Current Record: นายเสวก วงษ์เจริญผล

นายเสวก วงษ์เจริญผล

จากผลการวิจัยเรื่องการสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ผู้วิจัยเห็นว่ามีประเด็นที่ควรนำมาอภิปราย ดังนี้ 1. จากการนำชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ไปฝึกอบรมครู พบว่าค่าดัชนีประสิทธิภาพ และค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย ของชุดฝึกอบรมได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีความสัมพันธ์เชิงบวก แสดงว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้จากการฝึกอบรม ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับการหาค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม ในกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย นริศ ชุ่นทรัพย์ (2535, บทคัดย่อ) ได้สร้างชุดฝึกอบรมสำหรับครูประถมศึกษาในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน พบว่า ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองเรื่อง การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ ศักดิ์ชาย กมขุนทด (2540, บทคัดย่อ) ได้สร้างชุดฝึกอบรมด้วยตนเองสำหรับครูประถมศึกษา เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม ผลวิจัยพบว่า ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด วนิดา สุขขี (2540, บทคัดย่อ ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อประสมเรื่อง การจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับจังหวัดใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ผลการวิจัยพบว่า ชุดสื่อประสมมีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และ นภดล เอฬกานนท์ (2542, บทคัดย่อ) ได้สร้างและหาประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมโปรแกรม ออโต้แคตเรื่อง การใช้คำสั่งในการสร้างภาพ 3 มิติ ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกอบรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพทางภาคทฤษฎี และประสิทธิภาพภาคปฏิบัติ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะว่าหลังจากที่ผู้วิจัยได้สร้างชุดฝึกอบรมแล้วนำชุดฝึกอบรมดังกล่าวไปให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง และนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปทดลองใช้กับครูรายบุคคล (1 : 1) จำนวน 3 คน แบบกลุ่มย่อย (1 : 10) จำนวน 10 คน และ แบบกลุ่มใหญ่ (1:100)โดยในการทดลองแต่ละครั้ง ผู้วิจัยได้หาประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมด้วย โดยจะต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งนำข้อบกพร่องที่พบในแต่ละครั้ง มาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขชุดฝึกอบรมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังที่บุญชม ศรีสะอาด (2541,หน้า 41)ได้กล่าวถึงการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนซึ่งสรุปได้ว่า “…จะต้องมีการนำไปทดลองเป็นรายบุคคลแบบ 1 : 1 ก่อน สังเกตพฤติกรรม ทดลองหาประสิทธิภาพ เพื่อหาข้อบกพร่องแล้วนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข ต่อจากนั้น จึงนำไปทดลองใช้กับกลุ่มย่อยประมาณ 9 คน แบบ 1 : 3 นำข้อบกพร่องที่พบ มาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง แล้วนำไปทดลองกลุ่มใหญ่ จนเชื่อถือได้ว่าเป็นชุดการสอนที่มีประสิทธิภาพ”ตามกระบวนการจัดทำชุดฝึกอบรม โดยมีการตรวจสอบโครงสร้าง เนื้อหา วัตถุประสงค์ โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความสามารถในด้าน ภาษาไทย การสร้างและพัฒนาสื่อ การประเมินผล และการคิด นอกจากนั้นยังได้มีการหาประสิทธิภาพ โดยกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างเป็นกระบวนการ ทำให้ได้ชุดฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ ผลการสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมีผลการประเมินโครงร่างของชุดฝึกอบรมตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การประเมินความเหมาะสมของแต่ละองค์ประกอบของชุดฝึกอบรม พบว่าค่าเฉลี่ยของความเหมาะสมมีค่าระหว่าง 4.20 ถึง 4.80 หมายความว่า องค์ประกอบของชุดฝึกอบรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ถึงมากที่สุด ส่วนค่าดัชนีประสิทธิภาพ มีค่า 0.53 และ 0.58 ส่วนค่าสัมประสิทธิ์การกระจายมีค่า 5.18 และ8.94 ซึ่งแสดงว่าชุดฝึกอบรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เนื่องจาก ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างมีระบบและขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรของ ทาบา(Taba, 1962; Tyler, 1970; Beauchamp, 1975; Saylor and Alexander, 1974; วิชัย วงษ์ใหญ่, 2537; สงัด อุทรานันท์, 2530) และควบคุมคุณภาพของกระบวนการสร้างชุดฝึกอบรมตามแนวคิดของ เดมมิ่ง ทำให้ผู้สร้างชุดฝึกอบรมทราบถึงความต้องการของผู้รับการฝึกอบรม หรือทราบวัตถุประสงค์ว่าจะให้เกิดอะไรแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งส่งผลให้ชุดฝึกอบรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Clark, 1997, p. 204) สำหรับเครื่องมือที่ในการประเมินความรู้ของผู้รับการฝึกอบรม ผู้วิจัยได้หาคุณภาพเครื่องมือทั้งแบบรายข้อและรายฉบับ พบว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีค่าความยากง่าย ระหว่าง0.47 ถึง 0.72 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 ขึ้นไป และได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.799 ซึ่งเครื่องมือที่สร้างขึ้นมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สามารถนำไปวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเที่ยงตรงและมีความเชื่อมั่นสูงตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ดำเนินการฝึกอบรมที่นำชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 นี้ไปใช้ได้มีการปรับเนื้อหาให้ง่ายขึ้นโดยการยกตัวอย่างประกอบให้เหมาะสมต่อไป 2. การเปรียบเทียบผลการสอบก่อนและหลังการฝึกอบรมของผู้เข้ารับการฝึกอบรม พบว่า ความรู้ความเข้าใจจากการใช้ชุดฝึกอบรมก่อนการใช้และหลังการใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01โดยที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 17.00 และหลังการทดลอง 24.09 โดยมีค่าเฉลี่ยต่างกัน 7.09 ซึ่งสอดคล้องกับ พนมพร ถนอมทรัพย์ (2542, บทคัดย่อ) ได้สร้างชุดฝึกอบรมด้วยตนเองสำหรับเจ้าหน้าที่พนักงานสาธารณสุขชุมชน เรื่อง การควบคุมมลพิษทางน้ำ พบว่า ความแตกต่างของคะแนนก่อนและ หลังศึกษาจากชุดฝึกอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรสมร นาคะสิงห์ (2542 : 75) ทำการวิจัยโดยได้พัฒนาชุดฝึกอบรมเรื่องการถ่ายภาพในสตูดิโอโดยดำเนินการฝึกอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรมที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมแล้วทำการประเมินผลการฝึกอบรม โดยทดสอบความรู้และความสามารถของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ผลการวิจัยพบว่าชุดฝึกอบรมที่สร้างขึ้น ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และนาตยา แก้วใส (2542 : 72) ที่ทำการพัฒนาหลักสูตรและชุดฝึกอบรมอาจารย์เรื่อง การใช้โปรแกรมเพาเวอร์พอยท์ โดยได้ให้ผู้เข้ารับการอบรมทำการทดสอบก่อนฝึกอบรม (Pretest) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการฝึกอบรมแล้วทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรม (Posttest) อีกครั้ง ซึ่งผลการวิจัยพบว่า คะแนนสอบที่ได้หลังฝึกอบรมสูงกว่าก่อนฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ศึกษาจากชุดฝึกอบรมซึ่งประกอบ ด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อหลักในการให้ความรู้การได้ปฏิบัติกิจกรรมตามชุดฝึกนั้น เกิดจากการที่สื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุดฝึกอบรมได้รับการออกแบบให้มีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกัน รูปแบบสื่อ น่าสนใจที่จะเรียนรู้ ซึ่งทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เบื่อหน่าย และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประการสำคัญชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 นี้ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งสื่อที่นำมาใช้เป็นชุดฝึกอบรมเป็นสื่อที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตาม ลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระบบ สามารถทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา มีกิจกรรมแบบฝึกได้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกปฏิบัติ โดยเฉพาะลักษณะของสื่อได้รับการออกแบบรูปเล่มให้น่าสนใจ ขนาดกะทัดรัดและ เนื้อหาสั้นกระชับ อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ซึ่งได้จัดสร้างตามข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบคุณภาพด้านสื่อ ทำให้ช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น ประกอบกับแบบฝึกปฏิบัติกิจกรรมของผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นแบบฝึกรายบุคคล ทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนได้ปฏิบัติกิจกรรมอย่างมีสมาธิและตั้งใจ และหลังจากการปฏิบัติกิจกรรมตามแบบฝึกเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการชี้แนะให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทราบผลจากการปฏิบัติกิจกรรมทันที เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทราบว่าตนเองจะต้องพัฒนาปรับปรุงแก้ไขบ้าง และส่วนใดที่ตนปฏิบัติถูกต้องแล้ว เป็นการกระตุ้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความตั้งใจในการศึกษาชุดฝึกอบรมมากขึ้น และนำองค์ความรู้ไปใช้ปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้อง ด้วยคุณลักษณะของชุดฝึกอบรม และการดำเนินการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้อง เหมาะสมกับวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์ของกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับการฝึกอบรมจึงทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมอบรมได้เกิดองค์ความรู้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้ผลการเรียนรู้หลังจากศึกษาด้วยชุดฝึกอบรมสูงกว่าก่อนศึกษาด้วยชุดฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุรพงษ์ มีศรี (2540, บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษาประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมเรื่อง การผลิตและการนำเสนอแผ่นภาพโปร่งใส สำหรับครูผู้สอน ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งชุดฝึกอบรมประกอบด้วยเอกสารเนื้อหา ชุดตัวอย่างแผ่นภาพโปร่งใส เทปโทรทัศน์ และชุดฝึกปฏิบัติการระหว่างเรียนจากชุดฝึกอบรม ผลการวิจัยปรากฏว่าคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ดำเนินการฝึกอบรมในการสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความสนใจในการเรียนรู้เพื่อให้ได้ความรู้อย่างเต็มที่ ตลอดจนการคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ คัดเลือกผู้มีความตั้งใจจริงในการที่จะพัฒนาตนเอง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8663
ชื่อผลงานวิจัย การสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ชื่อผู้วิจัย นายเสวก วงษ์เจริญผล
ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
การศึกษา กศม.
สถานที่ติดต่อ 100/68 หมู่ที่ 2 ตำบลโคกหล่อ อ.เมือง จ.ตรัง
สถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ประเภท การวิจัยพัฒนาทางการศึกษา
สถานที่จัดเก็บผลงาน โรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
ประวัติความเป็นมา(history) การจัดกระบวนการเรียนรู้เป็นหัวใจของการจัดการศึกษาเป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ เป็นคนมีความรู้ ความคิด ความสามารถ ทั้งในการพัฒนาตน และอาชีพการงานในสังคมอย่างมีความสุข ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ก่อให้เกิดกระแสการตื่นตัวครั้งใหญ่ของครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทั้งหลาย เพราะนับแต่นี้ไปการศึกษาของประเทศ ต้องมีการปฏิรูปปรับเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ไปสู่การจัดการศึกษาให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม และจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสูงสุด เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์ คือ ดี เก่งและมีความสุขปรากฏสัมฤทธิ์ผล (ณัฐ เกิดสุขผล, 2548, หน้า 4) การปฏิรูปการศึกษาเพื่อทำให้คุณภาพของคนไทยสูงขึ้น สามารถแข่งขันในสังคมโลกได้นั้นต้องทำหลายเรื่องผสมผสานกันกระทรวง ศึกษาธิการจึงได้จัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ขึ้น จุดหมายของหลักสูตรเป็นการเน้นการพัฒนาคน มีการปฏิรูปการเรียนรู้ ที่ยึดผู้เรียน เป็นสำคัญ ต้องสอนผู้เรียนให้รู้วิธีเข้าถึงความรู้มากกว่าการยัดเยียดความรู้ให้กับนักเรียน สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (2549, หน้า 11) ได้กำหนด มาตรฐานตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การพิจารณาเพื่อประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบที่ 2 (พ.ศ. 2549 – 2553) ในมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานด้านผู้เรียน มาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ ในการจัด การเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องมุ่งปลูกฝังด้านปัญญาพัฒนาความคิดของผู้เรียน ให้มีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถ แก้ปัญหาข้อขัดแย้งได้อย่างเหมาะสม การเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ มีกระบวนการและวิธีการที่หลากหลาย ผู้สอนต้องคำนึงถึงพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา วิธีการเรียนรู้ ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้นต้องพยายามนำกระบวนการคิดไปสอดแทรกในการเรียนการสอนทุกสาระการเรียนรู้ (กรมวิชาการ, 2544, หน้า 21)
ปัจจุบันเรื่องการคิด และการสอนคิด เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ สูง ประเทศต่าง ๆ ได้ศึกษาและเน้นในเรื่องของการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในด้านสติปัญญา ความคิด คุณธรรมและการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ การพัฒนาด้านสติปัญญาความคิดเป็นด้านที่ได้รับความเอาใจใส่สูงสุด เนื่องจากเป็นด้านที่เห็นผลชัดเจน ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถสูงมักได้รับการยอมรับและได้รับโอกาสที่ดีกว่าผู้มีความรู้ความสามารถต่ำ (ทิศนา แขมมณีและคณะ, 2540, หน้า 1) การรู้จักคิด “คิดเป็น ทำเป็น” เป็นจุดประสงค์ของการศึกษาที่เป็นสากลโดยมีพื้นฐานความเชื่อว่าการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพคน (ชวาล แพรัตกุล, 2516, หน้า 17) เนื่องจากการคิดเป็น ทำเป็นนั้นเป็นทักษะที่มีในบุคคลเพื่อการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และเพื่อดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพในยุคโลกาภิวัฒน์ (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2541, หน้า 316 ) ทำให้มุมมองในการมองโลกได้กว้างขึ้น มีความมั่นใจในตนเอง และเกิดการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างดี จากแผนการศึกษาแห่งชาติ (2545- 2559) ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนา การคิดไว้ในจุดประสงค์ว่า “สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้ การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมโดยมีเป้าหมายที่คนไทยทุกคนมีทักษะและกระบวนการในการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหามีความใฝ่รู้ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องเต็มตามศักยภาพ” ซึ่งเป็นการนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย จึงได้มีการเสนอการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด เป็นแนวคิดหลักแนวคิดหนึ่งในการจัดการเรียนการสอน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545, หน้า 11) โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบมีเหตุผล มุ่งให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ รู้จักการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างมีเหตุผล แสวงหาความรู้ และรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง (สุมน อมรวิวัฒน์, 2542, หน้า 6 - 7) โดยมีเป้าหมายสูงสุดของการจัดการศึกษา คือพัฒนาปัญญา (สำเริง บุญเรืองรัตน์, 2539, หน้า 85) กระบวนการจัดการศึกษาจึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา ตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพโดยเน้นการฝึกกระบวนการคิดการจัดการ เผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ ความรู้มาใช้ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาและควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติทำได้ คิดเป็นเน้นการพัฒนา การคิด อย่างมีระบบ มีเหตุผล รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และแสดงความคิดเห็น (สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ, 2542, หน้า 4 – 5) จากแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2545 - 2559) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีแนวคิดหลักที่เหมือนกันคือ ยึดคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและมุ่งพัฒนาคุณภาพคน โดยเน้นส่วนที่มีศักยภาพมากที่สุดของคน คือการรู้จัก คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ อย่างมีเหตุผล ใฝ่รู้และรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งลักษณะการคิด ดังกล่าวเป็นลักษณะการคิด ดังกล่าวเป็นลักษณะหนึ่งของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งจำเป็นในการทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ของบุคคลและเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพในสังคมประชาธิปไตย โดยมีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การกระทำของบุคคล และความเชื่อมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและกัน บุคคลจะกระทำหรืองดกระทำสิ่งใด ย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อที่มีต่อสิ่งนั้นแต่สิ่งที่สำคัญอันดับแรก คือการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ มีเหตุ มีผล จึงมุ่งตัดสินใจว่าอะไรควรเชื่อ อะไรควรปฏิบัติ การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นการคิดอย่างมีเป้าหมาย การตัดสินใจกำกับได้ด้วยตนเองโดยขึ้นอยู่กับ เหตุผลที่พิจารณาจากหลักฐาน เนื้อหาสาระ แนวคิด วิธีการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่ง สอดคล้องกับลักษณะของบุคคลในสังคมแห่งการเรียนรู้
ครูผู้สอนมีบทบาทมากที่จะทำให้บุคลากรในสถานศึกษาเป็นบุคคลที่จบการศึกษาไปแล้วเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถและมีสติปัญญา อันจะนำไปพัฒนาสังคมประเทศชาติอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ อาจารย์ผู้สอนควรมีศาสตร์และศิลป์ ในการดำเนินกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543; สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2545; สุมาลี พ่วงคำ, 2548)
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมีระดับความก้าวหน้ามากแต่การเตรียมการใช้หลักสูตรมีระดับความก้าวหน้าปานกลาง ซึ่งต้องเร่งรัด มีมาตรฐานการเรียนรู้มากเกินไป อัดแน่นด้วยสาระทางวิชาการและมีสาระซ้ำซ้อนกันในแต่ละช่วงชั้น ครูส่วนใหญ่ยังสับสนและไม่สามารถนำหลักสูตรไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ การให้ทำหลักสูตรสถานศึกษา สร้างความสับสนไม่เข้าใจในแนวคิด หลักการ ทำความยุ่งยากให้กับโรงเรียนจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก หลักสูตรแกนกลางกำหนดสาระการเรียนรู้ มากไป การทำให้เด็กเกิดการคิด วิเคราะห์ยังทำได้น้อย และครูส่วนใหญ่ ยังทำไม่ได้ แม้ว่าในปัจจุบันสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจะพยายามนำวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ หลากหลายมาใช้ เช่น การจัดการเรียนรู้ แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ การสอนเน้นการแก้ปัญหาการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แต่สภาพปัญหากระบวนการจัดการเรียนรู้ ก็คือผู้สอนขาดความเข้าใจในบทบาทของผู้สอน ขาดแนวทางการปฏิบัติ เนื่องจากแนวคิดในการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเป็นผู้สอนแบบถ่ายทอดความรู้ มาเป็นผู้คิดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียนแทน ประกอบกับปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ความสำคัญกับผู้เรียนและการเรียนรู้มากขึ้น จึงส่งผลให้ผู้เรียนไม่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับการแสวงหาความรู้ในยุคปัจจุบันได้ (ทิศนา แขมมณี, 2541) นอกจากนี้บุคลากรในโรงเรียนขาดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาคุณภาพ การเรียนการสอนยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนและวิธีการวัดและประเมินผลการเรียน ซึ่งวันทยา วงศ์ศิลปะภิรมย์และคณะ (2545) ได้ศึกษาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ปีการศึกษา 2540 พบว่า ด้านกระบวนการเรียนการสอนซึ่งประกอบด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผลโรงเรียนร้อยละ 79.80 มีคุณภาพระดับปานกลางขณะที่ด้านการวางแผนหรือเตรียมการสอน ด้านกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมการเรียนและการแสวงหาความรู้ของนักเรียน โรงเรียนร้อยละ 68.10 – 86.80 มีคุณภาพระดับควรปรับปรุง ซึ่งสอดคล้องกับ วีรนุช ปีณฑวณิช (2543) ที่พบว่าครูร้อยละ 65.00 ยังไม่ได้รับการสนับสนุนผู้บริหารยังขาดความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาการศึกษาทำให้ยังมีครูกว่าร้อยละ 50 ไม่เข้าใจแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ประเด็นต่าง ๆ เท่าที่ควร เช่นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น การวิจัยในชั้นเรียนจากการประเมินสถานศึกษา ทีมการศึกษา,หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (2549) พบว่า หลักสูตรสถานศึกษาสอดคล้องกับผู้เรียนและท้องถิ่นได้แค่ 32% มีการประเมินผู้เรียนด้วยวิธีที่หลากหลายมีเพียง 29% จัดกิจกรรมการกระตุ้นให้คิดวิเคราะห์ 13% และผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ได้ 19% คิดไตร่ตรอง 8% พัฒนาตนเองต่อเนื่อง 23%รักการอ่าน 16% สนใจใฝ่รู้ 27% เป็นต้น และจากรายงานผลการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานรอบที่ 1 โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พบว่า สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 พบว่ามาตรฐานที่ 4 ได้แก่ ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ สถานศึกษาส่วนใหญ่ มีผลการประเมินระดับพอใช้ และผลจากการประเมินร่องรอยเอกสารและการสังเกตจากแผนการจัดการเรียนรู้ และการสอน ตลอดจนโครงการต่าง ๆ พบว่า ครูจำนวนน้อย จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สนับสนุน การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1, 2549, บทสรุปสำหรับผู้บริหาร)
จากเหตุผลข้างต้นจะเห็นว่าครูผู้สอนยังมิได้จัดการเรียนรู้ที่สนับสนุนให้นักเรียนได้พัฒนาด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณอย่างจริงจังทั้งๆ ที่มีความสำคัญต่อนักเรียนเป็นอย่างยิ่งประกอบกับผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์เป็นมาตรฐานสำคัญที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสถานศึกษา ครูจึงจำเป็น ต้องจัดการเรียนรู้ในด้านนี้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่กำหนด เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เป็นคนที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ ฉะนั้นสมควรอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการด้วยวิธีการที่เหมาะสม คือสนองตอบความต้องการของบุคลกรในโรงเรียน ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถจัดการเรียนรู้ด้านกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้
แนวคิด(concept) -
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ให้มีประสิทธิภาพ 2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจในกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกอบรมชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1
สมมุติฐาน(assumption) 1. ชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ที่สร้างขึ้นมีดัชนีประสิทธิภาพ (The Effectiveness Index: E.I.) มากกว่า .50 และมีค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (Coefficient of Variation: C.V.) ระดับดี 2. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แล้วมีความรู้ความเข้าใจหลังการใช้ชุดฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการใช้
เครื่องมือ(tool) ชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ประกอบด้วยเอกสารที่จะใช้ในการฝึกอบรมจำนวน 5 หน่วย เรียงตามลำดับเนื้อหาที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ตามหลักสูตร 3 วัน 17 ชั่วโมง คือ เนื้อหาที่นำเสนอจะเริ่มตั้งแต่ แนวคิด ความหมาย กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณการจัดการเรียนรู้ และ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ โดยแยกเอกสารเป็นหน่วยจำนวน 5 หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ 1 มโนทัศน์เกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หน่วยที่ 2 แนวทางในการสอนเพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หน่วยที่ 3 การเสริมสร้างนิสัยในการคิด หน่วยที่ 4 การพัฒนากระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หน่วยที่ 5 การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ชุดฝึกอบรมดังกล่าว เน้นทั้งความรู้และการปฏิบัติ สามารถนำไปใช้เป็นแนวในการทำการจัดการเรียนการสอนได้
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยนำเครื่องมือที่สร้างขึ้นทั้งหมดไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และทดลองรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ หลังจากปรับปรุงแก้ไขแล้วได้นำไปใช้กับครูในโรงเรียนบ้านป่าแก่ โรงเรียน วัดท่าพญา และโรงเรียนวิเชียรมาตุ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีผลการประเมินมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) มาตรฐานที่ 4 อยู่ในระดับปรับปรุงและพอใช้ ในรอบที่ 2 จำนวน 33 คน ขณะฝึกอบรม ผู้วิจัยทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอบรม และเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาการใช้เครื่องมือแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตลอดระยะเวลาการอบรม ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลการอบรมโดยใช้ แบบทดสอบ การตอบคำถาม การตอบแบบสอบถาม เพื่อนำผลไปวิเคราะห์ต่อ
การวิเคราะห์(analysis) 1. การหาคุณภาพของชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หน่วยที่ 1 – 5 และคู่มือการใช้ชุดฝึกอบรมจากการตอบแบบสอบถาม ที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินมาวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยและแปลความหมายโดยใช้เกณฑ์ของเบสท์(best, 1977, p.174 อ้างถึงใน ภิญโญ ไชยสุข, 2543, หน้า 36 ) ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ 1.00 – 1.49 หมายถึง เหมาะสม หรือสอดคล้องน้อยที่สุด 1.50 – 2.49 หมายถึง เหมาะสมหรือสอดคล้องน้อย 2.50 – 3.49 หมายถึง เหมาะสมหรือสอดคล้องปนกง 3.50 – 4.49 หมายถึง เหมาะสมหรือสอดคล้องมาก 4.50 – 5.00 หมายถึง เหมาะสมหรือสอดคล้องมากมากที่สุด 2. การหาประสิทธิภาพของชุดการฝึกอบรมการคิดอย่างมีวิจารณญาณจากการทดลอง โดยใช้สูตรการหาประสิทธิภาพ (เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี ,2545 หน้า 31-36) E.I. แทน ค่าดัชนีประสิทธิผล Posttest score แทน คะแนนทดสอบหลังเรียน Pretest score แทน คะแนนทดสอบก่อนเรียน Maximum possible score แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ 3.หาค่าสัมประสิทธิ์การกระจายของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ สูตร (สนอง อินละคร : 2543) เมื่อ C.V. แทน สัมประสิทธิ์การกระจาย SD แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน 4. วิเคราะห์หาความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนก เป็นรายข้อของแบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 4.1 ความยากของข้อสอบ (p) คือสัดส่วนหรือร้อยละของผู้สอบที่ตอบข้อสอบนั้นถูก ค่าความยากคำนวณได้จากสูตร P = เมื่อ P คือความยาก R คือจำนวนผู้ตอบถูก N คือจำนวนคนเข้าสอบ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538,หน้า 210) 4.2 สูตรค่าอำนาจจำแนก D คือ ค่าอำนาจจำแนก RU คือ จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มเก่ง RL คือ จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน N คือ จำนวนนักเรียนทั้งกลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538, หน้า 211) 5. วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้สูตร KR – 20 n คือ จำนวนข้อของเครื่องมือวัด p คือ สัดส่วนของผู้ทำได้ในข้อหนึ่ง ๆ q คือ สัดส่วนของผู้ทำผิดในข้อหนึ่ง ๆ คือ คะแนนความแปรปรวนของเครื่องมือฉบับนั้น (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,2538, หน้า 198) 6. การเปรียบเทียบผลการทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังการทดลองโดยใช้ สถิติ t-test โดยใช้สูตรดังนี้ t หมายถึง ค่า วิกฤติของที t D หมายถึง ผลต่างของคะแนนการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง N หมายถึง จำนวนผู้เข้ารับการทดลอง (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2538, หน้า 104)
ข้อสรุป(summary) จากผลการวิจัยเรื่องการสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ผู้วิจัยเห็นว่ามีประเด็นที่ควรนำมาอภิปราย ดังนี้ 1. จากการนำชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 ไปฝึกอบรมครู พบว่าค่าดัชนีประสิทธิภาพ และค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย ของชุดฝึกอบรมได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีความสัมพันธ์เชิงบวก แสดงว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้จากการฝึกอบรม ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับการหาค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม ในกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย นริศ ชุ่นทรัพย์ (2535, บทคัดย่อ) ได้สร้างชุดฝึกอบรมสำหรับครูประถมศึกษาในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน พบว่า ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองเรื่อง การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ ศักดิ์ชาย กมขุนทด (2540, บทคัดย่อ) ได้สร้างชุดฝึกอบรมด้วยตนเองสำหรับครูประถมศึกษา เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม ผลวิจัยพบว่า ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด วนิดา สุขขี (2540, บทคัดย่อ ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อประสมเรื่อง การจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับจังหวัดใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ผลการวิจัยพบว่า ชุดสื่อประสมมีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และ นภดล เอฬกานนท์ (2542, บทคัดย่อ) ได้สร้างและหาประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมโปรแกรม ออโต้แคตเรื่อง การใช้คำสั่งในการสร้างภาพ 3 มิติ ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกอบรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพทางภาคทฤษฎี และประสิทธิภาพภาคปฏิบัติ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะว่าหลังจากที่ผู้วิจัยได้สร้างชุดฝึกอบรมแล้วนำชุดฝึกอบรมดังกล่าวไปให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง และนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปทดลองใช้กับครูรายบุคคล (1 : 1) จำนวน 3 คน แบบกลุ่มย่อย (1 : 10) จำนวน 10 คน และ แบบกลุ่มใหญ่ (1:100)โดยในการทดลองแต่ละครั้ง ผู้วิจัยได้หาประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมด้วย โดยจะต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งนำข้อบกพร่องที่พบในแต่ละครั้ง มาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขชุดฝึกอบรมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังที่บุญชม ศรีสะอาด (2541,หน้า 41)ได้กล่าวถึงการหาประสิทธิภาพของชุดการสอนซึ่งสรุปได้ว่า “…จะต้องมีการนำไปทดลองเป็นรายบุคคลแบบ 1 : 1 ก่อน สังเกตพฤติกรรม ทดลองหาประสิทธิภาพ เพื่อหาข้อบกพร่องแล้วนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข ต่อจากนั้น จึงนำไปทดลองใช้กับกลุ่มย่อยประมาณ 9 คน แบบ 1 : 3 นำข้อบกพร่องที่พบ มาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง แล้วนำไปทดลองกลุ่มใหญ่ จนเชื่อถือได้ว่าเป็นชุดการสอนที่มีประสิทธิภาพ”ตามกระบวนการจัดทำชุดฝึกอบรม โดยมีการตรวจสอบโครงสร้าง เนื้อหา วัตถุประสงค์ โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความสามารถในด้าน ภาษาไทย การสร้างและพัฒนาสื่อ การประเมินผล และการคิด นอกจากนั้นยังได้มีการหาประสิทธิภาพ โดยกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างเป็นกระบวนการ ทำให้ได้ชุดฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ ผลการสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมีผลการประเมินโครงร่างของชุดฝึกอบรมตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การประเมินความเหมาะสมของแต่ละองค์ประกอบของชุดฝึกอบรม พบว่าค่าเฉลี่ยของความเหมาะสมมีค่าระหว่าง 4.20 ถึง 4.80 หมายความว่า องค์ประกอบของชุดฝึกอบรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ถึงมากที่สุด ส่วนค่าดัชนีประสิทธิภาพ มีค่า 0.53 และ 0.58 ส่วนค่าสัมประสิทธิ์การกระจายมีค่า 5.18 และ8.94 ซึ่งแสดงว่าชุดฝึกอบรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เนื่องจาก ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างมีระบบและขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรของ ทาบา(Taba, 1962; Tyler, 1970; Beauchamp, 1975; Saylor and Alexander, 1974; วิชัย วงษ์ใหญ่, 2537; สงัด อุทรานันท์, 2530) และควบคุมคุณภาพของกระบวนการสร้างชุดฝึกอบรมตามแนวคิดของ เดมมิ่ง ทำให้ผู้สร้างชุดฝึกอบรมทราบถึงความต้องการของผู้รับการฝึกอบรม หรือทราบวัตถุประสงค์ว่าจะให้เกิดอะไรแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งส่งผลให้ชุดฝึกอบรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Clark, 1997, p. 204) สำหรับเครื่องมือที่ในการประเมินความรู้ของผู้รับการฝึกอบรม ผู้วิจัยได้หาคุณภาพเครื่องมือทั้งแบบรายข้อและรายฉบับ พบว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีค่าความยากง่าย ระหว่าง0.47 ถึง 0.72 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 ขึ้นไป และได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.799 ซึ่งเครื่องมือที่สร้างขึ้นมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สามารถนำไปวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเที่ยงตรงและมีความเชื่อมั่นสูงตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ดำเนินการฝึกอบรมที่นำชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 นี้ไปใช้ได้มีการปรับเนื้อหาให้ง่ายขึ้นโดยการยกตัวอย่างประกอบให้เหมาะสมต่อไป 2. การเปรียบเทียบผลการสอบก่อนและหลังการฝึกอบรมของผู้เข้ารับการฝึกอบรม พบว่า ความรู้ความเข้าใจจากการใช้ชุดฝึกอบรมก่อนการใช้และหลังการใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01โดยที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 17.00 และหลังการทดลอง 24.09 โดยมีค่าเฉลี่ยต่างกัน 7.09 ซึ่งสอดคล้องกับ พนมพร ถนอมทรัพย์ (2542, บทคัดย่อ) ได้สร้างชุดฝึกอบรมด้วยตนเองสำหรับเจ้าหน้าที่พนักงานสาธารณสุขชุมชน เรื่อง การควบคุมมลพิษทางน้ำ พบว่า ความแตกต่างของคะแนนก่อนและ หลังศึกษาจากชุดฝึกอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรสมร นาคะสิงห์ (2542 : 75) ทำการวิจัยโดยได้พัฒนาชุดฝึกอบรมเรื่องการถ่ายภาพในสตูดิโอโดยดำเนินการฝึกอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรมที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมแล้วทำการประเมินผลการฝึกอบรม โดยทดสอบความรู้และความสามารถของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ผลการวิจัยพบว่าชุดฝึกอบรมที่สร้างขึ้น ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และนาตยา แก้วใส (2542 : 72) ที่ทำการพัฒนาหลักสูตรและชุดฝึกอบรมอาจารย์เรื่อง การใช้โปรแกรมเพาเวอร์พอยท์ โดยได้ให้ผู้เข้ารับการอบรมทำการทดสอบก่อนฝึกอบรม (Pretest) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการฝึกอบรมแล้วทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรม (Posttest) อีกครั้ง ซึ่งผลการวิจัยพบว่า คะแนนสอบที่ได้หลังฝึกอบรมสูงกว่าก่อนฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ศึกษาจากชุดฝึกอบรมซึ่งประกอบ ด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อหลักในการให้ความรู้การได้ปฏิบัติกิจกรรมตามชุดฝึกนั้น เกิดจากการที่สื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุดฝึกอบรมได้รับการออกแบบให้มีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกัน รูปแบบสื่อ น่าสนใจที่จะเรียนรู้ ซึ่งทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เบื่อหน่าย และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประการสำคัญชุดฝึกอบรมกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 นี้ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งสื่อที่นำมาใช้เป็นชุดฝึกอบรมเป็นสื่อที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตาม ลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระบบ สามารถทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา มีกิจกรรมแบบฝึกได้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกปฏิบัติ โดยเฉพาะลักษณะของสื่อได้รับการออกแบบรูปเล่มให้น่าสนใจ ขนาดกะทัดรัดและ เนื้อหาสั้นกระชับ อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ซึ่งได้จัดสร้างตามข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบคุณภาพด้านสื่อ ทำให้ช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น ประกอบกับแบบฝึกปฏิบัติกิจกรรมของผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นแบบฝึกรายบุคคล ทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนได้ปฏิบัติกิจกรรมอย่างมีสมาธิและตั้งใจ และหลังจากการปฏิบัติกิจกรรมตามแบบฝึกเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการชี้แนะให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทราบผลจากการปฏิบัติกิจกรรมทันที เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทราบว่าตนเองจะต้องพัฒนาปรับปรุงแก้ไขบ้าง และส่วนใดที่ตนปฏิบัติถูกต้องแล้ว เป็นการกระตุ้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความตั้งใจในการศึกษาชุดฝึกอบรมมากขึ้น และนำองค์ความรู้ไปใช้ปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้อง ด้วยคุณลักษณะของชุดฝึกอบรม และการดำเนินการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้อง เหมาะสมกับวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์ของกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับการฝึกอบรมจึงทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมอบรมได้เกิดองค์ความรู้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้ผลการเรียนรู้หลังจากศึกษาด้วยชุดฝึกอบรมสูงกว่าก่อนศึกษาด้วยชุดฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุรพงษ์ มีศรี (2540, บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษาประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมเรื่อง การผลิตและการนำเสนอแผ่นภาพโปร่งใส สำหรับครูผู้สอน ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งชุดฝึกอบรมประกอบด้วยเอกสารเนื้อหา ชุดตัวอย่างแผ่นภาพโปร่งใส เทปโทรทัศน์ และชุดฝึกปฏิบัติการระหว่างเรียนจากชุดฝึกอบรม ผลการวิจัยปรากฏว่าคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ดำเนินการฝึกอบรมในการสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความสนใจในการเรียนรู้เพื่อให้ได้ความรู้อย่างเต็มที่ ตลอดจนการคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ คัดเลือกผู้มีความตั้งใจจริงในการที่จะพัฒนาตนเอง
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ชุดฝึกอบรมนี้ได้ผ่านกระบวนการทดลองอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้การฝึกอบรมครูในเรื่องกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และมาตรฐานการศึกษาชาติ 2. การจัดการฝึกอบรมควรคัดเลือกบุคคลที่มีความต้องการพัฒนาตนเองก่อนเพื่อจะได้เกิดผลเต็มที่ 3. ในการนำชุดฝึกอบรมไปศึกษาด้วยตนเอง ควรจะต้องศึกษาคู่มือการใช้ชุดฝึกอบรมอย่างละเอียด ก่อนการอบรมควรจะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นทุกอย่างให้พร้อม และควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้เรียบร้อย 4. ในการจัดการฝึกอบรมในลักษณะกลุ่มใหญ่ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวนมากผู้ดำเนินการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม จะต้องจะต้องสังเกตพฤติกรรมการศึกษาชุดฝึกอบรมของผู้เข้ารับการฝึกอบรมอบรม บรรยากาศและสถานที่ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการฝึกอบรม ดังนั้นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย 5. การฝึกอบรม ในการศึกษาชุดฝึกอบรมหรือทำกิจกรรมแบบฝึก เวลาเป็นตัวกำหนดว่าควรจะดำเนินการในขั้นตอนไหนมากน้อยเท่าไร เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถศึกษาชุดฝึกอบรมได้ทุกขั้นตอน ผู้ดำเนินการฝึกอบรมต้องเตรียมความพร้อมในการที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที และเมื่อจบการฝึกอบรมในแต่ละเนื้อหา ผู้ดำเนินการฝึกอบรมควรมีการสรุปเนื้อหาและความคิดรวบยอดให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมอบรม เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน อีกครั้งหนึ่ง 6. หลังจากการอบรมเสร็จแล้วต้องมีการติดตามผลการดำเนินการเพื่อจะได้มีการนำไปใช้จริงต่อไป 7. ชุดฝึกอบรมนี้สามารถให้ครูศึกษาได้ด้วยตนเองและปฏิบัติกิจกรรมตามที่กำหนดในแต่ละหน่วยเพื่อลดภาระในการจัดฝึกอบรมในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยต่อไป 1. ควรมีการประชุมปฏิบัติการเขียนแผนการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ 2. ควรมีการจัดประชุมปฏิบัติการการเขียนกรณีศึกษาเพื่อใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน 3. อาจมีการวิจัยเปรียบเทียบระหว่างวิธีการฝึกอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองกับ การฝึกอบรมที่มีวิทยากรเป็นผู้ให้ความรู้
ปี 2551
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved