Current Record: สุรเชษฐ์ โชติวรานนท์ / อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ อินทร์ถมยา

สุรเชษฐ์ โชติวรานนท์ / อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ อินทร์ถมยา

1. ปัจจัยหลักที่มีความสัมพันธ์กับการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา 2.ปัจจัยทางด้านสังคม 3.ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน และ 4.ปัจจัยทางด้านกายภาพ ส่วนปัจจัยย่อยที่มีความสัมพันธ์กับการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน 2.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน 3.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก 4.ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 5.ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา 6.ปัจจัยทางด้านเพื่อน 7.ปัจจัยทางด้านวิธีสอน 8.ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา 9.ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล 10.ปัจจัยทางด้านสนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬา 11.ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศ มลพิษ และ 12.ปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก
2. ปัจจัยหลักที่ร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา คือ ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา และปัจจัยทางด้านสังคม ปัจจัยทั้ง 3 ตัวนี้ สามารถร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้ร้อยละ 45.2สามารถเขียนเป็นสมการทำนายได้ดังต่อไปนี้
Z (เจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา) = .360 Z(ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน) + .285 Z(ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา) + .142 Z(ปัจจัยทางด้านสังคม)
3. ปัจจัยย่อยที่ร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา คือ ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน ปัจจัยทางด้านเพื่อน ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา และปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน ปัจจัยทั้ง 5 ตัวนี้ สามารถร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้ร้อยละ 47.4 สามารถเขียนเป็นสมการทำนายได้ดังต่อไปนี้
Z (เจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา) = .238 Z (ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน) + .215 Z (ปัจจัยทางด้านเพื่อน) + .171 Z (ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล)+ .166 Z (ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา) + .134 Z (ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใจ)
จากงานวิจัย จึงสามารถสรุปการอภิปรายผลการวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร” ได้ว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร ได้มากที่สุดคือ ปัจจัยหลักทางด้านการเรียนการสอน โดยมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษารองลงมา ได้แก่ ปัจจัยหลักทางด้านจิตวิทยา และปัจจัยหลักทางด้านสังคม ตามลำดับ ปัจจัยทั้ง 3 ตัวนี้ ร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้ร้อยละ 45.2 ดังนั้น ครูผู้สอน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาพลศึกษา จึงควรให้ความสำคัญปัจจัยทางด้านการเรียนการสอนเป็นพิเศษ ซึ่งก็ไม่ควรละเลยปัจจัยอื่นๆด้วย เพราะปัจจัยเหล่านั้นยังคงส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาเช่นกัน และเพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงนำปัจจัยย่อยทั้ง 12 ตัว มาวิเคราะห์เพิ่มเติม พบว่า ปัจจัยย่อยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ปัจจัยย่อยทางด้านเพื่อน ปัจจัยย่อยทางด้านการวัดและประเมินผล ปัจจัยย่อยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา และปัจจัยย่อยทางด้านแรงจูงใจภายใน ปัจจัยย่อยทั้ง 5 ตัวนี้ ร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ได้ร้อยละ 47.4 แม้ว่าการร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาของปัจจัยย่อย จะร่วมกันทำนายได้มากกว่าการทำนายจากปัจจัยหลัก ถึงร้อยละ 2.2 แต่ความสำคัญและการส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาของปัจจัยหลักทางด้านการเรียนการสอนก็มีมากกว่าปัจจัยย่อยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน ดังนั้นจากที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นว่า ครูควรให้ความสำคัญกับปัจจัยหลักทางด้านการเรียนการสอนมากที่สุด นอกจากนั้นยังควรให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตนอีกด้วย

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8391
ชื่อผลงานวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร
หัวข้อ(Eng) FACTORS INFLUENCING POSITIVE ATTITUDE TOWARDS PHYSICAL EDUCATION SUBJECTS OF UPPER SECONDARY SCHOOL STUDENTS IN BANGKOK METROPOLIS
คำสำคัญ(keyword) ปัจจัย / ส่งผล / อิทธิพล / เจตคติที่ดี / วิชาพลศึกษา / นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย / วัยรุ่น
ชื่อผู้วิจัย สุรเชษฐ์ โชติวรานนท์ / อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ อินทร์ถมยา
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Surachet Shotivaranon / Advisor: Asst.Prof.Dr.Somboon Inthomya, Ph.D.
ตำแหน่ง -
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา ภาควิชาหลักสูตร การสอนและเทคโนโลยีการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่ติดต่อ ที่อยู่: 128/12 ถ.บำรุงเมือง อ.ป้อมปราบฯ กทม. 10100, โทรศัพท์: 081-408-8722, 02-224-3455, E-mail: Surachet36@hotmail.com
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) -
ประเภท การวิเคราะห์ปัจจัย, การวิจัยเชิงสำรวจ
สถานที่จัดเก็บผลงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ.พญาไท ข.ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ประวัติความเป็นมา(history) จากความหมายของคำว่า “การศึกษา” ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต” (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546:2) ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายตามหลักการและปรัชญาการพลศึกษา ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้อันพึงประสงค์ทั้ง 5 ด้าน คือ
1.ทางด้านสมรรถภาพทางกาย 2.ทางด้านทักษะการเคลื่อนไหว 3.ทางด้านความรู้ความเข้าใจ 4.ทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และ 5.ทางด้านการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา (วรศักดิ์ เพียรชอบ, 2548)


พฤติกรรมการเรียนรู้อันพึงประสงค์ สามารถส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้ในทุกเพศและทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงวัยรุ่น ที่เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญามากที่สุด (วินัดดา ปิยะศิลป์, 2550) วัยรุ่นต้องรู้จักการปรับตัวในการเข้าสังคม หรือต้องรู้จักการควบคุมอารมณ์ให้มาก เพราะหากพัฒนาการในช่วงนี้ดำเนินไปในทิศทางที่ไม่เหมาะสมแล้ว ก็อาจจะทำให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ สร้างปัญหาให้กับสังคม ในทางกลับกัน หากวัยรุ่นมีพัฒนาการที่เหมาะสมแล้ว วัยรุ่นจะสามารถปรับตัวเพื่อก้าวข้ามสู่วัยผู้ใหญ่ ที่มีความเพียบพร้อม และสมบูรณ์แบบ อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในภายภาคหน้าต่อไป ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ทาง
พลศึกษาอันพึงประสงค์ในทุกๆด้านนั้น ก็คือ ปัจจัยทางด้านการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา เพื่อให้ครูพลศึกษา หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง นำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ ให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน และสามารถพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบ (Holistic) ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปในภายภาคหน้า


ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร โดยมีปัจจัยหลักที่จะนำมาศึกษาอยู่ 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา 2.ปัจจัยทางด้านสังคม 3.ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน 4.ปัจจัยทางด้านกายภาพ และปัจจัยย่อย 12 ตัว ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน 2.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน 3.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก 4.ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 5.ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา 6.ปัจจัยทางด้านเพื่อน 7.ปัจจัยทางด้านวิธีสอน 8.ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา 9.ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล 10.ปัจจัยทางด้านสนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬา 11.ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศและมลพิษ 12.ปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของนักเรียนวัยรุ่น และจะเป็นตัวแปรในการศึกษา เพื่อนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างให้เกิดความรักในการพัฒนาตนเอง พัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ครบทั้ง 5 ด้าน อันได้แก่ พฤติกรรมทางด้านสมรรถภาพทางกาย พฤติกรรมทางด้านทักษะ พฤติกรรมทางด้านความรู้ ความเข้าใจพฤติกรรมทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และพฤติกรรมทางด้านเจตคติ ควบคู่กันไป จนเกิดเป็นบุคคลที่มีพัฒนาการสมบูรณ์ มีความเจริญงอกงามทางความคิด และทางอารมณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่จะทำให้เป็นคนที่มีระเบียบ รู้จักรักษากฎระเบียบต่างๆ ดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอดี ความวุ่นวายจะไม่เกิดขึ้น การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจะลดน้อยลง สภาพสังคมจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีการประคับประคองมิให้เกิดความบาดหมาง และอยู่ด้วยกันในสังคมได้อย่างเป็นสุข รวมถึงมีสุขภาพจิตที่ดี ตระหนักถึงคุณค่าในการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ด้วยเหตุนี้ การสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนเกิดพฤติกรรมทางด้านสมรรถภาพ พฤติกรรมทางด้านทักษะ พฤติกรรมทางด้านความรู้ความเข้าใจ พฤติกรรมทางด้านคุณธรรมตามมา อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาที่อาจจะเกิดตามมาในภายหลังได้ ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยการให้ความสำคัญในส่วนของการสร้างเจตคติที่ดีต่อวิชา
พลศึกษา ด้วยเหตุนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาคน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป
แนวคิด(concept) ตอนที่ 1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเจตคติ
1.1. ความหมายของเจตคติ
1.2. ลักษณะของเจตคติ
1.3. หน้าที่ของเจตคติ
1.4. องค์ประกอบของเจตคติ
1.5. ประเภทของเจตคติ
1.6. การเกิดเจตคติ และแหล่งที่ทำให้เกิดเจตคติ
1.7. การเปลี่ยนแปลงเจตคติ
1.8. ทฤษฎีเจตคติ
ตอนที่ 2 พฤติกรรม
2.1. ความหมายของพฤติกรรม
2.2. องค์ประกอบของพฤติกรรม
2.3. ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมกับเจตคติ
ตอนที่ 3 ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา
3.1. ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน
3.1.1. ความหมายของความเชื่ออำนาจภายในตน
3.1.2. ความสำคัญของความเชื่ออำนาจภายในตน
3.1.3. การเกิดความเชื่ออำนาจภายในตน
3.2. ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน และแรงจูงใจภายนอก
3.2.1. แรงจูงใจภายใน
3.2.2. แรงจูงใจภายนอก
3.2.3. ความหมายของแรงจูงใจและการจูงใจ
3.2.4. ความสำคัญของการจูงใจ
3.3.5. ธรรมชาติของแรงจูงใจ
3.3.6. รูปแบบของแรงจูงใจ
3.3.7. การจำแนกแรงจูงใจ
3.3.8. ทฤษฎีแรงจูงใจ
3.3.9. ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ
3.3.10. แนวทางในการสร้างแรงจูงใจ
3.3.11. วิธีการสร้างแรงจูงใจในวิชาพลศึกษา
ตอนที่ 4 ปัจจัยทางด้านสังคม
4.1. ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง
4.2. ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา
4.2.1. ความหมายของครูพลศึกษา
4.2.2. บทบาทและความสำคัญของครูพลศึกษา
4.2.3. หน้าที่และความรับผิดชอบของครูพลศึกษา
4.2.4. คุณสมบัติของครูพลศึกษา
4.3. ปัจจัยทางด้านเพื่อน
ตอนที่ 5 ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน
5.1. ปัจจัยทางด้านวิธีสอน
5.2. ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา
5.3. ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล
5.3.1. ความหมายของการวัดและประเมิลผลทางการพลศึกษา
5.3.2. ความมุ่งหมายของการวัดเพื่อการประเมินผลทางการพลศึกษา
5.3.3. หลักและปรัชญาการวัดเพื่อการประเมินผลทางการศึกษา
ตอนที่ 6 ปัจจัยทางด้านกายภาพ
ตอนที่ 7 ปัจจัยอื่นๆ
ตอนที่ 8 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิชาพลศึกษา
8.1. ความหมายของพลศึกษา
8.2. ปรัชญาพลศึกษา
8.3. ความเป็นมาของพลศึกษา
8.4. ความสำคัญของพลศึกษา
8.5. ขอบข่ายของกิจกรรมพลศึกษา
8.6. วัตถุประสงค์ของพลศึกษา
ตอนที่ 9 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่น
9.1. ความหมายของวัยรุ่น
9.2. ลักษณะของวัยรุ่น
9.3. พัฒนาการทางด้านร่างกาย
9.4. พัฒนาการทางด้านจิตใจ
9.5. พัฒนาการทางด้านอารมณ์
9.6. พัฒนาการทางด้านสังคม
9.7. พัฒนาการทางด้านสติปัญญา
9.8. ความสนใจของเด็กวัยรุ่น
9.9. ปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่น
วัตถุประสงค์(objective) 1.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร
2.เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร
สมมุติฐาน(assumption) ปัจจัยหลัก 4 ตัว ได้แก่ 1.ปัจจัยทางจิตวิทยา 2.ปัจจัยทางสังคม 3.ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน และ 4.ปัจจัยทางกายภาพ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร
ปัจจัยย่อย 12 ตัว ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน 2.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน 3.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก 4.ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 5.ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา 6.ปัจจัยทางด้านเพื่อน 7.ปัจจัยทางด้านวิธีสอน 8.ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา 9.ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล 10.ปัจจัยทางด้านสนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬา 11.ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศและมลพิษ 12.ปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์ปัจจัย และเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร ที่มีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ประจำภาคปลาย ปีการศึกษา 2550 จากการสำรวจจำนวนนักเรียน พบว่าข้อมูลจำนวนนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในระบบโรงเรียนในสถานศึกษารัฐบาลและเอกชนในกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2549 มีจำนวนทั้งสิ้น 145,847 คน (http://www.thaiedstat.org, 19 กันยายน 2550)
ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multiple Random Sampling) โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 399 คน ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามไปยังโรงเรียนต่างๆ ที่มีกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยจำนวน 540 ชุด ได้รับกลับคืนมาจำนวน 416 ชุด คัดเลือกแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ และมีความเหมาะสม มาใช้ในการวิเคราะห์ ได้แบบสอบถามจำนวน 400 ชุด
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยตัวแปรอิสระปัจจัยหลัก 4 ตัว ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา 2.ปัจจัยทางด้านสังคม 3.ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน 4.ปัจจัยทางด้านกายภาพ และตัวแปรอิสระปัจจัยย่อย 12 ตัว ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน 2.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน 3.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก 4.ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 5.ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา 6.ปัจจัยทางด้านเพื่อน 7.ปัจจัยทางด้านวิธีสอน 8.ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา 9.ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล 10.ปัจจัยทางด้านสนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬา 11.ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศและมลพิษ 12.ปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และตัวแปรตาม 1 ตัว คือ การมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ดังรายละเอียดของตัวแปรที่แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ประกอบด้วยตัวแปรดังนี้ 1.1. ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา คือ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาบุคลิกภาพของนักเรียน โดยมีปัจจัยย่อยที่นำมาศึกษาคือ ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก 1.2. ปัจจัยทางด้านสังคม คือ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ โดยมีปัจจัยย่อยที่นำมาศึกษาคือ ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา ปัจจัยทางด้านเพื่อน 1.3. ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน คือ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับหลักการสอนและปรัชญาทางพลศึกษา โดยมีปัจจัยย่อยที่นำมาศึกษาคือ ปัจจัยทางด้านวิธีสอน ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล 1.4. ปัจจัยทางด้านกายภาพ คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมรอบๆตัวนักเรียน โดยมีปัจจัยย่อยที่นำมาศึกษาคือ ปัจจัยทางด้านสนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬา ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศ มลพิษ และปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียน
2.ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ได้แก่ ความรัก ความซาบซึ้ง และการตระหนักเห็นคุณค่าในวิชาพลศึกษา
คำนิยาม(defination) ปัจจัย หมายถึง เหตุ หรือสาเหตุ ที่สนับสนุน ส่งเสริม และเอื้ออำนวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เจตคติ หมายถึง ความรู้สึกและความคิดเห็นที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคลตามประสบการณ์ที่ได้รับ อาจเป็นความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรือรู้สึกเฉยๆ แต่เป็นแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆออกมา
เจตคติที่ดี หมายถึง ความโน้มเอียงของจิตใจที่ดีต่อประสบการณ์ที่ได้รับ เป็นความพึงพอใจ ความชอบ การเห็นด้วย โดยแสดงปฏิกิริยาตอบสนองด้วยพฤติกรรมต่างๆในเชิงบวก
เจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา หมายถึง การมีความรัก ความผูกพัน เห็นความสำคัญ เห็นคุณค่าและเห็นประโยชน์ของวิชาพลศึกษา สามารถนำความรู้และประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับจากการเรียนรู้ในวิชาพลศึกษาไปใช้ในชีวิตประจำวันทั้งในปัจจุบันและอนาคต
วิชาพลศึกษา หมายถึง กระบวนการศึกษาที่ใช้กิจกรรมการกีฬา หรือกิจกรรมการออกกำลังกายที่ได้มีการเลือกเฟ้นแล้ว เป็นสื่อในการเรียนรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลในการที่จะช่วยให้บุคคลมีพัฒนาการทั้งในด้านสมรรถภาพทางกาย ด้านความรู้ ความเข้าใจ ด้านทักษะการกีฬา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา พร้อมๆกัน จากการมีส่วนร่วมโดยการปฏิบัติจริงด้วยตนเองในกิจกรรมการกีฬา หรือกิจกรรมการออกกำลังกาย
นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย หมายถึง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในระบบโรงเรียนในสถานศึกษาของรัฐบาลและเอกชนที่มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานตามมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระ
ปัจจัยหลัก หมายถึง กลุ่มองค์ประกอบรวมของปัจจัยย่อยหลายๆปัจจัย ที่มีลักษณะหรือประเภทที่ใกล้เคียงกัน สามารถจัดรวมในหมวดหมู่เดียวกันได้ และร่วมกันส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา เช่น ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา ปัจจัยทางด้านสังคม ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน และปัจจัยทางด้านกายภาพ เป็นต้น
ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา หมายถึง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกับความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ อาจเป็นความรู้สึก อารมณ์ หรือประสบการณ์ ที่จะส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรมออกมาในลักษณะที่ตนเองต้องการและพึงพอใจ โดยมีกลุ่มปัจจัยย่อยที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยหลักนี้ ได้แก่ ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจในตน ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน และปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก
ปัจจัยทางด้านสังคม หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน หรือบุคคล โดยใช้การสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เช่น การอบรมเลี้ยงดูของคนในครอบครัว ความสัมพันธ์ในครอบครัว การดูแลเอาใจใส่ การเรียนการสอนของครูพลศึกษา และบทบาทหน้าที่ของนักเรียนขณะอยู่ที่บ้านหรือที่โรงเรียน โดยมีกลุ่มปัจจัยย่อยที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยหลักนี้ ได้แก่ ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา และปัจจัยทางด้านเพื่อน
ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน หมายถึง หลักการ และกลวิธีต่างๆในวิชาพลศึกษาที่ครูพลศึกษา นำมาใช้เป็นสื่อกลางในการเชื่อมเนื้อหาวิชา กิจกรรม และประสบการณ์ ตลอดจนบรรยากาศในการกระตุ้นให้นักเรียนได้เล่น และร่วมปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ในกิจกรรมพลศึกษาต่างๆ เพื่อให้มีพัฒนาการตามจุดประสงค์การเรียนรู้ตามที่วางไว้ โดยมีกลุ่มปัจจัยย่อยที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยหลักนี้ ได้แก่ ปัจจัยทางด้านวิธีสอน ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา และปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล
ปัจจัยทางด้านกายภาพ หมายถึง สิ่งแวดล้อมรอบๆตัว เช่น สภาพอุปกรณ์ประกอบกิจกรรมพลศึกษา สนามกีฬา มลภาวะทางอากาศ มลภาวะทางเสียง หรือสภาพดินฟ้าอากาศ ที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดความชอบ หรือไม่ชอบในสิ่งต่างๆ โดยมีกลุ่มปัจจัยย่อยที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยหลักนี้ ได้แก่ ปัจจัยทางด้านสนามกีฬา และอุปกรณ์กีฬา ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศ และมลพิษ และปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก
ปัจจัยย่อย หมายถึง ปัจจัยที่เป็นส่วนประกอบที่มีการแบ่งแยกออกเป็นหลายลักษณะและหลายประเภทเป็นจำนวนมาก โดยอาจเป็นปัจจัยที่มีความคล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกันในแต่ละปัจจัยย่อยหลายๆปัจจัยก็ได้
ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจในตน หมายถึง ความเชื่อของบุคคลที่มีต่อสิ่งที่ตนเองกระทำหรือดำเนินการ ไม่ว่าจะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม ล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองทั้งสิ้น
ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน หมายถึง สิ่งที่ผลักดันมาจากภายในตัวบุคคล ซึ่งอาจเป็นความคิดเห็น ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ หรือความต้องการ โดยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคลนั้นค่อนข้างถาวร
ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก หมายถึง สิ่งที่ผลักดันจากภายนอกตัวบุคคล อาจจะเป็นการได้รับรางวัล เกียรตินิยม ชื่อเสียง คำชม หรือการได้รับการยอมรับหรือการยกย่อง โดยส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคลนั้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร หรือกิจกรรมที่ปฏิบัติร่วมกันกับพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง โดยที่ทำให้เกิดบุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมต่างๆ เช่น ทางด้านความคิด ความรู้สึก หรืออารมณ์ เป็นต้น
ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร หรือกิจกรรมที่ปฏิบัติร่วมกันกับครูพลศึกษา โดยที่ทำให้เกิดบุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมต่างๆ เช่น ทางด้านความคิด ความรู้สึก หรืออารมณ์ เป็นต้น
ปัจจัยทางด้านเพื่อน หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร หรือกิจกรรมที่ปฏิบัติร่วมกันกับเพื่อน โดยที่ทำให้เกิดบุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมต่างๆ เช่น ทางด้านความคิด ความรู้สึก หรืออารมณ์ เป็นต้น
ปัจจัยทางด้านวิธีสอน หมายถึง รูปแบบการสอนที่มีความแตกต่างกัน เป็นวิธีการให้ครูพลศึกษา หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นแนวทางสำหรับการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมอันพึงประสงค์ตามหลักการและปรัชญาทางพลศึกษาครบทุกประการ
ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา หมายถึง การพิจารณาถึงความเหมาะสมของเนื้อหาที่สอน ความเหมาะสมของสิ่งที่นำมาเป็นสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอน การคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน หรือความเหมาะสมของกิจกรรมทางพลศึกษา โดยผ่านการวิเคราะห์ และเลือกเฟ้นจากกระบวนการทางพลศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว เหมาะสมที่จะนำเนื้อหานั้นมาประกอบการเรียนการสอน เพื่อให้กระบวนการเรียนการสอนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีความราบรื่นในวิชาพลศึกษา
ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล หมายถึง การหาปริมาณพัฒนาการของผู้เรียน ที่เกิดขึ้นตามกระบวนการทางการเรียนการสอนของวิชาพลศึกษา เพื่อดูผลของการพัฒนาการที่เกิดขึ้น และนำมาปรับปรุงแก้ไขทั้งในด้านวิธีสอน และความเหมาะสมของเนื้อหา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้น ตามพฤติกรรมการเรียนรู้อันพึงประสงค์ในหลักการและปรัชญาทางการพลศึกษา
ปัจจัยทางด้านสนามกีฬา และอุปกรณ์กีฬา หมายถึง สิ่งที่เกี่ยวข้องที่ใช้เป็นสื่อกลางในการเรียนวิชาพลศึกษา อาจเป็นพื้นที่ สถานที่ อุปกรณ์ หรือสภาพแวดล้อมรอบด้าน ที่ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียน หรือพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียน
ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศ และมลพิษ หมายถึง ลักษณะสิ่งรอบๆตัวบุคคลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ฝนตก แดดออก เป็นต้น หรือสิ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ อาจเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้ หรือไม่สามารถควบคุมได้ เช่น มลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง เป็นต้น
ปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก หมายถึง การอำนวยความสะดวก และสิ่งที่เป็นการสนองตอบความต้องการของแต่ละบุคคล ในรูปของความต้องการทางร่างกาย หรือจิตใจก็ได้ เช่น ตู้น้ำดื่ม ห้องพยาบาล อ่างล้างมือ หรือห้องน้ำ เป็นต้น
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ
ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของนักเรียน ประกอบด้วย ข้อคำถามเกี่ยวกับอายุ วัย ลำดับการเกิด เพศ ศาสนา ลักษณะของคำถามเป็นคำถามที่มีหลายคำตอบให้เลือก (Multiple Choice Questions) เป็นคำถามที่ผู้ตอบต้องเลือกเพียงคำตอบเดียว ซึ่งเป็นคำตอบที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด หรือเป็นข้อความที่ผู้ตอบเห็นด้วยมากที่สุด และมีตัวเลือก “อื่นๆ ระบุ .................” ไว้กรณีที่คำตอบที่ให้เลือกไม่ตรงกับข้อมูลหรือข้อคิดเห็นของผู้ตอบ และแบบคำถามที่ผู้ตอบเลือกตอบได้หลายคำตอบ (Checklist Questions) เป็นคำตอบที่ผู้ตอบสามารถเลือกได้มากกว่า 1 คำตอบ (กัลยา วานิชย์บัญชา, 2549: 19)
ตอนที่ 2 เป็นแบบวัดเจตคติของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ลักษณะของคำถาม เป็นคำถามที่แสดงถึงระดับเจตคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาพลศึกษา (Scale Questions) คำถามประเภทนี้ผู้ตอบจะต้องระบุความคิดเห็นหรือความชอบ (กัลยา วานิชย์บัญชา, 2549: 20) คำตอบของคำถามมี 5 ระดับ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ปานกลาง ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตามมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert-Type Scales) จำนวนระดับ (Scale Points) บนมาตรวัดลิเคิร์ทควรมีจำนวนเป็นเลขคี่ เช่น 5 หรือ 7 ระดับ แม้ว่าจะส่งผลให้มีผู้ตอบที่มักเลือกตอบตรงระดับ “ปานกลาง” "ปานกลาง" หรือ "ไม่แน่ใจ" แต่จากหลักฐานเชิงประจักษ์โดยภาพรวมแล้ว การใช้จำนวนระดับเป็นเลขคี่ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ตอบสามารถเลือกตอบในระดับต่างๆ ที่ต้องการตอบได้อย่างต่อเนื่อง และจำนวนระดับบนมาตรมีผลต่อความเที่ยง กล่าวคือ ถ้ามาตรมีจำนวนระดับเพิ่มขึ้นแล้ว จะทำให้มีความเที่ยงเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าเพิ่มจำนวนระดับมากกว่า 5 ระดับแล้ว จะได้ค่าความเที่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงนิยมใช้มาตรชนิด 5 ระดับ (Berk, 1979: 655-658, 665 อ้างถึงใน สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์)
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ลักษณะของคำถามเป็นคำถามที่แสดงถึงระดับความเห็นด้วยหรือความชอบ (Scale Questions) คำตอบของคำถามมี 5 ระดับ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ปานกลาง ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตามมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert-Type Scales) เช่นกัน
โดยนำแบบสอบถามเสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษาพิจารณาและเสนอแนะ เสร็จแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข และตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยนำให้ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 6 ท่าน เป็นผู้ตรวจสอบความเหมาะสม และความตรงเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้อง (IOC) ได้ค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้องของแบบสอบถามทั้งชุด เท่ากับ 0.90
จากนั้นตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบถาม โดยใช้วิธีการหาความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน ด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Method) ได้ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.94
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1.ผู้วิจัยทำหนังสือขอความร่วมมือในการทำวิจัยจากบัณฑิตศึกษา คณะ ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปยังผู้อำนวยการสถานศึกษา / อาจารย์ใหญ่ของ โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีการเรียนการสอนนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร
2.ผู้วิจัยส่งแบบสอบถาม “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร” ไปยังผู้อำนวยการโรงเรียน/อาจารย์ใหญ่ เพื่อขอความร่วมมือจากทางโรงเรียน มอบให้กับหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ครูพลศึกษา อาจารย์ประจำชั้น หรืผู้ที่เกี่ยวข้อง นำไปให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ตอบแบบสอบถาม
3.ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง
4.นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์ทางสถิติ
การวิเคราะห์(analysis) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนมา นำมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลและหาค่าทางสถิติต่างๆด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows Version 14 ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยมีการดำเนินการดังนี้
1.นำข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 1 เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง มาแจกแจงความถี่ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละของข้อมูล แล้วนำเสนอในรูปของตารางประกอบความเรียง
2.นำข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 2 เกี่ยวกับเจตคติต่อวิชาพลศึกษา ของกลุ่มตัวอย่าง มาวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยาย (Descriptive Statistic) แจกแจงความถี่ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละของข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา แล้วนำเสนอในรูปแบบตารางประกอบความเรียง
3.นำข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 3 เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของกลุ่มตัวอย่าง มาวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยาย (Descriptive Statistic) แจกแจงความถี่ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละของข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดปัจจัยหลักและปัจจัยย่อยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา แล้วนำเสนอในรูปแบบของตารางประกอบความเรียงของปัจจัยหลัก 4 ตัว ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา 2.ปัจจัยทางด้านสังคม 3.ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน และ 4.ปัจจัยทางด้านกายภาพ และของปัจจัยย่อย 12 ตัว ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน 2.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน 3.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก 4.ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 5.ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา 6.ปัจจัยทางด้านเพื่อน 7.ปัจจัยทางด้านวิธีสอน 8.ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา 9.ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล 10.ปัจจัยทางด้านสนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬา 11.ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศและมลพิษ 12.ปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ลักษณะของคำถามเป็นคำถามที่แสดงถึงระดับความเห็นด้วยหรือความชอบ (Scale Questions) มี 5 ระดับ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ปานกลาง ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตามมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert)
4.วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชา พลศึกษา โดยใช้สถิติวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient)
5.วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน (Stepwise Regression Analysis) เพื่อวิเคราะห์ว่าตัวแปรตัวที่ได้จากการศึกษาเอกสาร และทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง มีความสัมพันธ์หรือส่งผลต่อตัวแปรตามหรือไม่มีความสัมพันธ์เลย และสมการที่ได้จากการวิเคราะห์จึงประกอบด้วยตัวแปรที่สัมพันธ์กับตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยนำสมการดังกล่าวมาคาดประมาณ (Estimate) หรือทำนาย (Forecast) ค่าของตัวแปรตามในอนาคต (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2545: 115) 5.1. วิเคราะห์เฉพาะปัจจัยหลัก 4 ตัว ได้แก่ 1. ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา 2. ปัจจัยทางด้านสังคม 3.ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน และ 4.ปัจจัยทางด้านกายภาพ หลังจากการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว จึงนำปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษามากที่สุดมีวิเคราะห์ต่อ ว่าปัจจัยย่อยตัวใดในปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษามากที่สุด 5.2. วิเคราะห์เฉพาะปัจจัยย่อย 12 ตัว ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน 2.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน 3.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก 4.ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 5.ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา 6.ปัจจัยทางด้านเพื่อน 7.ปัจจัยทางด้านวิธีสอน 8.ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา 9.ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล 10.ปัจจัยทางด้านสนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬา 11.ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศและมลพิษ 12.ปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก
ข้อสรุป(summary) 1. ปัจจัยหลักที่มีความสัมพันธ์กับการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา 2.ปัจจัยทางด้านสังคม 3.ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน และ 4.ปัจจัยทางด้านกายภาพ ส่วนปัจจัยย่อยที่มีความสัมพันธ์กับการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ได้แก่ 1.ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน 2.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน 3.ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายนอก 4.ปัจจัยทางด้านพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 5.ปัจจัยทางด้านครูพลศึกษา 6.ปัจจัยทางด้านเพื่อน 7.ปัจจัยทางด้านวิธีสอน 8.ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา 9.ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล 10.ปัจจัยทางด้านสนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬา 11.ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศ มลพิษ และ 12.ปัจจัยทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก
2. ปัจจัยหลักที่ร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา คือ ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา และปัจจัยทางด้านสังคม ปัจจัยทั้ง 3 ตัวนี้ สามารถร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้ร้อยละ 45.2สามารถเขียนเป็นสมการทำนายได้ดังต่อไปนี้
Z (เจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา) = .360 Z(ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน) + .285 Z(ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา) + .142 Z(ปัจจัยทางด้านสังคม)
3. ปัจจัยย่อยที่ร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา คือ ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน ปัจจัยทางด้านเพื่อน ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา และปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใน ปัจจัยทั้ง 5 ตัวนี้ สามารถร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้ร้อยละ 47.4 สามารถเขียนเป็นสมการทำนายได้ดังต่อไปนี้
Z (เจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา) = .238 Z (ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน) + .215 Z (ปัจจัยทางด้านเพื่อน) + .171 Z (ปัจจัยทางด้านการวัดและประเมินผล)+ .166 Z (ปัจจัยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา) + .134 Z (ปัจจัยทางด้านแรงจูงใจภายใจ)
จากงานวิจัย จึงสามารถสรุปการอภิปรายผลการวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร” ได้ว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร ได้มากที่สุดคือ ปัจจัยหลักทางด้านการเรียนการสอน โดยมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษารองลงมา ได้แก่ ปัจจัยหลักทางด้านจิตวิทยา และปัจจัยหลักทางด้านสังคม ตามลำดับ ปัจจัยทั้ง 3 ตัวนี้ ร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้ร้อยละ 45.2 ดังนั้น ครูผู้สอน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาพลศึกษา จึงควรให้ความสำคัญปัจจัยทางด้านการเรียนการสอนเป็นพิเศษ ซึ่งก็ไม่ควรละเลยปัจจัยอื่นๆด้วย เพราะปัจจัยเหล่านั้นยังคงส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาเช่นกัน และเพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงนำปัจจัยย่อยทั้ง 12 ตัว มาวิเคราะห์เพิ่มเติม พบว่า ปัจจัยย่อยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ปัจจัยย่อยทางด้านเพื่อน ปัจจัยย่อยทางด้านการวัดและประเมินผล ปัจจัยย่อยทางด้านความเหมาะสมของเนื้อหา และปัจจัยย่อยทางด้านแรงจูงใจภายใน ปัจจัยย่อยทั้ง 5 ตัวนี้ ร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ได้ร้อยละ 47.4 แม้ว่าการร่วมกันทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาของปัจจัยย่อย จะร่วมกันทำนายได้มากกว่าการทำนายจากปัจจัยหลัก ถึงร้อยละ 2.2 แต่ความสำคัญและการส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาของปัจจัยหลักทางด้านการเรียนการสอนก็มีมากกว่าปัจจัยย่อยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน ดังนั้นจากที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นว่า ครูควรให้ความสำคัญกับปัจจัยหลักทางด้านการเรียนการสอนมากที่สุด นอกจากนั้นยังควรให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตนอีกด้วย
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงานวิจัยนี้
1. จากการที่ผู้วิจัยได้คัดสรรปัจจัยต่างๆ มาศึกษาการทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชา พลศึกษา โดยมีทั้งปัจจัยหลัก 4 ตัว และปัจจัยย่อย 12 ตัว ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยหลักที่นำมาศึกษาสามารถทำนายได้เพียงร้อยละ 45.2 และร้อยละของการทำนายของปัจจัยย่อยคือ ร้อยละ 47.4 จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะมีปัจจัยอื่นๆที่สามารถทำนายการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษานอกเหนือไปจากปัจจัยที่ผู้วิจัยนำมาศึกษา เช่น ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางด้านชีววิทยา เป็นต้น ผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่าควรจะมีการศึกษาเพื่อดูผลของปัจจัยอื่นๆนี้ต่อไป
2. จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้เป็นอย่างดีคือ ปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน ดังนั้นการทำให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชา พลศึกษานั้น ครูพลศึกษา หรือผู้เกี่ยวข้องจึงควรคำนึงถึงเรื่องการเรียนการสอนเป็นสำคัญ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้บริหารโรงเรียนควรจัดอบรมให้มีวิทยากรจากหน่วยงานต่างๆ มาอบรมเกี่ยวกับเรื่องการเรียนการสอนให้กับครูผู้สอน เช่นเรื่อง แผนการสอน ความเหมาะสมของเนื้อหา การวัดและประเมินผล เป็นต้น
3. จากการวิจัยครั้งนี้ พบว่าปัจจัยย่อยที่ส่งต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาได้เป็นอย่างดีคือ ปัจจัยทางด้านความเชื่ออำนาจภายในตน ดังนั้น การสร้างความเชื่ออำนาจภายในตนจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ครูพลศึกษา หรือผู้ที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกับพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง และส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความเชื่ออำนาจภายในตน อันจะเป็นประโยชน์กับตัวนักเรียนในภายภาคหน้า
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงานวิจัยในครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจัยในเรื่องเดียวกันนี้กับนักเรียนในระดับการศึกษาอื่น เช่น ระดับชั้นประถมศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับอุดมศึกษา เพื่อนำผลการวิเคราะห์มาสรุปหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาในแต่ละช่วงวัย ความแตกต่างของปัจจัยแต่ละปัจจัย และในแต่ละช่วงวัยว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาต่อไป
2. ควรมีการศึกษาวิจัยในเรื่องเดียวกันนี้กับนักเรียนโรงเรียนชายล้วน และโรงเรียนหญิงล้วน เนื่องจากมีความแตกต่างกันทางด้านสังคมเป็นอย่างสูง ซึ่งจะส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาที่แตกต่างกันออกไป
3. ควรมีการศึกษาวิจัยในเรื่องเดียวกันนี้กับนักเรียนในแต่ละภูมิภาค หรือต่างจังหวัด โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษาต่อไป
4. งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม ซึ่งการศึกษาปัจจัยควรพิจารณาข้อมูลเชิงปริมาณ ควบคู่ไปกับข้อมูลเชิงคุณภาพไปด้วย เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
5. เนื่องจากงานวิจัยในครั้งนี้เป็นการใช้แบบสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อมูลที่ได้จึงเป็นความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ผู้วิจัยมีความเห็นว่า ในการวิจัยครั้งต่อไปควรที่จะศึกษาเน้นเฉพาะลงไปในปัจจัยแต่ละปัจจัย อาจเป็นปัจจัยทางด้านการเรียนการสอนในเรื่องต่างๆ และนำมาศึกษาร่วมกับตัวแปรอื่นๆต่อไป
6. ตัวแปรปัจจัยที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นตัวแปรที่ผู้วิจัยจัดกลุ่มจากการทบทวนวรรณกรรม แต่พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา มีจำนวนมาก ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาการจัดกลุ่มตัวแปร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง และมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ควรมีการวิจัยด้วยสถิติวิเคราะห์การจัดกลุ่ม (Cluster Analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความคล้ายคลึงกันมาก นำเข้าสู่กลุ่มเดียวกัน หรือด้วยสถิติวิเคราะห์ปัจจัย (Factors Analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก และนอกจากนี้ ยังประกอบด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัยร่วม (Common Factor Analysis) ดังนั้นการวิเคราะห์ปัจจัยจึงครอบคลุมทุกเทคนิควิธีที่เกี่ยวกับการหาองค์ประกอบ และปัจจัยร่วมของตัวแปร และข้อมูลจำนวนมาก
7. จากหลักการและปรัชญาทางการพลศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้อันพึงประสงค์ทั้ง 5 ด้าน อันได้แก่ 1.ทางด้านสมรรถภาพทางกาย 2.ทางด้านทักษะการเคลื่อนไหว 3.ทางด้านความรู้ความเข้าใจ 4.ทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และ 5.ทางด้านเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา ดังนั้น จึงควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้อันพึงประสงค์อีก 4 ด้านที่เหลือ เพื่อนำผลการวิจัยในแต่ละด้านไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งกับตัวผู้เรียน ผู้สอน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพลศึกษาต่อไปในภายภาคหน้า
ปี 2550
ผู้วิจัยร่วม -
ผู้วิจัยร่วม(Eng) -
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved