Current Record: นางสาวอัจฉริยา กุดหอม

นางสาวอัจฉริยา กุดหอม

1. การปฏิบัติงาน และผลการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม การปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษ โรงเรียนเรียนร่วม โดยมีรายละเอียดของการปฏิบัติงานดังต่อไปนี้ 1.1 ด้านนักเรียน 1.1.1 การเตรียมพร้อมให้แก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ มีการสอนปรับพื้นฐานทางด้านวิชาการให้แก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษก่อนเปิดภาคการศึกษา โดยโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นจะมีการจัดเตรียมความพร้อมทางด้านอารมณ์ และปรับพฤติกรรมให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้เหมาะสมในเดือนแรกของการเปิดเรียนในห้องเสริมวิชาการ ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยานั้นมีการเตรียมความพร้อมทางด้านอารมณ์ และพฤติกรรมไม่ชัดเจนนัก จะเป็นการสอน การเตือนในเรื่องของการปฏิบัติตัวของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในวันปฐมนิเทศ หรือในคาบโฮมรูมตอนเช้าก่อนที่จะมีการเรียนการสอนเท่านั้น 1.1.2 การเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนปกติหรือนักเรียนทั่วไป มีความคล้ายคลึงกับการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยมีการสอนปรับพื้นฐานก่อนเปิดเรียน และทางโรงเรียนมีการให้ความรู้ในเรื่องการปฏิบัติตัว การใช้ชีวิตร่วมกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษแก่นักเรียนปกติในวันแรกของการเปิดเรียน คือ วันปฐมนิเทศ และในคาบโฮมรูม 1.2 สภาพแวดล้อม (E-Environment) 1.2.1 สภาพแวดล้อมทางกายภาพ การปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความบกพร่องของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษนั้น โรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นไม่มีการปรับสภาพแวดล้อมอันใดที่เอื้อต่อความพิการของนักเรียน เห็นว่าควรให้นักเรียนได้ฝึกการใช้ชีวิตเหมือนนักเรียนปกติ ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความบกพร่องของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ เช่น มีทางลาด ลิฟต์ขึ้นอาคารเรียน ราวจับบันได ราวจับระหว่างทางเดินขึ้นอาคาร ปรับระดับพื้นดินให้เสมอกัน เนื่องจากโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีนักเรียนที่มีความบกพร่องหลายประเภท ตั้งแต่ความบกพร่องจากมาก ไปจนที่มีความบกพร่องน้อย การปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความบกพร่องของนักเรียนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง 2.1 บุคคลที่เกี่ยวข้องในสภาพแวดล้อมของเด็ก บุคคลที่เกี่ยวข้องในสภาพแวดล้อมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษนั้น เป็นบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือนักเรียนในการส่งเสริมและร่วมกันจัดการศึกษาให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามศักยภาพของตนได้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นผู้นำ ในการส่งเสริมสนับสนุนให้การปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมประสบความสำเร็จ ครูการศึกษาพิเศษ/ ครูผู้สอน เป็นผู้จัดการเรียนการสอน จัดกิจกรรม ทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ผู้ปกครอง ชุมชนเข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษา จัดกิจกรรม และนักเรียนปกติ ที่มีส่วนช่วยในการดูแล เอาใจใส่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโรงเรียนอย่างมีความสุข 1.3 กิจกรรมการเรียนการสอน (A-Activitiess) 1.3.1 การบริหารจัดการหลักสูตร มีการปรับหลักสูตรที่ใช้กับนักเรียนปกติมาใช้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยคำนึงถึงความพิการของนักเรียนแต่ละบุคคลตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) โดยโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นจะเน้นให้นักเรียนได้ฝึกประสบการณ์ตรงในแต่ละวิชา ควบคู่กับการปลูกฝังในด้านคุณธรรมให้กับนักเรียน ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยาจะเน้นการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่วนการจัดกระบวนการเรียนรู้นั้นจะจัดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน เน้นการพัฒนาความสามารถ ทักษะพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และการดำรงชีวิต 1.3.2 การจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล(IEP)และแผนการสอนเฉพาะบุคคล(IIP) ทางโรงเรียนมีการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล(IEP) ให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกคน เพื่อบอกรายละเอียดของนักเรียน ข้อมูลทางการศึกษา แผนการจัดการศึกษา ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคน และมีการจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล(IIP) ให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อเป็นแผนการสอนที่จัดขึ้นเฉพาะเจาะจงสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษคนนั้นๆเป็นรายบุคคล เพื่อซ่อมเสริมในวิชาที่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษบกพร่องหรือในเนื้อหาที่นักเรียนไม่เข้าใจ 1.3.3 การตรวจสอบทางการศึกษา การตรวจสอบข้อมูลของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษของทั้ง 2 โรงเรียน มีลักษณะการปฏิบัติงานเช่นเดียวกัน โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลทางการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษที่ตนดูแล เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับนักเรียน ในการกำหนดปัญหา และหาทางแก้ปัญหาทั้ง 3 ด้านคือ 1. ด้านวิชาการ 2. ด้านพฤติกรรม และ3. ด้านร่างกาย ครูการศึกษาพิเศษและครูประจำชั้นจะเป็นผู้ตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูลทางการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยวิธีการที่หลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามสภาพจริง ดังนี้ การเยี่ยมบ้านนักเรียน การสัมภาษณ์ผู้ปกครองนักเรียน สัมภาษณ์นักเรียน และสัมภาษณ์หัวหน้าชุมชน 1.3.4 เทคนิคการสอน โรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยาจะใช้เทคนิคการสอนที่เน้นการกระตุ้นความสนใจ เนื่องจากนักเรียนในโรงเรียนเป็นนักเรียนระดับประถม สมาธิ การสนใจในการเรียนมีค่อนข้างน้อย ครูจึงต้องอาศัยสื่อการสอน รูปภาพ อุปกรณ์ที่มีสีสัน มีความหลากหลายเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนในห้องเรียน ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยา จะเน้นการสอนที่ใช้กระบวนการกลุ่ม การทำโครงงาน เข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติส่งเสริมความสามัคคีและการเข้าสังคม 1.3.5 การรายงานความก้าวหน้าของนักเรียน การรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนทั้ง 2 โรงเรียน ใช้การทบทวนและปรับจากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ทุกๆปี ครูจะรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนโดยสรุปจาก IIP ผลคะแนนเก็บทั้งเทอม และผลการสอบ โดยครูจะนำเสนอออกมาเป็นรูปแบบของเกรด ครูแต่ละวิชาเป็นผู้รับผิดชอบในการประเมินผล และรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนในวิชาที่ตนรับผิดชอบ และครูประจำชั้นจึงนำผลการประเมินของครูแต่ละคนมาตัดสินร่วมกันเป็นเกรดเฉลี่ยรวม 1.3.6 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนอกห้องเรียน ชุมชน มีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพิ่มพูนประสบการณ์ตรงให้แก่นักเรียน ให้รู้จักหาความรู้ด้วยตนเอง โดยจัดทัศนศึกษาให้นักเรียนตามสถานการณ์จริง ซึ่งโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยาจะมีการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาในกับนักเรียน ภายใต้ชื่อที่เรียกว่า “กิจกรรมหาความรู้ในโลกกว้าง” โดยจัดทัศนศึกษาให้กับนักเรียนในทุกระดับชั้น ปีการศึกษาละ 4 ครั้งโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นนักเรียนปกติ หรือนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยา ก็มีการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาให้กับนักเรียน เช่นเดียวกัน 1.3.7 การประกันคุณภาพ มีการจัดตั้งคณะกรรมการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขึ้น เพื่อกำหนดเกณฑ์ในการประเมิน กำหนดเป้าหมายของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาตัวชี้วัดของกระทรวงวางแผนการพัฒนาคูณภาพการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ดำเนินการพัฒนาตามแผนและติดตาม ตรวจสอบ และประเมินภายใน โดยทั้ง 2 โรงเรียนนั้นมีการดำเนินการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนครอบคลุมไปถึงการประกันคุณภาพการจัดการเรียนร่วมด้วยโดยไม่ได้แบ่งแยก 1.3.8 การรับนักเรียนที่มีความบกพร่องเข้าเรียน มีการประชุมฝ่ายบริหาร ประชุมครู เพื่อวางแผนการรับสมัครก่อน และมีการประกาศรับสมัครนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเข้าเรียนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นจะรับเฉพาะนักเรียนที่มีความบกร่องทางหูเข้าเรียน ทางโรงเรียนมีการจัดคัดเลือกนักเรียนที่มีความบกพร่องทางหูเอง โดยมีการทดสอบความพร้อม มีการสัมภาษณ์ ส่วนทางโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการประกาศรับนักเรียนที่มีความบกพร่องหลายประเภทเข้าเรียนร่วม เช่น นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ออทิสติก และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางหู ทางโรงเรียนจะขอความร่วมมือและประสานงานกับบุคคลหลายฝ่าย เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด แพทย์ นักจิตวิทยา นักการศึกษา ช่วยในการคัดเลือก กอปรกับทดสอบระดับความสามารถของนักเรียน สัมภาษณ์ และคัดแยกนักเรียน ว่าควรจัดให้เรียนร่วมหรือต้องแยกไปเรียนที่ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก ตามเกณฑ์ระดับความพิการของนักเรียนที่กระทรวงระบุไว้ 1.3.9 การจัดตารางเรียนให้เวลาบริการสอนเสริม ทางโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นจะไม่มีการจัดตารางเรียนบริการสอนเสริมให้นักเรียนอย่างชัดเจน แต่จะเป็นการจัดสอนเสริมเพิ่มเติมให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษที่ครูเห็นว่ายัง มีความบกพร่องในเนื้อหาเรื่องนั้นๆ โดยครูจะสังเกตพฤติกรรมในการเรียนและงานที่ส่ง และเรียกนักเรียนดังกล่าวมาสอนเสริมเพิ่มเติมหลังห้องเรียน หรือในช่วงเวลาที่ว่าง ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยาจะมีการกำหนดตารางสอนเสริมให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องในเรื่องๆนั้น โดยครูประจำชั้นจะเป็นผู้ประสานงานกับครูวิชาอื่นๆและจัดตารางสอนเสริมให้กับนักเรียน 1.3.10 การประสานความร่วมมือ การประสานความร่วมมือของทั้ง 2 โรงเรียนในการขอความร่วมมือการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมนั้น มีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้ประสานงาน การประสานความร่วมมือมีหลายวิธีทั้งอย่างไม่เป็นทางการ คือ ผู้ที่รับผิดชอบโครงการจะไปพูดคุยขอความร่วมมือเอง และการประสานงานขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการ โดยผู้บริหารจะเรียกประชุมขอความร่วมมือกับครูผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ หรือ ครูผู้สอนทุกคน หรือการส่งมีจดหมายเวียนขอความร่วมมือไปยังหัวหน้ากลุ่มสาระต่างๆให้ประสานงานร่วมมือกับครูในแต่ละกลุ่มสาระ 1.3.11 การนิเทศ ติดตาม ประเมินผล ปรับปรุงงาน การนิเทศ ติดตาม ประเมินผล ปรับปรุงงานของโรงเรียนทั้ง 2 โรงมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ เป็นการนิเทศอย่างกัญญาณมิตร ที่คอยช่วยเหลือกัน การนิเทศนั้นจะมีหลายระดับตั้งแต่ นิเทศจากฝ่ายครูการศึกษาพิเศษที่นิเทศกันเอง การนิเทศจากหัวหน้ากลุ่มสาระ การนิเทศจากฝ่ายบริหาร การนิเทศจากคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งมา เพื่อให้เห็นผลสะท้อนกลับ เห็นข้อบกพร่องในการจัดการเรียนการสอนของตน ให้ได้นำกลับมาพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1.4 เครื่องมือ (T-Tools) 1.4.1 นโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ โรงเรียนมีการกำหนดนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจของโรงเรียนที่แตกต่างกัน คือ โรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยาจะไม่มีการกำหนดนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ โดยในนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจของโรงเรียนนั้นมุ่งที่จะจัดการศึกษาเพื่อพัฒนานักเรียนทุกคน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงถึงนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษแต่อย่างใด ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการกำหนดแนวทางการจัดการเรียนร่วมโดยระบุไว้ในนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจของโรงเรียนอย่างชัดเจน เพื่อเป็นแนวทาง และเป้าหมายในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมของทางโรงเรียน 1.4.2 งบประมาณ,เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก(AT), สิ่งอำนวยความสะดวก และสื่อ การจัดสรรงบประมาณ /เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (AT)/ สิ่งอำนวยความสะดวก และสื่อของทั้ง 2 โรงเรียนมีลักษณะคล้ายกัน คือ โรงเรียนจะจัดสรรให้แต่ละห้องเรียนในระดับชั้นนั้นๆได้เท่าเทียมกัน และห้องการศึกษาพิเศษก็ถือเป็นห้องเรียนหนึ่งในโรงเรียน ถ้านอกจากทางโรงเรียนจัดสรรให้โดยการศึกษาพิเศษมีความต้องการในการใช้ สามารถเขียนโครงการเสนอขอไปทางโรงเรียนได้ โดยแต่ละโครงการจะอยู่ในดุลยพินิจของทางโรงเรียน หรือทางฝ่ายบริหารเป็นผู้พิจารณา 1.4.3 ระบบบริหารจัดการ ระบบบริหารจัดการเรียนร่วมของทั้ง 2 โรงเรียนมีความคล้ายคลึงกัน คือ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการการจัดการเรียนร่วมที่ประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการ ครูการศึกษาพิเศษทุกท่าน ครูผู้สอน และคณะกรรมการโรงเรียนที่ดูแลการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมทั้งหมดทั้งทางด้าน การจัดการเรียนการสอน การจัดบริการสนับสนุนการเรียนร่วม ประชาสัมพันธ์และประสานงานการจัดการเรียนร่วมกับทางโรงเรียน และหน่วยงานอื่น โดยโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการบริหารการจัดการเรียนร่วมโดยมีฝ่ายงานการเรียนร่วมและการศึกษาพิเศษเป็นกลุ่มงานหนึ่งในฝ่ายวิชาการ มีหัวหน้างานการศึกษาพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบงาน 1.4.4 บริการ บริการต่างๆที่แต่ละโรงเรียนจัดให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษนั้น คำนึงถึงสภาพ บริบท และความพร้อมของโรงเรียนเป็นสำคัญ ดังนี้ โรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยาเป็นโรงเรียนระดับประถม สอนเด็กเล็กจำเป็นต้องมีการจัดบริการต่างๆที่ช่วยทั้งสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และช่วยในด้านการพยาบาลรักษาสุขภาพ เช่น จัดบริการให้มีพยาบาล ประจำห้องพยาบาล จัดบริการคลินิกฟัน จัดให้มีบริการอาหาร และบริการดื่มนมบำรุงสุขภาพทุกวัน ส่วนทางโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยานั้นมีนักเรียนที่มีความบกพร่องหลายประเภท นอกจากต้องจัดบริการสนับสนุนช่วยเหลือทางการศึกษาแล้วยังต้องจัดบริการเพื่อบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพนักเรียน โดยมีการจัดบริการ ดังนี้ บริการเตรียมความพร้อมทางการเรียนรู้ จัดบริการการแนะแนวการศึกษา จัดบริการสอนเสริม และจัดบริการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ 1.4.5 ตำรา ทางโรงเรียนทั้ง 2 ใช้ตำราในการจัดการเรียนการสอนโดยเป็นตำราเดียวกับนักเรียนปกติ ของกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2550 นอกจากตำราแล้วทางโรงเรียนมุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีการพัฒนาทางด้านทักษะโดยเน้นให้เด็กทำแบบฝึกหัด มากกว่าที่จะเรียนแต่เนื้อหาอย่างเดียว จะเห็นว่าหนังสือแบบฝึกหัดของเขาจะมีหลายเล่มมาจากหลายสำนักพิมพ์ ทั้งครูยังทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมให้กับนักเรียน ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยาใช้ตำราเรียนของกระทรวงศึกษา ปี 2550 เช่นเดียวกัน แต่ทางโรงเรียนมีการจัดทำแบบฝึกหัดเพื่อเสริมทักษะสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยเฉพาะ 14.6 ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่ทั้ง 2 โรงเรียนได้รับจากหน่วยงานภายนอก คือ การให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาจากศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยให้คูปองแก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ 2,000 บาทต่อหัว เพื่อใช้ในการแลกสื่อ อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาทางการเรียนรู้ของนักเรียน และคูปองก็สามารถนำไปแลกเป็นคูปองเรียนเสริมกับครูผู้สอนได้โดยแต่ละใบมีมูลค่า 50 บาท ได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย โดยส่งวิทยากรผู้มีความรู้ ความสามารถมาบรรยายให้ความรู้ในเรื่องการจัดการเรียนร่วมหรือการศึกษาพิเศษแก่ครู ได้รับความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงในการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวต่อนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ให้อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ 1.4.7 ครูการศึกษาพิเศษ ครูการศึกษาพิเศษ จบการศึกษาระดับปริญญาทางการศึกษาพิเศษและผ่านการอบรมเกี่ยวกับการสอนทางการศึกษาพิเศษมาทุกคน จึงถือได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนร่วมได้เป็นอย่างดี ซึ่งโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยามีครูการศึกษาพิเศษจำนวน 3 คนทำหน้าที่ปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม และเป็นที่ปรึกษาในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ครูผู้สอนห้องเรียนร่วมท่านอื่นๆ ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีครูการศึกษาพิเศษจำนวน 12 คน ปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม โดยอยู่ในความดูแลของหัวหน้างานการศึกษาพิเศษ 2. ผลการปฏิบัติงานของโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยม 2.1 นักเรียนมีการพัฒนาตามศักยภาพ นักเรียนสามารถช่วยเหลือตนเองในการดำรงชีวิตในเบื้องต้นได้ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ในสังคม พัฒนาตามศักยภาพของนักเรียนที่เห็นชัดเจน คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทางด้านวิชาการจะเห็นได้ว่าโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานักเรียนมีการพัฒนาตามศักยภาพทั้งทางด้านพฤติกรรมและทางด้านวิชาการ ส่วนโรงเรียนมัธยมศึกษานั้นทางด้านวิชาการยังเห็นไม่มาก นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษมีผลการเรียนในระดับปานกลางไปจนถึงระดับต่ำเมื่อเทียบกับนักเรียนปกติ การพัฒนาด้านวิชาการยังเห็นผลไม่มากยังไม่ได้มีความโดดเด่นมากนัก 2.2 ความพึงพอใจของผู้ปกครองและชุมชนต่อพัฒนาการนักเรียน โรงเรียนประถมศึกษาผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเป็นอย่างมาก ทั้งทางพัฒนาการทางด้านวิชาการ และพฤติกรรม นักเรียนที่มีความบกพร่องแต่ละคนได้มีการพัฒนาตนเองอย่างเห็นได้ชัด ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยาผู้ปกครองมีความพอใจกับการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม โดยเห็นว่า นักเรียนมีพัฒนาการต่างๆดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในด้านวิชาการยังเห็นผลไม่มากยังไม่ได้มีความโดดเด่นมากนัก แต่เป็นลักษณะที่ว่านักเรียนสามารถเรียนได้ และช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน 3. ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม 3.1 ปัจจัยสนับสนุนในการปฏิบัติงาน 3.1.1 การที่โรงเรียนมีระบบการจัดการเรียนร่วมที่ดี โดยการจัดการทำงานเรียนร่วมให้เป็นระบบมีฝ่ายงานที่ดูและรับผิดชอบงานการเรียนร่วมโดยเฉพาะมีผู้รับผิดชอบงานดูแลการปฏิบัติงานได้ครอบคลุมทุกการปฏิบัติงาน รวมไปถึงการจัดรูปแบบ การจัดขนาดชั้นเรียนที่เหมาะสมสามารถดูแลนักเรียนได้เป็นรายบุคคลสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมประสบผลสำเร็จได้ 3.1.2 บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริหาร ครู/ครูการศึกษาพิเศษ ผู้ปกครอง ชุมชน นักเรียนปกติ และหน่วยงานอื่นๆ มีเจตคติที่ดี มีความรู้ มีความเข้าใจ ให้ความร่วมมือ สนับสนุนในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญเนื่องจากการเรียนร่วมเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายประกอบเข้าด้วยกัน จึงสามารถทำให้การปฏิบัติงานบรรลุเป้าหลายที่วางไว้ได้ 3.2 ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค์ในการจัดการเรียนร่วม 3.2.1 ครูมีภาระงานมากเกินไป โรงเรียนต้องให้ครูรับผิดชอบงานสอนและรับผิดชอบงานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกาสอนของโรงเรียนด้วย ซึ่งมีผลทำให้ครูไม่มีเวลาในการพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ 3.2.2 บุคลากรไม่เพียงพอ การหาบุคลากรที่จบการศึกษาทางการศึกษาพิเศษโดยตรงมาจัดการศึกษาพิเศษหรือการจัดการเรียนร่วมนั้นหายาก ไม่สามารถหามาทดแทนครูที่เกษียณหรือลาออกได้ทัน จึงทำให้ครูการศึกษาพิเศษนั้นมีน้อย ทั้งครูผู้สอนส่วนใหญ่ไม่ได้จบหรือผ่านการอบรมพิเศษมา ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในการจัดการศึกษาเรียนรวมให้สอดคล้องกับความต้องการและความบกพร่องของนักเรียนแต่ละประเภท ทำให้นักเรียนไม่ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพเท่าที่ควร 3.2.3 ผู้ปกครองขาดความรู้ ความเข้าใจต่อนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทำให้นักเรียนไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรจากครอบครัว ซึ่งการพัฒนานักเรียนที่มีความต้องการพิเศษนั้นต้องอาศัยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากที่โรงเรียนและที่บ้าน การที่นักเรียนได้รับการพัฒนาจากที่โรงเรียนอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษพัฒนาตนเองได้เต็มที่ 3.2.4 นักเรียนมีฐานะครอบครัวไม่ดีนัก ซึ่งอุปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในบางประเภทค่อนข้างมีราคาแพง ผู้ปกครองไม่สามารถจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพให้นักเรียนได้ และกิจกรรมบางอย่างที่นักเรียนต้องได้รับการพัฒนาไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวัง นักเรียนไม่ได้รับการฟื้นฟูที่ดี ไม่ได้เข้ารับการฝึกตามความต้องการจำเป็น เพราะความจำกัดในเรื่องของการเงินทางครอบครัว 4. กระบวนการพัฒนาการศึกษาเข้าสู่มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม กระบวนการพัฒนาการศึกษาสู่มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วมของทั้ง 2 โรงเรียนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ มาจากโครงสร้างการปฏิบัติงานคุณภาพตามวงจรเดรมมิ่ง PDCA คือ มีการวางแผนการปฏิบัติงาน(Plan) ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้(Do) ตรวจสอบการปฏิบัติงาน(Check) และมีการปรับปรุงการปฏิบัติงาน(Action) และที่กระบวนการพัฒนาการศึกษาของทั้ง 2 โรงเรียน ที่ต่างกันคือ โรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการจัดทำนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจที่ระบุถึงการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม เพื่อกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของทางโรงเรียน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8374
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม: การวิจัยพหุกรณีศึกษา
หัวข้อ(Eng) A STUDY OF THE BEST PRACTICES OF LEADING MAINSTREAMING SCHOOLS ACCORDING TO THE SPECIAL EDUCATION STANDARDS: A MULTICASE STUDY RESEARCH
คำสำคัญ(keyword) มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม
ชื่อผู้วิจัย นางสาวอัจฉริยา กุดหอม
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Miss. Atchariya Kudhom
ตำแหน่ง นิสิต/นักศึกษา
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยการศึกษา ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่ติดต่อ 22 หมู่ 16 ต.พนมไพร อ.พนมไพร จ. ร้อยเอ็ด 45140
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 2551
ประเภท วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
ประวัติความเป็นมา(history) ปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาเพื่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากหลักสิทธิมนุษยชนที่เน้นความเสมอภาคและโอกาส ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 43 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” การให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาแก่คนพิการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 สถานศึกษาจึงเล็งเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาให้กับคนพิการ โดยให้คนพิการได้เข้าเรียนในโรงเรียนปกติ หรือที่เรียกว่า “การเรียนร่วม” มีการจัดบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดให้ในกฎกระทรวง
การจัดการเรียนร่วมนั้นรัฐพยายามขยายการศึกษาไปยังส่วนภูมิภาคมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของเด็กพิการในส่วนภูมิภาคที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ การจัดการเรียนร่วมที่ดำเนินการผ่านมานั้นยังไม่มีกรอบโครงสร้างที่จะนำไปใช้ จน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจา ชลธาร์นนท์ ได้คิดพัฒนารูปแบบโครงสร้างซีท (SEAT FRAMEWORK) ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์การศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต นำมาจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม และกระทรวงศึกษาธิการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ได้เริ่มโครงการนำร่องโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมจำนวน 390 โรง เพื่อแก้ปัญหาในด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เมื่อดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งได้มีการคัดเลือกโรงเรียนแกนนำจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมยอดเยี่ยมขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมที่เป็นเลิศ (Best Practices) การจัดการเรียนร่วมในปัจจุบันนั้น พบว่า มีหลายโรงเรียนที่ประสบปัญหาการจัดการศึกษาจนต้องยกเลิกการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมไป และในอีกด้านหนึ่งก็มีโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนร่วมที่สำเร็จและดำเนินการต่ออีกจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมจะจัดให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น ยังต้องคำนึงถึงการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วมด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงนำตัวบ่งชี้ในโครงสร้างซีทมาประเมินการปฏิบัติงานของโรงเรียนเรียนร่วม ทั้งนี้เพื่อการจัดการศึกษาที่ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพสูงสุด กระบวนการบริหารจัดการโดยใช้โครงสร้างซีท (SEAT) ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คือ นักเรียน(S-Students) สภาพแวดล้อม (E-Environment) กิจกรรมการเรียนการสอน (A-Activities) และเครื่องมือ(T-Tools) ที่เป็นกระบวนการในการปฏิบัติงาน การจัดการเรียนร่วม (เบญจา ชลธาร์นนท์, 2548)
จากงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนร่วมเห็นได้ชัดว่า ได้มีผู้ศึกษาถึงสภาพ ปัญหา แนวทางแก้ไขพัฒนาการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม ในเชิงปริมาณ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการศึกษาโดยภาพรวม ยังไม่สามารถอธิบายการปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอนได้อย่างละเอียด ที่สามารถเป็นต้นแบบที่มีประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมในสถานศึกษาให้ประสบผลสำเร็จและเป็นระบบได้ จึงเห็นได้ว่ายังไม่มีการศึกษาในลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพกับสถานศึกษา ผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญของการศึกษาการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม ในเชิงคุณภาพ ให้เห็นถึงการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ ผลการปฏิบัติงาน ปัจจัยที่สนับสนุนและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน และกระบวนการพัฒนาการศึกษาเข้าสู่มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม ของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม ที่เป็นกระบวนการ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน พัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติงานของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมอื่นๆให้เข้าสู่การเป็นเลิศด้านการจัดการเรียนร่วม และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติงานของโรงเรียนทั่วไปที่มีแนวคิดต้องการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วมในสถานศึกษาให้มีการปฏิบัติงานจัดการเรียนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ และผลการปฏิบัติงานของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วม ตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม 2. เพื่อศึกษาปัจจัยสนับสนุน และปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วม ตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม 3. เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาการศึกษาเข้าสู่มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม 4. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน ปัจจัยที่สนับสนุน ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค และกระบวนการพัฒนาการศึกษาเข้าสู่มาตรฐานของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ กรณีศึกษาเป็นโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมที่ได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการว่าเป็นโรงเรียนแกนนำจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมยอดเยี่ยม ในเขตภาคกลาง ปีการศึกษา 2548 ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
คำนิยาม(defination) การปฏิบัติงานที่เป็นเลิศของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วม หมายถึง การปฏิบัติงานของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมที่ได้รับรางวัล โรงเรียนแกนนำจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมยอดเยี่ยม ตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านนักเรียน(S-Students) ด้านสภาพแวดล้อม (E-Environment) ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน (A-Activities) และด้านเครื่องมือ (T-Tools) มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม หมายถึง ตัวบ่งชี้คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม เพื่อเป็นหลักสำหรับกำหนดคุณภาพการศึกษาพิเศษที่ต้องการให้เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม โดยครอบคลุมการปฏิบัติงานทั้ง 4 ด้านให้ได้มาตรฐาน คือ 1. มาตรฐานด้านนักเรียน(S-Students) 2. มาตรฐานด้านสภาพแวดล้อม (E-Environment) 3. มาตรฐานด้านกิจกรรมการเรียนการสอน (A-Activities) และ4. มาตรฐานด้านเครื่องมือ(T-Tools)
เครื่องมือ(tool) ผู้วิจัยได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างเครื่องมือควบคู่ไปกับการศึกษาเนื้อหาที่จะทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ทำให้ได้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 4 ฉบับ ดังนี้ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เอกสาร จำนวน 1 ชุด คือ แบบวิเคราะห์เอกสารของโรงเรียนและเอกสารของครู 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกต จำนวน 2 ชุด คือ แบบสังเกตสภาพแวดล้อม และแบบสังเกตสภาพชั้นเรียนสำหรับผู้วิจัยดำเนินการสังเกตสภาพโรงเรียน สภาพชั้นเรียน และพฤติกรรมของ ครู นักเรียน 3) เครื่องมือที่ใช้ในการสัมภาษณ์ จำนวน 5 ชุด คือ แบบสัมภาษณ์ผู้บริหาร แบบสัมภาษณ์ครูโดยใช้กับครูประจำชั้น/ครูผู้สอนและครูการศึกษาพิเศษ แบบสัมภาษณ์นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ แบบสัมภาษณ์นักเรียนปกติ แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและผู้นำชุมชน/คนในชุมชน 4) เครื่องมือที่ใช้ในการสนทนากลุ่ม จำนวน 1 ชุด คือ แบบสนทนากลุ่มคณะกรรมการการจัดการเรียนร่วม
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การวิจัยครั้งนี้ศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งเป็นการวิจัยแบบพหุกรณีศึกษา โดยมุ่งศึกษาการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วม ตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม ตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วมโดยครอบคลุมการปฏิบัติงานทั้ง 4 ด้าน คือ 1. ด้านนักเรียน(S-Student) 2. ด้านสภาพแวดล้อม(E-Environment) 3. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน(A-Activities) และ4. ด้านเครื่องมือ(T-Tools) ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกกรณีศึกษา โดยใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1. เป็นโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วม ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2548 มีทั้งสิ้น 2.000 โรงเรียน 2. ได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการว่าเป็นโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมยอดเยี่ยม ที่เป็นเลิศด้านการปฏิบัติงาน(Best Practices) ประจำปีการศึกษา 2548 ในเขตภาคกลาง มีจำนวนทั้งสิ้น 4 โรงเรียน 3. เป็นโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมยอดเยี่ยม ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 4. เป็นโรงเรียนที่ยินดีให้ความร่วมมือในการเข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้วิจัยประกอบกับความสะดวกในด้านที่พัก ผู้วิจัยใช้การสุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น ในการเลือกผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ เป็นการเลือกแบบก้อนหิมะ (Snowball Sampling) โดยงานวิจัยนี้ต้องอาศัยบุคคลที่อยู่ในลักษณะเดียวกัน หรือวงการเดียวกัน คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนร่วม แนะนำให้รู้จักต่อๆไป โดยนักวิจัยขอความร่วมมือจากผู้บริหารโรงเรียนให้ข้อมูลในการวิจัยและแนะนำครูการศึกษาพิเศษ และให้ครูการศึกษาพิเศษแนะนำครูผู้สอนผู้ที่มีความรู้ในการจัดการเรียนร่วม ผู้วิจัยขอความร่วมมือครูให้แนะนำนักเรียนปกติและนักเรียนที่มีความต้องพิเศษในการให้ข้อมูล และขอความร่วมมือจากผู้ปกครองนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และหัวหน้าชุมชนในการให้ข้อมูล วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนครอบคลุม และตอบปัญหาการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวิธีที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ทำให้ผู้วิจัยได้ข้อมูล มีรายละเอียดดังนี้ 1. การวิเคราะห์เอกสาร โดยจากการศึกษาเอกสารต่างๆของทางโรงเรียน 2. การสังเกต การสังเกตที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 แบบ โดยใช้ในลักษณะเกื้อกูลกันได้ คือ ระยะแรกๆใช้วิธีการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม แต่เมื่อนักวิจัยมีความคุ้นเคยกับผู้ให้ข้อมูลและสนามดีแล้วอาจขออนุญาตเข้าไปสังเกตแบบมีส่วนร่วมได้ซึ่ง การสังเกตแบบมีส่วนร่วมนั้น ผู้วิจัยเข้าไปมีส่วนร่วมใช้ชีวิตกับผู้ให้ข้อมูลที่ถูกศึกษา มีการร่วมกิจกรรม 3. การสัมภาษณ์ การวิจัยในครั้งนี้ใช้การสัมภาษณ์ ทั้ง 2 แบบ ประกอบด้วย การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ และการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ 4. การสนทนากลุ่ม (Focus group) ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอย่างกว้างขวางของผู้เข้าร่วมสนทนาและนักวิจัย ผู้ให้ข้อมูลในการสนทนากลุ่มครั้งนี้ คือ คณะกรรมการการจัดการเรียนร่วมจำนวน 6 คน
การวิเคราะห์(analysis) ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ 1. การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เป็นการวิเคราะห์ที่ผู้วิจัยใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากเอกสาร โดยเน้นเนื้อหาที่อิงแนวคิดจากกรอบแนวคิดการวิจัย และสามารถตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้อย่างถูกต้อง แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์ แล้วนำเสนอในรูปของการบรรยาย 2. การวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุป ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 วิธี แล้วนำเสนอในรูปแบบการบรรยายเช่นกัน คือ 1) การวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Analysis) คือ การใช้การตีความหมายเพื่อสร้างข้อสรุปจากเหตุการณ์ที่ได้จากการวิเคราะห์เอกสาร สังเกต สัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม โดยการมองหาความหมาย ความคล้ายคลึง ความแตกต่าง อาจจะเป็นรูปแบบซึ่งเป็นข้อสมมุติฐานชั่วคราวย่อยๆหลายสมมุติฐาน และจากนั้นจะเก็บข้อมูลเพื่อทดสอบสมมุติฐานจนสามารถหาหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนจากข้อสรุปย่อยๆไปสู่ข้อสรุปใหญ่ไปเรื่อยๆ (นิศา ชูโต, 2540) 2) การวิเคราะห์โดยการจำแนกชนิดของข้อมูล (Typological Analysis) คือ การจำแนกข้อมูลเป็นชนิดๆ ทั้งโดยวิธีที่ใช้แนวคิดทฤษฎี และแบบไม่ใช้ทฤษฎี 3) การวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบข้อมูล (Constant comparison) คือ การใช้วิธีการเปรียบเทียบโดยนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเป็นปรากฏการณ์
ข้อสรุป(summary) 1. การปฏิบัติงาน และผลการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม การปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษ โรงเรียนเรียนร่วม โดยมีรายละเอียดของการปฏิบัติงานดังต่อไปนี้ 1.1 ด้านนักเรียน 1.1.1 การเตรียมพร้อมให้แก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ มีการสอนปรับพื้นฐานทางด้านวิชาการให้แก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษก่อนเปิดภาคการศึกษา โดยโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นจะมีการจัดเตรียมความพร้อมทางด้านอารมณ์ และปรับพฤติกรรมให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้เหมาะสมในเดือนแรกของการเปิดเรียนในห้องเสริมวิชาการ ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยานั้นมีการเตรียมความพร้อมทางด้านอารมณ์ และพฤติกรรมไม่ชัดเจนนัก จะเป็นการสอน การเตือนในเรื่องของการปฏิบัติตัวของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในวันปฐมนิเทศ หรือในคาบโฮมรูมตอนเช้าก่อนที่จะมีการเรียนการสอนเท่านั้น 1.1.2 การเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนปกติหรือนักเรียนทั่วไป มีความคล้ายคลึงกับการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยมีการสอนปรับพื้นฐานก่อนเปิดเรียน และทางโรงเรียนมีการให้ความรู้ในเรื่องการปฏิบัติตัว การใช้ชีวิตร่วมกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษแก่นักเรียนปกติในวันแรกของการเปิดเรียน คือ วันปฐมนิเทศ และในคาบโฮมรูม 1.2 สภาพแวดล้อม (E-Environment) 1.2.1 สภาพแวดล้อมทางกายภาพ การปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความบกพร่องของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษนั้น โรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นไม่มีการปรับสภาพแวดล้อมอันใดที่เอื้อต่อความพิการของนักเรียน เห็นว่าควรให้นักเรียนได้ฝึกการใช้ชีวิตเหมือนนักเรียนปกติ ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความบกพร่องของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ เช่น มีทางลาด ลิฟต์ขึ้นอาคารเรียน ราวจับบันได ราวจับระหว่างทางเดินขึ้นอาคาร ปรับระดับพื้นดินให้เสมอกัน เนื่องจากโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีนักเรียนที่มีความบกพร่องหลายประเภท ตั้งแต่ความบกพร่องจากมาก ไปจนที่มีความบกพร่องน้อย การปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความบกพร่องของนักเรียนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง 2.1 บุคคลที่เกี่ยวข้องในสภาพแวดล้อมของเด็ก บุคคลที่เกี่ยวข้องในสภาพแวดล้อมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษนั้น เป็นบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือนักเรียนในการส่งเสริมและร่วมกันจัดการศึกษาให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามศักยภาพของตนได้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นผู้นำ ในการส่งเสริมสนับสนุนให้การปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมประสบความสำเร็จ ครูการศึกษาพิเศษ/ ครูผู้สอน เป็นผู้จัดการเรียนการสอน จัดกิจกรรม ทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ผู้ปกครอง ชุมชนเข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษา จัดกิจกรรม และนักเรียนปกติ ที่มีส่วนช่วยในการดูแล เอาใจใส่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโรงเรียนอย่างมีความสุข 1.3 กิจกรรมการเรียนการสอน (A-Activitiess) 1.3.1 การบริหารจัดการหลักสูตร มีการปรับหลักสูตรที่ใช้กับนักเรียนปกติมาใช้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยคำนึงถึงความพิการของนักเรียนแต่ละบุคคลตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) โดยโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นจะเน้นให้นักเรียนได้ฝึกประสบการณ์ตรงในแต่ละวิชา ควบคู่กับการปลูกฝังในด้านคุณธรรมให้กับนักเรียน ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยาจะเน้นการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่วนการจัดกระบวนการเรียนรู้นั้นจะจัดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน เน้นการพัฒนาความสามารถ ทักษะพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และการดำรงชีวิต 1.3.2 การจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล(IEP)และแผนการสอนเฉพาะบุคคล(IIP) ทางโรงเรียนมีการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล(IEP) ให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกคน เพื่อบอกรายละเอียดของนักเรียน ข้อมูลทางการศึกษา แผนการจัดการศึกษา ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคน และมีการจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล(IIP) ให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อเป็นแผนการสอนที่จัดขึ้นเฉพาะเจาะจงสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษคนนั้นๆเป็นรายบุคคล เพื่อซ่อมเสริมในวิชาที่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษบกพร่องหรือในเนื้อหาที่นักเรียนไม่เข้าใจ 1.3.3 การตรวจสอบทางการศึกษา การตรวจสอบข้อมูลของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษของทั้ง 2 โรงเรียน มีลักษณะการปฏิบัติงานเช่นเดียวกัน โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลทางการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษที่ตนดูแล เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับนักเรียน ในการกำหนดปัญหา และหาทางแก้ปัญหาทั้ง 3 ด้านคือ 1. ด้านวิชาการ 2. ด้านพฤติกรรม และ3. ด้านร่างกาย ครูการศึกษาพิเศษและครูประจำชั้นจะเป็นผู้ตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูลทางการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยวิธีการที่หลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามสภาพจริง ดังนี้ การเยี่ยมบ้านนักเรียน การสัมภาษณ์ผู้ปกครองนักเรียน สัมภาษณ์นักเรียน และสัมภาษณ์หัวหน้าชุมชน 1.3.4 เทคนิคการสอน โรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยาจะใช้เทคนิคการสอนที่เน้นการกระตุ้นความสนใจ เนื่องจากนักเรียนในโรงเรียนเป็นนักเรียนระดับประถม สมาธิ การสนใจในการเรียนมีค่อนข้างน้อย ครูจึงต้องอาศัยสื่อการสอน รูปภาพ อุปกรณ์ที่มีสีสัน มีความหลากหลายเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนในห้องเรียน ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยา จะเน้นการสอนที่ใช้กระบวนการกลุ่ม การทำโครงงาน เข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติส่งเสริมความสามัคคีและการเข้าสังคม 1.3.5 การรายงานความก้าวหน้าของนักเรียน การรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนทั้ง 2 โรงเรียน ใช้การทบทวนและปรับจากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ทุกๆปี ครูจะรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนโดยสรุปจาก IIP ผลคะแนนเก็บทั้งเทอม และผลการสอบ โดยครูจะนำเสนอออกมาเป็นรูปแบบของเกรด ครูแต่ละวิชาเป็นผู้รับผิดชอบในการประเมินผล และรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนในวิชาที่ตนรับผิดชอบ และครูประจำชั้นจึงนำผลการประเมินของครูแต่ละคนมาตัดสินร่วมกันเป็นเกรดเฉลี่ยรวม 1.3.6 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนอกห้องเรียน ชุมชน มีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพิ่มพูนประสบการณ์ตรงให้แก่นักเรียน ให้รู้จักหาความรู้ด้วยตนเอง โดยจัดทัศนศึกษาให้นักเรียนตามสถานการณ์จริง ซึ่งโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยาจะมีการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาในกับนักเรียน ภายใต้ชื่อที่เรียกว่า “กิจกรรมหาความรู้ในโลกกว้าง” โดยจัดทัศนศึกษาให้กับนักเรียนในทุกระดับชั้น ปีการศึกษาละ 4 ครั้งโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นนักเรียนปกติ หรือนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยา ก็มีการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาให้กับนักเรียน เช่นเดียวกัน 1.3.7 การประกันคุณภาพ มีการจัดตั้งคณะกรรมการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขึ้น เพื่อกำหนดเกณฑ์ในการประเมิน กำหนดเป้าหมายของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาตัวชี้วัดของกระทรวงวางแผนการพัฒนาคูณภาพการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ดำเนินการพัฒนาตามแผนและติดตาม ตรวจสอบ และประเมินภายใน โดยทั้ง 2 โรงเรียนนั้นมีการดำเนินการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนครอบคลุมไปถึงการประกันคุณภาพการจัดการเรียนร่วมด้วยโดยไม่ได้แบ่งแยก 1.3.8 การรับนักเรียนที่มีความบกพร่องเข้าเรียน มีการประชุมฝ่ายบริหาร ประชุมครู เพื่อวางแผนการรับสมัครก่อน และมีการประกาศรับสมัครนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเข้าเรียนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นจะรับเฉพาะนักเรียนที่มีความบกร่องทางหูเข้าเรียน ทางโรงเรียนมีการจัดคัดเลือกนักเรียนที่มีความบกพร่องทางหูเอง โดยมีการทดสอบความพร้อม มีการสัมภาษณ์ ส่วนทางโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการประกาศรับนักเรียนที่มีความบกพร่องหลายประเภทเข้าเรียนร่วม เช่น นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ออทิสติก และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางหู ทางโรงเรียนจะขอความร่วมมือและประสานงานกับบุคคลหลายฝ่าย เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด แพทย์ นักจิตวิทยา นักการศึกษา ช่วยในการคัดเลือก กอปรกับทดสอบระดับความสามารถของนักเรียน สัมภาษณ์ และคัดแยกนักเรียน ว่าควรจัดให้เรียนร่วมหรือต้องแยกไปเรียนที่ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก ตามเกณฑ์ระดับความพิการของนักเรียนที่กระทรวงระบุไว้ 1.3.9 การจัดตารางเรียนให้เวลาบริการสอนเสริม ทางโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานั้นจะไม่มีการจัดตารางเรียนบริการสอนเสริมให้นักเรียนอย่างชัดเจน แต่จะเป็นการจัดสอนเสริมเพิ่มเติมให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษที่ครูเห็นว่ายัง มีความบกพร่องในเนื้อหาเรื่องนั้นๆ โดยครูจะสังเกตพฤติกรรมในการเรียนและงานที่ส่ง และเรียกนักเรียนดังกล่าวมาสอนเสริมเพิ่มเติมหลังห้องเรียน หรือในช่วงเวลาที่ว่าง ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยาจะมีการกำหนดตารางสอนเสริมให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องในเรื่องๆนั้น โดยครูประจำชั้นจะเป็นผู้ประสานงานกับครูวิชาอื่นๆและจัดตารางสอนเสริมให้กับนักเรียน 1.3.10 การประสานความร่วมมือ การประสานความร่วมมือของทั้ง 2 โรงเรียนในการขอความร่วมมือการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมนั้น มีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้ประสานงาน การประสานความร่วมมือมีหลายวิธีทั้งอย่างไม่เป็นทางการ คือ ผู้ที่รับผิดชอบโครงการจะไปพูดคุยขอความร่วมมือเอง และการประสานงานขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการ โดยผู้บริหารจะเรียกประชุมขอความร่วมมือกับครูผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ หรือ ครูผู้สอนทุกคน หรือการส่งมีจดหมายเวียนขอความร่วมมือไปยังหัวหน้ากลุ่มสาระต่างๆให้ประสานงานร่วมมือกับครูในแต่ละกลุ่มสาระ 1.3.11 การนิเทศ ติดตาม ประเมินผล ปรับปรุงงาน การนิเทศ ติดตาม ประเมินผล ปรับปรุงงานของโรงเรียนทั้ง 2 โรงมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ เป็นการนิเทศอย่างกัญญาณมิตร ที่คอยช่วยเหลือกัน การนิเทศนั้นจะมีหลายระดับตั้งแต่ นิเทศจากฝ่ายครูการศึกษาพิเศษที่นิเทศกันเอง การนิเทศจากหัวหน้ากลุ่มสาระ การนิเทศจากฝ่ายบริหาร การนิเทศจากคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งมา เพื่อให้เห็นผลสะท้อนกลับ เห็นข้อบกพร่องในการจัดการเรียนการสอนของตน ให้ได้นำกลับมาพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1.4 เครื่องมือ (T-Tools) 1.4.1 นโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ โรงเรียนมีการกำหนดนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจของโรงเรียนที่แตกต่างกัน คือ โรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยาจะไม่มีการกำหนดนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ โดยในนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจของโรงเรียนนั้นมุ่งที่จะจัดการศึกษาเพื่อพัฒนานักเรียนทุกคน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงถึงนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษแต่อย่างใด ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการกำหนดแนวทางการจัดการเรียนร่วมโดยระบุไว้ในนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจของโรงเรียนอย่างชัดเจน เพื่อเป็นแนวทาง และเป้าหมายในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมของทางโรงเรียน 1.4.2 งบประมาณ,เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก(AT), สิ่งอำนวยความสะดวก และสื่อ การจัดสรรงบประมาณ /เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (AT)/ สิ่งอำนวยความสะดวก และสื่อของทั้ง 2 โรงเรียนมีลักษณะคล้ายกัน คือ โรงเรียนจะจัดสรรให้แต่ละห้องเรียนในระดับชั้นนั้นๆได้เท่าเทียมกัน และห้องการศึกษาพิเศษก็ถือเป็นห้องเรียนหนึ่งในโรงเรียน ถ้านอกจากทางโรงเรียนจัดสรรให้โดยการศึกษาพิเศษมีความต้องการในการใช้ สามารถเขียนโครงการเสนอขอไปทางโรงเรียนได้ โดยแต่ละโครงการจะอยู่ในดุลยพินิจของทางโรงเรียน หรือทางฝ่ายบริหารเป็นผู้พิจารณา 1.4.3 ระบบบริหารจัดการ ระบบบริหารจัดการเรียนร่วมของทั้ง 2 โรงเรียนมีความคล้ายคลึงกัน คือ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการการจัดการเรียนร่วมที่ประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการ ครูการศึกษาพิเศษทุกท่าน ครูผู้สอน และคณะกรรมการโรงเรียนที่ดูแลการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมทั้งหมดทั้งทางด้าน การจัดการเรียนการสอน การจัดบริการสนับสนุนการเรียนร่วม ประชาสัมพันธ์และประสานงานการจัดการเรียนร่วมกับทางโรงเรียน และหน่วยงานอื่น โดยโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการบริหารการจัดการเรียนร่วมโดยมีฝ่ายงานการเรียนร่วมและการศึกษาพิเศษเป็นกลุ่มงานหนึ่งในฝ่ายวิชาการ มีหัวหน้างานการศึกษาพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบงาน 1.4.4 บริการ บริการต่างๆที่แต่ละโรงเรียนจัดให้กับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษนั้น คำนึงถึงสภาพ บริบท และความพร้อมของโรงเรียนเป็นสำคัญ ดังนี้ โรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยาเป็นโรงเรียนระดับประถม สอนเด็กเล็กจำเป็นต้องมีการจัดบริการต่างๆที่ช่วยทั้งสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และช่วยในด้านการพยาบาลรักษาสุขภาพ เช่น จัดบริการให้มีพยาบาล ประจำห้องพยาบาล จัดบริการคลินิกฟัน จัดให้มีบริการอาหาร และบริการดื่มนมบำรุงสุขภาพทุกวัน ส่วนทางโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยานั้นมีนักเรียนที่มีความบกพร่องหลายประเภท นอกจากต้องจัดบริการสนับสนุนช่วยเหลือทางการศึกษาแล้วยังต้องจัดบริการเพื่อบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพนักเรียน โดยมีการจัดบริการ ดังนี้ บริการเตรียมความพร้อมทางการเรียนรู้ จัดบริการการแนะแนวการศึกษา จัดบริการสอนเสริม และจัดบริการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ 1.4.5 ตำรา ทางโรงเรียนทั้ง 2 ใช้ตำราในการจัดการเรียนการสอนโดยเป็นตำราเดียวกับนักเรียนปกติ ของกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2550 นอกจากตำราแล้วทางโรงเรียนมุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีการพัฒนาทางด้านทักษะโดยเน้นให้เด็กทำแบบฝึกหัด มากกว่าที่จะเรียนแต่เนื้อหาอย่างเดียว จะเห็นว่าหนังสือแบบฝึกหัดของเขาจะมีหลายเล่มมาจากหลายสำนักพิมพ์ ทั้งครูยังทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมให้กับนักเรียน ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยาใช้ตำราเรียนของกระทรวงศึกษา ปี 2550 เช่นเดียวกัน แต่ทางโรงเรียนมีการจัดทำแบบฝึกหัดเพื่อเสริมทักษะสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยเฉพาะ 14.6 ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่ทั้ง 2 โรงเรียนได้รับจากหน่วยงานภายนอก คือ การให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาจากศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยให้คูปองแก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ 2,000 บาทต่อหัว เพื่อใช้ในการแลกสื่อ อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาทางการเรียนรู้ของนักเรียน และคูปองก็สามารถนำไปแลกเป็นคูปองเรียนเสริมกับครูผู้สอนได้โดยแต่ละใบมีมูลค่า 50 บาท ได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย โดยส่งวิทยากรผู้มีความรู้ ความสามารถมาบรรยายให้ความรู้ในเรื่องการจัดการเรียนร่วมหรือการศึกษาพิเศษแก่ครู ได้รับความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงในการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวต่อนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ให้อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ 1.4.7 ครูการศึกษาพิเศษ ครูการศึกษาพิเศษ จบการศึกษาระดับปริญญาทางการศึกษาพิเศษและผ่านการอบรมเกี่ยวกับการสอนทางการศึกษาพิเศษมาทุกคน จึงถือได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนร่วมได้เป็นอย่างดี ซึ่งโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยามีครูการศึกษาพิเศษจำนวน 3 คนทำหน้าที่ปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม และเป็นที่ปรึกษาในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ครูผู้สอนห้องเรียนร่วมท่านอื่นๆ ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีครูการศึกษาพิเศษจำนวน 12 คน ปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม โดยอยู่ในความดูแลของหัวหน้างานการศึกษาพิเศษ 2. ผลการปฏิบัติงานของโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยม 2.1 นักเรียนมีการพัฒนาตามศักยภาพ นักเรียนสามารถช่วยเหลือตนเองในการดำรงชีวิตในเบื้องต้นได้ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ในสังคม พัฒนาตามศักยภาพของนักเรียนที่เห็นชัดเจน คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทางด้านวิชาการจะเห็นได้ว่าโรงเรียนประถมเรียนร่วมวิทยานักเรียนมีการพัฒนาตามศักยภาพทั้งทางด้านพฤติกรรมและทางด้านวิชาการ ส่วนโรงเรียนมัธยมศึกษานั้นทางด้านวิชาการยังเห็นไม่มาก นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษมีผลการเรียนในระดับปานกลางไปจนถึงระดับต่ำเมื่อเทียบกับนักเรียนปกติ การพัฒนาด้านวิชาการยังเห็นผลไม่มากยังไม่ได้มีความโดดเด่นมากนัก 2.2 ความพึงพอใจของผู้ปกครองและชุมชนต่อพัฒนาการนักเรียน โรงเรียนประถมศึกษาผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเป็นอย่างมาก ทั้งทางพัฒนาการทางด้านวิชาการ และพฤติกรรม นักเรียนที่มีความบกพร่องแต่ละคนได้มีการพัฒนาตนเองอย่างเห็นได้ชัด ส่วนโรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยาผู้ปกครองมีความพอใจกับการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม โดยเห็นว่า นักเรียนมีพัฒนาการต่างๆดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในด้านวิชาการยังเห็นผลไม่มากยังไม่ได้มีความโดดเด่นมากนัก แต่เป็นลักษณะที่ว่านักเรียนสามารถเรียนได้ และช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน 3. ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม 3.1 ปัจจัยสนับสนุนในการปฏิบัติงาน 3.1.1 การที่โรงเรียนมีระบบการจัดการเรียนร่วมที่ดี โดยการจัดการทำงานเรียนร่วมให้เป็นระบบมีฝ่ายงานที่ดูและรับผิดชอบงานการเรียนร่วมโดยเฉพาะมีผู้รับผิดชอบงานดูแลการปฏิบัติงานได้ครอบคลุมทุกการปฏิบัติงาน รวมไปถึงการจัดรูปแบบ การจัดขนาดชั้นเรียนที่เหมาะสมสามารถดูแลนักเรียนได้เป็นรายบุคคลสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมประสบผลสำเร็จได้ 3.1.2 บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริหาร ครู/ครูการศึกษาพิเศษ ผู้ปกครอง ชุมชน นักเรียนปกติ และหน่วยงานอื่นๆ มีเจตคติที่ดี มีความรู้ มีความเข้าใจ ให้ความร่วมมือ สนับสนุนในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญเนื่องจากการเรียนร่วมเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายประกอบเข้าด้วยกัน จึงสามารถทำให้การปฏิบัติงานบรรลุเป้าหลายที่วางไว้ได้ 3.2 ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค์ในการจัดการเรียนร่วม 3.2.1 ครูมีภาระงานมากเกินไป โรงเรียนต้องให้ครูรับผิดชอบงานสอนและรับผิดชอบงานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกาสอนของโรงเรียนด้วย ซึ่งมีผลทำให้ครูไม่มีเวลาในการพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ 3.2.2 บุคลากรไม่เพียงพอ การหาบุคลากรที่จบการศึกษาทางการศึกษาพิเศษโดยตรงมาจัดการศึกษาพิเศษหรือการจัดการเรียนร่วมนั้นหายาก ไม่สามารถหามาทดแทนครูที่เกษียณหรือลาออกได้ทัน จึงทำให้ครูการศึกษาพิเศษนั้นมีน้อย ทั้งครูผู้สอนส่วนใหญ่ไม่ได้จบหรือผ่านการอบรมพิเศษมา ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในการจัดการศึกษาเรียนรวมให้สอดคล้องกับความต้องการและความบกพร่องของนักเรียนแต่ละประเภท ทำให้นักเรียนไม่ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพเท่าที่ควร 3.2.3 ผู้ปกครองขาดความรู้ ความเข้าใจต่อนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทำให้นักเรียนไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรจากครอบครัว ซึ่งการพัฒนานักเรียนที่มีความต้องการพิเศษนั้นต้องอาศัยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากที่โรงเรียนและที่บ้าน การที่นักเรียนได้รับการพัฒนาจากที่โรงเรียนอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษพัฒนาตนเองได้เต็มที่ 3.2.4 นักเรียนมีฐานะครอบครัวไม่ดีนัก ซึ่งอุปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในบางประเภทค่อนข้างมีราคาแพง ผู้ปกครองไม่สามารถจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพให้นักเรียนได้ และกิจกรรมบางอย่างที่นักเรียนต้องได้รับการพัฒนาไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวัง นักเรียนไม่ได้รับการฟื้นฟูที่ดี ไม่ได้เข้ารับการฝึกตามความต้องการจำเป็น เพราะความจำกัดในเรื่องของการเงินทางครอบครัว 4. กระบวนการพัฒนาการศึกษาเข้าสู่มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม กระบวนการพัฒนาการศึกษาสู่มาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วมของทั้ง 2 โรงเรียนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ มาจากโครงสร้างการปฏิบัติงานคุณภาพตามวงจรเดรมมิ่ง PDCA คือ มีการวางแผนการปฏิบัติงาน(Plan) ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้(Do) ตรวจสอบการปฏิบัติงาน(Check) และมีการปรับปรุงการปฏิบัติงาน(Action) และที่กระบวนการพัฒนาการศึกษาของทั้ง 2 โรงเรียน ที่ต่างกันคือ โรงเรียนมัธยมเรียนร่วมวิทยามีการจัดทำนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจที่ระบุถึงการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม เพื่อกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของทางโรงเรียน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. โรงเรียนเรียนร่วมขาดครูการศึกษาพิเศษ ทางกระทรวง สถาบันอุดมศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรร่วมมือในการผลิตครูการศึกษาพิเศษให้เพียงพอ ต่อความต้องการ 2. ควรมีการพัฒนาครูทุกคนให้มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม เพื่อให้สามารถดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้ได้รับการพัฒนาและจัดการเรียนร่วมให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น 3. สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ หรือความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาควรพิจารณาการจัดใช้ให้เหมาะสม หรือสอดคล้องต่อความต้องการของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษอย่างแท้จริง 4. ทางโรงเรียนควรมีการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการปฏิบัติตัวเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างจริงจัง 5. ควรนำโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพมาใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและเก็บข้อมูลไว้ได้อย่างเป็นระบบครบถ้วนไม่มีการสูญหาย และสามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาตรงกับประเด็นที่ต้องการวิเคราะห์ ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. การวิจัยครั้งนี้เป็นกรณีศึกษาเฉพาะโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมที่มีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ ในเขตภาคกลาง ข้อมูลที่ได้อาจไม่ครอบคลุมการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมที่มีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศในเขตภาคอื่นๆ ดังนั้นควรมีการศึกษาวิจัยการปฏิบัติงานของโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมที่มีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศในเขตภาคอื่นๆเพื่อเป็นตัวแทนในแต่ละภาค และมีการเปรียบเทียบภาพรวมในการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วมทั้งหมด 2. ควรวิจัยเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการจากการสนับสนุนจากภาครัฐในการส่งเสริมการปฏิบัติงานการจัดการเรียนร่วม ให้ตรงความต้องการจำเป็นของโรงเรียนเรียนร่วม 3. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการจำเป็นในการสนับสนุนการศึกษาของโรงเรียนที่มีต่อนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในแต่ละประเภท 4. ควรมีการวิจัยถึงความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในการจัดการเรียนร่วม และความรู้ ความเข้าใจของผู้ปกครองในความบกพร่องของนักเรียน การพัฒนานักเรียนตามศักยภาพ และการจัดการเรียนร่วมของทางโรงเรียน
ปี 2551
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved