Current Record: นฤมล ราชนิล

นฤมล ราชนิล

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องเครื่องใช้สำนักงาน มีประสิทธิภาพ 88.00: 85.16 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าการเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 6745
ชื่อผลงานวิจัย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องเครื่องใช้สำนักงาน
หัวข้อ(Eng) Computer Assisted Instruction on Office Machinery
คำสำคัญ(keyword) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เครื่องใช้สำนักงาน นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิชาการใช้เครื่องใช้สำนักงาน ปี2545
ชื่อผู้วิจัย นฤมล ราชนิล
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Narumon Ratchanil
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 4
การศึกษา ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาทางการอาชีวะและเทคนิคศึกษา
สถานศึกษา วิทยาลัยการอาชีพพิมาย อ.พิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2545
ประเภท วิทยานิพนธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 โทร. 0 2668 7123
ประวัติความเป็นมา(history) ในโลกปัจจุบันซึ่งเป็นยุคเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ได้มีการปรับปรุงระบบข้อมูล ข่าวสาร ให้ทันสมัย ก้าวหน้าเป็นอันมาก สำนักงานต่างๆ ได้เล็งเห็นความสำคัญของเครื่องมือเครื่องใช้สำนักงานที่ทันสมัย เช่น การปรับเปลี่ยนโดยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในสำนักงานแทนเครื่องพิมพ์ดีดการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้เกํบข้อมูล เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงภาพลักษณะของสำนักงานของตนให้เป็นสำนักงานที่ทันสมัยตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าจะเป็นสำนักงานขนาดเล็ก หรือใหญ่ก็ตาม ล้วนมีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจทั้งสิ้น (ปริศนา ภู่รอด. 2540 : 4) และนอกจากนั้นสำนักงานยังมีปริมาณมากขึ้นทุกวัน ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่จะอำนวยความสะดวก และช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับงานสำนักงาน เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจก็คือ วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้สำนักงานต่างๆ นั่นเอง (สุพัฒน์เสฎฐ์ พสุธาธรรม. 2540 : 61) และในส่วนของการปฏิบัติงานในสำนักงาน ห้างร้านหรือสถานที่ราชการนั้น งานจะดำเนินไปด้วยความรวดเร็วเรียบร้อย และสมบูรณ์ที่สุด ก็ต่อเมื่อมีเครื่องใช้สำนักงานครบถ้วน และเครื่องมือเครื่องใช้ในสำนักงานนี้เอง ที่เป็นเครื่องทุ่นแรงงานได้เป็นอย่างมากเครื่องใช้เหล่านี้มีอยู่มากมาย จะมากน้อยแล้วแต่ความต้องการ และขนาดของแต่ละสำนักงาน และองค์การนั้นๆ การใช้เครื่องกลไกในสำนักงานจะช่วยให้เกิดการประหยัดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพของงาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ต่างก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเครื่องใช้สำนักงานเหล่านี้ แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป หรือใช้กับงานเฉพาะอย่าง

วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องใช้สำนักงานชนิดต่างๆ ได้มีการพัฒนากับมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปัจจุบันได้มีเครื่องใช้สำนักงานชนิดต่างๆ มากมายหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรสาร เครื่องโทรศัพท์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องอัดสำเนาระบบดิจิตอล เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเครื่องใช้สำนักงานชนิดต่างๆ ได้มีหลายรูปแบบ มีระบบการทำงานหลายระบบด้วยกัน ซึ่งผู้ใช้งานต้องเรียนรู้การใช้งานตามขั้นตอนต่อไป

จากหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2538 กรมอาชีวศึกษา ได้กำหนดจุดประสงค์ในรายวิชา การใช้เครื่องใช้สำนักงาน (22012007) ไว้ว่า เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ และใช้เทคนิคจนมีทักษะสามารถปฏิบัติงานเครื่องใช้สำนักงานได้ (กรมอาชีวศึกษา. 2538) วิชา การใช้เครื่องใช้สำนักงานนี้เป็นลักษณะวิชาทฤษฎีกึ่งปฏิบัติ ของนักเรียนแผนกวิชา พณิชยการ ระดับชั้น ปวช. 2 จะเห็นได้ว่าในการจัดการเรียนการสอนของวิชา การใช้เครื่องใช้สำนักงาน มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียน มีความรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของเครื่องใช้สำนักงานชนิดต่างๆ และสามารถนำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติจนเกิดเป็นทักษะได้โดยทักษะจะเกิดขึ้นได้นั้นก็ต่อเมือ ผู้เรียนได้ศึกษา และเรียนรู้อยู่เป็นประจำได้ลงมือปฏิบัติซ้ำกันหลายๆ ครั้ง ได้ดูหรือได้ปฏิบัติบ่อยๆ ซึ่งก่อนที่ผู้เรียนจะสามารถลงมือปฏิบัติได้ก็ต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับระบบการทำงานของเครื่องใช้สำนักงานชนิดนั้นๆ แต่เนื่องจากว่าเครื่องใช้สำนักงานบางชนิดมีระบบการทำงานที่สลับซับซ้อนมาก ยากแก่การเรียนรู้ และจดจำ ดังนั้น จึงส่งผลทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน ไม่มีความสนใจในเนื้อหาที่เรียน ทำให้การเรียนการสอนไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้ และนอกจากเกิดความเบื่อหน่ายแล้ว ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคลก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้การเรียนการสอนไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เพราะผู้เรียนมีสิ่งที่แตกต่างกันในหลายๆ ประการด้วยกัน อาทิเช่น ระดับสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ เป็นต้น

ในการจัดการเรียนการสอน ครูทุกคนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสรรหาวิธีการ และสิ่งต่างๆ มาใช้ประกอบ เพื่อให้การเรียนสอนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ สื่อการสอนนั่นเองสื่อการสอนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการเรียนการสอน ทุกระดับชั้นและทุกสาขาวิชา (อรพันธุ์ ประสิทธิรัตน์. 2530 : 7) ดังนั้น ถ้าผู้สอนได้นำเอาสื่อการสอนต่างๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน วิชาการใช้เครื่องใช้สำนักงาน ก็ย่อมจะเกิดผลดี และช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้

ปัจจุบันการศึกษาได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อกระตุ้นความสนใจในการเรียนของผู้เรียน เทคโนโลยีที่นำสมัยในขณะนี้ก็คือ คอมพิวเตอร์ โดยมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนอย่างกว้างขวาง เรียกว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” (Computer Assisted Instruction : CAI) ซึ่งสามารถใช้ในการสอนได้เกือบทุกวิชา (ยืน ภู่วรวรรณ. 2538 ; สมชาย ทยานยง. 2521 : 5 – 16) สามารถสร้างบทเรียนให้เป็นภาพที่มีการเคลื่อนไหว และนำภาพวิดีโอเข้าไปประกอบในเนื้อหาในบทเรียนคอมพิวเตอร์ได้ และยังมีข้อได้เปรียบสื่อการสอนอื่นๆ อีก เช่น สามารถให้ผลป้อนกลับทั้งภาพและเสียงได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น (อรพันธุ์ ประสิทธิรัตน์. 2530 : 7)

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อการสอนที่ดีที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้เพราะคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพมาก เช่น ความสามารถในการคิดคำนวณ การจัดเก็บข้อมูล การนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกับผู้เรียนเป็นต้น จากความสามารถของคอมพิวเตอร์ดังกล่าว จึงได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเป็นสื่อการเรียนการสอนนั่นเอง

จากปัญหา อุปสรรคในการเรียนการสอน และพิจารณาถึงศักยภาพของคอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้นตลอดจนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ จึงทำให้ผู้วิจัยให้ความสนใจที่จะทำการสร้างซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในรายวิชา การใช้เครื่องใช้สำนักงาน (22012007) เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน เพื่อนำไปใช้สนับสนุนและพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งนอกจากจะใช้ศึกษาเฉพาะผู้เรียนตามหลักสูตรแล้ว ผู้ที่สนใจอื่นๆ ก็สามารถที่จะศึกษาจากสื่อสำเร็จรูปชนิดนี้ได้เช่นกัน

แนวคิด(concept) การวิจัยครั้งนี้ ศึกษาเนื้อหาวิชา การใช้เครื่องใช้สำนักงาน (22012007) เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน ของระดับชั้น ปวช.2 ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2538 กรมอาชีวศึกษา
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับ การเรียนด้วยการสอนแบบปกติ เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน
สมมุติฐาน(assumption) 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องใช้สำนัก งาน สูงกว่าการเรียนด้วยการสอนแบบปกติ
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยและพัฒนา
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ทำการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้น ปวช. 2 แผนกวิชาพณิชยการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีจำนวน ทั้งสิ้น 160 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 แผนกวิชาพณิชยการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 จำนวน 60 คน ที่ไม่เคยเรียนเนื้อหาวิชา การใช้เครื่องใช้สำนักงาน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน มาก่อน โดยได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย แล้วนำมาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน ดังนี้
กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติ
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น คือ วิธีการสอน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่ วิธีการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และวิธีการสอนด้วยการสอนแบบปกติ
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเครื่องใช้สำนักงาน
คำนิยาม(defination) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง บทเรียนที่นำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งในโปรแกรมจะบรรจุเนื้อหาของบทเรียน และโปรแกรมควบคุมการทำงาน ที่มีการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งภาพกราฟฟิก และที่สำคัญต้องมีแบบฝึกหัด และแบบประเมินผล ด้วยตนเองหลังการเรียน เพื่อช่วยในการสอน วิชา การใช้เครื่องใช้สำนักงาน (22012007) เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน
ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง อัตราส่วนระหว่างประสิทธิภาพของกระบวนการต่อประสิทธิภาพของผลลัพธ์ โดยถือเกณฑ์ 80 : 80 ซึ่งคำนวณได้ดังนี้
80 ตัวแรก เป็นค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
80 ตัวหลัง เป็นค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน
วิธีการสอน หมายถึง วิธีการต่างๆ ที่เป็นกระบวนการที่กระทำ หรือส่งเสริม หรืออำนวยช่วยให้บุคคลได้เจริญงอกงามขึ้นมาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา และสามารถปรับตัวเองให้ชีวิตมีความสุข
การสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การสอนที่ให้นักเรียนดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเอง ตามขั้นตอนของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยได้สร้างและกำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า
การสอนแบบปกติ หมายถึง การสอนที่ครูเป็นผู้ดำเนินการสอน โดยยึดแนวการสอนตามคู่มือครู วิชา การใช้เครื่องใช้สำนักงาน (22012007) เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน โดยทำการสอนตามวิธีที่ใช้กันตามปกติ เช่น การบรรยาย การอภิปราย และการใช้อุปกรณ์ตามที่กำหนดไว้ในแผนการสอน เป็นต้น
เครื่องใช้สำนักงาน หมายถึง อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเอกสารในสำนักงาน ซึ่งจะเห็นได้ใน การดำเนินงานในสำนักงานของแต่ละหน่วยงาน
เครื่องอัดสำเนาระบบดิจิตอล หมายถึง เครื่องใช้สำนักงานชนิดหนึ่งที่มีระบบการทำงานภายในผสมผสานระหว่างเครื่องอัดสำเนา และเครื่องปรุกระดาษไข ซึ่งสามารถผลิตเอกสารได้เป็นจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเสียเวลาในการอักสำเนาเอกสารต่างๆ ในเวลาอันรวดเร็ว และชัดเจน
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงานเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ใช้เวลาในการสอนประมาณ 30 นาที มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.23 – 0.56 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.53 และค่าความชื่อมั่นของแบบทดสอบ
2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงานโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ตอนใหญ่ คือ 1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสำนักงาน 2. ส่วนประกอบของเครื่องอัดสำเนาระบบดิจิตอล 3. วิธีการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องอัดสำเนาระบบดิจิตอล ใช้เวลาในการเรียนประมาณ 50 – 60 นาที
3. แบบประเมินสื่อของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สำหรับแสดงความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ โดยใช้จัดอันดับของคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง พอใช้ ควรปรับปรุง แบบประเมินสื่อมี 2 แบบ คือ แบบประเมินด้านเนื้อหามีจำนวน 9 ข้อ ผลการประเมินอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.18 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45 และแบบประเมินด้านเทคนิคการผลิตสื่อมีจำนวน 11 ข้อ ผลการประเมินอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.14 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.26
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. การทดลองหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีขั้นตอนดังนี้
1) นำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ 1 ซึ่งใช้เวลาในการเรียนประมาณ 50 – 60 นาที โดยให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองตามลำดับ และเมื่อเสร็จสิ้นจากการเรียนแต่ละตอนแล้ว ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบระหว่างเรียน (E1) เพื่อนำผลที่ได้ไปหาค่าเฉลี่ย
2) เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแล้ว ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (E2) จำนวน 30 ข้อ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3) นำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ (E1/E2)
2. การดำเนินการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีขั้นตอนดังนี้
1) นำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างกลุ่ม ที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำนวน 20 คน ใช้เวลาในการเรียนประมาณ 50 – 60 นาที
2) เมื่อเสร็จสิ้นจากการเรียนแล้ว ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post test) เพื่อวัดผล สัมฤทธิ์ทางการ จำนวน 30 ข้อ
3) นำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างกลุ่ม ที่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ จำนวน 20 คน ใช้เวลาในการเรียนประมาณ 50 – 60 นาที
4) เมื่อเสร็จสิ้นจากการเรียนแล้ว ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post test) เพื่อวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ
5) นำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และการเรียน ด้วยการสอนแบบปกติ ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ (t – test) ต่อไป
การวิเคราะห์(analysis) 1. หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยใช้สูตร E1:E2
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กับกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยการสอนแบบปกติ โดยใช้สูตร t-test
ข้อสรุป(summary) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องเครื่องใช้สำนักงาน มีประสิทธิภาพ 88.00: 85.16 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าการเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. การนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลอง จะต้องเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอุปกรณ์อย่าง ครบครัน สมบูรณ์ และมีจำนวนที่เพียงพอต่อการทดลอง เพราะบางสถานศึกษาอาจจะยังไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวครบครัน ซึ่งก็ถือได้ว่า เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการทดลองเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพได้
2. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อที่ถือได้ว่า มีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน และจะต้อง อาศัยทักษะในการสร้างหรือจัดทำเป็นอย่างมาก จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายในการสร้างเพื่อให้ได้ผลงานหรือสื่อที่มีประสิทธิภาพ
3. ผู้เรียนควรจะมีทักษะพื้นฐานในการใช้ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows Thai Edition พอสม ควร เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจ และความรวดเร็วในการใช้งานบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
4. ในการทดลองใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้สอนต้องคำนึงถึงการใช้งานกับผู้เรียนที่มีพื้นฐาน คอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอ เพราะผู้เรียนบางคนอาจยังไม่เคยใช้งาน หรือสัมผัสกับสื่อการเรียนการสอนลักษณะเช่นนี้มาก่อน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องคอยชี้แนะวิธีการใช้งานอย่างใกล้ชิดในผู้เรียนบางราย
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในเนื้อหาของเครื่องใช้สำนักงานชนิดอื่นๆ เพื่อให้ เกิดความหลากหลายแก่ผู้ใช้สื่อหรือผู้เรียนต่อไป
2. ควรนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องใช้สำนักงาน ไปเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนกับการสอนด้วยสื่อชนิดอื่นๆ เพื่อจะได้ทราบว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved