Current Record: พรพิมล หรรษาภิรมย์โชค

พรพิมล หรรษาภิรมย์โชค

สรุปผลวิจัย 1. ผลการศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์เอกสารรายงานคำรับรองการปฏิบัติราชการ พบว่า ขั้นตอนการสร้างและการแสวงหาความรู้กับขั้นตอนการประมวลและกลั่นกรองความรู้มีวิธีการคล้ายกัน หน่วยงานส่วนใหญ่ให้ผู้เชี่ยวชาญประชุมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ ขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูลคล้ายกับขั้นตอนการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ 2. ผู้อำนวยการจัดการความรู้ส่วนใหญ่เห็นว่าเป้าหมายของการจัดการความรู้ภาครัฐต้องมุ่งเน้นการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในหน่วยงาน บุคลากรต้องสามารถนำความรู้ไปใช้พัฒนาตนเองได้ ต้องจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานจากการสร้างและพัฒนาความรู้วิชาการใหม่ ๆ 3. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความรู้เห็นว่าขั้นตอนการนำความรู้ไปใช้เป็นขั้นตอนสำคัญของรูปแบบและให้ลดขั้นตอนโดยการรวมขั้นตอนการประมวลและกลั่นกรองเข้ากับขั้นตอนการสร้างความรู้ให้เป็นขั้นตอนการสร้างความรู้ 4. รูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน คือ 1) การกำหนดความรู้ ได้แก่ จัดตั้งคณะทำงาน จัดประชุมคณะทำงาน สำรวจและรวบรวมความรู้ จัดลำดับความสำคัญของความรู้ และกำหนดแหล่งความรู้ที่จำเป็น 2) การแสวงหาความรู้จากภายในและภายนอกหน่วยงาน 3) การสร้างความรู้ ได้แก่ กำหนดทีมสร้างความรู้ ประชุมทีมสร้างความรู้ และบูรณาการความรู้ไปใช้ในการพัฒนาการปฏิบัติงาน 4) การจัดเก็บความรู้ให้เป็นระบบ ได้แก่ กำหนดโครงสร้างความรู้ และรวบรวมและจัดเก็บความรู้ให้เป็นระบบ 5) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกิจกรรมการเรียนรู้และการจัดช่องทางการเผยแพร่ความรู้ 6) การนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาคน งาน และหน่วยงาน และ 7) การติดตามและประเมินผลทั้งในด้านปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิตและผลลัพธ์และองค์ประกอบของรูปแบบการจัดกาความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) การเรียนรู้ ประกอบด้วย วิธีการเรียนรู้จำแนกตามระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับหน่วยงาน และทักษะการเรียนรู้ 2)หน่วยงาน ประกอบด้วยวิสัยทัศน์และเป้าหมาย วัฒนธรรม กลยุทธ์ได้แก่ การเตรียมการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การสื่อสาร กระบวนการและเครื่องมือ และการยกย่องชมเชยและการให้รางวัล และโครงสร้างองค์กร 3) คน ประกอบด้วยผู้บริหาร บุคลากร และผู้รับบริการ และ 4) เทคโนโลยี ประกอบด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และ เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการเรียนรู้

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8433
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ
หัวข้อ(Eng) A Development of Knowledge Management for Public Sectors
คำสำคัญ(keyword) การจัดการความรู้
ชื่อผู้วิจัย พรพิมล หรรษาภิรมย์โชค
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Pornpimol Hansapiromchoke
การศึกษา ปริญญาเอก
สถานที่ติดต่อ 25 ซอยชุมชน ถนนยิงเป้า ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 2550
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน คณะครุศาสตร์
ประวัติความเป็นมา(history) ในยุคสังคมแห่งฐานความรู้ (Knowledge-Based Society) แนวคิดการจัดการความรู้ (Knowledge Management) และองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา จากการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้องค์กรเกิดการแข่งขันกันด้วยความรู้ ทักษะ เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ ประกอบกับการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ.2545 ซึ่งมีเป้าหมายที่ต้องการเน้นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง คือ การพัฒนาส่วนราชการให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ข้าราชการในสังกัดสามารถประมวลผลความรู้ด้านต่าง ๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้องรวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ์ ตลอดจนมีการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถสร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน
ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาข้าราชการจึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานตามหลักการที่ว่า “ส่วนราชการต้องมีการพัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับสภาพปัญหาที่พบในการจัดการความรู้ของประเทศไทยส่วนใหญ่มีการพัฒนาองค์กรตามรูปแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ในลักษณะตามแนวทางของผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง โดยมีแนวทางที่ยังไม่ชัดเจนทั้งในด้านการวางแผนการจัดการความรู้ การจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากร ซึ่งผู้รับผิดชอบด้านการจัดการความรู้ภายในหน่วยงานภาครัฐมีความไม่แน่ใจว่าการดำเนินงานดังกล่าวนั้นมีความถูกต้องตรงตามเป้าหมายแห่งการพัฒนาองค์กรเพื่อมุ่งสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้หรือไม่ นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐในระดับกระทรวง กรม กอง และจังหวัดมีหน้าที่ในการพัฒนาองค์กรให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ แต่ปัญหาที่สำคัญในการพัฒนาองค์กรตามลักษณะดังกล่าวยังไม่มีรูปแบบและแนวทางที่ชัดเจน จากสภาพปัญหาข้างต้นจึงทำให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญกับปัญหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้และรูปแบบการจัดการความรู้ดังกล่าว และพยายามหาแนวทางในการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ในประเทศไทย
ดังนั้นผู้วิจัยคิดว่ารูปแบบการจัดการความรู้ที่ชัดเจนและมีความเหมาะสมกับหน่วยงานภาครัฐจะช่วยทำให้คณะทำงานที่มีส่วนรับผิดชอบในการวางแผนการจัดการความรู้สามารถวางแผนให้กับบุคลากรจนเกิดการเรียนรู้และสามารถสร้าง แบ่งปัน ตลอดจนนำความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ที่ได้จากกระบวนการจัดการความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานและสามารถดำรงชีวิตในสังคมแห่งการเรียนรู้นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริงต่อไป

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการจัดการความรู้ของหน่วยงานภาครัฐ 2) คณะกรรมการการจัดการความรู้ของหน่วยงานภาครัฐ 3) นักการจัดการความรู้ภาครัฐ 2. เอกสารคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ด้านการพัฒนาการจัดการความรู้ในองค์กรตามยุทธศาสตร์ของแต่ละหน่วยงานที่หน่วยงานภาครัฐเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ จำนวน 140 ชุด กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 36 คน โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ การสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ประกอบด้วย จากการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้อำนวยการจัดการความรู้ภาครัฐ จำนวน 20 คน สังกัดหน่วยงานดังนี้ กรมบังคับคดี กรมการศาสนา กรมทางหลวงชนบท กรมพลังงานทดแทนและกรมอนุรักษ์พลังงาน กรมการค้าภายใน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมอนามัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาข้าราชการ กรมศุลกากร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากการสนทนากลุ่ม โดยมีนักจัดการความรู้ภาครัฐของประเทศ จำนวน 11 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ด้านการจัดการความรู้ของหน่วยงานภาครัฐ และเป็นผู้ที่สังคมให้การยอมรับว่าเป็นผู้นำด้านการจัดการความรู้ จากแบบสอบถาม ได้แก่นักการจัดการความรู้ของประเทศจากหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 5 คน ซึ่งซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ด้านการจัดการความรู้ของหน่วยงานภาครัฐ และเป็นผู้ที่สังคมให้การยอมรับว่าเป็นผู้นำด้านการจัดการความรู้
เครื่องมือ(tool) แบบสัมภาษณ์ แบบรับรองรูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้แบ่งการดำเนินงานการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารรายงานคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ด้านการพัฒนาการจัดการความรู้ในองค์กรตามยุทธศาสตร์ของแต่ละหน่วยงานที่ได้ดำเนินการจัดส่งต่อสำนักงานคณะกรรมพัฒนาระบบข้าราชการ จำนวน 140 ชุด ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความรู้ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้อำนวยการจัดการความรู้ จำนวน 20 คน ขั้นตอนที่ 3 การร่างและการตรวจสอบ(ร่าง)รูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ โดยการ 1) นำผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์จากเอกสารรายงานคับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 จำนวน 140 ชุด 2) นำผลสรุปจากการวิเคราะห์เนื้อหา จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการจัดการความรู้จำนวน 20 คน และ 3) นำข้อค้นพบไปใช้เป็นฐานของการพัฒนาร่างรูปแบบการจัดการความรู้ของหน่วยงานภาครัฐ และ 4) ตรวจสอบ(ร่าง)รูปแบบการจัดการความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิโดยใช้การสนทนากลุ่ม ( Focus Group) จำนวน 11 คน ขั้นตอนที่ 4 การนำเสนอรูปแบบการจัดการความรู้ของหน่วยงานภาครัฐ
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์และการสังเคราะห์เอกสารคำรับรองฯ 2. การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อรูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ
ข้อสรุป(summary) สรุปผลวิจัย 1. ผลการศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์เอกสารรายงานคำรับรองการปฏิบัติราชการ พบว่า ขั้นตอนการสร้างและการแสวงหาความรู้กับขั้นตอนการประมวลและกลั่นกรองความรู้มีวิธีการคล้ายกัน หน่วยงานส่วนใหญ่ให้ผู้เชี่ยวชาญประชุมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ ขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูลคล้ายกับขั้นตอนการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ 2. ผู้อำนวยการจัดการความรู้ส่วนใหญ่เห็นว่าเป้าหมายของการจัดการความรู้ภาครัฐต้องมุ่งเน้นการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในหน่วยงาน บุคลากรต้องสามารถนำความรู้ไปใช้พัฒนาตนเองได้ ต้องจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานจากการสร้างและพัฒนาความรู้วิชาการใหม่ ๆ 3. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความรู้เห็นว่าขั้นตอนการนำความรู้ไปใช้เป็นขั้นตอนสำคัญของรูปแบบและให้ลดขั้นตอนโดยการรวมขั้นตอนการประมวลและกลั่นกรองเข้ากับขั้นตอนการสร้างความรู้ให้เป็นขั้นตอนการสร้างความรู้ 4. รูปแบบการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน คือ 1) การกำหนดความรู้ ได้แก่ จัดตั้งคณะทำงาน จัดประชุมคณะทำงาน สำรวจและรวบรวมความรู้ จัดลำดับความสำคัญของความรู้ และกำหนดแหล่งความรู้ที่จำเป็น 2) การแสวงหาความรู้จากภายในและภายนอกหน่วยงาน 3) การสร้างความรู้ ได้แก่ กำหนดทีมสร้างความรู้ ประชุมทีมสร้างความรู้ และบูรณาการความรู้ไปใช้ในการพัฒนาการปฏิบัติงาน 4) การจัดเก็บความรู้ให้เป็นระบบ ได้แก่ กำหนดโครงสร้างความรู้ และรวบรวมและจัดเก็บความรู้ให้เป็นระบบ 5) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกิจกรรมการเรียนรู้และการจัดช่องทางการเผยแพร่ความรู้ 6) การนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาคน งาน และหน่วยงาน และ 7) การติดตามและประเมินผลทั้งในด้านปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิตและผลลัพธ์และองค์ประกอบของรูปแบบการจัดกาความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) การเรียนรู้ ประกอบด้วย วิธีการเรียนรู้จำแนกตามระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับหน่วยงาน และทักษะการเรียนรู้ 2)หน่วยงาน ประกอบด้วยวิสัยทัศน์และเป้าหมาย วัฒนธรรม กลยุทธ์ได้แก่ การเตรียมการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การสื่อสาร กระบวนการและเครื่องมือ และการยกย่องชมเชยและการให้รางวัล และโครงสร้างองค์กร 3) คน ประกอบด้วยผู้บริหาร บุคลากร และผู้รับบริการ และ 4) เทคโนโลยี ประกอบด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และ เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการเรียนรู้
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาระบบการสร้างความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้เพื่อจะได้มีแนวทางที่ชัดเจนถึงการสร้างความรู้อย่างมีประสิทธิภาพควรเป็นอย่างไร เพื่อนำไปหน่วยงานภาครัฐไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่สามารถสร้างนวัตกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป 2. ควรมีการศึกษารูปแบบการพัฒนาบุคลากรภาครัฐเพื่อนำไปสู่ภารกิจการเป็นคุณอำนวย (Facilitator) ที่มีประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้เพื่อทำให้มีแนวทางที่ชัดเจน เพราะบทบาทสำคัญของข้าราชการในอนาคตควรเป็นผู้ที่มีทักษะเป็นคุณอำนวยให้กับประชาชนในด้านต่าง ๆ มากกว่าการเป็นคุณอำนาจ เนื่องจากปัญหาในสังคมไทยคนที่รู้และเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาต้องเป็นคนในพื้นที่ และการเปลี่ยนมุมมองการเป็นผู้ให้โดยให้มองว่าประชาชนเป็นผู้รู้ ซึ่งควรดำเนินงานโดยการบูรณาการความรู้จากท้องถิ่นควบคู่ไปกับประสบการณ์ของข้าราชการเพื่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ควรศึกษาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมกับการจัดการความรู้ของหน่วยงานภาครัฐ เช่น การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) การอบรมผ่านเว็บ (Web-Based Training) ระบบฐาน ข้อมูลของแต่ละส่วนราชการโดยให้มีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สามารถใช้และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อลดการซ้ำซ้อนของข้อมูล 4. ควรศึกษาระบบการติดตามประเมินผลการจัดการความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นหลักการของการนำการจัดการความรู้ไปใช้กับงานประจำ ผสมผสานกับระบบบริหารของหน่วยงาน โดยมีการนำหลักการแผนที่ผลลัพธ์ (Outcome Mapping) เนื่องจากหลักการดังกล่าวสามารถบอกถึงความ ก้าวหน้าในแต่ละขั้นตั้งแต่เริ่มไปจนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงแม้โครงการจบสิ้นไปแล้ว และหลักการของกระบวนการ ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome) มาใช้เป็นกรอบในการประเมินผล เนื่องจากการจัดการความรู้เป็นกระบวนการซึ่งต้องมีการติดตามประเมินผลในแต่ละปัจจัยเพราะเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการความจัดการความรู้ของหน่วยงานทั้งสิ้น โดยจะต้องพิจารณาทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณควบคู่ด้วยกัน 5. ควรศึกษาระบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีกิจกรรมมากมาย ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน โดยการศึกษาดังกล่าวจะทำให้ทราบแนวทางการดำเนินการในแต่ละกิจกรรม ตลอดจนทำให้เกิดความสะดวกต่อการนำกิจกรรมต่าง ๆ ไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรภาครัฐ
ปี 2550
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved