current Record: สริตา เจือศรีกุล

สริตา เจือศรีกุล

 ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการรับรู้คุณค่าศิลปะของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5

หลังเรียนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมสูงกว่าระดับการรับรู้คุณค่าศิลปะก่อนเรียนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05  2) ระดับเจตคติต่อศิลปะของนักเรียนหลังเรียนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมส่วนใหญ่สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน  3) พฤติกรรมที่ปรากฏมากที่สุดคือ การตอบคำถามอย่างสร้างสรรค์ และ 4) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8910
ชื่อผลงานวิจัย ผลการสอนการสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมที่มีต่อการรับรู้คุณค่าศิลปะของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5
หัวข้อ(Eng) THE EFFECTS OF TEACHING MULTICULTURAL ART UPON PERCEIVING ART VALUES OF FIFTH GRADE STUDENTS
คำสำคัญ(keyword) การสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม, การรับรู้คุณค่าศิลปะ, นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้วิจัย สริตา เจือศรีกุล
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Sarita Juaseekoon
การศึกษา ครุศาสตร์มหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 64 หมู่9 ถ. ราษฎร์บูรณะ บางปะกอก ราษฎร์บูรณะ กทม. 10140
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 7 เดือน
ประเภท การวิจัยกึ่งทดลอง
แนวคิด(concept) การสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าศิลปะของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5
วัตถุประสงค์(objective)

 เพื่อศึกษาผลของการสอนการสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมที่มีต่อการรับรู้คุณค่าศิลปะของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5

สมมุติฐาน(assumption)

 นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนศิลปะด้วยการสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม จะมีคะแนนแบบทดสอบเกี่ยวกับคุณค่าศิลปะสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ใช้การเลือกอย่างเจาะจง (Purposive Sampling) คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายประถม) ที่เลือกเรียนวิชาเลือกเสรี “ศิลปะรวมมิตร” ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 28 คน แบ่งเป็นนักเรียนหญิง 13 คน นักเรียนชาย 15 คน

ตัวแปร(variable)

ตัวแปรต้น คือ การสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม   

ตัวแปรตาม คือ การรับรู้คุณค่าศิลปะของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5

คำนิยาม(defination)

 การสอนศิลปะ หมายถึง การพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และได้รับประสบการณ์จากการเรียนการสอนและการปฏิบัติกิจกรรมศิลปะ ในระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ตามสาระการเรียนรู้ที่ระบุไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

พหุวัฒนธรรม หมายถึง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในด้านเพศสภาพ สภาพร่างกาย วัฒนธรรมประจำชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมศาสนา และวัฒนธรรมสากล

การสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม  หมายถึง  การสอนศิลปะโดยประยุกต์ใช้แนวคิดพหุวัฒนธรรมมาประกอบความเข้าใจด้านสุนทรียะ เพื่อให้เกิดการรับรู้ด้านคุณค่า เกิดความซาบซึ้งในศิลปะและการยอมรับในความแตกต่าง หลากหลายทางวัฒนธรรม โดยใช้รูปแบบการสอนของ Bates (2000) ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นแนะนำวัฒนธรรม โดยให้ผู้เรียนรู้จักวัฒนธรรมผ่านทางงานศิลปะที่ได้เลือกไว้ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สังเกตสิ่งที่เห็นและเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมของตนเอง 2. ขั้นวิเคราะห์วัฒนธรรม โดยเลือกประเด็นที่น่าสนใจมาวิเคราะห์ในเชิงลึก ซึ่งผู้สอนสามารถกำหนดให้เชื่อมโยงกับหลักสูตรได้ 3. ขั้นสร้างผลงาน ให้นักเรียนสร้างผลงาน เพื่อประมวลผลสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ 4. ขั้นสรุปผล ให้นักเรียนได้วิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็น

การรับรู้คุณค่าศิลปะ หมายถึง การที่นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะใน 4 ด้าน ตามวัตถุประสงค์ของวิชาศิลปะ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังนี้ 1. ศิลปะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 2. ศิลปะทำให้เกิดความชื่นชม เห็นคุณค่าในศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม 3. ศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียน ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม 4. ศิลปะช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งรวมถึงการรับรู้คุณค่าทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

เครื่องมือ(tool)

             เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย

                        1 แบบทดสอบเกี่ยวกับคุณค่าศิลปะ

                        2 แผนการจัดการเรียนรู้

3 แบบวัดเจตคติต่อศิลปะ

                        4 แบบสังเกตพฤติกรรม

                        5 แบบสอบถามภูมิหลังของนักเรียน

6 แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม 

การรวบรวมข้อมูล(gathering)

 ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายประถม) ที่เลือกเรียนวิชาเลือกเสรี “ศิลปะรวมมิตร” ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 28 คน มีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้

                1 นำแบบทดสอบเกี่ยวกับคุณค่าศิลปะ และแบบวัดเจตคติต่อคุณค่าศิลปะ ก่อนเรียน (Pre-Test) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาให้นักเรียนทำก่อนดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ใช้เวลาทั้งหมด 25 นาที เมื่อเสร็จสิ้นการทำแบบทดสอบและแบบวัดเจตคติ นำแบบสอบถามภูมิหลังของนักเรียนให้นักเรียนทำโดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที

            2 ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้ศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมไปใช้สอนกับกลุ่มประชากรโดยทำการทดลองสอน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที (1 คาบ) รวมระยะเวลา 7 สัปดาห์ ซึ่งในแต่ละสัปดาห์จะมีกิจกรรมแตกต่างกัน โดยมีผู้วิจัยเป็นผู้ควบคุมและติดตามประเมินผล ในขณะที่ทำกิจกรรมในแต่ละเรื่อง ผู้ช่วยในการสังเกตพฤติกรรม 2 ท่านทำการบันทึกพฤติกรรมของนักเรียนโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมที่ผู้วิจัยทำขึ้น และผู้ช่วยในการวิจัยอีก 1 ท่านทำหน้าที่บันทึกภาพระหว่างการทำกิจกรรม

            3 หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งหมดตามแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยให้นักเรียนทำแบบทดสอบเกี่ยวกับคุณค่าศิลปะ และแบบวัตเจตคติต่อคุณค่าศิลปะ หลังเรียน (Post-Test) ฉบับเดิม เพื่อวัดระดับการเห็นคุณค่าศิลปะของนักเรียนหลังจากที่เรียนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมไปแล้ว

            4 ผู้วิจัยให้นักเรียนทำแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม

            5 ผู้วิจัยเก็บรวบรวมแบบสอบถามและผลงานของนักเรียนเพื่อประเมินผลงานในแต่ละเรื่องที่เรียนตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ผลต่อไป

การวิเคราะห์(analysis)

 ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for the Social Sciences: SPSS for Windows) โดยมีการวิเคราะห์ในแต่ละส่วน ดังนี้

            1 แบบทดสอบเกี่ยวกับคุณค่าศิลปะ นำแบบทดสอบทั้งก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) มาหาค่ามัชฌิมเลขคณิต () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการทดสอบค่า t-t est แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

            2 แบบวัดเจตคติต่อคุณค่าศิลปะ นำมาแจกแจงความถี่ของคำตอบในแต่ละข้อ โดยให้คำตอบตามอัตราการประมาณค่า ซึ่งมีสเกล 5,4,3,2 และ 1 ตามลำดับ มาตรวจให้คะแนนในแต่ละข้อ แล้วนำมาหาค่ามัชฌิมเลขคณิต ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยกำหนดความหมายค่าตัวเลขดังนี้

            ถ้าเป็นข้อความเชิงบวก (Positive Scale) ในการตอบมีการให้คะแนนดังนี้

                        เห็นด้วยอย่างยิ่ง             ค่าคะแนนเท่ากับ            5

                        เห็นด้วย                         ค่าคะแนนเท่ากับ            4

                        ไม่แน่ใจ                         ค่าคะแนนเท่ากับ            3

                        ไม่เห็นด้วย                     ค่าคะแนนเท่ากับ            2

                        ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง          ค่าคะแนนเท่ากับ            1

            ถ้าเป็นข้อความเชิงลบ (Negative Scale) ในการตอบมีการให้คะแนนดังนี้

                        เห็นด้วยอย่างยิ่ง             ค่าคะแนนเท่ากับ            1

                        เห็นด้วย                         ค่าคะแนนเท่ากับ            2

                        ไม่แน่ใจ                         ค่าคะแนนเท่ากับ            3

                        ไม่เห็นด้วย                     ค่าคะแนนเท่ากับ            4

                        ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง          ค่าคะแนนเท่ากับ            5

            เมื่อวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยแล้ว นำไปเปรียบเทียบเกณฑ์เพื่อแปลความหมายคะแนน ดังนี้

                        4.50-5.00         หมายถึง            มีเจตคติต่อศิลปะในระดับมากที่สุด

                        3.50-3.49         หมายถึง            มีเจตคติต่อศิลปะในระดับมาก

                        2.50-3.49         หมายถึง            มีเจตคติต่อศิลปะในระดับปานกลาง

                        1.50-2.49         หมายถึง            มีเจตคติต่อศิลปะในระดับน้อย

                        1.00-1.49         หมายถึง            มีเจตคติต่อศิลปะในระดับมีระดับน้อยที่สุด

            นำค่าเฉลี่ยของแบบสอบถามก่อนเรียน(Pre-Test) และหลังเรียน(Post-Test) มาเปรียบเทียบเพื่อหาค่าความแตกต่าง

            3 แบบสอบถามภูมิหลังของนักเรียน นำมาแจกแจงความถี่แต่ละข้อ แล้วจึงนำมาหาค่าร้อยละ (Percentage)

            4 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการปฏิบัติงาน นำมาแจกแจงความถี่แต่ละข้อ แล้วจึงนำมาหาค่าร้อยละ (Percentage)

            5 แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม ส่วนที่ 1 ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า นำมาแจกแจงความถี่ของคำตอบในแต่ละข้อ โดยให้คำตอบตามอัตราการประมาณค่า ซึ่งมีสเกล 5,4,3,2 และ 1 ตามลำดับ มาตรวจให้คะแนนในแต่ละข้อ แล้วนำมาหาค่ามัชฌิมเลขคณิต () ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยกำหนดความหมายค่าตัวเลขดังนี้

                        เห็นด้วยอย่างยิ่ง             ค่าคะแนนเท่ากับ            5

                        เห็นด้วย                         ค่าคะแนนเท่ากับ            4

                        ไม่แน่ใจ                         ค่าคะแนนเท่ากับ            3

                        ไม่เห็นด้วย                     ค่าคะแนนเท่ากับ            2

                        ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง          ค่าคะแนนเท่ากับ            1

            เมื่อวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยแล้ว นำไปเปรียบเทียบเกณฑ์เพื่อแปลความหมายคะแนน ดังนี้

                        4.50-5.00         หมายถึง            มีระดับความเห็นด้วยมากที่สุด

                        3.50-3.49         หมายถึง            มีระดับความเห็นด้วยมาก

                        2.50-3.49         หมายถึง            มีระดับความเห็นด้วยปานกลาง

                        1.50-2.49         หมายถึง            มีระดับมีระดับความเห็นด้วยน้อย

                        1.00-1.49         หมายถึง            มีระดับมีระดับความเห็นด้วยน้อยที่สุด

                ส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นแบบคำถามปลายเปิด นำมาจัดหมวดหมู่หาค่าความถี่และค่าร้อยละ (Percentage)

ข้อสรุป(summary)

 ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการรับรู้คุณค่าศิลปะของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5

หลังเรียนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมสูงกว่าระดับการรับรู้คุณค่าศิลปะก่อนเรียนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05  2) ระดับเจตคติต่อศิลปะของนักเรียนหลังเรียนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมส่วนใหญ่สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน  3) พฤติกรรมที่ปรากฏมากที่สุดคือ การตอบคำถามอย่างสร้างสรรค์ และ 4) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

 1. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการนำศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมไปใช้ในการสอนศิลปะนักเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น เช่น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือตอนปลายที่มีระดับขั้นของการคิดและการใช้เหตุผลที่สูงขึ้น เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนศิลปะในปัจจุบัน

            2. ควรมีการฝึกอบรมครูผู้สอนศิลปะ หรือนิสิตนักศึกษาสาขาศิลปศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้แนวคิดด้านวัฒนธรรมในการสอนศิลปศึกษา

            3. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการในการรับรู้และการสร้างคุณค่าของเด็กในเชิงคุณภาพ เช่น มีการทดสอบเป็นระยะ หรือมีการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคล เพื่อนำความรู้

ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการสอนเพื่อพัฒนาการรับรู้คุณค่าในอนาคต

            4. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการวัดและการประเมินผลด้านการรับรู้คุณค่าที่มีความเป็นมาตรฐาน เพื่อใช้ในการวิจัยเกี่ยวกับการรับรู้คุณค่าของนักเรียนระดับชั้นต่างๆในอนาคต

ปี 2554
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved