Current Record: นางรัตติกาล ประยงค์เพ็ชร

นางรัตติกาล ประยงค์เพ็ชร

สรุปผลการวิจัย
ผู้รายงานได้ดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ มีสิ่งที่ค้นพบ สมควรนำมาอภิปรายดังนี้
1. ด้านความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้อยู่ในระดับมาก หลังเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนา ข้อที่ 1 ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้รายงานได้จัดมุมกิจกรรมที่มีความหลากหลาย เน้นความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีรูปแบบชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ทำให้นักเรียนไม่เบื่อหน่าย เข้าใจง่าย นักเรียนได้เรียนรู้ใช้ทักษะการอ่านมาแสวงหาความรู้ มีการเรียนรู้โดยได้ลงมือปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกับ แนวคิดของ จอห์น ดิวอี้ ( John Dewey ) นักการศึกษาคนสำคัญได้แนะนำแนวคิดใหม่ที่ว่า “ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีจากการกระทำ” ดังนั้นในการเรียนการสอนจึงควรเน้นที่ตัวผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการกระทำ หรือที่เรียกว่า “ learning by doing ”
2. นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามโครงการกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียน ประกอบด้วย นักเรียนเห็นคุณค่าของการนำทักษะการอ่านมาแสวงหาความรู้ มีทักษะการเป็นผู้นำผู้ตาม รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้ใช้ทักษะการอ่านมาแสวงหาความรู้ และมีความสุข สนุกสนานเพลินเพลิดกับกิจกรรมที่นำเสนอ นอกจากนี้นักเรียนยังเกิดคุณธรรมด้านความรับผิดชอบ ความมีน้ำใจ ขยัน อดทน สุภาพ ซึ่งเกิดขึ้นกับนักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำกิจกรรมจนเกิดเป็นนิสัยทำให้นักเรียนที่เป็นผู้นำกล้าคิด กล้าแสดงออก เป็นที่เคารพนับถือของนักเรียนในชั้นและชั้นอื่นๆเป็นอย่างดี

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8173
ชื่อผลงานวิจัย โครงการ “กิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้”
ชื่อผู้วิจัย นางรัตติกาล ประยงค์เพ็ชร
สถานที่ติดต่อ ที่อยู่ ๕๙/๖ หมู่ที่ ๓ ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ๑๐๕๔๐ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต๒ โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๕-๕๑๗๕ โทรสาร ๐-๒๓๘๕-๕๑๗๕ e-mail address kbkeaw@samutprakan2.com
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) เริ่มทำกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖และทำมาจนถึงปัจจุบัน
ประเภท ลักษณะของวิจัยตัวนี้เป็นโครงการที่ตนเองคิดค้นและนำเสนอทำเป็นโครงการของโรงเรียนโดยข้าพเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบทำต่อเนื่องมาจนปัจจุบันและบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการประจำปีตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เรื่อยมา
ประวัติความเป็นมา(history) กิจกรรมพัฒนาการอ่าน สู่การเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่บรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการประจำปีของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้จัดทำเห็นว่าการอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญ ทักษะหนึ่ง ที่ผู้เรียนจะใช้เป็นเครื่องมือในการเสาะแสวงหาความรู้ที่ต้องการได้

ปัจจุบันมีนักวิจัยหลายท่านที่ทำการศึกษาค้นคว้าว่าคนไทยหรือเด็กไทยใช้ชีวิตประจำวัน ทำกิจกรรมหลากหลาย แต่กิจกรรมด้านการอ่านคือการหาเวลาอ่านหนังสือนั้นคนไทยเราหาเวลาอ่านน้อยมาก เรียกว่าเป็นการบริโภคหนังสือที่น้อยไปจนน่าเป็นห่วง ทำให้ผู้จัดทำเล็งเห็นว่าหากผู้เรียนของเราโดยเฉพาะผู้เรียนในวัยประถมศึกษา ขาดการเอาใจใส่ในการอ่านหนังสือ จะทำให้เด็กๆ มีอาหารไปบำรุงสมองกันน้อยมาก ความรู้รอบตัวก็ไม่มี เป็นต้น

การจัดการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๕) หมวด ๔ จุดเน้นที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งคือการให้ความสำคัญ กับผู้เรียนหรือที่เรียกว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด ตามมาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

การรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลเป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาผู้เรียนเต็มตามศักยภาพ สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและความแตกต่างของบุคคล การพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นผู้เรียนที่ดี เก่ง และมีความสุข จะต้องคำนึงเสมอว่าคน แต่ละคนต่างก็มีปัญหา ความสนใจ และความสามารถแตกต่างกันไป ทุกคนเรียนรู้ได้โดยอาศัยลีลาที่หลากหลาย ไม่มีใครที่จะสามารถเรียนรู้ได้ทุกอย่าง

การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ชีวิต และกล่อมเกลาคน โดยคน และเพื่อคน คนจึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ดังนั้นผู้เรียนที่มีปัญหา ในการเรียนรู้ ผู้สอนควรให้การดูแล เอาใจใส่เป็นพิเศษเพื่อให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เพื่อป้องกันผู้เรียนที่มีปัญหาด้านการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มักจะถูกตีตราว่าเป็นเด็กปัญญาอ่อนหรือปัญญาทึบ ผู้เรียนที่มีปัญหาในการเรียนรู้เป็นจำนวนมากถูกจัดให้เรียนรู้กับเด็กปัญญาอ่อน แต่เมื่อศึกษาให้ถ่องแท้ถึงปัญหาดังกล่าวจะพบว่า เขามีปัญหาเฉพาะทาง เช่น ผู้เรียนที่มีปัญหาในการพูด การอ่าน เราจึงเรียกผู้เรียนประเภทนี้ว่าเป็นผู้เรียนที่มีปัญหาใน การเรียนรู้ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Learning Disabilities ใช้ชื่อย่อว่า LD เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทหนึ่งซึ่งเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เหล่านี้หมายถึงเด็กที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ด้านการมองเห็น ( Visual disabilities ) การได้ยิน ( Auditory perceptual disabilities ) การเรียงลำดับข้อมูลหรือเหตุการณ์ (Sequencing disabilities ) การจัดระบบข้อมูล ( Organization disabilities ) และความจำช่วงสั้น( Short – term Memory) ซึ่งอาจมีความบกพร่องในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งหรือหลายขั้นตอนในวิชาภาษาไทยและหรือคณิตศาสตร์ ซึ่งจะไม่รวมถึงเด็กที่มีปัญหาอันเกิดจากความบกพร่องทางสายตา ทางการได้ยิน ทางการเคลื่อนไหว ทางสติปัญญา ทางอารมณ์และความด้อยโอกาสทางการศึกษา กลุ่มเด็ก LD เป็นเด็กที่มีปัญหาเฉพาะทาง เช่น ปัญหาในการอ่าน การพูด หรือการเขียน

เมื่อก่อนเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้มักได้รับการตัดสินให้เป็นเด็กปัญญาอ่อน เพราะเด็กเหล่านี้มีปัญหาบางอย่างคล้ายคลึงกับปัญหาของเด็กปัญญาอ่อน เด็กเหล่านี้จึงถูกจัดให้เรียนในชั้นเดียวกับเด็กปัญญาอ่อน ต่อมาในช่วง ค.ศ. ๑๙๔๐ ได้มีการศึกษาเด็กเหล่านี้อย่างจริงจัง และพบว่าเด็กเหล่านี้มีลักษณะที่แตกต่างจากเด็กปัญญาอ่อน

ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๖๐ มีผู้ให้ความสนใจกลุ่มเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้และในปี ค.ศ. ๑๙๖๓ ดร. แซมูเอล เคิร์ค ได้ตั้งชื่อให้เด็กกลุ่มนี้ว่า Learning Disabilities หรือเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ หรือเป็นผู้ที่มีความยุ่งยาก ลำบากในการเรียน

จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ซึ่งใช้วิธีสอนที่คิดค้นขึ้นโดย เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด ตาม พ.ร.บ.การศึกแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๕) คือ เทคนิค “หลากหลายลีลาภาษาไทย” ประกอบด้วย ๕ ขั้นตอน (คิดค้นโดย นางรัตติกาล ประยงค์เพ็ชร ครูต้นแบบ ปี ๒๕๔๔ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ) คือ

๑. ปลุกใจให้เริงร่า ก่อนเริ่มให้นักเรียนได้เรียนรู้สาระใดก็ตามครูผู้สอนจะต้องใช้เกม เพลง นิทาน มากระตุ้นให้ผู้เรียนพร้อมที่จะเรียนรู้ มีรอยยิ้ม มีความสุขที่จะรับสารจากครูอย่างเต็มที่ เต็มใจ

๒. ดึงเนื้อหามาสัมพันธ์ เมื่อนักเรียนมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ ครูผู้สอนก็สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เน้นสาระการเรียนรู้ที่ใกล้ตัวผู้เรียน และผู้เรียนให้ความสนใจ

๓. บูรณาการหลากหลาย เนื้อหาที่นำมาให้ผู้เรียนนั้นควรเชื่อมโยงบูรณาการกับสาระการเรียนรู้อื่นๆให้หลากหลาย

๔. สรุปสิ่งที่ได้เป็นเกมต่างๆ เน้นการนำเกมที่ผู้เรียนสนใจมาประยุกต์กับเนื้อหาวิชาการสอดแทรกไปกับการเล่นแบบต่างๆอย่างสนุกสนาน เรียกได้ว่าการเล่นอย่างมีความรู้ ทำให้นักเรียนจดจำและได้ความรู้เนื้อหาที่ผู้สอนต้องการให้ได้เองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเกมจะเน้นเกมที่นักเรียนให้ความสนใจในชีวิตการเล่นของเด็ก เพราะผู้สอนต้องคอยสังเกตว่าในขณะนั้นผู้เรียนชอบเล่นอะไร (ปาดินน้ำมัน เป่าไม้ไอศกรีม ฯลฯ) และผู้สอนร่วมกับนักเรียนในการจัดทำเกมขึ้นร่วมกัน

๕. เด็กสร้างชิ้นงานตามศักยภาพ เน้นให้ผู้เรียนนำเสนอความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปด้วยวิธีการที่หลากหลาย ตามความถนัด โดยผู้สอนต้องจัดกิจกรรมนำเสนอให้หลากหลายให้ผู้เรียนได้เลือกทำหรือทำบ่อยๆจนพบว่าผู้เรียนถนัดการทำงานหรือนำเสนออย่างไรดีที่สุด เช่น โครงงาน การทำหนังสือเล่มเล็ก ฯลฯ ซึ่งในการประเมินผลงานนั้นเน้นวัดผลตามสภาพที่แท้จริงตามศักยภาพของผู้เรียน

จากกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้ง ๕ ขั้นดังกล่าว พบว่า ผู้เรียนในห้องเรียนชอบการเรียนรู้ที่เรียกว่า เล่นปนเรียน เด็กจะสนุกและได้ความรู้ไปด้วย ในห้องของดิฉันจะมีมุมกิจกรรมที่เป็นผลพลอยจากการใช้เทคนิคหลากหลายลีลาภาษาไทย จัดไว้หลายมุมอย่างหลากหลาย เช่น มุมนักเล่านิทาน มุมนิทรรศการ มุมของฝากจากผู้ปกครอง มุมธนาคารออมคำ มุมกีฬาพาเพลิน ฯลฯ ผู้เรียนจะเข้าไปร่วมกิจกรรมตามมุมต่างๆ เมื่อทำงานในหน้าที่ที่มอบหมายเสร็จก่อนจึงไปร่วมกิจกรรมตามมุม จากที่ตนเองสังเกตผู้เรียนในห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๓ ให้ความสนใจและสนุกสนานกับมุมที่จัดไว้ให้ ทุกคนในห้องมีกติการร่วมกันว่าการไปร่วมกิจกรรมตามมุมต่างๆ ผู้เรียนจะต้องมีการถามตอบนำเนื้อหาความรู้จากที่เรียนไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หรือได้ทบทวนความรู้ที่เรียนไปแล้ว เน้นทักษะการอ่านนำไปแสวงหาความรู้ เรียกได้ว่าใครอ่านมากก็จะได้เปรียบ นักเรียนที่อ่านได้มากจะมีทักษะการเป็นผู้นำ คอยตั้งคำถาม เป็นกรรมการ เป็นผู้นำในการเล่นตามมุมต่างๆ นอกจากนี้เป็นการปลูกฝังคุณธรรมในเรื่องของความขยัน อดทน สุภาพ มีวินัย ความรับผิดชอบ ความมีน้ำใจ ฯลฯ ซึ่งคุณธรรมบางอย่างดังกล่าวเป็นคุณธรรม 8 ประการที่เป็นนโยบายชาติที่ต้องการปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับนักเรียน ทำให้กิจกรรมนี้สามารถช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่างๆดังกล่าวทางอ้อมได้ด้วย

สิ่งที่ทำให้ดิฉันได้แรงบันดาลใจนำกิจกรรมตามมุมต่างๆในนำเสนอเป็นโครงการของโรงเรียน คือ จากการจัดกิจกรรมตามมุมนั้น ทำให้ผู้เรียนข้างห้อง หรือชั้นอื่นๆ มักแอบเข้ามาเล่นตามมุมในห้องที่ดิฉันรับผิดชอบ นักเรียนในห้องป.๓/๓จะคอยมาฟ้องว่ามีคนเข้ามาเล่นในห้องเรา ซึ่งดิฉันจะได้ยินเกือบทุกวัน จุดนี้เองดิฉันจึงเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสของนักเรียนชั้นอื่นๆ โดยนำเสนอโครงการนี้ต่อผู้บริหารตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๖ เป็นต้นมา

ผู้จัดทำจึงจัดทำโครงการกิจกรรมพัฒนาการอ่าน สู่การเรียนรู้ ขึ้น หวังเพื่อให้ผู้เรียนของโรงเรียนคลองบางแก้วได้เข้ามาร่วมกิจกรรมตามมุมที่จัดไว้อย่างหลากหลาย เน้นผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ช้าโดยเฉพาะทักษะด้านการอ่าน ได้มาพัฒนาการเรียนรู้จากเกมต่างๆที่จัดขึ้น แทรกความรู้ที่เป็นพื้นฐานง่ายไปหายาก คละกันไป ต้องการฝึกให้นักเรียนมีความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ซึ่งการจะเป็นผู้นำหรือผู้ตามที่ดีได้ นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมนี้จะเรียนรู้ผ่านกิจกรรมจนเกิดคุณธรรมที่ติดเป็นนิสัย เช่น ความรับผิดชอบ พูดจาสุภาพ มีวินัย ขยัน อดทนฯลฯ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ครูจะคิดค้นกิจกรรมที่นำความรู้ผ่านเกมแล้วเกิดคุณธรรมตามมาโดยอัตโนมัติ กิจกรรมนี้จัดในช่วงเวลาพักกลางวันของนักเรียน ดิฉันจึงได้ทำบันทึกข้อความนำเสนอโครงการกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ต่อผู้บริหาร ให้เห็นจุดประสงค์ในการกิจกรรมและผลที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งฝ่ายบริหารได้อนุมัติให้ดำเนินการได้

แนวคิด(concept) แนวคิด ทฤษฎี

กิจกรรมที่ผู้สอนจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมด้านใดก็ตาม ล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น เพราะผู้สอนต้องตระหนักเสมอว่า การสอนเป็นการบอกกล่าว สั่ง อธิบาย ชี้แจง หรือแสดงให้ดูการสอนเป็นการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติต่างๆ โดยที่ผู้สอนและผู้รับ หรือครูและศิษย์มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน ในกระบวนการเรียนรู้ โดยครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ เป็นผู้จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นตามความคิดเห็นและความสามารถของตน ผู้เรียนหรือศิษย์เป็นผู้รับการถ่ายทอดตามแต่ครูจะให้ การสอนโดยครูนี้เกิดขึ้นได้ทุกแห่ง ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ แล้วแต่สถานการณ์และความพอใจของครู

จากแนวคิดดังกล่าว ปัจจุบันนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้มีการปฏิรูปด้านการศึกษาให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักใช้กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และแสดงความสามารถของตนเองอย่างเต็มตามศักยภาพ จุดนี้เองทำให้ผู้สอนต้องปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนใหม่เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง และเน้นทักษะการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ หรือเรียกว่าการรู้จักใช้ทักษะชีวิตอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับแนวคิดของ จอห์น ดิวอี้ ( John Dewey ) นักการศึกษาคนสำคัญได้แนะนำแนวคิดใหม่ที่ว่า “ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีจากการกระทำ” ดังนั้นในการเรียนการสอนจึงควรเน้นที่ตัวผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการกระทำ หรือที่เรียกว่า “ learning by doing ”

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “กิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้”

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบเปอร์แรนต์ ( Operant Conditioning) ของสกินเนอร์ ( Skinner)

ก. ทฤษฎีการเรียนรู้

๑) การกระทำใดๆ ถ้าได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีกส่วนการกระทำที่ไม่มีการเสริมแรง แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลงและหายไปในที่สุด

๒) การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยนทำให้การตอบสนองคงทนกว่าเสริมแรงที่ตายตัว

๓) การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็วและลืมเร็ว

๔) การให้แรงเสริมหรือให้รางวัลเมื่ออินทรีย์กระทำพฤติกรรมที่ต้องการสามารถช่วยปรับหรือปลูกฝังนิสัยที่ต้องการได้

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์ (Bruner)

ก. ทฤษฎีการเรียนรู้

๑) การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก

๒) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของผู้เรียน และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้ การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ

๓) การคิดแบบหยั่งรู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้

๔) แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้

๕) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งได้เป็น ๓ ขั้น คือขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) คือขั้นของ

การเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่างๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ

- ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้

- ขั้นเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้

๖) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอดหรือสามารถจัดประเภทของสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมการเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุดคือการให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (discovery learning)

ทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์ (Maslow )

ก. ทฤษฎีการเรียนรู้

๑)มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติเป็นลำดับขั้นคือขั้นความต้องการทางร่างกาย (physical need) ขั้นความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (safety need) ขั้นต้องการความรัก ( love need) ขั้นความต้องการยอมรับและการยกย่องจากสังคม ( esteem need) และขั้นความต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ (self – actualization) หากความต้องการขั้นพื้นฐานได้รับการตอบสนองอย่างพอเพียงสำหรับตนในแต่ละขั้น มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น

๒)มนุษย์มีความต้องการที่จะรู้จักตนเองและพัฒนาตนเอง ประสบการณ์ที่เรียกว่า “peak experience” เป็นประสบการณ์ที่เป็นจุดสูงสุดหรือเป็นภาวะที่ดื่มด่ำของสภาพการรู้จักตนเองตรงตามสภาพความเป็นจริง มีลักษณะน่าตื่นเต้น เป็นความรู้สึกปีติ เป็นช่วงเวลาที่บุคคลเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างถ่องแท้ เป็นสภาพที่สมบูรณ์ มีลักษณะผสมผสานกลมกลืน เป็นช่วงเวลาแห่งการรู้จักต้นเองอย่างแท้จริง บุคคลที่มีประการณ์เช่นนี้บ่อยๆ จะสามารถพัฒนาตนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์


จากตัวอย่างทฤษฎีที่กล่าวนั้น จะเห็นได้ว่า การจัดแหล่งเรียนรู้หรือกิจกรรม การเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง สร้างองค์ความรู้ได้ตรงตาม สภาพจริง ได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าทำ ในสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้เกิดทักษะผู้นำผู้ตามที่ดีได้ ดังนั้น เด็กทุกคนยังมีความต้องการเรียนรู้ ทั้งทางวิชาการและกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่สนับสนุนความสามารถของพวกเขาได้ดี เพราะสมองคนเรามีการเรียนรู้ได้ ๒ ด้าน ดังนี้

สมองกับการเรียนรู้ (สุวิทย์ มูลคำ, ๒๕๔๗)

สมองเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญที่สุดในร่างกายของคนเราเพราะการที่มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้นั้น จะต้องอาศัยสมองและระบบประสาทเป็นพื้นฐานของการรับรู้ รับความรู้สึกจากประสาทสัมผัส ได้แก่ ตาทำให้เห็น หูทำให้ได้ยิน จมูกทำให้ได้กลิ่น ลิ้น ทำให้ได้รับรส และผิวกายทำให้เกิดการสัมผัส ซึ่งสมองของคนเรานั้น มีน้ำหนักประมาณ ๓ ปอนด์ หรือ ๑.๕ กิโลกรัม ประกอบด้วยเซลล์ประสาทกว่า 50 พันล้านเซลล์สมองของคนเรามีหน้าที่สำคัญ ได้แก่ ควบคุมการรับรู้ การคิด การเรียนรู้และการจำ, ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และควบคุมความรู้สึกและพฤติกรรม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสมองไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะรับรู้แต่เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอวัยวะทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งจะรวมถึงการคิดการเรียนรู้ การจำและ พฤติกรรมของมนุษย์

โรเจอร์ สเปอร์รีย์ และโรเบิร์ต ออร์นสไตล์ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ค้นพบว่าสมองคนเราแบ่งออกเป็น ๒ ซีก คือ ซีกซ้ายกับซีกขวา แต่ละซีกมีหน้าที่ต่างกัน

- สมองซีกซ้ายสั่งการทำงานเกี่ยวกับ คำ ภาษา ตรรก ตัวเลข/จำนวน ลำดับ ระบบ การวิเคราะห์และการแสดงออก เป็นต้น

- สมองซีกขวา สั่งการทำงานเกี่ยวกับ ความจำและความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ ดนตรี การเต้นรำ กีฬา เป็นต้น

ดังนั้น ครูต้องตระหนักตลอดเวลาว่า สมองเด็กกำลังเจริญเติบโต และต้องคำนึงถึง ว่าเด็กต้องใช้เวลาอยู่กับครูนานเท่าไร ซึ่งแสดงว่าสมองส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่มีผลจากครู นอกจากนั้นสมองเด็กยังต้องการหาสิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ มาเรียนเสมอ ต้องการตัวกระตุ้นแต่ไม่ใช่วิชาการมากเกินไป จนทำให้เด็กทุกข์ เครียด ต้องให้พอดี ในการให้ความรู้ การทำกิจกรรม การพักผ่อน การดูแลสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสมองเด็กและการเรียนรู้ของเด็กด้วย

จะเห็นได้ว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่แปลกใหม่ เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนควรหามาเสริม การเรียนรู้แก่ผู้เรียน ทำให้สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในโรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่เด็กสามารถเรียนรู้ พักผ่อน มีการคลายเครียด ช่วงพักกลางวัน หรือพักน้อยบ้าง ทำให้กิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ที่ ดิฉันคิดค้นจึงจัดทำขึ้นในช่วงพักกลางวัน ทำให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถ คลายเครียด ได้เรียนรู้ตามศักยภาพอย่างเต็มที่

วัตถุประสงค์(objective) - เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม
- เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามโครงการกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้หลังเข้าร่วมกิจกรรม
สมมุติฐาน(assumption) - นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้อยู่ในระดับมาก หลังเข้าร่วมกิจกรรม
- นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามโครงการกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ๑. ประชากร ประกอบด้วย
- นักเรียนโรงเรียนคลองบางแก้ว ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๔๙ จำนวน ๘๐๕ คน
- ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนคลองบางแก้วชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นประมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๔๙ จำนวน ๘๐๕ คน
- ครูโรงเรียนคลองบางแก้ว ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๔๙ จำนวน ๑๘ คน
๒.กลุ่มตัวอย่าง
- นักเรียนโรงเรียนคลองบางแก้ว ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ – ๖ โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวนชั้นละ ๒๕ คน รวมทั้งหมด ๑๐๐ คน
- ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนคลองบางแก้ว ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓-๖ โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวนชั้นละ ๒๕ คน รวมทั้งหมด ๑๐๐ คน
- ครูโรงเรียนคลองบางแก้ว ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓-๖ โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวนชั้นละ ๒ คน จำนวน ๘ คน
ตัวแปร(variable) - ตัวแปรต้น การใช้กิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม
- ตัวแปรตาม ความคิดเห็นของนักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ รวมทั้งครูและผู้ปกครองที่ให้การสนับสนุนกิจกรรม
เครื่องมือ(tool) การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการพัฒนากิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้
- แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ เป็นประเมินความพึงพอใจ โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า ๔ ระดับ ดังนี้
ระดับ ๔ เท่ากับ มากที่สุด
ระดับ ๓ เท่ากับ มาก
ระดับ ๒เท่ากับ ปานกลาง
ระดับ ๑ เท่ากับ น้อย
ซึ่งผู้รายงานได้ดำเนินการดังนี้
๑) ผู้รายงานได้พัฒนาแบบสอบถามความพึงพอใจมาจาก วิเชียร รุ่งทวีชัย (2544 : 316) ซึ่งได้รับการตรวจสอบความเชื่อมั่น มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.84 ซึ่งผู้รายงานได้ดำเนินการศึกษาตำรา เอกสารเกี่ยวกับแบบสอบถามความพึงพอใจต่างๆ
๒) ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ๓คน ได้แก่ นายเอกชัย ฟักอ่อน ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนคลองบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ นางราตรี รุ่งทวีชัย ครูเชี่ยวชาญโรงเรียนบ้านแหลมกะเจา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม และนางวราพร พิชญานนท์ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษโรงเรียนคลองบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
๓) นำแบบสอบถามความพึงพอใจไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓-๖ หลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรมแล้ว
- แบบประเมินคุณลักษณะของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า ๔ ระดับ ดังนี้
ระดับ ๔ เท่ากับ มากที่สุด
ระดับ ๓ เท่ากับ มาก
ระดับ ๒เท่ากับ ปานกลาง
ระดับ ๑ เท่ากับ น้อย
ซึ่งผู้รายงานได้ดำเนินการดังนี้
๑) ผู้รายงานได้พัฒนาแบบประเมินคุณลักษณะนักเรียนมาจาก วิเชียร รุ่งทวีชัย (2544 : 316) ซึ่งได้รับการตรวจสอบความเชื่อมั่น มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.84 ซึ่งผู้รายงานได้ดำเนินการศึกษาตำรา เอกสารเกี่ยวกับแบบประเมินต่างๆ
๒) ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ๓คน ได้แก่ นายเอกชัย ฟักอ่อน ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนคลองบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ นางราตรี รุ่งทวีชัย ครูเชี่ยวชาญโรงเรียนบ้านแหลมกะเจา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม และนางวราพร พิชญานนท์ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษโรงเรียนคลองบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
๓) นำแบบประเมินคุณลักษณะไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓-๖ หลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรมแล้ว
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การเก็บรวบรวมข้อมูล
นำแบบสอบถามไปทดลองกับนักเรียน ป.๓-๖ ปีการศึกษา ๒๕๔๘ โรงเรียนคลองบางแก้ว สพท.สป.๒ จำนวน ๓๐ คน ครูและผู้ปกครอง จำนวน ๓๐ คน ก่อนและหลังเรียนรู้กิจกรรม/เนื้อหาว่าสามารถตอบคำถามหรือเข้าใจเนื้อหามากน้อยเพียงใด ปรากฏว่า ใช้ค่าทดสอบร้อยละก่อนเรียนรู้กิจกรรมตอบแบบสอบถามผ่านได้คิดเป็นร้อยละ ๕๕ แต่หลังจากเรียนรู้ เข้าใจกิจกรรมต่างๆ สามารถตอบแบบสอบถามอีกครั้งผ่านได้ คิดเป็นร้อยละ ๘๐ จัดพิมพ์แบบสอบถามที่ผ่านการทดลองไปใช้สอบถามนักเรียน ครูและผู้ปกครองกลุ่มเป้าหมายต่อไป
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามนั้น ผู้ประเมินดำเนินการดังนี้
๑. ผู้ประเมินแจกแบบสอบถามให้นักเรียนกรอก อธิบายให้นักเรียนกรอกตามความเป็นจริงทุกข้อ และเก็บรวบรวมแบบสอบถามส่งครูประจำชั้น แล้วครูประจำชั้นรวบรวมแบบสอบถามส่งผู้ประเมินเพื่อวิเคราะห์ต่อไป
๒. ผู้ประเมินแจกแบบสอบถามให้ครูผู้สอนกรอกแล้วส่งฝ่ายวิชาการ แล้วฝ่ายวิชาการนำมาส่งให้ผู้รับผิดชอบโครงการ
๓. ผู้ประเมินแจกแบบสอบถามไปยังผู้ปกครองโดยฝากนักเรียนไปและแจกผู้ปกครองที่อยู่ใกล้โรงเรียน แล้วส่งคืนที่นักเรียนหรือฝ่ายวิชาการของโรงเรียน แล้วนำมาส่งให้ผู้รับผิดชอบโครงการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
ส่วนแบบประเมินสำหรับนักเรียน ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบประเมินนั้น ผู้ประเมินดำเนินการ โดยผู้ประเมินแจกแบบประเมินให้นักเรียนกรอก อธิบายให้นักเรียนกรอกตามความเป็นจริงทุกข้อ และเก็บรวบรวมแบบสอบถามส่งครูประจำชั้น แล้วครูประจำชั้นรวบรวมแบบประเมินส่งผู้ประเมินเพื่อวิเคราะห์ต่อไป
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้รายงานได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
- ข้อมูลการประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,2538 : 200)
- ข้อมูลการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,2538 : 200)
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล แบบสอบถามและแบบประเมิน ค่าเฉลี่ยใช้สูตรหาค่าเฉลี่ย ( Mean )
2) หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. )
3) หาค่าทางสถิติโดยใช้สูตรค่าร้อยละ
ข้อสรุป(summary) สรุปผลการวิจัย
ผู้รายงานได้ดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ มีสิ่งที่ค้นพบ สมควรนำมาอภิปรายดังนี้
1. ด้านความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้อยู่ในระดับมาก หลังเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนา ข้อที่ 1 ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้รายงานได้จัดมุมกิจกรรมที่มีความหลากหลาย เน้นความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีรูปแบบชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ทำให้นักเรียนไม่เบื่อหน่าย เข้าใจง่าย นักเรียนได้เรียนรู้ใช้ทักษะการอ่านมาแสวงหาความรู้ มีการเรียนรู้โดยได้ลงมือปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกับ แนวคิดของ จอห์น ดิวอี้ ( John Dewey ) นักการศึกษาคนสำคัญได้แนะนำแนวคิดใหม่ที่ว่า “ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีจากการกระทำ” ดังนั้นในการเรียนการสอนจึงควรเน้นที่ตัวผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการกระทำ หรือที่เรียกว่า “ learning by doing ”
2. นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามโครงการกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียน ประกอบด้วย นักเรียนเห็นคุณค่าของการนำทักษะการอ่านมาแสวงหาความรู้ มีทักษะการเป็นผู้นำผู้ตาม รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้ใช้ทักษะการอ่านมาแสวงหาความรู้ และมีความสุข สนุกสนานเพลินเพลิดกับกิจกรรมที่นำเสนอ นอกจากนี้นักเรียนยังเกิดคุณธรรมด้านความรับผิดชอบ ความมีน้ำใจ ขยัน อดทน สุภาพ ซึ่งเกิดขึ้นกับนักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำกิจกรรมจนเกิดเป็นนิสัยทำให้นักเรียนที่เป็นผู้นำกล้าคิด กล้าแสดงออก เป็นที่เคารพนับถือของนักเรียนในชั้นและชั้นอื่นๆเป็นอย่างดี
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะและประโยชน์ของงานวิจัย
1. กิจกรรมพัฒนาการอ่าน สู่การเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้
2. ควรเพิ่มวันในการทำกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนทุกชั้นได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างทั่วถึง
3. ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูทุกคนได้จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรมครบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างหลากหลายและมีทางเลือกตามความถนัดและความสนใจต่อไป
จุดเด่นของผลการวิจัย
- รูปแบบการนำเสนอของกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ จัดเป็นมุมกิจกรรมที่เน้นการนำเนื้อหาสาระการเรียนรู้อื่นๆมาบูรณาการกับสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยกิจกรรมตามมุมต่างๆ จะเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจ ได้เล่นอย่างมีความรู้
- วิธีการนำเสนอในมุมกิจกรรมต่างๆทั้ง ๕ มุม สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพื่อดึงดูดความสนใจให้นักเรียนมาเข้าร่วมกิจกรรมและได้แสดงความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ทั้งนักเรียนที่เป็นผู้นำและผู้ตาม
- การประสานความร่วมมือ โดยกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้ เป็นการร่วมมือระหว่าง ผู้บริหาร ครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน ของโรงเรียนคลองบางแก้ว โดยเฉพาะผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครองได้ให้การสนับสนุน ส่งเสริมกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่
- เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียน โดยกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้นี้ นอกจากส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้เรียนรู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ พัฒนาให้นักเรียนรู้จักนำทักษะการอ่านมาแสวงหาความรู้ และฝึกทักษะการเป็นผู้นำผู้ตามที่ดีแล้ว ยังเป็นการเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม เช่น ความรับผิดชอบ ความมีน้ำใจ ความเสียสละ การรู้จักช่วยเหลือซี่งกันและกัน ฯลฯ ซึ่งลักษณะนิสัยดังกล่าวได้เกิดขึ้นกับนักเรียนที่เป็นทั้งผู้นำและ ผู้ตามโดยไม่รู้ตัว เพราะนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมไม่ได้ถูกบังคับ แต่มีความสมัครใจมาร่วมกิจกรรมด้วยตนเอง ทำให้เราเห็นลักษณะนิสัยดังกล่าวอย่างน่าภูมิใจ
- เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความสามารถได้แสดงความสามารถตามศักยภาพที่ตนเองมีอยู่อย่างเต็มที่ เพราะกิจกรรมนี้มีมุมที่นักเรียนสามารถเลือกเล่นหรือเข้ามาเรียนรู้หลากหลาย โดยเฉพาะมุมกีฬาพาเพลิน นักเรียนที่มีความสามารถด้านกีฬาหรือการละเล่นต่างๆจะมาท้าทายแข่งขันกัน อย่างสนุกสนาน นักเรียนจะได้ออกกำลังกาย เกิดความเพลิดเพลิน และได้ตอบคำถามหรือใช้ความรู้ที่เรียนมาแล้วในการเข้าร่วมกิจกรรมนี้จนได้รับรางวัลกลับไปอย่างสุขใจ
- ได้นักเรียนที่มีแววเป็นนักเล่านิทาน นักพูด เป็นพิธีกร หรือมีความเป็นผู้นำที่โดดเด่นด้านการพูด การนำเสนอ ซึ่งจุดนี้ทำให้ครูสามารถนำเด็กเหล่านี้ไปฝึกต่อยอดเพื่อให้นักเรียนเหล่านี้ เข้าร่วมการแข่งกิจกรรมด้านการพูด การเล่านิทานที่ดีต่อไปได้
หมายเหตุ รายงานโครงการกิจกรรมพัฒนาการอ่านสู่การเรียนรู้
ปี 2550
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved