Current Record: นายสูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล

นายสูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล

 

            ผลของการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรีด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน สามารถสรุปเป็นผลการวิจัยแบ่งเป็น 4 ตอน ดังนี้


 

 


 

 


 

            ตอนที่ 1 ผลการศึกษาวิเคราะห์ และสังเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาต้นแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี มีรายละเอียด ดังนี้


 

            ผลการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ที่ได้มาจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนแบบผสมผสาน เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคการเรียนร่วมกัน                   การเรียนด้วยกรณีศึกษา ความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม ทำให้ได้องค์ประกอบและขั้นตอนของรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม สรุปได้ว่าต้นแบบ มีองค์ประกอบ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้สอน (Instructor) 2) ผู้เรียน (Student) 3) เนื้อหา (Content) 4) กรณีศึกษา (Case Study) 5) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Environment) 6) เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Technology) 7) การประเมินผล (Evaluation)


 

ขั้นตอนของรูปแบบฯ มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นเตรียมความพร้อม (F2F) 2) ขั้นดำเนินการกิจกรรมการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีที่ต่างกัน  ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ได้แก่     2.1) ขั้นทำความเข้าใจและระบุปัญหา (Online)  2.2) ขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (Online)         2.3) ขั้นเสนอวิธีการแก้ปัญหา (Online) 2.4) ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา (Online) 2.5) ขั้นสรุปผล (F2F) 3) ขั้นประเมินผล (F2F+Online)


 

 


 

          ตอนที่ 2 ผลการพัฒนาต้นแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            ผลการพัฒนาต้นแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน โดยนำองค์ประกอบและขั้นตอนที่ได้จาก การวิเคราะห์ สังเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนที่ 1 มาสร้างเป็นต้นแบบรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานฯ ที่ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิรับรองเรียบร้อย จำนวน 3 ท่าน ได้แก่


 

            องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ มีรายละเอียดดังนี้


 

1. ผู้สอน (Instructor) ได้แก่ ผู้สอนหลัก และผู้สอนร่วม


 

            1.1 ผู้สอนหลัก เป็นผู้จัดการรายวิชาที่มีบทบาทเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี ทำหน้าที่ในการชี้แจงทำความเข้าใจ              ในภาพรวมของกิจกรรมต่าง ๆ จัดทำแผนจัดการเรียนรู้ กำหนดเนื้อหา ถ่ายทอดความรู้ จัดเตรียมกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับเนื้อหาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งกลุ่มผู้เรียนแบบคละกันและจัดเข้ากลุ่ม และจัดกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ในแต่ละสัปดาห์ และประเมินผลการทำกิจกรรมกลุ่มออนไลน์


 

 1.2 ผู้สอนร่วม เป็นผู้ที่มีบทบาทร่วมวางแผนการจัดการเรียนการสอน และถ่ายทอดความรู้ในเนื้อหาที่รับผิดชอบ และเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินความสามารถในการแก้ปัญหา               จากการทำกรณีศึกษาออนไลน์ โดยวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะกลับ (Feedback) กับสมาชิกในแต่ละกลุ่ม และร่วมประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาในแต่ละกรณีศึกษา และประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาหลังการเรียนในสัปดาห์สุดท้ายของการทดลอง


 

            2. ผู้เรียน (Student) เป็นผู้มีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันตามกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย รับฟังการบรรยายเนื้อหาเพื่อนำไปใช้ขณะทำกิจกรรมออนไลน์ มีส่วนร่วมในการทำงานกับเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย และสลับกันทำหน้าที่หัวหน้าทีมหรือหัวหน้ากลุ่ม พร้อมทั้งค้นคว้าเพิ่มเติมและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (บล็อก หรือเว็บบอร์ด)


 

 3. เนื้อหา (Content) เป็นสาระความรู้ที่ต้องการถ่ายทอดให้กับผู้เรียนได้เกิดความรู้                 ความเข้าใจพร้อมนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนร่วมกัน ทั้งที่เป็นแหล่งความรู้จากตัวบุคคล เอกสาร หรือแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้เป็นแนวทางใน                     การแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้


 

            4. กรณีศึกษา (Case Study) เป็นเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับเนื้อหาที่ผู้สอนใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มได้คิดแก้ปัญหา ระบุปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ เสนอวิธีการแก้ปัญหา การตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา และสรุปผลร่วมกันภายในกลุ่ม เพื่อเป็น                   การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมให้กับผู้เรียน สำหรับกรณีศึกษาที่ใช้ ได้แก่ กรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (Situation Case) กับกรณีศึกษาแบบตัดสินใจ (Decision Case)


 

            5) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Environment) เป็นการสร้างบรรยากาศทางการเรียนแบบผสมผสานทั้งแบบเผชิญหน้า (F2F) และแบบออนไลน์ (Online) กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนและเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสมาชิกในแต่ละทีม สร้าง                   ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนด้วยกัน มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ร่วมกันรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย จัดสภาพแวดล้อมให้พร้อม ได้แก่ ห้องเรียนปกติที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนในชั้นเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการแก้ปัญหากรณีศึกษาออนไลน์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่จัดให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ได้จัดเตรียมความพร้อมและตารางเวลาในการให้บริการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างชัดเจน


 

            6. เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Technology) เป็นเครื่องมือสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ที่อำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและ                   การแสดงความคิดเห็น การร่วมอภิปรายออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่ประกอบด้วย 1) ส่วนของหน้าโฮมเพจหลัก ที่มีคำชี้แจงกิจกรรมการเรียนการสอน การสืบค้นข้อมูล การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร 2) ส่วนของรายการเนื้อหา มีการนำเสนอเนื้อหาในรูปของ E-Book ที่ให้ผู้เรียนสามารถดาวน์โหลดเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยง Link ไปยังแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ 2) ส่วนของเทคโนโลยี                          การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Blog และ Webboard ที่ให้ผู้เรียนได้เข้ามาเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อภิปรายการแก้ปัญหาร่วมกัน 4) ส่วนของแบบทดสอบ และ 5) ส่วนของแบบประเมินผลออนไลน์


 

            7. การประเมินผล (Evaluation)เป็นกิจกรรมการวัดและประเมินผลเพื่อตัดสินว่ามีคุณลักษณะตามต้องการ ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนก่อนและหลังจากการทำกิจกรรมด้วยการใช้แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบประเมินความสามารถใน                การแก้ปัญหาแบบรูบริกส์ (Rubric Assessment) แบบประเมินความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมด้วยการใช้แบบประเมินตนเองที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีม และแบบประเมินความพึงพอใจ              ที่มีต่อรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยี                               การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            ขั้นตอนของรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี มี 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) ขั้นเตรียมความพร้อม 2) ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน โดยมีขั้นตอนย่อย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 2.1) ขั้นทำความเข้าใจและระบุปัญหาร่วมกัน 2.2) ขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาร่วมกัน 2.3) ขั้นเสนอวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน 2.4) ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน 2.5) ขั้นสรุปผลร่วมกัน 3) ขั้นประเมินผล โดยมีแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้


 

            1. ขั้นเตรียมความพร้อม (F2F) มีกระบวนการกิจกรรม โดยสรุปดังนี้


 

                        1) ผู้สอนเตรียมความพร้อมด้านแผนการจัดการเรียนรู้ กำหนดบทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เนื้อหาสาระ เอกสารประกอบการสอน โครงสร้างพื้นฐาน เว็บไซต์ที่ใช้สำหรับเป็นเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก หรือเว็บบอร์ด (Blog / Webboard) กรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (Situation Case) และแบบตัดสินใจ (Decision Case) และแบบประเมินผล


 

                        2) ผู้สอนชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้เรียนในกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ถ่ายทอดเนื้อหา อธิบายขั้นตอนเทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์                          และให้ผู้เรียนทุกคนทำประเมินผลความสามารถในการแก้ปัญหาก่อนเรียน


 

                        3) ผู้สอนแบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ แบบคละกัน ได้แก่ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ให้ได้กลุ่มละ 4 คน และจัดเข้ากลุ่มใหญ่ ๆ ให้ได้กลุ่มละ 12 คน


 

                        4) หลังจากแบ่งกลุ่มเสร็จเรียบร้อย ผู้สอนหลักให้ผู้เรียนเข้ากลุ่มตามที่กำหนดให้ เพื่อทำความรู้จักคุ้นเคยกันในกลุ่มและให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้ฝึกใช้งานเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด


 

                        5) ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าในเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง จากแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ หรือเอกสารประกอบการสอน เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับทำกรณีศึกษา


 

            2. ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีที่ต่างกัน มี 5 ขั้นตอนย่อย ดังนี้


 

                        2.1 ขั้นทำความเข้าใจและระบุประเด็นปัญหาร่วมกัน (Online) มีกระบวนการกิจกรรม โดยสรุป ดังนี้


 

                                    1) ผู้สอนมอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนศึกษากรณีศึกษาที่ แล้วทำความเข้าใจ พร้อมกับระบุประเด็นปัญหาออกเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : สร้างความคิด)


 

                                    2) สมาชิกในกลุ่มร่วมกันระดมสมองด้วยการที่หัวหน้าทีมทำหน้าที่คอยประสานและกระตุ้นการทำงานกลุ่มให้เพื่อนสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นและระบุประเด็นปัญหา             จากกรณีศึกษาออกเป็นข้อ ๆ ผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด (เทคนิค               การเรียนร่วมกัน : การเชื่อมโยงความคิด) ผู้สอนทำหน้าที่คอยกระตุ้นเตือน ชี้แนะเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มร่วมกันทำงาน


 

                                    3) หัวหน้าทีมรวบรวมความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกแล้วสรุปอีกครั้ง เพื่อร่วมกันลงมติเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย จนได้ข้อสรุปสุดท้ายของกลุ่มก่อนไปขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การรวมปัญญา)


 

                        2.2 ขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาร่วมกัน (Online) มีกระบวนการกิจกรรมโดยสรุป ดังนี้


 

                                    1) นำประเด็นปัญหาที่ได้จากข้อสรุปของกลุ่มมาทำการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา โดยสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มร่วมแสดงความคิดเห็นพร้อมอธิบายเหตุผลผ่านเทคโนโลยี                     การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : สร้างความคิด)


 

                                    2) หัวหน้าทีมรวบรวมความคิดเห็นจากการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาแล้วสรุปอีกครั้ง เพื่อร่วมกันลงมติเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การเชื่อมโยงความคิด)


 

                                    3) ข้อสรุปสุดท้ายจากการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาของกลุ่มก่อนไปขั้นตอนวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การรวมปัญญา)


 

                        2.3 ขั้นเสนอวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน (Online) มีกระบวนการกิจกรรมโดยสรุป ดังนี้


 

                                    1) นำผลสรุปจากการวิเคราะห์สาเหตุของกลุ่มมาสู่วิธีการแก้ปัญหา โดยสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มร่วมเสนอวิธีการแก้ปัญหา พร้อมอ้างอิงแนวคิด หลักการหรือทฤษฎีจากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุน ผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด


 

                                    2) หัวหน้าทีมรวบรวมความคิดเห็นจากการเสนอวิธีการแก้ปัญหาของกลุ่มมาสรุปอีกครั้ง เพื่อร่วมกันลงมติเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การเชื่อมโยงความคิด)


 

                                    3) หัวหน้าทีมรวบรวมข้อเสนอวิธีการแก้ปัญหาในแต่ละข้อแล้วสรุป ส่งให้เพื่อนสมาชิกพิจารณาอีกครั้งก่อนตัดสินใจเลือกในขั้นต่อไป (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การรวมปัญญา)


 

                        2.4 ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน (Online) มีกระบวนการกิจกรรม               โดยสรุปดังนี้


 

                                    1) สมาชิกทุกคนนำข้อเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ได้จากการรวบรวมทั้งหมด              มาพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้แก้ปัญหา ผ่านเทคโนโลยี                 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด


 

                                    2) หัวหน้าทีมรวบรวมความคิดเห็นจากการเสนอการตัดสินใจของกลุ่มมาสรุปอีกครั้ง เพื่อร่วมกันลงมติเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การเชื่อมโยงความคิด)


 

                                    3) หัวหน้าทีมทำหน้าที่สรุป และให้เพื่อนสมาชิกร่วมตัดสินใจเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย จนได้ข้อสรุปในการตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาของกลุ่ม (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การรวมปัญญา)


 

                         2.5 ขั้นสรุปผลร่วมกัน (F2F+Online) มีกระบวนการกิจกรรมโดยสรุป ดังนี้


 

                                    1) หัวหน้าทีมทำหน้าที่สรุปผลการแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาของกลุ่มทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นที่ 2.1 ทำความเข้าใจและระบุประเด็นปัญหา จนกระทั่งถึงขั้นที่ 2.5 ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา ผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด (Online)


 

                                    2) ผู้เรียนนำเสนอสรุปผลการแก้ปัญหาในชั้นเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนสมาชิกกลุ่มอื่น รับฟังข้อเสนอแนะ และการประเมินผลจากผู้สอน (F2F)


 

                                    3) ผู้เรียนฟังข้อเสนอแนะ และการวิพากษ์จากการแก้ปัญหากรณีศึกษาเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการทำกรณีศึกษาครั้งต่อไป


 

                        3. ขั้นประเมินผล (F2F+Online)


 

                                    1) ผู้สอนประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาของกลุ่มด้วยแบบประเมินแบบรูบริกส์ (Rubric Assessment) หลังจากนั้นผู้สอน (ผู้สอนหลักและผู้สอนร่วม) ทำการวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะกลับ (Feedback) พร้อมกับประกาศผลคะแนนและชมเชยกลุ่มที่ทำคะแนนได้สูงสุดหลังการแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาที่ 1- 4 เสร็จสิ้นแล้ว (ในสัปดาห์ที่ 3, 5, 7 และ 9)


 

                                    2) ผู้สอนให้ผู้เรียนทุกคนทำแบบวัดความสามารถในแก้ปัญหาหลังเรียนในสัปดาห์ที่ 9 (F2F) และให้ทำแบบประเมินตนเองที่มีต่อการเรียนรู้เป็นทีม แบบประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในทีม และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบฯ (Online)


 

 


 

ตอนที่ 3 ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

ผลของการทดลอง พบว่า นิสิตที่เรียนด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน               มีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับด้านกรณีศึกษา พบว่า กลุ่มที่เรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหา (= 28.04, S.D.= 1.94) สูงกว่าการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (= 27.92, S.D.= 2.48) เมื่อพิจารณาด้านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พบว่า              กลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระดานสนทนา มีค่าคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน                   การแก้ปัญหา (= 28.13, S.D.= 2.61) สูงกว่ากลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บล็อก             (= 27.83, S.D.= 1.76) ทั้งนี้ ความสามารถในการแก้ปัญหาจากสูงสุดไปหาต่ำสุด ได้ดังนี้ กลุ่ม             การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกระดานสนทนา (=28.75, S.D.=1.96) รองลงมา คือ กลุ่มการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บล็อก (=28.33, S.D.=1.72) กลุ่มการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้ เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระดานสนทนา(=27.50, S.D.= 3.09) และกลุ่มการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บล็อก (=27.33, S.D.= 1.72)


 

            ผลการประเมินตนเองที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมทั้ง 4 กลุ่ม อยู่ในระดับมากได้แก่ กลุ่มที่ 1 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก (=4.21, S.D.=0.35) กลุ่มที่ 2 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก (=4.35, S.D.=0.36) กลุ่มที่ 3 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เว็บบอร์ด (=4.41, S.D.=0.51) กลุ่ม 4 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เว็บบอร์ด (=4.22, S.D.=0.27) และผลการประเมินการมีส่วนร่วมในการทำงานของสมาชิกในทีม ทั้ง 4 กลุ่ม อยู่ในระดับมากได้แก่ กลุ่มที่ 1 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก (=4.14, S.D.=0.33) กลุ่มที่ 2 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก (=4.24, S.D.=0.24) กลุ่มที่ 3 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เว็บบอร์ด (=4.40, S.D.=0.28) และกลุ่ม 4 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้                 เว็บบอร์ด (=4.28, S.D.=0.50)


 

            ผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมของนิสิตที่มีต่อการพัฒนาความสามารถใน                   การแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรีด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจจอยู่ในระดับมาก (=4.35, S.D.=0.63)


 

            เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการเรียนแบบผสมผสาน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยเรียง 3 อันดับแรก ได้แก่ รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานฯ เหมาะสำหรับนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี (=4.46, S.D.=0.58) รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานฯ ช่วยใน                    การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม (=4.35, 0.48) และขั้นตอน                  การจัดการเรียนแบบผสมผสานเป็นไปตามแผนการเรียนรู้มีความเหมาะสมปฏิบัติได้จริง (=4.23,0.56) ด้านเทคนิคการเรียนร่วมกัน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยเรียง 3 อันดับแรก ได้แก่ จำนวนสมาชิกในการเรียนรู้ร่วมกันมีความเหมาะสม (=4.35, S.D.=0.64) เทคนิคการเรียนร่วมกันเป็นทีมช่วยสมาชิกทุกท่านได้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน (=4.31, S.D.=0.59) และเทคนิคการเรียนร่วมกันช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและ     การเรียนรู้เป็นทีม (=4.25, S.D.=0.64) ด้านกรณีศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยเรียง 3 อันดับแรก ได้แก่ กรณีศึกษาช่วยให้เกิดคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และสรุปผล (=4.31, S.D.=0.72) กรณีศึกษามีความเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาสาระ (=4.23, S.D.=0.56) และกรณีศึกษาที่ 1-4 (แบบสถานการณ์ หรือแบบตัดสินใจ) ช่วยให้เกิดการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม (=4.19, S.D.=0.57) ด้านเทคโนโลยี                     การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยเรียง 3 อันดับแรก ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกในการติดสื่อสารและการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (=4.31, S.D.=0.59) เทคโนโลยีที่ใช้ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันกับเพื่อนสมาชิก (=4.19, S.D.=0.76) เทคโนโลยีที่ใช้ ลดข้อจำกัดในการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่มสถานที่ และระยะเวลา และเทคโนโลยีที่ใช้ (บล็อก หรือ Webboard) ช่วยในการพัฒนาความสามารถใน                    การแก้ปัญหา (มีค่าเฉลี่ยเท่ากันคือ =4.17, S.D.=0.76, S.D.=0.64)


 

            ผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาต่างกันที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างกันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี พบว่า กรณีศึกษาที่ต่างกันส่งผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันส่งผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาและเทคโนโลยี                     การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ กรณีศึกษาที่ต่างกันส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาและเทคโนโลยี                    การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผลการทดลองยังพบว่า ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประเภทของกรณีศึกษาไม่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี               การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ใช้ไม่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


 

สรุปผลการทดลอง ได้ว่า การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรีด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน นั้นมีความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้              เป็นทีมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความสามารถในการแก้ปัญหาหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาต่างกันที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างกันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถ             ในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


 

 


 

ตอนที่ 4 ผลการรับรองและนำเสนอรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถใน               การแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            ผลการรับรองตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีต่อรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันที่ส่งผลต่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี พบว่า องค์ประกอบ และขั้นตอนของรูปแบบ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ซึ่งมีค่ามากกว่า 0.05 ในทุกข้อ จึงถือว่ารูปแบบมีความเหมาะสม โดยผู้ทรงคุณวุฒิมีข้อเสนอแนะและความคิดเห็นเพิ่มเติมอื่น ๆ เกี่ยวกับรูปแบบ สรุปได้ว่า 1) เป็นรูปแบบที่ช่วยให้เกิดการนำเทคโนโลยีเว็บมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมไม่เฉพาะการเรียนรู้เนื้อหา แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21  2) ในส่วนของผู้สอน ผู้เรียน สามารถจัดกลุ่มเป็นองค์ประกอบของบุคคลได้ 3) ในภาพรวมน่าสนใจเป็นการประยุกต์ใช้ F2F และออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม สำหรับด้านกิจกรรมและขั้นตอนที่มากอาจ ทำให้เป็นภาระของอาจารย์ ในองค์ประกอบของเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ควรมีการบันทึก               ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เช่น การนำเสนอเป็น Mind Map ในเว็บเพื่อการทบทวนถือเป็นสิ่งที่ดีเป็น Resource ในการคิดต่อยอด และในการนำไปใช้จริงสู่ภาคปฏิบัติควรจัดให้สะดวกขึ้น 4) ควรเพิ่มให้มีการประเมินตนเองหลังทำกรณีศึกษาออนไลน์ทุกครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนได้สะท้อนปัญหา สิ่งที่ดีและแนวทาง                                            การทำงานต่อไปในกรณีศึกษาถัดไป 5) รูปแบบได้ชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของการเรียนที่เป็นแบบผสมผสาน คือ แบบเผชิญหน้า(F2F) และแบบออนไลน์ (Online) ว่าดีกว่าการเรียนแบบดั้งเดิมที่ผู้เรียนฟังบรรยายอย่างเดียว  6) การประเมินผลมีความครอบคลุมเนื้อหา โดยใช้ Rubric Assessment ถือว่าดีมาก กล่าวโดยสรุปถือว่าเป็นรูปแบบที่ออกแบบได้ตรงกับการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมได้ดีมาก


 

            ดังนั้น จึงนำเสนอรูปแบบที่ได้ปรับเปลี่ยนจากเดิม 7 องค์ประกอบ มาเป็น 6 องค์ประกอบ  โดยจัดเป็นองค์ประกอบบุคคลขึ้นมาเพื่อจัดเป็นหมวดหมู่ของผู้สอน และผู้เรียนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น                 มีรายละเอียดดังนี้


 

1. บุคคล (People) ประกอบด้วย ผู้สอน และผู้เรียน


 

1.1 ผู้สอน ได้แก่ ผู้สอนหลัก และผู้สอนร่วม


 

                              1.1.1 ผู้สอนหลัก (Instructor) เป็นผู้จัดการรายวิชาที่มีบทบาทวางแผน                การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานร่วมกับผู้สอนร่วม กำหนดเป้าหมายพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี ทำหน้าที่ในการชี้แจงทำความเข้าใจในภาพรวมของกิจกรรมต่าง ๆ จัดทำแผนจัดการเรียนรู้ กำหนดเนื้อหา ถ่ายทอดความรู้ จัดเตรียมกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับเนื้อหาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งกลุ่มผู้เรียนแบบคละกันและจัดเข้ากลุ่ม และจัดกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ในแต่ละสัปดาห์ และประเมินผลการทำกิจกรรมกลุ่มออนไลน์


 

             1.1.2 ผู้สอนร่วม (Co-Instructor) เป็นผู้ที่มีบทบาทเหมือนกับผู้สอนหลักโดยร่วมรับผิดชอบวางแผนการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหาที่รับผิดชอบสอนเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน และร่วมประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาจากการทำกรณีศึกษาออนไลน์แต่ละครั้ง โดยวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะกลับ (Feedback) กับสมาชิกในแต่ละกลุ่มที่มานำเสนอ และร่วมประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาหลังการเรียนในสัปดาห์สุดท้ายของการทดลอง


 

 1.2 ผู้เรียน (Student) เป็นผู้มีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันตามกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย รับฟังการบรรยายเนื้อหาเพื่อนำไปใช้ขณะทำกิจกรรมออนไลน์ มีส่วนร่วมในการทำงานกับเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย และสลับกันทำหน้าที่หัวหน้าทีมหรือหัวหน้ากลุ่ม พร้อมทั้งค้นคว้าเพิ่มเติมและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (บล็อก หรือ                    เว็บบอร์ด)


 

            2. เนื้อหา (Content) เป็นสาระความรู้ที่ต้องการถ่ายทอดให้กับผู้เรียนได้เกิดความรู้        ความเข้าใจพร้อมนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนร่วมกัน ทั้งที่เป็นแหล่งความรู้จากตัวบุคคล เอกสาร หนังสือหรือแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้เป็นแนวทางใน


 

การแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้


 

            3. กรณีศึกษา (Case Study) เป็นเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับเนื้อหาที่ผู้สอนใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มได้คิดแก้ปัญหา ระบุปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ เสนอวิธีการแก้ปัญหา การตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา และสรุปผลร่วมกันภายในกลุ่ม เพื่อเป็นการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมให้กับผู้เรียน สำหรับกรณีศึกษาที่ใช้ ได้แก่ กรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (Situation case) กับกรณีศึกษาแบบตัดสินใจ (Decision case)


 

            4. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Environment) เป็นการสร้างบรรยากาศทางการเรียนแบบผสมผสานทั้งแบบเผชิญหน้า (F2F) และแบบออนไลน์ (Online) กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนและเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสมาชิกแต่ในแต่ละทีม สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนด้วยกัน มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ร่วมกันรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียนแบบผสมผสาน ได้แก่ ห้องเรียนปกติที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนในชั้นเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก การแก้ปัญหากรณีศึกษาออนไลน์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่จัดให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้   เตรียมความพร้อมและตารางเวลาในการให้บริการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างชัดเจน


 

            5. เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Technology) เป็นเครื่องมือสื่อสารสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ อำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและการแสดงความคิดเห็น การร่วมอภิปรายออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ประกอบด้วย 1) ส่วนของหน้าโฮมเพจหลัก ที่มีชี้แจงกิจกรรมการเรียนการสอน การสืบค้นข้อมูล การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร   2) ส่วนของรายการเนื้อหา นำเสนอเนื้อหาในรูปของ E-Book ที่ให้ผู้เรียนสามารถ Download เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงลิงค์ ไปยังแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ 3) ส่วนของเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อค และเว็บบอร์ด ที่ให้ผู้เรียนได้เข้ามาเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแก้ปัญหาและการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมส่วนของแบบทดสอบ และส่วนของแบบประเมินผลออนไลน์


 

            6. การประเมินผล (Evaluation) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังการทำกรณีศึกษาออนไลน์เพื่อวัดและประเมินผลคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นการประเมินผลความสามารถในการแก้ปัญหาก่อนและหลังเรียน และประเมินผลการทำกรณีศึกษาออนไลน์ในแต่ละครั้ง โดยใช้เครื่องมือ ได้แก่                  แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนก่อนและหลังจากการทำกิจกรรมด้วยการใช้                     แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาแบบรูบริกส์ (Rubric Assessment) แบบประเมินความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมด้วยการใช้แบบประเมินตนเองที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีม แบบประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในทีม และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            สำหรับขั้นตอนยังคงเดิม คือ มี 3 ขั้นตอนหลัก และ 5 ขั้นตอนย่อย โดยมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กน้อย ได้แก่ ส่วนของขั้นตอน ในขั้นตอนที่ 1 เพิ่มเป็น F2F+Online และขั้นตอนที่ 2 เพิ่มเป็น F2F+Online จะได้เป็น
             1. ขั้นเตรียมความพร้อม (F2F+Online)
            2. ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน (F2F+Online)
                        2.1 ขั้นทำความเข้าใจและระบุประเด็นปัญหาร่วมกัน (Online)
                        2.2 ขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาร่วมกัน (Online)
                        2.3 ขั้นเสนอวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน (Online)
                        2.4 ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน
                        2.5 ขั้นสรุปผลร่วมกัน (F2F+Online)
            3. ขั้นประเมินผล (F2F+Online)

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8906
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิตด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน
หัวข้อ(Eng) DEVELOPMENT OF PROBLEM SOLVING AND TEAM LEARNING ABILITIES OF UNDERGRADUATE STUDENTS WITH A BLENDED LEARNING MODEL USING LEARNING TOGETHER TECHNIQUE WITH DIFFERENT CASE-BASED LEARNING AND KNOWLEDGE SHARING TECHNOLOGY
คำสำคัญ(keyword) การแก้ปัญหา การเรียนรู้เป็นทีม การเรียนแบบผสมผสาน การเรียนร่วมกัน กรณีศึกษา เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ชื่อผู้วิจัย นายสูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr.Sutithep Siripipattanakoon
ตำแหน่ง นิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต
การศึกษา ดุษฎีบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ ภาควิชาอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน)
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 2552-2554
ประเภท วิจัยและพัฒนา
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) การศึกษาไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มีการเรียนการสอนที่พบปะกันเฉพาะในชั้นเรียนมาเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาประยุกต์ใช้กับการศึกษาเพื่อขยายโอกาสทางการเรียนและพัฒนาการเรียนรู้ สิ่งที่สำคัญอย่างมากคือทำให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้ทุกที่ทุกเวลาและสามารถศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเอง (Hiltz and Goldman, 2005)ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ที่มุ่งพัฒนาคนให้มีความสามารถในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่เน้นพัฒนาทักษะ กระบวนการคิด การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2552) ที่ระบุสาระสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพของบัณฑิต ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ 1) คุณธรรม จริยธรรม 2)ความรู้ 3) ทักษะทางปัญญา สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และใช้ทักษะทางปัญญาในการแก้ปัญหาต่าง ๆ 4)ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 5) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ แต่จากผลสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการตามตัวบ่งชี้ “ความพึงพอใจต่อบัณฑิตและบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา” พบว่า ประเด็นสำคัญที่มีความพึงพอใจค่อนข้างต่ำ คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ของบัณฑิต (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2552) และจากผลสรุปการดำเนินงาน 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2542-2551 พบว่า สภาพปัญหาการศึกษาระดับอุดมศึกษามีคุณภาพโดยรวมยังไม่น่าพึงพอใจมากนักในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงต้องเน้นให้มีความรู้และทักษะต่าง ๆ รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมมากขึ้น
การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา และการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิตจากการให้ทำงานร่วมกันจึงถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้กรณีศึกษาที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา สอดคล้องกับ Jonassen (2002) ได้อธิบายกรณีศึกษา ว่าเป็นเสมือนแผนที่ในการนำทางไปสู่ทางออก ซึ่งช่วยให้เกิดประสบการณ์เรียนรู้จากการคิดแก้ปัญหาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้ และ Choi and Lee (2009)การใช้กรณีศึกษาในการเรียนการสอนจะช่วยให้เกิดการวิเคราะห์สาเหตุ และความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหา ช่วยให้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา ในขณะที่การทำงานเป็นทีมช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิกในทีม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในทีมได้เป็นอย่างดี (Dyer el al., 2007)
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงจำเป็นที่ใช้การเรียนการสอนที่ช่วยให้นิสิตเป็นไปตามเป้าประสงค์ข้างต้น ซึ่งการเรียนแบบผสมผสานถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในปัจจุบัน (Graham and Kaleta, 2002) ที่จะช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา และการเรียนรู้เป็นทีมได้ตามความต้องการของแต่ละบุคคลด้วยการอาศัยเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เข้ามาร่วมกับการให้ผู้เรียนได้มีทักษะสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบด้วยการใช้เทคนิคการเรียนร่วมกัน (Learning Together) จึงถือว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม และการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษาก็จะทำให้นิสิตปริญญาบัณฑิตได้เรียนรู้กระบวนการแก้ปัญหาจากการนำเสนอสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ (Julian et al., 2000) แต่การใช้กรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีด้วยกันหลายประเภท ผู้วิจัยจึงเลือกใช้กรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันในการทดลอง เพื่อศึกษาดูว่าจะสามารถพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมได้แตกต่างกันหรือไม่ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิตด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน
แนวคิด(concept) พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิตด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน
สมมุติฐาน(assumption)

 

            1. นิสิตปริญญาบัณฑิตที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน หลังการทดลองมีความสามารถในการแก้ปัญหาสูงกว่าก่อนทดลอง

            2. นิสิตปริญญาบัณฑิตที่เรียนด้วยการเรียนแบบผสมผสานด้วยเทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างกัน มีความสามารถในการแก้ปัญหา และการเรียนรู้เป็นทีมแตกต่างกัน

            3. มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาต่างกันที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างกันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม

แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

 

ขั้นตอนที่ 1 การศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องรูปแบบ                 การเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับ ปริญญาตรี


 

            ขั้นตอนที่ 2 การสร้างต้นแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้


 

ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิต


 

ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิต

ขั้นตอนที่ 4 การรับรองและนำเสนอรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิต

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

เป็นนิสิตปริญญาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ จำนวน 48 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เหตุผลในการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ดังกล่าว มีดังนี้

1) เป็นนิสิต นักศึกษาปริญญาบัณฑิต ที่สังกัดสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และมีความเหมาะสมสำหรับการทดลอง

2) คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ตัวแปร(variable)

 

            ตัวแปรอิสระ ได้แก่


 

            1. รูปแบบการเรียนด้วยกรณีศึกษา มี 2 แบบ คือ


 

                        1.1 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (Situation Case)


 

                        1.2 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจ (Decision Case)


 

            2. เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มี 2 แบบ คือ


 

                        2.1 บล็อก (Blog)


 

2.2 เว็บบอร์ด (Webboard)


 

ตัวแปรตาม ได้แก่


 

1. ความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem Solving Ability)


 

2. ความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีม (Team Learning Ability)
คำนิยาม(defination)

 

            1. การเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) หมายถึง กระบวนการเรียนที่ผสมผสานระหว่างการเรียนแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face : F2F) กับการเรียนแบบออนไลน์ (Online) ด้วยการใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสามารถตอบสนองความแตกต่างทางการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ซึ่งจะช่วยเติมเต็มให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้มากที่สุด โดยมีองค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้เรียน 2) เนื้อหา 3) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4) โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 5) ประเมินผล และขั้นตอน ได้แก่  1) การวิเคราะห์ วางแผน กำหนดเป้าหมายในการเรียนการสอน 2) การออกแบบการเรียนการสอน   3) การกำหนดผู้เรียนและสิ่งที่ต้องรู้ก่อน 4) การกำหนดเนื้อหา กิจกรรม สื่อที่ใช้และวิธีการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 5) พัฒนาบทเรียน 6) การลงมือปฏิบัติและนำไปใช้ 7) การประเมินผล


 

            2. เทคนิคการเรียนร่วมกัน (Learning Together Technique) หมายถึง กระบวนการที่สมาชิกในกลุ่มได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจากการเรียนแบบผสมผสาน มีการแบ่งกลุ่มสมาชิกแบบคละกันที่มีความสามารถแตกต่างกัน กลุ่มละ 4 คน มีการกำหนดเป้าหมายรวมกัน โดยมีหลักการว่าให้สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์กัน ทำงานร่วมกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน และแต่ละคนมีบทบาทช่วยกันคิดและช่วยกันแก้ปัญหาจากงานที่ได้รับมอบหมายด้วยการสร้างความคิด เชื่อมโยงความคิด และการรวมปัญญา โดยมีองค์ประกอบ ได้แก่ 1) ช่วยเหลือ เกื้อกูลซึ่งกันและกันด้วยดี 2) ปรึกษาและปฏิสัมพันธ์ระหว่างการทำงานร่วมกัน 3)  ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน 4) ทักษะการทำงานของกลุ่มเป็นทีม 5) มีกระบวนการทำงานกลุ่ม และขั้นตอน ได้แก่ 1) เตรียมความพร้อมในการเรียนร่วมกันแบบผสมผสาน (F2F+Online) ได้แก่ เทคโนโลยี เนื้อหา ผู้สอน และผู้เรียน 2) แบ่งกลุ่มผู้เรียนแบบคละกันเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มละ 4 คน เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3) ผู้สอนมอบหมายงานให้กลุ่มได้ทำงานร่วมกัน โดยที่สมาชิกแต่ละคนจะได้หมุนเวียนบทบาทขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม 4) ลงมือปฏิบัติทำงานร่วมกัน ด้วยการ (สร้างความคิด, การเชื่อมโยงความคิด, การรวมปัญญา) 5) แต่ละกลุ่มส่งงานตามที่มอบหมาย และนำเสนองานหน้าชั้นเรียน 6) ผู้สอนประเมินให้คำแนะนำ และชมเชยกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด


 

            3. การเรียนด้วยกรณีศึกษา (Case-Based Learning) หมายถึง กระบวนการที่ผู้สอนนำเสนอข้อมูล เรื่องราว บรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือเหตุการณ์กรณีศึกษา(Case Study) ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อกระตุ้นและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้อภิปรายกลุ่มย่อยโดยเน้นการทำงานเป็น มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง ที่สามารถทำให้ผู้เรียนเข้าใจแนวคิด หลักการ ทฤษฎีโดยกรณีศึกษา เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีพัฒนาการและทักษะในเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ การให้เหตุผล และเน้นการแก้ปัญหาเป็นหลัก สามารถการประยุกต์ใช้ และเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยมีองค์ประกอบ ได้แก่ 1) กรณีศึกษา 2) กิจกรรมผู้เรียน 3) บรรยากาศในห้องเรียน ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นทำความเข้าใจ และกำหนดปัญหา 2) ขั้นวินิจฉัย/วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา 3) เสนอทางเลือก/วิธีการ แก้ปัญหาที่เป็นไปได้ 4) ขั้นตัดสินใจ 5) ขั้นการนำเสนออภิปรายร่วมกันและให้ผลป้อนกลับ 6) สรุปและประเมินผล


 

            4. กรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (Situation Case) หมายถึง ข้อมูลที่แสดงการเล่าเรื่องเหตุการณ์ให้เห็นสภาพความเป็นจริงและปัญหาที่เกิดขึ้น อาจเป็นเรื่องจริงหรือสมมติขึ้น เพื่อมุ่งแก้ปัญหาโดยใช้ฝึกการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ร่วมกันแสดงอภิปรายและความคิดเห็นในการแก้ปัญหา ซึ่งในกรณีศึกษาจะไม่มีการตัดสินใจมาให้


 

            5. กรณีศึกษาแบบตัดสินใจ (Decision Case) หมายถึง ข้อมูลที่แสดงเหตุการณ์ที่กำหนดให้เป็นข้อมูลจากสถานการณ์ที่มีการตัดสินใจในการแก้ปัญหาจากกรณีศึกษานั้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ ร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่ม แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของกรณีศึกษา  


 

            6. เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Technology) หมายถึง วิทยาการที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารร่วมกับการเรียนการสอนโดยจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปราย และทำงานร่วมกันผ่านเครื่องมือสื่อสารและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บล็อก (Blog) เว็บบอร์ด (Webboard)


 

            7. บล็อก (Blog) หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารที่เอื้อต่อการสร้างความรู้ด้วยตนเองและเครือข่ายสมาชิก เป็นการบันทึกการเรียนรู้ของตนเองและเผยแพร่ผลงานผ่านเว็บที่อยู่ในรูปของข้อความ ภาพ คลิปเสียง หรือคลิปวิดีโอ มีการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้จากการเขียนในส่วนของงานกลุ่ม เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถวิจารณ์ร่วมแสดงความคิดเห็น โดยสามารถกำหนดระดับการเผยแพร่สารสนเทศให้เป็นแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หรือแบบหนึ่งต่อหลาย ๆ คนได้


 

            8. เว็บบอร์ด (Webboard) หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารที่เป็นการสนทนาในมิติต่างเวลาไม่จำเป็นต้องใช้งานในเวลาเดียวกัน มีการเขียนข้อความประกาศ การตั้งกระทู้คำถาม การโต้ตอบด้วยการอภิปราย แสดงความคิดเห็น และติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกภายใต้หัวเรื่องหนึ่ง ๆ โดยจะแสดงผลตามลำดับเวลาก่อนหลังของการเขียนตอบ และมีข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือร่องรอยการทำงานร่วมกันได้อย่างชัดเจน


 

            9. ความสามารถในการแก้ปัญหา (Problem Solving) หมายถึง กระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล เป็นขั้นเป็นเป็นตอน โดยสามารถกำหนดปัญหา วางแผนแก้ปัญหา การรวบรวมข้อมูล ตัดสินใจและเลือกการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมตามแต่ละสถานการณ์


 

10. ความสามารถการเรียนรู้เป็นทีม (Team Learning) หมายถึง กระบวนการที่สมาชิกในทีมมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ มีการวางแผนและทำงานร่วมกันตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีการทำงานเป็นกลุ่มเล็กที่สมาชิกในทีมมีปฏิสัมพันธ์ มีความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกัน ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างของแต่ละบุคคล ไว้เนื้อเชื่อใจกันและร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย               ของทีม
เครื่องมือ(tool)

 

            1. กรณีศึกษา ได้แก่ กรณีศึกษาแบบสถานการณ์และแบบตัดสินใจ


 

2. ระบบจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ ส่วนของหน้าจอเว็บไซต์หลัก ส่วนของรายการเนื้อหา ส่วนของเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Blog และ Webboard) ส่วนของแบบทดสอบออนไลน์ และส่วนของแบบประเมินออนไลน์


 

             3. แบบประเมินสำหรับผู้เรียน ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาแบบรูบริกส์ แบบประเมินตนเองที่มีต่อการเรียนรู้เป็นทีม แบบประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในทีมโดยเพื่อนสมาชิก แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบฯ
การรวบรวมข้อมูล(gathering)

 

ก่อนดำเนินการเก็บรวมรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ติดต่อบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อจัดทำหนังสือ                    ขอความอนุเคราะห์ในการวิจัย จากนั้นนำมาเก็บรวมรวมข้อมูลทั้งก่อนและหลังเรียน ดังนี้


 

            1. การเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนเรียน ให้ผู้เรียนทำแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา โดยใช้แบบวัดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยผ่านผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว


 

2. การเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเรียน ด้วยการให้ผู้เรียนนำเสนอผลการแก้ปัญหาหน้าชั้น   โดยมีผู้สอนจำนวน 3 ท่าน ร่วมประเมินผล วิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะโดยใช้การประเมินผลแบบรูบริกส์ (Rubric Assessment) เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม


 

            3. การเก็บรวบรวมข้อมูลหลังเรียน


 

                        1) วัดความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสิตหลังเรียน โดยใช้แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา


 

                        2) วัดความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตหลังเรียน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้แบบประเมินตนเองที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีม แบบประเมินการมีส่วนร่วมของเพื่อนสมาชิกในทีม และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิค     การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม
การวิเคราะห์(analysis)

 

1. การศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)


 

            2. การสร้างต้นแบบรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิต ใช้สถิติวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย จากการหาค่า IOC


 

สูตรที่ใช้ในการคำนวณเพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเป็นรายข้อ (Content Validity) ได้แก่ ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Consistency: IOC) ดังนี้


 

                        IOC      = สูตร            IOC   =  


 

                        เมื่อ       IOC      แทน    ดัชนีความสอดคล้องระหว่างประเด็นที่ต้องการตรวจสอบ


 

                                           แทน    ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้ทรงเชี่ยวชาญ
                                             แทน    จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด


 

                                    +1        หมายถึง มีความเหมาะสม


 

                                    0          หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสม


 

                                    -1         หมายถึง ไม่มีความเหมาะสม


 

            3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กรณีศึกษา ระบบจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาแบบรูบริกส์แบบประเมินตนเองที่มีต่อการเรียนรู้เป็นทีม แบบประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในทีมโดยเพื่อนสมาชิก แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบฯ ใช้สถิติวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย จากการหาค่า IOC และแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา ใช้การวิเคราะห์                              ค่าความยากง่ายคำนวณด้วยสูตร P=r/n  ค่าอำนาจจำแนกคำนวณด้วยสูตร Item Total Correlation และค่าความเที่ยงคำนวณด้วยสูตร Kuder-Richardson (KR-20) ที่ใช้เทคนิค 25 % หาค่าความยากง่าย โดยใช้สูตร ดังนี้


 

                                    rtt =


 

 


 

                        rtt  = ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ       


 

                        K = จำนวนข้อสอบ


 

                        S2 = ความแปรปรวน                              


 

            p  = สัดส่วนของผู้ตอบถูกในแต่ละข้อ


 

                        q  = สัดส่วนของผู้ตอบผิดในแต่ละข้อ


 

 


 

4. การศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถใน                        การแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิต ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-Way ANOVA) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบพหุนาม (Two-Way MANOVA)


 

            สำหรับการกำหนดเกณ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ย (ประคอง กรรณสูตร, 2542) มีดังนี้


 

            ค่าเฉลี่ยคะแนน 4.50-5.00 มีความเหมาะสม/พึงพอใจมากที่สุด


 

            ค่าเฉลี่ยคะแนน 3.50-4.49 มีความเหมาะสม/พึงพอใจมาก


 

            ค่าเฉลี่ยคะแนน 2.50-3.49 มีความเหมาะสม/พึงพอใจปานกลาง


 

            ค่าเฉลี่ยคะแนน 1.50-2.49 มีความเหมาะสม/พึงพอใจน้อย


 

            ค่าเฉลี่ยคะแนน 1.00-1.49 มีความเหมาะสม/พึงพอใจน้อยที่สุด


 

5. การรับรองและนำเสนอรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตปริญญาบัณฑิต ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย               จากการหาค่า IOC

 

ข้อสรุป(summary)

 

            ผลของการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรีด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน สามารถสรุปเป็นผลการวิจัยแบ่งเป็น 4 ตอน ดังนี้


 

 


 

 


 

            ตอนที่ 1 ผลการศึกษาวิเคราะห์ และสังเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาต้นแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี มีรายละเอียด ดังนี้


 

            ผลการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ที่ได้มาจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนแบบผสมผสาน เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคการเรียนร่วมกัน                   การเรียนด้วยกรณีศึกษา ความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม ทำให้ได้องค์ประกอบและขั้นตอนของรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม สรุปได้ว่าต้นแบบ มีองค์ประกอบ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้สอน (Instructor) 2) ผู้เรียน (Student) 3) เนื้อหา (Content) 4) กรณีศึกษา (Case Study) 5) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Environment) 6) เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Technology) 7) การประเมินผล (Evaluation)


 

ขั้นตอนของรูปแบบฯ มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นเตรียมความพร้อม (F2F) 2) ขั้นดำเนินการกิจกรรมการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีที่ต่างกัน  ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ได้แก่     2.1) ขั้นทำความเข้าใจและระบุปัญหา (Online)  2.2) ขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (Online)         2.3) ขั้นเสนอวิธีการแก้ปัญหา (Online) 2.4) ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา (Online) 2.5) ขั้นสรุปผล (F2F) 3) ขั้นประเมินผล (F2F+Online)


 

 


 

          ตอนที่ 2 ผลการพัฒนาต้นแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            ผลการพัฒนาต้นแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน โดยนำองค์ประกอบและขั้นตอนที่ได้จาก การวิเคราะห์ สังเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนที่ 1 มาสร้างเป็นต้นแบบรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานฯ ที่ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิรับรองเรียบร้อย จำนวน 3 ท่าน ได้แก่


 

            องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ มีรายละเอียดดังนี้


 

1. ผู้สอน (Instructor) ได้แก่ ผู้สอนหลัก และผู้สอนร่วม


 

            1.1 ผู้สอนหลัก เป็นผู้จัดการรายวิชาที่มีบทบาทเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี ทำหน้าที่ในการชี้แจงทำความเข้าใจ              ในภาพรวมของกิจกรรมต่าง ๆ จัดทำแผนจัดการเรียนรู้ กำหนดเนื้อหา ถ่ายทอดความรู้ จัดเตรียมกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับเนื้อหาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งกลุ่มผู้เรียนแบบคละกันและจัดเข้ากลุ่ม และจัดกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ในแต่ละสัปดาห์ และประเมินผลการทำกิจกรรมกลุ่มออนไลน์


 

 1.2 ผู้สอนร่วม เป็นผู้ที่มีบทบาทร่วมวางแผนการจัดการเรียนการสอน และถ่ายทอดความรู้ในเนื้อหาที่รับผิดชอบ และเป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินความสามารถในการแก้ปัญหา               จากการทำกรณีศึกษาออนไลน์ โดยวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะกลับ (Feedback) กับสมาชิกในแต่ละกลุ่ม และร่วมประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาในแต่ละกรณีศึกษา และประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาหลังการเรียนในสัปดาห์สุดท้ายของการทดลอง


 

            2. ผู้เรียน (Student) เป็นผู้มีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันตามกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย รับฟังการบรรยายเนื้อหาเพื่อนำไปใช้ขณะทำกิจกรรมออนไลน์ มีส่วนร่วมในการทำงานกับเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย และสลับกันทำหน้าที่หัวหน้าทีมหรือหัวหน้ากลุ่ม พร้อมทั้งค้นคว้าเพิ่มเติมและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (บล็อก หรือเว็บบอร์ด)


 

 3. เนื้อหา (Content) เป็นสาระความรู้ที่ต้องการถ่ายทอดให้กับผู้เรียนได้เกิดความรู้                 ความเข้าใจพร้อมนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนร่วมกัน ทั้งที่เป็นแหล่งความรู้จากตัวบุคคล เอกสาร หรือแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้เป็นแนวทางใน                     การแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้


 

            4. กรณีศึกษา (Case Study) เป็นเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับเนื้อหาที่ผู้สอนใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มได้คิดแก้ปัญหา ระบุปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ เสนอวิธีการแก้ปัญหา การตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา และสรุปผลร่วมกันภายในกลุ่ม เพื่อเป็น                   การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมให้กับผู้เรียน สำหรับกรณีศึกษาที่ใช้ ได้แก่ กรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (Situation Case) กับกรณีศึกษาแบบตัดสินใจ (Decision Case)


 

            5) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Environment) เป็นการสร้างบรรยากาศทางการเรียนแบบผสมผสานทั้งแบบเผชิญหน้า (F2F) และแบบออนไลน์ (Online) กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนและเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสมาชิกในแต่ละทีม สร้าง                   ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนด้วยกัน มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ร่วมกันรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย จัดสภาพแวดล้อมให้พร้อม ได้แก่ ห้องเรียนปกติที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนในชั้นเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการแก้ปัญหากรณีศึกษาออนไลน์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่จัดให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ได้จัดเตรียมความพร้อมและตารางเวลาในการให้บริการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างชัดเจน


 

            6. เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Technology) เป็นเครื่องมือสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ที่อำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและ                   การแสดงความคิดเห็น การร่วมอภิปรายออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่ประกอบด้วย 1) ส่วนของหน้าโฮมเพจหลัก ที่มีคำชี้แจงกิจกรรมการเรียนการสอน การสืบค้นข้อมูล การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร 2) ส่วนของรายการเนื้อหา มีการนำเสนอเนื้อหาในรูปของ E-Book ที่ให้ผู้เรียนสามารถดาวน์โหลดเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยง Link ไปยังแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ 2) ส่วนของเทคโนโลยี                          การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Blog และ Webboard ที่ให้ผู้เรียนได้เข้ามาเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อภิปรายการแก้ปัญหาร่วมกัน 4) ส่วนของแบบทดสอบ และ 5) ส่วนของแบบประเมินผลออนไลน์


 

            7. การประเมินผล (Evaluation)เป็นกิจกรรมการวัดและประเมินผลเพื่อตัดสินว่ามีคุณลักษณะตามต้องการ ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนก่อนและหลังจากการทำกิจกรรมด้วยการใช้แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบประเมินความสามารถใน                การแก้ปัญหาแบบรูบริกส์ (Rubric Assessment) แบบประเมินความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมด้วยการใช้แบบประเมินตนเองที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีม และแบบประเมินความพึงพอใจ              ที่มีต่อรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยี                               การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            ขั้นตอนของรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี มี 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) ขั้นเตรียมความพร้อม 2) ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสานด้วยการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน โดยมีขั้นตอนย่อย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 2.1) ขั้นทำความเข้าใจและระบุปัญหาร่วมกัน 2.2) ขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาร่วมกัน 2.3) ขั้นเสนอวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน 2.4) ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน 2.5) ขั้นสรุปผลร่วมกัน 3) ขั้นประเมินผล โดยมีแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้


 

            1. ขั้นเตรียมความพร้อม (F2F) มีกระบวนการกิจกรรม โดยสรุปดังนี้


 

                        1) ผู้สอนเตรียมความพร้อมด้านแผนการจัดการเรียนรู้ กำหนดบทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน เนื้อหาสาระ เอกสารประกอบการสอน โครงสร้างพื้นฐาน เว็บไซต์ที่ใช้สำหรับเป็นเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก หรือเว็บบอร์ด (Blog / Webboard) กรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (Situation Case) และแบบตัดสินใจ (Decision Case) และแบบประเมินผล


 

                        2) ผู้สอนชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้เรียนในกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ถ่ายทอดเนื้อหา อธิบายขั้นตอนเทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์                          และให้ผู้เรียนทุกคนทำประเมินผลความสามารถในการแก้ปัญหาก่อนเรียน


 

                        3) ผู้สอนแบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ แบบคละกัน ได้แก่ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ให้ได้กลุ่มละ 4 คน และจัดเข้ากลุ่มใหญ่ ๆ ให้ได้กลุ่มละ 12 คน


 

                        4) หลังจากแบ่งกลุ่มเสร็จเรียบร้อย ผู้สอนหลักให้ผู้เรียนเข้ากลุ่มตามที่กำหนดให้ เพื่อทำความรู้จักคุ้นเคยกันในกลุ่มและให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้ฝึกใช้งานเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด


 

                        5) ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าในเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง จากแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ หรือเอกสารประกอบการสอน เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับทำกรณีศึกษา


 

            2. ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีที่ต่างกัน มี 5 ขั้นตอนย่อย ดังนี้


 

                        2.1 ขั้นทำความเข้าใจและระบุประเด็นปัญหาร่วมกัน (Online) มีกระบวนการกิจกรรม โดยสรุป ดังนี้


 

                                    1) ผู้สอนมอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนศึกษากรณีศึกษาที่ แล้วทำความเข้าใจ พร้อมกับระบุประเด็นปัญหาออกเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : สร้างความคิด)


 

                                    2) สมาชิกในกลุ่มร่วมกันระดมสมองด้วยการที่หัวหน้าทีมทำหน้าที่คอยประสานและกระตุ้นการทำงานกลุ่มให้เพื่อนสมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นและระบุประเด็นปัญหา             จากกรณีศึกษาออกเป็นข้อ ๆ ผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด (เทคนิค               การเรียนร่วมกัน : การเชื่อมโยงความคิด) ผู้สอนทำหน้าที่คอยกระตุ้นเตือน ชี้แนะเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มร่วมกันทำงาน


 

                                    3) หัวหน้าทีมรวบรวมความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกแล้วสรุปอีกครั้ง เพื่อร่วมกันลงมติเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย จนได้ข้อสรุปสุดท้ายของกลุ่มก่อนไปขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การรวมปัญญา)


 

                        2.2 ขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาร่วมกัน (Online) มีกระบวนการกิจกรรมโดยสรุป ดังนี้


 

                                    1) นำประเด็นปัญหาที่ได้จากข้อสรุปของกลุ่มมาทำการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา โดยสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มร่วมแสดงความคิดเห็นพร้อมอธิบายเหตุผลผ่านเทคโนโลยี                     การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : สร้างความคิด)


 

                                    2) หัวหน้าทีมรวบรวมความคิดเห็นจากการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาแล้วสรุปอีกครั้ง เพื่อร่วมกันลงมติเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การเชื่อมโยงความคิด)


 

                                    3) ข้อสรุปสุดท้ายจากการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาของกลุ่มก่อนไปขั้นตอนวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การรวมปัญญา)


 

                        2.3 ขั้นเสนอวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน (Online) มีกระบวนการกิจกรรมโดยสรุป ดังนี้


 

                                    1) นำผลสรุปจากการวิเคราะห์สาเหตุของกลุ่มมาสู่วิธีการแก้ปัญหา โดยสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มร่วมเสนอวิธีการแก้ปัญหา พร้อมอ้างอิงแนวคิด หลักการหรือทฤษฎีจากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุน ผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด


 

                                    2) หัวหน้าทีมรวบรวมความคิดเห็นจากการเสนอวิธีการแก้ปัญหาของกลุ่มมาสรุปอีกครั้ง เพื่อร่วมกันลงมติเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การเชื่อมโยงความคิด)


 

                                    3) หัวหน้าทีมรวบรวมข้อเสนอวิธีการแก้ปัญหาในแต่ละข้อแล้วสรุป ส่งให้เพื่อนสมาชิกพิจารณาอีกครั้งก่อนตัดสินใจเลือกในขั้นต่อไป (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การรวมปัญญา)


 

                        2.4 ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน (Online) มีกระบวนการกิจกรรม               โดยสรุปดังนี้


 

                                    1) สมาชิกทุกคนนำข้อเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ได้จากการรวบรวมทั้งหมด              มาพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้แก้ปัญหา ผ่านเทคโนโลยี                 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด


 

                                    2) หัวหน้าทีมรวบรวมความคิดเห็นจากการเสนอการตัดสินใจของกลุ่มมาสรุปอีกครั้ง เพื่อร่วมกันลงมติเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การเชื่อมโยงความคิด)


 

                                    3) หัวหน้าทีมทำหน้าที่สรุป และให้เพื่อนสมาชิกร่วมตัดสินใจเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย จนได้ข้อสรุปในการตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาของกลุ่ม (เทคนิคการเรียนร่วมกัน : การรวมปัญญา)


 

                         2.5 ขั้นสรุปผลร่วมกัน (F2F+Online) มีกระบวนการกิจกรรมโดยสรุป ดังนี้


 

                                    1) หัวหน้าทีมทำหน้าที่สรุปผลการแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาของกลุ่มทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นที่ 2.1 ทำความเข้าใจและระบุประเด็นปัญหา จนกระทั่งถึงขั้นที่ 2.5 ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา ผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยบล็อก หรือเว็บบอร์ด (Online)


 

                                    2) ผู้เรียนนำเสนอสรุปผลการแก้ปัญหาในชั้นเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนสมาชิกกลุ่มอื่น รับฟังข้อเสนอแนะ และการประเมินผลจากผู้สอน (F2F)


 

                                    3) ผู้เรียนฟังข้อเสนอแนะ และการวิพากษ์จากการแก้ปัญหากรณีศึกษาเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการทำกรณีศึกษาครั้งต่อไป


 

                        3. ขั้นประเมินผล (F2F+Online)


 

                                    1) ผู้สอนประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาของกลุ่มด้วยแบบประเมินแบบรูบริกส์ (Rubric Assessment) หลังจากนั้นผู้สอน (ผู้สอนหลักและผู้สอนร่วม) ทำการวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะกลับ (Feedback) พร้อมกับประกาศผลคะแนนและชมเชยกลุ่มที่ทำคะแนนได้สูงสุดหลังการแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาที่ 1- 4 เสร็จสิ้นแล้ว (ในสัปดาห์ที่ 3, 5, 7 และ 9)


 

                                    2) ผู้สอนให้ผู้เรียนทุกคนทำแบบวัดความสามารถในแก้ปัญหาหลังเรียนในสัปดาห์ที่ 9 (F2F) และให้ทำแบบประเมินตนเองที่มีต่อการเรียนรู้เป็นทีม แบบประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในทีม และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบฯ (Online)


 

 


 

ตอนที่ 3 ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

ผลของการทดลอง พบว่า นิสิตที่เรียนด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน               มีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับด้านกรณีศึกษา พบว่า กลุ่มที่เรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหา (= 28.04, S.D.= 1.94) สูงกว่าการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (= 27.92, S.D.= 2.48) เมื่อพิจารณาด้านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พบว่า              กลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระดานสนทนา มีค่าคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน                   การแก้ปัญหา (= 28.13, S.D.= 2.61) สูงกว่ากลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บล็อก             (= 27.83, S.D.= 1.76) ทั้งนี้ ความสามารถในการแก้ปัญหาจากสูงสุดไปหาต่ำสุด ได้ดังนี้ กลุ่ม             การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกระดานสนทนา (=28.75, S.D.=1.96) รองลงมา คือ กลุ่มการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บล็อก (=28.33, S.D.=1.72) กลุ่มการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้ เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระดานสนทนา(=27.50, S.D.= 3.09) และกลุ่มการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บล็อก (=27.33, S.D.= 1.72)


 

            ผลการประเมินตนเองที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมทั้ง 4 กลุ่ม อยู่ในระดับมากได้แก่ กลุ่มที่ 1 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก (=4.21, S.D.=0.35) กลุ่มที่ 2 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก (=4.35, S.D.=0.36) กลุ่มที่ 3 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เว็บบอร์ด (=4.41, S.D.=0.51) กลุ่ม 4 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เว็บบอร์ด (=4.22, S.D.=0.27) และผลการประเมินการมีส่วนร่วมในการทำงานของสมาชิกในทีม ทั้ง 4 กลุ่ม อยู่ในระดับมากได้แก่ กลุ่มที่ 1 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก (=4.14, S.D.=0.33) กลุ่มที่ 2 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อก (=4.24, S.D.=0.24) กลุ่มที่ 3 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เว็บบอร์ด (=4.40, S.D.=0.28) และกลุ่ม 4 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบตัดสินใจที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้                 เว็บบอร์ด (=4.28, S.D.=0.50)


 

            ผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมของนิสิตที่มีต่อการพัฒนาความสามารถใน                   การแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรีด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจจอยู่ในระดับมาก (=4.35, S.D.=0.63)


 

            เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการเรียนแบบผสมผสาน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยเรียง 3 อันดับแรก ได้แก่ รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานฯ เหมาะสำหรับนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี (=4.46, S.D.=0.58) รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานฯ ช่วยใน                    การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม (=4.35, 0.48) และขั้นตอน                  การจัดการเรียนแบบผสมผสานเป็นไปตามแผนการเรียนรู้มีความเหมาะสมปฏิบัติได้จริง (=4.23,0.56) ด้านเทคนิคการเรียนร่วมกัน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยเรียง 3 อันดับแรก ได้แก่ จำนวนสมาชิกในการเรียนรู้ร่วมกันมีความเหมาะสม (=4.35, S.D.=0.64) เทคนิคการเรียนร่วมกันเป็นทีมช่วยสมาชิกทุกท่านได้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน (=4.31, S.D.=0.59) และเทคนิคการเรียนร่วมกันช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและ     การเรียนรู้เป็นทีม (=4.25, S.D.=0.64) ด้านกรณีศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยเรียง 3 อันดับแรก ได้แก่ กรณีศึกษาช่วยให้เกิดคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และสรุปผล (=4.31, S.D.=0.72) กรณีศึกษามีความเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาสาระ (=4.23, S.D.=0.56) และกรณีศึกษาที่ 1-4 (แบบสถานการณ์ หรือแบบตัดสินใจ) ช่วยให้เกิดการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม (=4.19, S.D.=0.57) ด้านเทคโนโลยี                     การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยเรียง 3 อันดับแรก ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกในการติดสื่อสารและการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (=4.31, S.D.=0.59) เทคโนโลยีที่ใช้ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันกับเพื่อนสมาชิก (=4.19, S.D.=0.76) เทคโนโลยีที่ใช้ ลดข้อจำกัดในการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่มสถานที่ และระยะเวลา และเทคโนโลยีที่ใช้ (บล็อก หรือ Webboard) ช่วยในการพัฒนาความสามารถใน                    การแก้ปัญหา (มีค่าเฉลี่ยเท่ากันคือ =4.17, S.D.=0.76, S.D.=0.64)


 

            ผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาต่างกันที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างกันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี พบว่า กรณีศึกษาที่ต่างกันส่งผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันส่งผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาและเทคโนโลยี                     การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ กรณีศึกษาที่ต่างกันส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาและเทคโนโลยี                    การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผลการทดลองยังพบว่า ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประเภทของกรณีศึกษาไม่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี               การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ใช้ไม่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


 

สรุปผลการทดลอง ได้ว่า การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรีด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน นั้นมีความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้              เป็นทีมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความสามารถในการแก้ปัญหาหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกรณีศึกษาต่างกันที่ใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างกันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถ             ในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


 

 


 

ตอนที่ 4 ผลการรับรองและนำเสนอรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถใน               การแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            ผลการรับรองตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีต่อรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันที่ส่งผลต่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี พบว่า องค์ประกอบ และขั้นตอนของรูปแบบ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ซึ่งมีค่ามากกว่า 0.05 ในทุกข้อ จึงถือว่ารูปแบบมีความเหมาะสม โดยผู้ทรงคุณวุฒิมีข้อเสนอแนะและความคิดเห็นเพิ่มเติมอื่น ๆ เกี่ยวกับรูปแบบ สรุปได้ว่า 1) เป็นรูปแบบที่ช่วยให้เกิดการนำเทคโนโลยีเว็บมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมไม่เฉพาะการเรียนรู้เนื้อหา แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21  2) ในส่วนของผู้สอน ผู้เรียน สามารถจัดกลุ่มเป็นองค์ประกอบของบุคคลได้ 3) ในภาพรวมน่าสนใจเป็นการประยุกต์ใช้ F2F และออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม สำหรับด้านกิจกรรมและขั้นตอนที่มากอาจ ทำให้เป็นภาระของอาจารย์ ในองค์ประกอบของเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ควรมีการบันทึก               ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เช่น การนำเสนอเป็น Mind Map ในเว็บเพื่อการทบทวนถือเป็นสิ่งที่ดีเป็น Resource ในการคิดต่อยอด และในการนำไปใช้จริงสู่ภาคปฏิบัติควรจัดให้สะดวกขึ้น 4) ควรเพิ่มให้มีการประเมินตนเองหลังทำกรณีศึกษาออนไลน์ทุกครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนได้สะท้อนปัญหา สิ่งที่ดีและแนวทาง                                            การทำงานต่อไปในกรณีศึกษาถัดไป 5) รูปแบบได้ชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของการเรียนที่เป็นแบบผสมผสาน คือ แบบเผชิญหน้า(F2F) และแบบออนไลน์ (Online) ว่าดีกว่าการเรียนแบบดั้งเดิมที่ผู้เรียนฟังบรรยายอย่างเดียว  6) การประเมินผลมีความครอบคลุมเนื้อหา โดยใช้ Rubric Assessment ถือว่าดีมาก กล่าวโดยสรุปถือว่าเป็นรูปแบบที่ออกแบบได้ตรงกับการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมได้ดีมาก


 

            ดังนั้น จึงนำเสนอรูปแบบที่ได้ปรับเปลี่ยนจากเดิม 7 องค์ประกอบ มาเป็น 6 องค์ประกอบ  โดยจัดเป็นองค์ประกอบบุคคลขึ้นมาเพื่อจัดเป็นหมวดหมู่ของผู้สอน และผู้เรียนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น                 มีรายละเอียดดังนี้


 

1. บุคคล (People) ประกอบด้วย ผู้สอน และผู้เรียน


 

1.1 ผู้สอน ได้แก่ ผู้สอนหลัก และผู้สอนร่วม


 

                              1.1.1 ผู้สอนหลัก (Instructor) เป็นผู้จัดการรายวิชาที่มีบทบาทวางแผน                การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานร่วมกับผู้สอนร่วม กำหนดเป้าหมายพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี ทำหน้าที่ในการชี้แจงทำความเข้าใจในภาพรวมของกิจกรรมต่าง ๆ จัดทำแผนจัดการเรียนรู้ กำหนดเนื้อหา ถ่ายทอดความรู้ จัดเตรียมกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับเนื้อหาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งกลุ่มผู้เรียนแบบคละกันและจัดเข้ากลุ่ม และจัดกิจกรรมการเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ในแต่ละสัปดาห์ และประเมินผลการทำกิจกรรมกลุ่มออนไลน์


 

             1.1.2 ผู้สอนร่วม (Co-Instructor) เป็นผู้ที่มีบทบาทเหมือนกับผู้สอนหลักโดยร่วมรับผิดชอบวางแผนการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหาที่รับผิดชอบสอนเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน และร่วมประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาจากการทำกรณีศึกษาออนไลน์แต่ละครั้ง โดยวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะกลับ (Feedback) กับสมาชิกในแต่ละกลุ่มที่มานำเสนอ และร่วมประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาหลังการเรียนในสัปดาห์สุดท้ายของการทดลอง


 

 1.2 ผู้เรียน (Student) เป็นผู้มีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันตามกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย รับฟังการบรรยายเนื้อหาเพื่อนำไปใช้ขณะทำกิจกรรมออนไลน์ มีส่วนร่วมในการทำงานกับเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย และสลับกันทำหน้าที่หัวหน้าทีมหรือหัวหน้ากลุ่ม พร้อมทั้งค้นคว้าเพิ่มเติมและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (บล็อก หรือ                    เว็บบอร์ด)


 

            2. เนื้อหา (Content) เป็นสาระความรู้ที่ต้องการถ่ายทอดให้กับผู้เรียนได้เกิดความรู้        ความเข้าใจพร้อมนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนร่วมกัน ทั้งที่เป็นแหล่งความรู้จากตัวบุคคล เอกสาร หนังสือหรือแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้เป็นแนวทางใน


 

การแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้


 

            3. กรณีศึกษา (Case Study) เป็นเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับเนื้อหาที่ผู้สอนใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มได้คิดแก้ปัญหา ระบุปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ เสนอวิธีการแก้ปัญหา การตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา และสรุปผลร่วมกันภายในกลุ่ม เพื่อเป็นการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมให้กับผู้เรียน สำหรับกรณีศึกษาที่ใช้ ได้แก่ กรณีศึกษาแบบสถานการณ์ (Situation case) กับกรณีศึกษาแบบตัดสินใจ (Decision case)


 

            4. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Environment) เป็นการสร้างบรรยากาศทางการเรียนแบบผสมผสานทั้งแบบเผชิญหน้า (F2F) และแบบออนไลน์ (Online) กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนและเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของสมาชิกแต่ในแต่ละทีม สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนด้วยกัน มีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ร่วมกันรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียนแบบผสมผสาน ได้แก่ ห้องเรียนปกติที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนในชั้นเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก การแก้ปัญหากรณีศึกษาออนไลน์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่จัดให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้   เตรียมความพร้อมและตารางเวลาในการให้บริการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างชัดเจน


 

            5. เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing Technology) เป็นเครื่องมือสื่อสารสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ อำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและการแสดงความคิดเห็น การร่วมอภิปรายออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ประกอบด้วย 1) ส่วนของหน้าโฮมเพจหลัก ที่มีชี้แจงกิจกรรมการเรียนการสอน การสืบค้นข้อมูล การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร   2) ส่วนของรายการเนื้อหา นำเสนอเนื้อหาในรูปของ E-Book ที่ให้ผู้เรียนสามารถ Download เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงลิงค์ ไปยังแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ 3) ส่วนของเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อค และเว็บบอร์ด ที่ให้ผู้เรียนได้เข้ามาเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแก้ปัญหาและการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมส่วนของแบบทดสอบ และส่วนของแบบประเมินผลออนไลน์


 

            6. การประเมินผล (Evaluation) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังการทำกรณีศึกษาออนไลน์เพื่อวัดและประเมินผลคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นการประเมินผลความสามารถในการแก้ปัญหาก่อนและหลังเรียน และประเมินผลการทำกรณีศึกษาออนไลน์ในแต่ละครั้ง โดยใช้เครื่องมือ ได้แก่                  แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนก่อนและหลังจากการทำกิจกรรมด้วยการใช้                     แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาแบบรูบริกส์ (Rubric Assessment) แบบประเมินความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีมด้วยการใช้แบบประเมินตนเองที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้เป็นทีม แบบประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในทีม และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            สำหรับขั้นตอนยังคงเดิม คือ มี 3 ขั้นตอนหลัก และ 5 ขั้นตอนย่อย โดยมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กน้อย ได้แก่ ส่วนของขั้นตอน ในขั้นตอนที่ 1 เพิ่มเป็น F2F+Online และขั้นตอนที่ 2 เพิ่มเป็น F2F+Online จะได้เป็น
             1. ขั้นเตรียมความพร้อม (F2F+Online)
            2. ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน (F2F+Online)
                        2.1 ขั้นทำความเข้าใจและระบุประเด็นปัญหาร่วมกัน (Online)
                        2.2 ขั้นวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาร่วมกัน (Online)
                        2.3 ขั้นเสนอวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน (Online)
                        2.4 ขั้นตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน
                        2.5 ขั้นสรุปผลร่วมกัน (F2F+Online)
            3. ขั้นประเมินผล (F2F+Online)
ข้อเสนอแนะ(suggestion)

 

            ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์


 

            1. การนำรูปแบบไปใช้ ผู้สอนต้องมีการเตรียมความพร้อมและคำนึงถึงองค์ประกอบ ได้แก่ บุคคล เนื้อหา กรณีศึกษา สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการประเมินผล ที่ถือว่ามีความสำคัญเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถ ในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรี


 

            2. ผู้สอนต้องทำความเข้าใจในขั้นตอนของรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิค                 การเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรีให้ชัดเจนเพื่อจะได้ทราบว่าต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องใด เนื่องจากผู้สอนมีบทบาทสำคัญที่เป็นผู้คอยชี้แนะ และถ่ายทอดให้ความรู้ รวมถึงควรมีความเชี่ยวชาญในเนื้อหาหรืออาจมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มาให้คำแนะนำและวิพากษ์การทำกรณีศึกษาออนไลน์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาให้กับผู้เรียนได้มากที่สุด


 

            3. ผู้สอนต้องเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนในการชี้แจงอธิบายรูปแบบการเรียนแบบผสมผสาน การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละขึ้นตอน ควรมีการกำหนดระยะเวลาในการทำกรณีศึกษาอย่างชัดเจน และติดตามความก้าวหน้าของการทำงานกลุ่มเป็นระยะพร้อมทั้งกระตุ้นและให้กำลังใจเพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงานผ่านเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้


 

            4. การสร้างกรณีศึกษาผู้สอนควรเลือกแบบกรณีศึกษาที่จะใช้ก่อนล่วงหน้าเพราะขั้นตอน              การเขียนกรณีศึกษาในแต่ละแบบมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง และต้องทำความเข้าใจกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องจากเหตุการณ์ให้เห็นถึงปัญหาโดยมีการตัดสินใจมาให้ที่เหมาะกับการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหาอย่างอิสระ ส่วนกรณีศึกษาแบบตัดสินใจจะบอกไว้อย่างชัดเจนว่ากรณีศึกษานี้ได้ตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไรผู้เรียนต้องอธิบายแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจแก้ปัญหาจากกรณีศึกษาจึงเหมาะกับการฝึกใช้เหตุผลในการตัดสินใจ สำหรับขั้นตอนการเขียนกรณีศึกษาแบบสถานการณ์  สรุปได้ว่า 1) กำหนดหัวเรื่องกรณีศึกษาที่เป็นเหตุการณ์ปัญหาจริงหรือเป็นไปได้จริง 2) รวบรวมข้อมูลหรือเหตุการณ์และเขียนเล่าเรื่องของปัญหา 3) ระบุประเด็นคำถามให้คิด และขั้นตอนการเขียนกรณีศึกษาแบบตัดสินใจ สรุปได้ว่า 1) เลือกประเด็นใน การตัดสินใจแก้ปัญหาของกรณีศึกษาเพียง 1 ประเด็น 2) รวบรวมข้อมูลและเขียนประเด็นปัญหาที่ เกิดจากการตัดสินใจ 3) หาจุดสิ้นสุดของประเด็นเพื่อนำไปสู่การอภิปราย


 

            5. ผู้สอนสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่คิดว่าเหมาะสมกับการเรียนรู้  หากต้องการเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกการบันทึกการเรียนรู้ของตนเองและเผยแพร่ให้กับเพื่อนคนอื่น ๆ                ควรเลือกใช้บล็อก (Blog) เพราะจะช่วยผู้เรียนได้มีโอกาสแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน              จากการเขียนซึ่งอาจอยู่ในรูปของข้อความ ภาพ คลิปเสียง หรือคลิปวิดีโอ แต่ถ้าต้องการให้ผู้เรียนได้ฝึก การตั้งกระทู้คำถามและกระตุ้นให้มีโต้ตอบด้วยการอภิปราย แสดงความคิดเห็นภายใต้เรื่องที่ผู้เรียนสนใจควรเลือกใช้เว็บบอร์ด (Webboard) หรืออาจเป็นการบูรณาการใช้งานทั้งบล็อกหรือ                 เว็บบอร์ดขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการใช้งานเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และต้องการทำฝึกการใช้งานในสัปดาห์แรกของการเรียนการสอนเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการมอบหมายให้ทำกิจกรรมออนไลน์


 

            6. ผู้สอนควรจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในชั้นเรียนและออนไลน์                  เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศทางการเรียนแบบใกล้ชิดและเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ในชั้นเรียน               ควรจัดสภาพโต๊ะที่เอื้ออำนวยความสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายได้ง่ายหากต้องมีการทำงานหรืออภิปรายกลุ่ม รวมถึงจัดเตรียมห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ให้พร้อมและเพียงพอต่อการใช้งานในกรณีที่ผู้เรียนไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเพราะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่อาศัยเทคโนโลยีจะต้องใช้คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายเชื่อมโยง (Link) กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต


 

            7. ผู้สอนต้องพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของผู้เรียนที่สอดคล้องกับเนื้อหาและควรเขียนเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้นำเนื้อหามาใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา และหลังการทำกิจกรรมการแก้ปัญหาทุกครั้งต้องให้ผู้เรียนนำเสนอผลเพื่อเป็น                  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนสมาชิกกลุ่มอื่น โดยผู้สอนจะทำหน้าที่วิพากษ์ ให้ข้อเสนอแนะและชมเชยกลุ่มที่มีผลงานการแก้ปัญหาที่ได้คะแนนสูงสุด


 

            8. การกำหนดระยะเวลาในการเรียนแบบผสมผสานนั้นขึ้นอยู่กับผู้สอนว่าจะกำหนดให้มี                   การเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษาจากการแก้ปัญหามากน้อยเพียงใด ซึ่งหากกำหนดระยะเวลาเป็น 6-7 สัปดาห์ก็อาจจะใช้กรณีศึกษาจำนวน 3 กรณีศึกษา


 

 


 

            ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป


 

            1. การวิจัยครั้งนี้มุ่งพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนิสิตระดับปริญญาตรีด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน จึงควรมีการศึกษาดูว่าสามารถพัฒนาความสามารถใน                 ด้านอื่น ๆ ได้อีกหรือไม่ เช่น การพัฒนาความสามารถหรือทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ การคิดเชิงระบบ หรือภาวะผู้นำ เป็นต้น


 

            2. ควรมีการวิจัยเชิงคุณภาพถึงพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนิสิตระดับปริญญาตรีจากการใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาเฉพาะการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีม เนื่องจากผลการศึกษา พบว่า การเขียนบันทึก ลงบล็อก หรือการโต้ตอบบนเว็บบอร์ดมีความสำคัญและมีคุณค่าทางความรู้ที่นิสิตระดับปริญญาตรีได้นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน


 

            3. ควรมีการศึกษาวิจัยถึงการนำเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบอื่น เช่น การสนทนาออนไลน์ (Chat) เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) เป็นต้น เมื่อนำมาใช้กับรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา และการเรียนรู้เป็นทีม ว่าควรมีองค์ประกอบและขั้นตอนที่เหมาะสมเป็นอย่างไร เนื่องจากการวิจัยเป็นการศึกษาเฉพาะเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อกและเว็บบอร์ดเท่านั้น


 

            4. ควรมีการศึกษาพัฒนารูปแบบการเรียนแบบผสมผสานด้วยกรณีศึกษาแบบที่มีความเหมาะสมกับเนื้อหาการเรียนในภาคปฏิบัติ เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์และแบบตัดสินใจที่เหมาะกับเนื้อหาในภาคบรรยายและมีคำถามตามมาว่าถ้าหากเป็นเนื้อหาที่เน้นการลงมือปฏิบัติหรือการคำนวณจะเลือกใช้กรณีศึกษาแบบใด และควรมีรูปแบบการเรียนผสมผสานอย่างไรจึงจะเหมาะสม
ปี 2554
ไฟล์แนบ(1) เปิด
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved