Current Record: จรรยาพร ก่อเกียรติคุณ

จรรยาพร ก่อเกียรติคุณ

  1. กลุ่มตัวอย่างเป็นครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร ที่เข้าร่วมโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 71.9 และเพศชายร้อยละ 20 มีอายุอยู่ในช่วง 51-60 ปี ร้อยละ 43.1 มากที่สุด มีประสบการณ์การสอนอยู่ในช่วง 1-10 ปี ร้อยละ 36.6 มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีมากที่สุดร้อยละ 77.5 สอนวิชาภาษาต่างประเทศมากที่สุด ร้อยละ 17.5 มีจำนวนชั่วโมงสอน 16-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มากที่สุด ร้อยละ 54.4 และด้านงานที่ได้รับมอบหมายนอกเหนือจากการสอนพบว่าครูทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการมากที่สุด ร้อยละ 45.6
2. ในการวิเคราะห์ ลักษณะตัวแปรคัดสรรทั้ง 4 ด้าน ลักษณะที่พบมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหารกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และกระบวนการปฏิบัติงานของครูไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (พฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งงาน) (M = 4.20) ครูมีการพูดคุยกับเพื่อนครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนแบบพบปะหรือสนทนากัน (การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับบุคคล) (M = 4.20) และครูมีการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และนำมาพัฒนาการเรียนการสอน (M = 4.19)
ลักษณะที่พบน้อยที่สุดคือ ครูมีเว็บไซต์ หรือเว็บล็อก (Weblog) ส่วนตัวสำหรับเผยแพร่ผลงานหรือบทความทางวิชาการของครู (M = 2.54)
3. ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานครมีลักษณะพลวัตการเรียนรู้ในระดับมาก โดยลักษณะย่อยที่พบมาก 5 อันดับแรกได้แก่ ครูคิดว่าการที่ครูศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาจะช่วยให้ครูบรรลุเป้าหมายในการทำงาน (M = 4.36) ครูรู้ว่าตนเองควรเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน (M = 4.36) ครูมักแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองให้ดีขึ้น (M = 4.29) ครูเข้าร่วมการอบรมสัมมนาทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนเพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน (M = 4.25) และครูสามารถเลือกวิธีเรียนรู้ที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับตนเอง (M = 4.25)
4. ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเกณฑ์กับตัวแปรทำนายลักษณะพลวัตการเรียนรู้พบตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับลักษณะพลวัตการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 41 ตัว โดยตัวทำนายที่มีค่าความสัมพันธ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1) ท่านนำความรู้ที่ได้จากอินเทอร์เน็ตมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยกัน (r=.526)
2) ท่านได้รับความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนา/ ประชุมวิชาการที่จัดโดยหน่วยงานภายนอก (r=.467)
3) ท่านพูดคุยกับเพื่อนครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนแบบพบปะหรือสนทนากัน (r=.457)
4) ท่านได้รับความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนา/ ประชุมวิชาการที่โรงเรียนจัด (r=.446)
5) ท่านอ่านตำราหรือบทความด้านการเรียนการสอนที่เพื่อนครูเขียนเผยแพร่ (r=.438)
และตัวที่มีความสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 2 ตัว คือ ประสบการณ์การสอน 21-30 ปี (r=-.181) และงานที่ได้รับมอบหมายฝ่ายอาคารสถานที่ (r=-.119)
5. ในการวิเคราะห์พหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้น สามารถคัดเลือกตัวทำนายที่ดีที่สุดในการอธิบายความแปรปรวนของลักษณะพลวัตการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 11 ตัว จำแนกเป็น 4 ด้านได้ดังนี้

ตัวแปร

ตัวแปรย่อย

ตัวแปรทำนาย

ความสัมพันธ์

ลักษณะครู (7)

งานที่ได้รับมอบหมาย

- กิจการนักเรียน (X29)

+

พฤติกรรมผู้นำ (3)

แบบมุ่งงาน

- กำหนดนโยบาย (X35)

- พาครูบรรลุเป้าหมาย (X36)

- ตัดสินใจด้วยตนเอง (X37)

+

+

+

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (2)

ระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคล

- พบปะพูดคุย (X47)

- แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์  (X48)

+

-

ความรู้โดยนัย

- สัมมนาภายนอกโรงเรียน (58)

+

ความรู้แบบชัดแจ้ง

- อ่านตำราและบทความของเพื่อนครู (X60)

- มีเว็บล็อกเผยแพร่ผลงาน (X61)

+

-

การใช้ ICT (6)

อินเทอร์เน็ต

- สืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (X66)

+

โทรศัพท์

- โทรศัพท์ปรึกษา-แก้ปัญหา (X74)

+


โดยตัวแปรทำนายดังกล่าวนำเสนอในรูปตารางการเข้าสู่สมการถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้น (Stepwise) ดังนี้
 

ตัวทำนายที่ได้รับการคัดเลือก

R2

ความสัมพันธ์

1.

ครูนำความรู้ที่ได้จากอินเทอร์เน็ตมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยกัน  (X66)

.277

+

2.

ครูได้รับความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนา/ ประชุมวิชาการที่จัดโดยหน่วยงานภายนอก (X58)

.373

+

3.

ผู้บริหารสามารถนำพาครูในโรงเรียนปฏิบัติงานสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในตอนต้น (X36)

.434

+

4.

ครูพูดคุยกับเพื่อนครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนแบบพบปะหรือสนทนากัน (X47)

.466

+

5.

ครูใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนครูเพื่อขอคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง (X74)

.487

+

6.

ครูอ่านตำราหรือบทความด้านการเรียนการสอนที่เพื่อนครูเขียนเผยแพร่ (X60)

.499

+

7.

ครูคุยกับเพื่อนครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนทางโทรศัพท์ (X48)

.512

-

8.

ผู้บริหารกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และกระบวนการปฏิบัติงานของครูไว้เป็น
ลายลักษณ์อักษร
(X35)

.524

+

9.

ครูมีเว็บไซต์ หรือเว็บล็อก (Weblog) ส่วนตัวสำหรับเผยแพร่ผลงานหรือบทความทางวิชาการของท่าน (X61)

.532

-

10.

งานที่ได้รับมอบหมายฝ่ายกิจการนักเรียน) (X29)

.539

+

11.

ผู้บริหารพิจารณาและตัดสินใจสั่งการด้วยตนเองในทุกเรื่อง (X37)

.545

+


ตัวทำนายทั้งหมดนี้สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของลักษณะพลวัตการเรียนรู้ได้ร้อยละ 54.5 หมายความว่าตัวแปรทั้ง 11 ตัวนี้ สามารถทำนายการเกิดการพลวัตการเรียนรู้ของครูได้ 54.5%

 

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8895
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กับพลวัตการเรียนรู้ของครูมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร
หัวข้อ(Eng) A STUDY ON RELATIONSHIPS AMONG TEACHERS’ CHARACTERISTICS, LEADER BEHAVIORS, KNOWLEDGE SHARING AND INFORMATION AND COMMUNICATION TECHNOLOGY UTILIZATION, WITH LEARNING DYNAMICS OF SECONDARY SCHOOL TEACHERS UNDER THE OFFICE OF THE BASIC EDUCATION COMMISSION, BANGKOK METROPOLIS
คำสำคัญ(keyword) ลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พลวัตการเรียนรู้
ชื่อผู้วิจัย จรรยาพร ก่อเกียรติคุณ
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Chanyaporn Korkeathikun
ตำแหน่ง นิสิต
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 131/672 ถ.พระราม2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. 10150
สถานศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 2552-2553
ประเภท งานวิจัยเชิงคุณภาพ
สถานที่จัดเก็บผลงาน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) โรงเรียนถือได้ว่าเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถซึ่งได้แก่ ครู อาจารย์ที่หมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อที่จะนำความรู้ไปใช้จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนมีการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความสามารถเพียงพอ เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อีกทั้งผู้บริหารโรงเรียนต่างๆ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาโรงเรียนของตนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับทัศนะของ
Hoy and Miskel (2001 อ้างถึงใน วิโรจน์ สารรัตนะ, 2544) ที่ได้กล่าวว่า โรงเรียน เป็นองค์กรให้บริการที่ผูกพันกับเรื่องของการสอนและการเรียนรู้เป็นหลัก เป้าหมายสุดท้ายของโรงเรียนก็คือ การเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้นในบรรดาองค์กรประเภทต่างๆ โรงเรียนจึงควรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้มากกว่าองค์กรประเภทใดๆ
Marquardt (2002 อ้างถึงในบดินทร์ วิจารณ์, 2550) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ว่า ประกอบด้วยระบบย่อยที่มีความสัมพันธ์เชื่อมต่อและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งประกอบด้วย ระบบย่อย 5 ระบบคือ 1) ระบบย่อยด้านการเรียนรู้ 2) ระบบย่อยด้านองค์กร 3) ระบบย่อยด้านบุคคล 4) ระบบย่อยด้านความรู้ และ 5) ระบบย่อยด้านเทคโนโลยี องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในองค์กรแห่งการเรียนรู้ในความคิดของ Marquardt คือ พลวัตการเรียนรู้ หมายถึง ลักษณะที่ส่งเสริมให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วย ระดับการเรียนรู้ ประเภทการเรียนรู้ และทักษะการเรียนรู้โดยลักษณะดังกล่าวจะส่งผลให้สามารถจัดการกับการเรียนรู้และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการที่องค์กรจะพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้นั้น จะต้องเริ่มพัฒนาให้บุคลากรมีความรู้รอบด้านเพราะการเรียนรู้เป็นหัวใจสำคัญ นอกจากระดับการเรียนรู้ของบุคคลจะสะท้อนถึงความเป็นพลวัตการเรียนรู้ แต่หากบุคคลจะเรียนรู้ได้นั้นก็ต้องมีประเภทและทักษะของการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบของพลวัตการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน โดยประเภทของการเรียนรู้นั้นเป็นวิธีการเรียนรู้ของบุคคลที่อาจใช้วิธีการเรียนรู้มากกว่าหนึ่งวิธีในการเรียนรู้ครั้งหนึ่งๆ ซึ่งประเภทของการเรียนรู้นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ 1) การเรียนรู้เชิงปรับตัว 2) การเรียนรู้เชิงคาดการณ์ และ 3) การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ในขณะที่ทักษะการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่ส่งเสริมให้คนในองค์กรมีการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืน แบ่งเป็น 5 ทักษะคือ 1) การคิดเชิงระบบ 2) รูปแบบความคิด 3) การมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ 4) การเรียนรู้แบบชี้นำตนเอง และ 5) การเสวนา
การที่จะทำให้เกิดพลวัตการเรียนรู้ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจขององค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น จะต้องเริ่มที่ตัวบุคคลซึ่งเป็นจุดกำเนิดของการนำไปสู่การเรียนรู้เป็นทีม และการเรียนรู้ในระดับองค์กรตามลำดับ การเรียนรู้ของบุคคลเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ การศึกษา ประสบการณ์ ล้วนส่งผลต่อการเรียนรู้รายบุคคลทั้งสิ้น โดย Knowles (อ้างถึงใน เชียรศรี วิวิธสิริ, 2534) ได้กล่าวถึงลักษณะเด่นต่างๆ ของผู้ใหญ่ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ว่า อายุยิ่งมากขึ้นก็ยิ่งสะสมประสบการณ์กว้างขวางมากขึ้น ทำให้ประสบการณ์นี้มีผลต่อการเรียนรู้ จากงานวิจัยของอุมาพร ฟูมั่น (2542) พบว่า ประสบการณ์เป็นส่วนที่ทำให้บุคคลมีโอกาสเรียนรู้ทำความเข้าใจมองเห็นปัญหาชัดเจนถูกต้องตามความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้เกิดทักษะและทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน
นอกจากลักษณะครูที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ในองค์กรแล้ว Popper and Lipshitz (2002 อ้างถึงใน Chang and Lee, 2007) ยังได้กล่าวว่า ภาวะผู้นำเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ขององค์กร ผู้นำสามารถสร้างโครงสร้างองค์กร และปรับแต่งวัฒนธรรมองค์กรให้ดีขึ้น เพื่อส่งผลต่อการทำงานต่างๆ ในองค์กรมีประสิทธิภาพ ภาวะผู้นำและการเรียนรู้ขององค์กรมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง และภาวะผู้นำสามารถพัฒนากระบวนการและผลของกิจกรรมการเรียนรู้ในองค์กร ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยของ ศุภมาส อติไพบูลย์ (2544) พบว่าหัวหน้าแบบเผด็จการเป็นตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางลบต่อการเกิดพลวัตการเรียนรู้ของครู
หากผู้นำองค์กรสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในองค์กรได้ จะเกิดกิจกรรมซึ่งช่วยให้คนในองค์กรเกิดการเรียนรู้ คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดย Mc Andrew, Clow, Taylor and Aczel (2004) ได้ให้ความหมายว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ และเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีความสามารถในการพัฒนาบุคคลอย่างต่อเนื่องในงานอาชีพในทุกหนทุกแห่ง Irmer, Bordia and Abusah (2002) ได้เสนอว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันมี 2 บริบทดังนี้ คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันในบริบทระหว่างบุคคล (Interpersonal Context) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันในบริบทกลุ่ม (Group Context) โดยความรู้ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือความรู้โดยนัย (Tacit Knowledge) ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ หรือเกิดจากการสนทนา และความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ซึ่งอยู่ในรูปของเอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ (วิจารณ์ พานิช, 2546; Nonaka and Takeuchi, 1995; Kermally, 2002)
สื่อกลางที่สนับสนุนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแต่ละระดับ หรือในแต่ละกระบวนการได้อย่างรวดเร็ว คือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งหมายถึง การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อจัดเก็บอย่างเป็นระบบ สามารถเข้าถึงและสืบค้นนำมาใช้ได้โดยสะดวกเป็นสื่อกลางนำเสนอสารสนเทศ รวมถึงการรับส่งสารสนเทศด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูงเพื่อส่งผ่านสารสนเทศ (กิดานันท์ มลิทอง, 2548) ตัวอย่างงานวิจัยที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น สุภณิดา ปุสุรินทร์คำ (2549) ได้ทำการพัฒนารูปแบบการแบ่งปันความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือเพื่อพัฒนาความเป็นชุมชนนักปฏิบัติของครูกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่าครูต้องการสนทนากับเพื่อนครูผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างไม่เป็นทางการ และใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนครู
ลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ล้วนเป็นปัจจัยที่
สนับสนุนให้เกิดพลวัตการเรียนรู้ภายในองค์กร และนำไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่ศึกษาความสัมพันธ์ของลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กับพลวัตการเรียนรู้ของครูมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร โดยผลการวิจัยจะนำไปสู่การได้มาซึ่งข้อมูลที่ชัดเจนว่าปัจจัยใดที่ส่งผลต่อพลวัตการเรียนรู้อย่างชัดเจน เพื่อนำผลการวิจัยไปเป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรในวงการการศึกษาสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
แนวคิด(concept) ความสัมพันธ์ของตัวแปรลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กับลักษณะพลวัตการเรียนรู้
วัตถุประสงค์(objective)
  1. เพื่อศึกษาลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของครูมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร
2. เพื่อศึกษาลักษณะพลวัตการเรียนรู้ของครูมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร
3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กับพลวัตการเรียนรู้ของครูมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร
แนวทางการปฏิบัติ(regulation)
1. ศึกษาค้นคว้า ตำรา เอกสาร บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ส่งผลต่อลักษณะพลวัตการเรียนรู้ แล้วนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และคัดสรรตัวแปรที่คาดว่าจะสัมพันธ์กับลักษณะพลวัตการเรียนรู้ 
2. สร้างข้อคำถามจากหลักการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3. นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเนื้อหา จำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบความตรงของเนื้อหา (Content Validity) 
4. นำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
5. นำแบบสอบถามมาปรับปรุงแก้ไขสำนวนภาษา และหาค่าความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถามด้วยสูตร
6. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปใช้เป็นแบบสอบถามในการวิจัย
กลุ่มตัวอย่าง(sample)
  ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครที่ปฏิบัติการสอนอยู่ในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2553 ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling) โดยแบ่งประเภทของโรงเรียนเป็น 3 เขตพื้นที่การศึกษา แล้วจึงสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้วิธีจับสลากรายชื่อโรงเรียน ในการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างผู้วิจัย
กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากจำนวนตัวแปรต้นที่ต้องการศึกษา คือการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อตัวแปรตาม ต้องใช้กลุ่มตัวอย่าง 10 หน่วย ต่อ 1 ตัวแปรในการวิจัย (สุวิมล ว่องวานิช, 2546) ซึ่งจำนวนตัวแปรต้นที่ใช้ในการวิจัยมีทั้งหมด 47 ตัว ดังนั้นจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ 470 คน โดยแบ่งจำนวนกลุ่มตัวอย่างแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา 1, 2 และ 3 ดังนี้ 130+210+130=470
ตัวแปร(variable)
ตัวแปรอิสระ คือตัวแปรที่ศึกษาความสัมพันธ์ ได้แก่
1. ลักษณะครู (เพศ, อายุ, ประสบการณ์การสอน, ระดับการศึกษา, วิชาที่สอน, จำนวนชั่วโมงที่สอนต่อสัปดาห์ และงานที่ได้รับมอบหมาย)
2. พฤติกรรมผู้นำ (ผู้นำแบบมุ่งงาน, ผู้นำแบบมุ่งสัมพันธ์ และผู้นำแบบมุ่งผลิตผล)
3. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ระดับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประเภทของความรู้ที่แลกเปลี่ยน)
4. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (อินเทอร์เน็ต, ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์, กระดานสนทนา, เว็บล็อก, โปรแกรมสนทนา และโทรศัพท์)
 
ตัวแปรตาม คือลักษณะพลวัตการเรียนรู้ แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ระดับการเรียนรู้ ประเภทการเรียนรู้ และทักษะการเรียนรู้
คำนิยาม(defination)
  พลวัตการเรียนรู้ หมายถึง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่งของครู โดยสิ่งที่จะบอกถึงความเป็นพลวัตการเรียนรู้ของครูนั้น เกิดจาก 3 องค์ประกอบ คือ ระดับการเรียนรู้ของครู ประเภทการเรียนรู้ของครู และทักษะการเรียนรู้ของครู โดยลักษณะดังกล่าวจะส่งผลให้สามารถจัดการกับการเรียนรู้และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 
ระดับการเรียนรู้ หมายถึง ระดับการเรียนรู้ของครูซึ่งมีทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับปัจเจกบุคคล คือครูเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากวิธีต่างๆ เช่นการเรียนรู้จากเพื่อนครู การสังเกตการทำงานของเพื่อนครู หรือจากประสบการณ์การสอนของครูท่านนั้นเอง 2) ระดับกลุ่ม คือครูเกิดการเรียนรู้ได้จากกลุ่มครูรวมตัวกันเพื่อเพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่างหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติงาน และ3) ระดับองค์กร คือครูเกิดการเรียนรู้จากครูทุกคนในโรงเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยมีความสอดคล้องกับนโยบาย หรือกลยุทธ์ของโรงเรียน
ประเภทการเรียนรู้ หมายถึง วิธีการเรียนรู้ต่างๆ ที่ครูสามารถเลือกใช้ตามบริบทการเรียนรู้ โดยครูมักจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธีในการเรียนรู้ครั้งหนึ่งๆ ประเภทการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1) การเรียนรู้เชิงปรับตัว เกิดจากครูเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาแล้วนำข้อดีข้อเสียจากเหตุการณ์นั้น มาปรับแก้ไขให้ดีกว่าเดิม 2) การเรียนรู้เชิงคาดการณ์ เกิดจากครูเรียนรู้จากการคาดการณ์ถึงอนาคตในหลายรูปแบบเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงผลการปฏิบัติงานที่ให้ผลลบ 3) การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เกิดจากการที่ครูลงมือปฏิบัติงานต่างๆ แล้วเกิดการเรียนรู้ขึ้นจากงานที่ทำ
ทักษะการเรียนรู้ หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ของครู โดยทักษะการเรียนรู้ของครูเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในองค์กรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทักษะการเรียนรู้แบ่งเป็น 5 ทักษะคือ 1) การคิดเชิงระบบ คือ ครูคิดหรือมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นภาพรวมทั้งหมด โดยมองเห็นว่าภายในภาพรวมนั้นประกอบไปด้วยส่วนประกอบย่อยๆ ที่มีการเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน 2) รูปแบบความคิด คือ ครูสามารถพัฒนาวิธีและรูปแบบความคิด ความเชื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ยึดติดกับความคิดความเชื่อเก่าๆ ที่อาจล้าสมัย 3) การมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ คือ ครูมีความรับผิดชอบ และมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา 4) การเรียนรู้แบบชี้นำตนเอง คือ ครูตระหนักถึงการเรียนรู้ของตนเองว่าระดับ
การเรียนรู้ของตนอยู่ในระดับใด และรู้ถึงระดับและเวลาเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง และ5) การเสวนา คือ การที่ครูสื่อสารระหว่างเพื่อนครูด้วยกันจนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเกิดความรู้ใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตนเองและองค์กร
ลักษณะครู หมายถึง คุณสมบัติเฉพาะตัวของครูแต่ละคน โดยลักษณะของครูที่แตกต่างจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของครูต่างออกไปด้วย ลักษณะครูที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา วิชาที่สอน จำนวนชั่วโมงที่สอนต่อสัปดาห์ งานที่ได้รับมอบหมาย และประสบการณ์การสอน
พฤติกรรมผู้นำ หมายถึง การกระทำหรือการปฏิบัติตนของผู้บริหารที่มีต่อครูในโรงเรียน โดยพฤติกรรมผู้นำที่แสดงออกมาแตกต่างกันจะส่งผลต่อผลของงานที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย โดยในการวิจัยได้แบ่งพฤติกรรมผู้นำออกเป็น 3 มิติคือ มิติมุ่งงาน มิติมุ่งสัมพันธ์ และมิติมุ่งผลิตผล
พฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งงาน หมายถึง ผู้บริหารโรงเรียนที่มีพฤติกรรมมุ่งให้ครูผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติงานตามเป้าหมายที่ผู้บริหารกำหนดไว้ทั้งหมด
พฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งสัมพันธ์ หมายถึง ผู้บริหารโรงเรียนที่มีพฤติกรรมมุ่งเน้นความเป็นมิตร แสดงความสนิทสนมต่อครูผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
พฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งผลิตผล หมายถึง ผู้บริหารโรงเรียนที่มีพฤติกรรมมุ่งให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และทำให้ครูผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเกิดความพึงพอใจ โดยยึดสถานการณ์เป็นหลัก ถ้าสถานการณ์เหมาะสม พฤติกรรมผู้นำก็จะมีประสิทธิผลมาก ถ้าหากสถานการณ์ไม่เหมาะสม พฤติกรรมผู้นำก็จะมีประสิทธิผลน้อย ถือได้ว่าพฤติกรรมผู้นำ แบบมิติมุ่งผลิตผล ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า พฤติกรรมผู้นำ 2 มิติแรก
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการแลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศ ความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ระหว่างคนในองค์กร โดยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นก่อให้เกิดความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร และความรู้ที่แลกเปลี่ยนนั้นมีทั้งความรู้โดยนัย 
เช่น การสนทนา การสอนงาน และความรู้ที่ชัดแจ้ง เช่น เอกสาร ตำรา เป็นต้น
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง การใช้ทรัพยากรและบริการในระบบอินเทอร์เน็ต และรวมถึงการใช้โปรแกรมปฏิบัติการคอมพิวเตอร์มาใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้แก่ อินเทอร์เน็ต (Internet) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ กระดานสนทนา เว็บล็อก โปรแกรมสนทนา และโทรศัพท์ 
เครื่องมือ(tool)
 แบบสอบถามจำนวน 5 ตอนซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเที่ยง 0.872
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพและข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ประสบการณ์การสอน ระดับการศึกษา หมวดวิชาที่สอน จำนวนชั่วโมงที่สอนต่อสัปดาห์ และงานที่ได้รับมอบหมาย เป็นแบบสอบถามชนิดให้เลือกตอบและเติมคำในช่องว่างจำนวน 7 ข้อ
ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำ ประกอบด้วยข้อคำถามที่มีเนื้อหาครอบคลุมพฤติกรรมผู้นำทั้ง 3 ด้าน (มุ่งงาน, มุ่งสัมพันธ์ และมุ่งผลิตผล) จำนวน 12 ข้อ
ตอนที่ 3 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบด้วยข้อคำถามที่มีเนื้อหาครอบคลุมพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูทั้ง 2 ด้าน (ระดับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประเภทของความรู้ที่แลกเปลี่ยน) จำนวน 18 ข้อ
ตอนที่ 4 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประกอบด้วยข้อคำถามเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จำนวน 11 ข้อ
ตอนที่ 5 แบบวัดลักษณะพลวัตการเรียนรู้ จำนวน 24 ข้อ
การรวบรวมข้อมูล(gathering)
  1. ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้บริหารโรงเรียนส่งพร้อมกับแบบสอบถามทางไปรษณีย์ไปยังโรงเรียน โดยติดตราไปรษณียากร พร้อมชื่อ ที่อยู่ของผู้วิจัยไปกับซองแบบสอบถามทุกฉบับ เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งกลับ ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2553
2. เก็บรวบรวม และตรวจนับแบบสอบถามที่ได้รับคืนทางไปรษณีย์ ช่วงเดือนพฤศจิกายน และโทรศัพท์ติดตามแบบสอบถามที่ยังไม่ได้รับ เมื่อเลยกำหนดวันส่งคืนตามที่ได้นัดหมายไว้ ช่วงเดือนธันวาคม 2553
3. คัดเลือกแบบสอบถามที่ตอบแบบสอบถามสมบูรณ์ แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ข้อมูล โดยได้รับแบบสอบถามกลับคืนทั้งสิ้น 320 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 68.08
การวิเคราะห์(analysis)
  1. การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามในตอนที่ 1 ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา หมวดวิชาที่สอน จำนวนชั่วโมงที่สอนต่อสัปดาห์ งานที่ได้รับมอบหมาย และประสบการณ์การสอน ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ และร้อยละ
2. การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามในตอนที่ 2-4 ได้แก่ลักษณะพฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยผลค่าเฉลี่ยที่ออกมามีความหมายดังนี้
3. การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามในตอนที่ 5 ได้แก่ลักษณะพลวัตการเรียนรู้ ใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยผลค่าเฉลี่ยที่ออกมามีความหมายดังนี้
4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรด้านลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยใช้สูตรการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) ที่ออกมาแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคะแนน ดังนี้
5. การคัดเลือกตัวแปรที่ดีที่สุดด้านลักษณะครู พฤติกรรมผู้นำ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของลักษณะพลวัตการเรียนรู้ ด้วยสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้น (Stepwise Multiple Regression)
ข้อสรุป(summary)
  1. กลุ่มตัวอย่างเป็นครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร ที่เข้าร่วมโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 71.9 และเพศชายร้อยละ 20 มีอายุอยู่ในช่วง 51-60 ปี ร้อยละ 43.1 มากที่สุด มีประสบการณ์การสอนอยู่ในช่วง 1-10 ปี ร้อยละ 36.6 มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีมากที่สุดร้อยละ 77.5 สอนวิชาภาษาต่างประเทศมากที่สุด ร้อยละ 17.5 มีจำนวนชั่วโมงสอน 16-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มากที่สุด ร้อยละ 54.4 และด้านงานที่ได้รับมอบหมายนอกเหนือจากการสอนพบว่าครูทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการมากที่สุด ร้อยละ 45.6
2. ในการวิเคราะห์ ลักษณะตัวแปรคัดสรรทั้ง 4 ด้าน ลักษณะที่พบมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ ผู้บริหารกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และกระบวนการปฏิบัติงานของครูไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (พฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งงาน) (M = 4.20) ครูมีการพูดคุยกับเพื่อนครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนแบบพบปะหรือสนทนากัน (การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับบุคคล) (M = 4.20) และครูมีการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และนำมาพัฒนาการเรียนการสอน (M = 4.19)
ลักษณะที่พบน้อยที่สุดคือ ครูมีเว็บไซต์ หรือเว็บล็อก (Weblog) ส่วนตัวสำหรับเผยแพร่ผลงานหรือบทความทางวิชาการของครู (M = 2.54)
3. ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานครมีลักษณะพลวัตการเรียนรู้ในระดับมาก โดยลักษณะย่อยที่พบมาก 5 อันดับแรกได้แก่ ครูคิดว่าการที่ครูศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาจะช่วยให้ครูบรรลุเป้าหมายในการทำงาน (M = 4.36) ครูรู้ว่าตนเองควรเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน (M = 4.36) ครูมักแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองให้ดีขึ้น (M = 4.29) ครูเข้าร่วมการอบรมสัมมนาทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนเพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน (M = 4.25) และครูสามารถเลือกวิธีเรียนรู้ที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับตนเอง (M = 4.25)
4. ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเกณฑ์กับตัวแปรทำนายลักษณะพลวัตการเรียนรู้พบตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับลักษณะพลวัตการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 41 ตัว โดยตัวทำนายที่มีค่าความสัมพันธ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1) ท่านนำความรู้ที่ได้จากอินเทอร์เน็ตมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยกัน (r=.526)
2) ท่านได้รับความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนา/ ประชุมวิชาการที่จัดโดยหน่วยงานภายนอก (r=.467)
3) ท่านพูดคุยกับเพื่อนครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนแบบพบปะหรือสนทนากัน (r=.457)
4) ท่านได้รับความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนา/ ประชุมวิชาการที่โรงเรียนจัด (r=.446)
5) ท่านอ่านตำราหรือบทความด้านการเรียนการสอนที่เพื่อนครูเขียนเผยแพร่ (r=.438)
และตัวที่มีความสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 2 ตัว คือ ประสบการณ์การสอน 21-30 ปี (r=-.181) และงานที่ได้รับมอบหมายฝ่ายอาคารสถานที่ (r=-.119)
5. ในการวิเคราะห์พหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้น สามารถคัดเลือกตัวทำนายที่ดีที่สุดในการอธิบายความแปรปรวนของลักษณะพลวัตการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 11 ตัว จำแนกเป็น 4 ด้านได้ดังนี้

ตัวแปร

ตัวแปรย่อย

ตัวแปรทำนาย

ความสัมพันธ์

ลักษณะครู (7)

งานที่ได้รับมอบหมาย

- กิจการนักเรียน (X29)

+

พฤติกรรมผู้นำ (3)

แบบมุ่งงาน

- กำหนดนโยบาย (X35)

- พาครูบรรลุเป้าหมาย (X36)

- ตัดสินใจด้วยตนเอง (X37)

+

+

+

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (2)

ระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคล

- พบปะพูดคุย (X47)

- แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์  (X48)

+

-

ความรู้โดยนัย

- สัมมนาภายนอกโรงเรียน (58)

+

ความรู้แบบชัดแจ้ง

- อ่านตำราและบทความของเพื่อนครู (X60)

- มีเว็บล็อกเผยแพร่ผลงาน (X61)

+

-

การใช้ ICT (6)

อินเทอร์เน็ต

- สืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (X66)

+

โทรศัพท์

- โทรศัพท์ปรึกษา-แก้ปัญหา (X74)

+


โดยตัวแปรทำนายดังกล่าวนำเสนอในรูปตารางการเข้าสู่สมการถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้น (Stepwise) ดังนี้
 

ตัวทำนายที่ได้รับการคัดเลือก

R2

ความสัมพันธ์

1.

ครูนำความรู้ที่ได้จากอินเทอร์เน็ตมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยกัน  (X66)

.277

+

2.

ครูได้รับความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนา/ ประชุมวิชาการที่จัดโดยหน่วยงานภายนอก (X58)

.373

+

3.

ผู้บริหารสามารถนำพาครูในโรงเรียนปฏิบัติงานสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในตอนต้น (X36)

.434

+

4.

ครูพูดคุยกับเพื่อนครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนแบบพบปะหรือสนทนากัน (X47)

.466

+

5.

ครูใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนครูเพื่อขอคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง (X74)

.487

+

6.

ครูอ่านตำราหรือบทความด้านการเรียนการสอนที่เพื่อนครูเขียนเผยแพร่ (X60)

.499

+

7.

ครูคุยกับเพื่อนครูเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนทางโทรศัพท์ (X48)

.512

-

8.

ผู้บริหารกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และกระบวนการปฏิบัติงานของครูไว้เป็น
ลายลักษณ์อักษร
(X35)

.524

+

9.

ครูมีเว็บไซต์ หรือเว็บล็อก (Weblog) ส่วนตัวสำหรับเผยแพร่ผลงานหรือบทความทางวิชาการของท่าน (X61)

.532

-

10.

งานที่ได้รับมอบหมายฝ่ายกิจการนักเรียน) (X29)

.539

+

11.

ผู้บริหารพิจารณาและตัดสินใจสั่งการด้วยตนเองในทุกเรื่อง (X37)

.545

+


ตัวทำนายทั้งหมดนี้สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของลักษณะพลวัตการเรียนรู้ได้ร้อยละ 54.5 หมายความว่าตัวแปรทั้ง 11 ตัวนี้ สามารถทำนายการเกิดการพลวัตการเรียนรู้ของครูได้ 54.5%

 

ข้อเสนอแนะ(suggestion)
ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
1. ผู้บริหารควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการสืบค้นสารสนเทศใหม่ๆ เพื่อให้ครูรับรู้สารสนเทศใหม่ๆ และเกิดการต่อยอด, ควรเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมแบบมุ่งงานเพื่อสามารถนำพาครูในโรงเรียนประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย, ควรกิจกรรมที่เสริมสร้างพัฒนาครูให้หลากหลายและให้รองรับกับวิธีการเรียนรู้ของครูแต่ละคน, ควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องระดับการยอมรับนวัตกรรมของครู เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบกิจกรรมการฝึกอบรมการใช้ ICT ได้เหมาะสมกับครู และควรลดภาระงานที่นอกเหนือจากการสอนให้กับครู เพื่อให้ครูได้มีเวลาพัฒนาตนเอง
2. ครูควรเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ควรเป็นฝ่ายรับอยู่ฝ่ายเดียว และเพื่อนครูควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อนครูให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถร่วมกัน
3. โรงเรียนที่ต้องการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ควรเริ่มจากพลวัตการเรียนรู้ก่อนซึ่งเป็นหัวใจของการนำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ แล้วจึงศึกษาและพัฒนาระบบย่อยด้านอื่นๆ ซึ่งได้แก่ ระบบย่อยด้านบุคคล ระบบย่อยด้านความรู้ และระบบย่อยด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนให้ครูเกิดการเรียนรู้มากขึ้นและเกิดเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบ

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาพลวัตการเรียนรู้ของครูระดับอื่นๆ เช่น ครูระดับประถมศึกษา ครูระดับอาชีวศึกษา หรือครูระดับอุดมศึกษา เป็นต้น
2. เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขต กรุงเทพมหานคร ดังนั้นในการวิจัยครั้งต่อไปควรขยายขอบเขตของกลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
3. งานวิจัยครั้งนี้เป็นการหาความสัมพันธ์ของตัวแปร ในการวิจัยครั้งต่อไปควรพัฒนาเป็นการหาปัจจัยเชิงสาเหตุของลักษณะพลวัตการเรียนรู้
4. ตัวแปรที่ส่งผลในงานวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นปัจจัยในการพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสร้างพลวัตการเรียนรู้ของครูได้
 
 

 

ปี 2553
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved