Current Record: ศักดิ์ศรี สืบสิงห์

ศักดิ์ศรี สืบสิงห์

1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร มีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบ ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับสูงทั้งโดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านอาหารและสุขภาพ ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านพลังงาน ด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวก
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร ที่มีเพศแตกต่างกัน มีความตระหนัก เกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน 2 ด้านคือ ด้านอาหารและสุขภาพและด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร โดยนักเรียนหญิงมีความตระหนักสูงกว่านักเรียนชาย
3. นักเรียนที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยต่างกัน มีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน 5 ด้าน คือ ด้านอาหารและสุขภาพ ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร และด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวก

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 6797
ชื่อผลงานวิจัย ความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร
หัวข้อ(Eng) The Impact Awareness of Science and Technology Towards the Environment of Prathomsuksa 6 Student in Sathorn District Bangkok Metropolitant
คำสำคัญ(keyword) ความตระหนัก ความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่6 ปี2546
ชื่อผู้วิจัย ศักดิ์ศรี สืบสิงห์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Saksri Suebsing
การศึกษา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ทั่วไป) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สถานศึกษา โรงเรียนพระแม่มารีสาทร แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร จังหวัดกรุงเทพมหานคร
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2546
ประเภท วิทยานิพนธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 โทร. 0 2668 7123
ประวัติความเป็นมา(history) การนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้อาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ได้ ถ้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญมากขึ้น แต่คนในประเทศยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเหมาะสมถึงผลกระทบที่อาจเกิดจากการนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มนุษย์เริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์ เช่น ยาเสพติดที่เป็นผลของวิทยาศาสตร์การยา สารฆ่าแมลงที่เป็นผลของวิทยาศาสตร์การเกษตร สารพิษในอากาศซึ่งเป็นผลของวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังเป็นที่ยอมรับกันว่าสังคมและพลเมืองของสังคมจำเป็นต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอ สามารถจำแนกแยกแยะ ระหว่างผลที่พึงปรารถนาและผลที่ไม่พึงปรารถนาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ สุนีย์ คล้ายนิล (2530 : 54) ดังนั้น การนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องก่อน

จากเหตุผลดังกล่าวจึงจำเป็นที่มนุษย์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ถ่องแท้ซึ่ง สุนันท์ สังข์อ่อน (2529 : 18) ได้กล่าวถึงสิ่งสำคัญของการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้ว่าควรจะมีการโน้มน้าวความสนใจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่เยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตจำเป็นต้องฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น การจัดการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ของไทย จึงควรให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ และตระหนักถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตประจำวันตลอดจนสังคมให้ดีขึ้นดังที่ ปรีชา วงศ์ชูศิริ (2528 : 4) ได้ให้สัมภาษณ์โดยสรุปได้ว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้นควรให้ผู้เรียนเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไรและมีส่วนทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือก่อให้เกิดปัญหาแก่มนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างไร

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2544 : 1) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคนทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในการทำงาน ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมากในทางกลับเทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญมากที่จะให้มีการศึกษาค้นคว้าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งวิทยาศาสตร์ทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งความรู้ (Knowledge based society) ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy for all) เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น และนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ มีคุณธรรม ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่นำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ การดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถแข่งขันกับนานาประเทศและดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมโลกได้อย่างมีความสุขจะเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสังคม มนุษย์มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพราะมนุษย์เป็นผู้สร้างเทคโนโลยีดัดแปลงจากสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต มนุษย์รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้เริ่มจากเครื่องมือเครื่องใช้จากท้องถิ่น เช่น การใช้ไม้กระทุ้งดินให้เป็นหลุม หยอดเมล็ดข้าวแทนการใช้มือขุดดิน ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ตากแห้ง ใช้ไม้เป็นเครื่องมือสำหรับตำข้าว ใช้เครื่องปั้นดินเผาเป็นภาชนะเป็นต้น แต่ขณะเดียวกัน การนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์และสภาพแวดล้อมด้วย ดังนั้นการที่มนุษย์นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ไม่เหมาะสมก็จะก่อให้เกิดปัญหา ทั้งด้านชีวิต ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมทั้งปัจจุบันและอนาคต

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2544 : 1) กล่าวว่า การจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับประชาชน เป็นนโยบายสำคัญของการพัฒนาประเทศในการกำหนดวิสัยทัศน์ของการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคต จะเน้นการพัฒนาทางด้านการใช้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ มีความคิดสร้างสรรค์สามารถคิดอย่างเป็นระบบสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สามารถพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมวิทยาศาสตร์ในอนาคต ซึ่งนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทรถือได้ว่าเป็นประชากรอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับการที่มนุษย์นำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ไม่เหมาะสม พร้อมทั้งก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทรจึงต้องมีความตระหนักเพื่อความจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยใช้มาตรการต่าง ๆ

ดังนั้น ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นข้อมูลในการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับนักเรียนเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ตลอดจนส่งเสริมให้มีการพัฒนาทางด้านการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพต่อไป


แนวคิด(concept) การวิจัยเรื่องความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้กรอบแนวคิดของสุวัฒก์ นิยมค้า (2531 : 357-359) ซึ่งได้สรุปผลกระทบถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปในทางสร้างสรรค์ (ด้านบวก) เพื่อให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (ด้านลบ)

การศึกษาความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อมผู้วิจัยสามารถวัดได้โดยใช้แบบสอบถามที่สร้างเองวึ่งกำหนดขอบข่ายของเนื้อหามาสร้างแบบวัดความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ดังนี้คือ

1. ด้านอาหารและสุขภาพ

2. ด้านการเกษตร

3. ด้านอุตสาหกรรม

4. ด้านพลังงาน

5. ด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร

6. ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวก

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร
2. เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร ที่มีเพศและระดับคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกัน
สมมุติฐาน(assumption) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร ที่มีเพศและระดับคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกัน มีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมไม่แตกต่างกัน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงสำรวจจ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2545 จำนวน 2,734 คน จาก 21 โรง กลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยสูตรของ Yamane ได้กลุ่มตัวอย่าง 349 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ (stratified random sampling) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
1. แบ่งนักเรียนแต่ละโรงเรียนออกตามเพศชายและหญิง
2. สุ่มตัวอย่างนักเรียนชายและหญิงจากทุกโรงเรียนตามสัดส่วน โดยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ได้ตัว อย่างนักเรียนจำนวน 349 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น ได้แก่ เพศ และระดับคะแนนเฉลี่ย
ตัวแปรตาม คือ ความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม
คำนิยาม(defination) ความตระหนักของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หมายถึง ความรู้สึกหรือจิตสำนึกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เคยมีประสบการณ์ เคยรับรู้หรือเกิดการเรียนรู้เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นจึงเกิดความตระหนักขึ้น
ความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อิ่งแวดล้อม หมายถึง ความรู้สึกภายในที่เกิดขึ้นในจิตใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เกี่ยวกับความเจริยก้าวหน้าเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ดังนี้
1. ด้านอาหารและสุขภาพ หมายถึง ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิต อาหาร การผลิตเครื่องดื่ม การเก็บรักษาอาหาร การป้องกันโรค การรักษาโรค การผลิตยารักษาโรค ฯลฯ
2. ด้านการเกษตร หมายถึง ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมี การส่ง เสริมการขยายพันธุ์สัตว์ การผลิตอาหารสัตว์ การปราบศัตรูพืชด้วยน้ำยาเคมี ฯลฯ
3. ด้านอุตสาหกรรม หมายถึง ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการนำความรู้ วิทยาศาสตร์ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ฯลฯ
4. ด้านพลังงาน หมายถึง ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการสร้างพลังงานไฟฟ้า จากน้ำตก ลม ถ่านหิน และจากพลังงานนิวเคลียร์ การนำพลังงานไฟฟ้า พลังงานลม พลังงานแสงแดดไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ฯลฯ
5. ด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร หมายถึง ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับ การคมนาคมขนส่ง การสื่อสารวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ การสื่อสารผ่านดาวเทียม รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ฯลฯ
6. ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวก หมายถึง ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารหลาย ๆ ชั้น การผลิตวัสดุอุปกรณ์ การก่อสร้าง ตู้เย็น พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า ฯลฯ
วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ทางธรรมชาติ โดยอาศัยหลักการและระเบียบวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายความรู้นั้น ๆ อย่างมีระเบียบแบบแผนที่แน่นอน
เทคโนโลยี คือ การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แนวคิด กระบวนการ เทคนิค อุปกรณ์ และเครื่องมือ ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เราต้องการ
สิ่งแวดล้อม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งที่มองเห็นได้และไม่สามารถมองเห็นได้
ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง ผลที่เกิดจากการนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้อย่างไม่เหมาะสม จนทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมนั้น แบ่งออกเป็น 6 ด้าน คือ ด้านอาหารและสุขภาพ ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านพลังงาน ด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวก
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 2 ความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม 6 ด้าน คือ ด้านอาหารและสุขภาพ ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านพลังงาน ด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านละ 10 ข้อ รวม 60 ข้อ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยนำหนังสือจากงานบัณฑิตศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถึงหัวหน้าสถานศึกษาเพื่อขออนุญาตและขอความอนุเคราะห์ไปยังโรงเรียนในเขตสาทร กรุงเทพมหานครตามที่ได้คัดเลือกไว้เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยส่งและรับคืนแบบวัดด้วยตนอง ได้แบบวัดคืนทุกฉบับในเดือนมีนาคม 2546 รวมเป็น จำนวน 349 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด
การวิเคราะห์(analysis) 1. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยการหาค่าความถี่และค่าร้อยละ
2. วิเคราะห์ความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม โดยหา ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยภาพรวมและจำแนกเป็นรายด้านแล้วแปลความหมายระดับความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโนลยีต่อสิ่งแวดล้อม
3. เปรียบเทียบความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานครที่แตกต่างกันตามตัวแปรต่าง ๆ
1) กรณีที่ตัวแปรอิสระแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ตัวแปรเพศ ใช้วิธีการทดสอบค่าที (t-test) ที่ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
2) กรณีที่ตัวแปรอิสระแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ตัวแปรระดับคะแนนเฉลี่ยใช้วิธีการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA : F-test) และจากการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวพบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม จึงทำการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีของ Scheffe’ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
ข้อสรุป(summary) 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร มีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบ ของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับสูงทั้งโดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านอาหารและสุขภาพ ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านพลังงาน ด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวก
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร ที่มีเพศแตกต่างกัน มีความตระหนัก เกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน 2 ด้านคือ ด้านอาหารและสุขภาพและด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร โดยนักเรียนหญิงมีความตระหนักสูงกว่านักเรียนชาย
3. นักเรียนที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยต่างกัน มีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน 5 ด้าน คือ ด้านอาหารและสุขภาพ ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร และด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวก
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
1. สถานศึกษาควรจัดให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนทุกระดับชั้นโดย เฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนในระดับประถมศึกษา
2. การวิจัยครั้งนี้พบว่า นักเรียนชายมีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่านักเรียนหญิง ดังนั้นโรงเรียนควรจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนชายเกิดความตระหนักมากขึ้น
3. ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า นักเรียนที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยต่ำ จะมีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่านักเรียนที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยสูง โรงเรียนจึงควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เสริมให้นักเรียนที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยต่ำ
4. หน่วยงานภาครัฐบาลและเอกชน ควรจัดทำเอกชน ควรจัดทำหนังสือ วารสาร หรือเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนลีต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้น
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ศึกษาความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อมของนัก เรียนในระดับอื่น เช่น ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา
2. ศึกษาความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม ของกลุ่ม ตัวอย่างอื่น เช่น ของบุคคลอาชีพอื่น ๆ
3. ผลการวิจัยครั้งนี้ใช้อ้างอิงเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตสาทร กรุงเทพมหานคร เท่านั้น ควรทำการวิจัยกับนักเรียนในเขตอื่นของกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดอื่น แล้วนำผลที่ศึกษาได้มาเปรียบเทียบกัน
4. ควรทำการศึกษาว่ามีปัจจัยอื่นใดบ้างที่มีผลก่อให้เกิดความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม
5. ควรมีการทำวิจัยซ้ำในแนวนี้อีก และควรนำแบบวัดในลักษณะอื่น ๆ เช่น แบบสัมภาษณ์ (interview) มาทำการเก็บข้อมูลประกอบด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพที่เจาะลึกและชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ปี 2546
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved