Current Record: วันทนา กิติทรัพย์กาญจนา

วันทนา กิติทรัพย์กาญจนา

1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลาย กรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งหมด 4 ตัว เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ 3 ตัว ได้แก่ เจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ (X16) ลักษณะนิสัยทางการเรียน (X3) ระดับผลการเรียนเฉลี่ยวิชาฟิสิกส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 (X2) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ คือ เพศ (X1) ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคะแนนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ได้ร้อยละ 51.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2. สมการพยากรณ์แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลาย กรุงเทพมหานคร ในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ดังนี้
2.1 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ
Y = .346+.477 (X16)+.371(X3)+.207(X2)-.136(X1)
เมื่อทำการแทนค่าตัวแปรเพศ (X1) ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวแปรหุ่น (Dummy Variable) โดยให้มี เพศชายมีค่าเท่ากับ 0 และเพศหญิงมีค่าเท่ากับ 1 จะได้สมการพยากรณ์ 2 สมการ ดังนี้
สมการพยากรณ์สำหรับนักเรียนเพศชาย
Y = .346+.477 (X16)+.371(X3)+.207(X2)
สมการพยากรณ์สำหรับนักเรียนเพศหญิง
Y = .210+.477 (X16)+.371(X3)+.207(X2)
2.2 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ
Z = .362(Z16)+.354(Z3)+.331(Z2)-.112(Z1)
เมื่อทำการแทนค่าตัวแปรเพศ (X1) ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวแปรหุ่น (Dummy Variable) โดยให้ เพศชายมีค่าเท่ากับ 0 และเพศหญิงมีค่าเท่ากับ 1 จะได้สมการพยากรณ์ 2 สมการ ดังนี้
สมการพยากรณ์สำหรับนักเรียนเพศชาย
Z = .362(Z16)+.354(Z3)+.331(Z2)
สมการพยากรณ์สำหรับนักเรียนเพศหญิง
Z = .362(Z16)+.354(Z3)+.331(Z2)
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ในระดับปานกลาง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 6722
ชื่อผลงานวิจัย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร
หัวข้อ(Eng) Factors Influencing on Achievement Motivation in Learning Physics of Bangkok’s High School Students
คำสำคัญ(keyword) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ลักษณะนิสัยทางการเรียน ความคาดหวังในอนาคตการศึกษาของนักเรียน เจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ เจตคติต่อครูฟิสิกส์ ประสิทธิภาพการสอนของครูฟิสิกส์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปี2546
ชื่อผู้วิจัย วันทนา กิติทรัพย์กาญจนา
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Wantana Kitisubkanjana
ตำแหน่ง อาจาย์ 2 ระดับ 7
การศึกษา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สถานศึกษา 170 โรงเรียนประชาราษฎร์อุปถัมภ์ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2546
ประเภท วิทยานิพนธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 โทร. 0 2668 7123
ประวัติความเป็นมา(history) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอกจากจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ยังมีความสำคัญต่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตส่วนบุคคล ตลอดจนการเกษตร อุตสาหกรรม การป้องกันและการอนุรักษ์ธรรมชาติให้อยู่ในสภาพสมดุลต่างก็ต้องอาศัยการใช้ความรู้ ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ถูกต้องเหมาะสม (นิดา สระเพียรชัย. 2527 : 193) และเป็นที่ยอมรับกันว่าประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศสาตร์และเทคโนโลยีจะมีพื้น,ฐานทางเศรษฐกิจดี เป็นผลให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีด้วย ความมั่นคงของประเทศจึงขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยพื้นฐานหนึ่งของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ จึงกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ (ไพโรจน์ ตีรณธนากุล และคณะ. 2528 : 16)

วิทยาศาสตร์ที่จัดให้มีการเรียนการสอนอยู่ในโรงเรียน จำแนกได้หลายรายวิชา และวิชาฟิสิกส์เป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งที่ต้องอาศัยพื้นฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบันฟิสิกส์ เป็นวิชาหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นวิชาพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันทันสมัย เช่น แพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น การปูพื้นฐานความรู้วิชาฟิสิกส์ให้แก่นักเรียน จึงเป็นสิ่งสำคัญ การดำเนินการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ และฝึกฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้นักเรียนคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาได้ จะนำไปสู่ความพร้อมในด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่ง อันมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (วิชิตเพียวพงษ์. 2531 : 9)

วิชาฟิสิกส์ เป็นวิชาที่จำเป็นต่อนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ในระดับอุดมศึกษาของสถาบันต่าง ๆ ถึงแม้ว่าเนื้อหาวิชาฟิสิกส์จะกล่าวถึงเรื่องที่อยู่ในรูปของนามธรรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนักเรียนต้องสร้างจินตนาการให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียน จึงทำให้นักเรียนส่วนมากจะประสบปัญหามากมายในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งได้ อย่างไรก็ตามนักเรียนก็ยังให้ความสนใจและพยายามที่จะเรียนวิชาฟิสิกส์ให้เข้าใจมากที่สุด การจัดการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อสนองตอบความสนใจของนักเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ครูควรตระหนักและคำนึงถึงเสมอ (เบญจพร วงษ์พรต. 2533 : 2) จึงทำให้นักการศึกษาจำนวนมากได้ศึกษาค้นคว้าหาวิธีการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเรียนของนักเรียนเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น สุวรรณ ตรีขัน (2530 : 1) ได้กล่าวว่าปัจจัยที่นักการศึกษาได้เสนอแนะคือ การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้เป็นไปในทางสร้างเสริมแรงจูงใจ และให้นักเรียนมีโอกาสรู้ความสามารถ ความสนใจของตนเอง ความเอาใจใส่ การให้กำลังใจนักเรียนอยู่เสมอ เมื่อนักเรียนมีแรงจูงใจแล้วย่อมจะมีความมานะพยายามที่จะเรียนให้ดีที่สุดตามศักยภาพที่ตนมีอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับ พระราชวรมุนี (2532 : 35) ได้กล่าวว่า “…แรงจูงใจในการศึกษาถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรยกมาเป็นข้อเด่นที่ต้องย้ำต้องเน้นกัน เพราะว่าแรงจูงใจในการศึกษานี้แหละเป็นตัวที่ทำให้คนมีการพัฒนาอย่างถูกต้องหรือไม่หรือจะทำให้คนมีความเป็นคนอย่างแท้จริงหรือไม่และจากจุดนี้เขาจึงจะสามารถไปพัฒนาสิ่งอื่นได้อย่างถูกต้อง แล้วแรงจูงใจก็จะสำเร็จได้ด้วยการศึกษาหมายความว่า การศึกษามีหน้าที่ที่จะต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องให้แก่มนุษย์และก็เฉพาะพอดี..” สอดคล้องกับ พรรณี ช. เจนจิต (2528 : 270) ได้กล่าวว่า การที่นักเรียนจะประสบความสำเร็จในการศึกษา และอนาคตต่อไปนั้น แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญและการที่นักเรียนแต่ละคนมีความสนใจในการเรียนที่แตกต่างกัน สาเหตุหนึ่งก็เนื่องมาจากนักเรียนแต่ละคนมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่างกัน กล่าวคือนักเรียนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงมักจะมีความตั้งใจทำงานดี อดทนต่อความล้มเหลวสูง สนใจในการเรียนดี ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ส่วนนักเรียนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำมักไม่ค่อยสนใจเรียนและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ จึงกล่าวได้ว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นปัจจัยหนึ่งที่สัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และประสิทธิภาพในการทำงานของคน (ประหยัดทองมาก. 2530 : 4) และพบว่า เพศหญิงมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงกว่าเพศชาย (อนันต์ จันทร์กวี. 2514 : 97-98) การให้คำปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง จะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับข้อสนเทศ (ดำรงกุล เหลี่ยมวัฒนา. 2536 : 61) นอกจากเพศ วิธีการให้คำปรึกษาที่แตกต่างกันแล้ว ยังพบว่า ประสบการณ์ วุฒิภาวะ และสุขภาพจิต (พรรณี ช. เจนจิต. 2528 : 270) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ประสาท ปัญฑวังกูร. 2516 : 80-81, รำไพทิพย์ ธีระนิต. 2514 : 52) สถานที่ตั้งโรงเรียน ขนาดของโรงเรียน ระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียน อัตราส่วนนักเรียนต่อครู อัตราส่วนนักเรียนต่อชั้นเรียน (Benjamin. 1985 : 890-A) ระดับชั้น (เมธี โพธิพัฒน์ 2523 : 74-75) ประสิทธิภาพการสอนและเทคนิคการสอน (ทศพร ประเสริฐสุข. 2525 : 167-168) ฐานะทางเศรษฐกิจ (จินตนา อินทรไทย. 2525 : 48-49) ความคาดหวังของบิดามารดาที่มีต่อการศึกษาและอนาคตของบุตร (ประยุทธ์ จารุบวร. 2531 : 4) และวิธีการสอนที่แตกต่างของครู (ถนอมศรี เหลาหา. 2535 : 103) ต่างก็เป็นปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จะพบว่ามีปัจจัยหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาว่า ปัจจัยใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร เพื่อจะนำผลการวิจัยนี้ไปพัฒนาให้นักเรียนมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์สูงขึ้น

แนวคิด(concept) จากทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของ MeCelland (1961 : 36-62) ได้เน้นความสำคัญในเรื่องแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มากกว่าแรงจูงใจทางด้านอื่นๆ เพราะเห็นว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ มีความสำคัญมากที่สุกต่อความสำเร็จทางการศึกษาของนักเรียน กล่าวคือ นักเรียนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงจะตั้งใจเรียนและประสบความสำเร็จในการเรียน ในทางตรงกันข้ามกับนักเรียนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำจะขาดความสนใจ ไม่มีความตั้งใจเรียนและจะประสบความล้มเหลวในการเรียนในที่สุก และจากการศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักการศึกษา สามารถสรุปปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนดังนี้ (เบญจพร วงษ์พรต. 2533 : 42-55)

ปัจจัยด้านตัวนักเรียน ประกอบด้วย

1) เพศ

2) ระดับผลการเรียนเฉลี่ยวิชาฟิสิกส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5

3) ลักษณะนิสัยทางการเรียน

4) การเรียนพิเศษวิชาฟิสิกส์นอกห้องเรียน

5) ความคาดหวังในอนาคตการศึกษาของนักเรียน

6) เจตคติต่อวิชาฟิสิกส์

7) เจตคติต่อครูฟิสิกส์

ปัจจัยด้านโรงเรียน ประกอบด้วย

1) จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียน

2) การใช้สื่อและอุปกรณ์การสอน

3) ประสิทธิภาพการสอนของครูฟิสิกส์

4) การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนวิชาฟิสิกส์

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจครอบครัวและสังคมของนักเรียน ประกอบด้วย

1) จำนวนพี่น้องในครอบครัว

2) สภาพแวดล้อมในครอบครัว

3) การศึกษาของผู้ปกครอง

4) อาชีพของผู้ปกครอง

5) รายได้ของครอบครัว

6) จำนวนบุคคลอื่นที่ผู้ปกครองของนักเรียนต้องอุปการะด้านการศึกษา

7) จำนวนเงินที่นักเรียนได้รับไปโรงเรียนในแต่ละวัน

8) จำนวนสมาชิกทั้งหมดในครอบครัว

9) ความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการศึกษาต่อและอนาคตของนักเรียน

ผู้วิจัยได้นำปัจจัยด้านตัวนักเรียน ปัจจัยด้านโรงเรียน และปัจจัยด้านเศรษฐกิจครอบครัวและสังคมของ
นักเรียน

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านตัวนักเรียน ด้านโรงเรียน ด้านเศรษฐกิจครอบครัวและสังคมของนักเรียน ที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร
สมมุติฐาน(assumption) ปัจจัยด้านตัวนักเรียน ด้านโรงเรียน ด้านเศรษฐกิจครอบครัวและสังคมของนักเรียน มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่เรียนวิชาฟิสิกส์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545
กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่เรียนวิชาฟิสิกส์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 460 คน ซึ่งได้มาจากตารางการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากประชากรที่กำหนดให้ของ Krejcie and Morgan (รวีวรรณ ชินะตระกูล 2538 : 80) ในการศึกษาครั้งนี้ สุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จับสลากได้โรงเรียน 12 โรงเรียน จาก 116 โรงเรียน และแต่ละโรงเรียนจับสลากมาโรงเรียนละ 1 ห้องเรียน รวม 12 ห้องเรียน ได้นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 460 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. ปัจจัยด้านตัวนักเรียน ประกอบด้วย เพศ ระดับผลการเรียนเฉลี่ยวิชาฟิสิกส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 ลักษณะนิสัยทางการเรียน การเรียนพิเศษวิชาฟิสิกส์นอกห้องเรียน ความคาดหวังในอนาคตการศึกษาของนักเรียน เจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ และเจตคติต่อครูฟิสิกส์
2. ปัจจัยด้านโรงเรียน ประกอบด้วย จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียน การใช้สื่อและอุปกรณ์การสอน ประสิทธิภาพการสอนของครูฟิสิกส์ และการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนวิชาฟิสิกส์
3. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจครอบครัวและสังคมของนักเรียน ประกอบด้วย จำนวนพี่น้องในครอบครัว สภาพแวดล้อมในครอบครัว การศึกษาของผู้ปกครอง อาชีพของผู้ปกครอง รายได้ของครอบครัว จำนวนบุคคลอื่นที่ผู้ปกครองของนักเรียนต้องอุปการะด้านการศึกษา จำนวนเงินที่นักเรียนได้รับไปโรงเรียนในแต่ละวัน จำนวนสมาชิกทั้งหมดในครอบครัว และความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการศึกษาต่อและอนาคตของนักเรียน ตัวแปรตาม คือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียน
คำนิยาม(defination) ปัจจัยที่มีอิทธิพล หมายถึง ตัวแปรหรือกลุ่มตัวแปรที่มีส่วนส่งเสริมหรือเป็นอุปสรคคต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียน ซึ่งตัวแปรที่มีส่วนส่งเสริม คือ ตัวแปรที่ชฃ่วยให้แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสกส์ของนักเรียนสูงขึ้น และตัวแปรที่เป็นอุปสรรคคือตัวแปรที่ทำให้แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ต่ำลง
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ หมายถึง ความปรารถนาหรือความุ่งหวังที่จะเรียนวิชาฟิสิกส์ให้ได้ผลสัมฤิทธิ์ลุล่วงไปด้วยดี พยายามพากเพียรให้ระดับคะแนนเฉลี่ยวิชาฟิสิกส์สูงขึ้น
ลักษณะนิสัยทางการเรียน หมายถึง การกระทำที่นักเรียนประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นประจำในการเรียนวิชาฟิสิกส์ เช่น การค้นคว้าหาความรู้จากห้องสมุด การทำแบบฝึกหัด การทบทวนเนื้อหาวิชาฟิสิกส์ทั้งก่อนและหลังเรียน การเอาใจใส่และความขยันหมั่นเพียรในการเรียน
ความคาดหวังในอนาคตการศึกษาของนักเรียน หมายถึง ความหวังหรือจุดมุ่งหมายที่นักเรียนได้ตั้งไว้ว่า เมื่อจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว นักเรียนต้องการจะศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือไม่ ถ้าต้องการศึกษาต่อ ปรารถนาจะศึกษาต่อด้านใดมากที่สุด
เจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ หมายถึง ความรู้สึก หรือความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อวิชาฟิสิกส์ที่เกี่ยวกับความคิดเห็น โดยทั่วไปต่อวิชาฟิสิกส์ และการเห็นความสำคัญและความรู้สึกนิยมชมชอบต่อวิชาฟิสิกส์
เจตคติต่อครูฟิสิกส์ หมายถึง ความรู้สึกหรือความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อครูฟิสิกส์ที่เกี่ยวกับบุคลิกลักษณะการประพฤติปฏิบัติต่อนักเรียน ความรู้ความสามารถและเทคนิควิชาการสอนของครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์
ประสิทธิภาพการสอนของครูฟิสิกส์ หมายถึง ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาฟิสิกส์ และรู้จักเลือกความรู้ที่ก้าวหน้าทันสมัย มาถ่ายทอดให้แก่นักเรียนรู้จักใช้สื่ออุปกรณ์การสอนอย่างมีประสิทธิภาพ มีความตระหนักและความรับผิดชอบต่อหน้าที่การสอน มีความยุติธรรม เช่น การให้คะแนน ให้ระดับผลการเรียน และเอาใจใส่ให้กำลังใจนักเรียนอยู่เสมอ
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยด้านตัวนักเรียนและโรงเรียนเป็นแบบตรวจคำตอบ (Check list) และเติมข้อความ ได้แก่ เพศ ระดับผลการเรียนเฉลี่ยวิชาฟิสิกส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 5 ลักษณะนิสัยทางการเรียน การเรียนพิเศษวิชาฟิสิกส์นอกห้องเรียน ความคาดหวังในอนาคตด้านการศึกษาของนักเรียน เจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ เจตคติต่อครูฟิสิกส์ จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียน การใช้สื่อและอุปกรณ์การสอน ประสิทธิภาพการสอนของครูฟิสิกส์ การได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนวิชาฟิสิกส์ จำนวน 17 ข้อ
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจครอบครัวและสังคมของนักเรียนเป็นแบบตรวจคำตอบ (Check list) และเติมข้อความ ได้แก่ จำนวนพี่น้องในครอบครัว (รวมตัวนักเรียนด้วย) สภาพแวดล้อมในครอบครัว การศึกษาของผู้ปกครอง อาชีพของผู้ปกครอง รายได้ของครอบครัว จำนวนบุคคลอื่นที่ผู้ปกครองนักเรียนต้องอุปการะด้านการศึกษา จำนวนเงินที่นักเรียนได้ไปโรงเรียนในแต่ละวัน จำนวนสมาชิกทั้งหมดในครอบครัว ความคาดหวังของผู้ปกครองต่อการศึกษาต่อและอนาคตของนักเรียน จำนวน 11 ข้อ
2. แบบวัดเจตคติของนักเรียนแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 แบบวัดเจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ เป็นแบบวัดเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อวิชาฟิสิกส์ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ของ ลิเคิร์ท จำนวน 10 ข้อ โดยมีค่าความเชื่อมั่น () = .7933
ตอนที่ 2 แบบวัดเจตคติต่อครูฟิสิกส์ เป็นแบบวัดเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ของ ลิเคิร์ท จำนวน 10 ข้อ โดยมีค่าความเชื่อมั่น () = .8253
3. แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เป็นแบบวัดเกี่ยวกับความรู้สึกนึก คิด ความปรารถนาหรือความมุ่งหวังเกี่ยวกับการเรียนของนักเรียนที่มีต่อวิชาฟิสิกส์ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ของลิเคิร์ท จำนวน 20 ข้อ โดยมีค่าความเชื่อมั่น () = .8760
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปดังนี้
1. นำข้อมูลของแบบสอบถามและแบบวัด วิเคราะห์หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน
2. วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระหรือตัวพยากรณ์กับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาฟิสิกส์ โดยใช้สถิติไคสแควร์ วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระหรือตัวพยากรณ์ที่เป็นตัวแปรไม่ต่อเนื่องกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ และใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระหรือตัวพยากรณ์ที่เป็นตัวแปรต่อเนื่องกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์
3. วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) แบบ Stepwise เพื่อค้นหาปัจจัยที่ มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร และสร้างสมการพยากรณ์
การวิเคราะห์(analysis) การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ขอหนังสือขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระ จอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
2. นำหนังสือจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระ บัง ไปยังกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการออกหนังสือขอความช่วยเหลือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ไปยังโรงเรียนที่เลือกเป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 12 โรงเรียน
3. นำหนังสือจากกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และหนังสือจากคณะครุศาสตร์อุตสาห กรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พร้อมแบบสอบถามและแบบวัด ไปยังโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง เพื่อขอความร่วมมือจากครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นผู้ดำเนินการให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามและแบบวัดตามขั้นตอนที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ แล้วรับคืน ได้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 460 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100.00
ข้อสรุป(summary) 1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลาย กรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งหมด 4 ตัว เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ 3 ตัว ได้แก่ เจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ (X16) ลักษณะนิสัยทางการเรียน (X3) ระดับผลการเรียนเฉลี่ยวิชาฟิสิกส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 (X2) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ คือ เพศ (X1) ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคะแนนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ได้ร้อยละ 51.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2. สมการพยากรณ์แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลาย กรุงเทพมหานคร ในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ดังนี้
2.1 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ
Y = .346+.477 (X16)+.371(X3)+.207(X2)-.136(X1)
เมื่อทำการแทนค่าตัวแปรเพศ (X1) ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวแปรหุ่น (Dummy Variable) โดยให้มี เพศชายมีค่าเท่ากับ 0 และเพศหญิงมีค่าเท่ากับ 1 จะได้สมการพยากรณ์ 2 สมการ ดังนี้
สมการพยากรณ์สำหรับนักเรียนเพศชาย
Y = .346+.477 (X16)+.371(X3)+.207(X2)
สมการพยากรณ์สำหรับนักเรียนเพศหญิง
Y = .210+.477 (X16)+.371(X3)+.207(X2)
2.2 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ
Z = .362(Z16)+.354(Z3)+.331(Z2)-.112(Z1)
เมื่อทำการแทนค่าตัวแปรเพศ (X1) ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวแปรหุ่น (Dummy Variable) โดยให้ เพศชายมีค่าเท่ากับ 0 และเพศหญิงมีค่าเท่ากับ 1 จะได้สมการพยากรณ์ 2 สมการ ดังนี้
สมการพยากรณ์สำหรับนักเรียนเพศชาย
Z = .362(Z16)+.354(Z3)+.331(Z2)
สมการพยากรณ์สำหรับนักเรียนเพศหญิง
Z = .362(Z16)+.354(Z3)+.331(Z2)
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ในระดับปานกลาง
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
1. เจตคติต่อวิชาฟิสิกส์ เป็นปัจจัยด้านตัวนักเรียนที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ฟิสิกส์สูงสุด ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีเจตคติที่มีต่อวิชาฟิสิกส์ ครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์ จึงควรหาวิะการทำให้นักเรียนมีความรู้สึกที่ดี นิยมชมชอบในวิชาฟิสิกส์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย ใช้เทคนิคการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ ให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วม มีความกระตือรือร้นในการใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ส่งเสริมให้นักเรียนคิดเป็น ทำเป็นแก้ปัญหาเป็น เป็นบุคคลที่มีเหตุผล ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ทำให้นักเรียนตระหนักถึง การนำความรู้ในวิชาฟิสิกส์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
2. ลักษณะนิสัยทางการเรียน เป็นปัจจัยด้านตัวนักเรียนที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาฟิสิกส์ ครูผู้สอนควรสนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนมีลักษณะนิสัยทางการเรียนที่ดีโดยการสอดแทรกเข้าไปในกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้จากห้องสมุดด้วยตนเอง การอ่านบทเรียนก่อนและหลังเรียน การฝึกทำแบบฝึกหัด เป็นต้นและมีการนำกิจกรรมเหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการวัดและประเมินผล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจนักเรียนจะได้ตระหนักถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการสร้างลักษณะนิสัยทางการเรียนที่ดีของตน
3. ระดับผลการเรียนเฉลี่ยวิชาฟิสิกส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 5 เป็นปัจจัยด้านตัวนักเรียนที่มีความ สัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ดังนั้นครูผุ้สอนวิชาฟิสิกส์ควรพยายามจัดหากิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย เน้นการทดลอง และปฏิบัติจริง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าได้ไม่ใช่เรียนรู้ด้วยการท่องจำ จะส่งผลให้นักเรียนมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งจะส่งเสริมให้นักเรียนมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์สูงขึ้น
4. เพศ เป็นปัจจัยด้านตัวนักเรียนอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ฟิสิกส์ จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า นักเรียนชายมีแนวโน้มจะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์สูงกว่านักเรียนหญิง ดังนั้นครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์ควรให้ความสนใจและเอาใจใส่ด้านการเรียนกับนักเรียนหญิงให้มากขึ้น โดยมีการจัดกิจกรรมกลุ่มให้นักเรียนหญิงและนักเรียนชายมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ ทั้งในและนอกห้องเรียน
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย กรุงเทพมหานคร เป็นปัจจัยด้านตัวนักเรียน ดังนั้นควรทำการศึกษาปัจจัยหรือตัวแปรอื่นๆ ด้านตัวนักเรียน ที่จะส่งผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เช่น ระดับสติปัญญา ความถนัดทางการเรียน ลักษณะพฤติกรรมของนักเรียน อาชีพที่คาดหวังในอนาคต ระดับผลการเรียนเฉลี่ยทุกรายวิชา ระดับชั้นของนักเรียน เป็นต้น
2. ควรทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างอื่นๆ เช่น นักเรียนที่เรียนอยู่โรงเรียนเอกชน หรือนักศึกษาระดับ อุดมศึกษา
3. ควรสร้างเครื่องมือสำหรับตัวแปรอิสระหรือตัวพยากรณ์ที่เป็นปัจจัยต่างๆ ให้อยู่ในลักษณะตัวแปร ต่อเนื่องทั้งหมด เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูล
ปี 2546
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved