Current Record: นางเยาวลักษ์ บัวขาวสุทธิกุล

นางเยาวลักษ์ บัวขาวสุทธิกุล

สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเกณฑ์การประเมินการอ่านออกเสียง ตามรายการประเมินก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน สามารถจำแนกพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ได้รับการพัฒนาจากสูงสุด จนถึงได้รับการพัฒนาน้อย ดังนี้ 1. การมีมารยาทในการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 76.00 2. การอ่านคล่อง ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 56.00 3. การอ่านได้ชัดเจน ( ตัว ร ล คำควบกล้ำ ) คิดเป็นร้อยละ 46.00 4. การใช้น้ำเสียง อารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 45.33 5. การอ่านเว้นวรรคตอนถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 44.67 การประเมินการอ่านออกเสียงของนักเรียนตามรายการประเมิน หลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน พบว่า * นักเรียนได้ผลการประเมินการอ่านคล่อง ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 81.33 * นักเรียนได้ผลการประเมินการอ่านได้ชัดเจน ( ตัว ร ล คำควบกล้ำ ) คิดเป็นร้อยละ 73.33 * นักเรียนได้ผลการประเมินการใช้น้ำเสียง อารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 62.67 * นักเรียนได้ผลการประเมินการอ่านเว้นวรรคตอนถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 64.67 * นักเรียนได้ผลการประเมินการมีมารยาทในการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 84.67 ระดับผลการประเมินการอ่านออกเสียงของนักเรียน หลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 74.00 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเกณฑ์การประเมินการอ่านออกเสียง ตามรายการประเมินหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน สามารถจำแนกพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ได้รับการพัฒนาจากสูงสุด จนถึงได้รับการพัฒนาน้อย ดังนี้ 1. การมีมารยาทในการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 84.67 2. การอ่านคล่อง ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 81.33 3. การอ่านได้ชัดเจน ( ตัว ร ล คำควบกล้ำ ) คิดเป็นร้อยละ 73.33 4. การอ่านเว้นวรรคตอนถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 64.67 5. การใช้น้ำเสียง อารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 62.67 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเกณฑ์การประเมินการอ่านออกเสียง ก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและ หลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน นักเรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ ดังนี้ * นักเรียนที่ได้ผลการประเมินระดับ 3 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 12 คน คิดเป็นร้อยละ 24.00 * นักเรียนที่ได้ผลการประเมินระดับ 2 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 11 คน คิดเป็นร้อยละ 22.00 * นักเรียนที่ได้ผลการประเมินระดับ 1 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 23 คน คิดเป็นร้อยละ 46.00 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากรายการประเมินการอ่าน ก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน และ หลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน นักเรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ ดังนี้ * นักเรียนได้รับการพัฒนาการอ่านคล่อง ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 25.33 * นักเรียนได้รับการพัฒนาการอ่านได้ชัดเจน ( ตัว ร ล คำควบกล้ำ ) คิดเป็นร้อยละ 27.33 * นักเรียนได้รับการพัฒนาการใช้น้ำเสียง อารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 17.34 * นักเรียนได้รับการพัฒนาการอ่านเว้นวรรคตอนถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 20.00 * นักเรียนได้รับการพัฒนาการมีมารยาทในการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 8.67 ระดับผลการพัฒนาผลการประเมินการอ่านออกเสียงของนักเรียน หลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน กับ ก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 23.33

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 6697
ชื่อผลงานวิจัย การวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบุญญรักษ์วรานุสรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์
คำสำคัญ(keyword) การวิจัยในชั้นเรียน พัฒนาทักษะ ชั้นมัธยม
ชื่อผู้วิจัย นางเยาวลักษ์ บัวขาวสุทธิกุล
การศึกษา ศึกษาศาสตรบัณฑิต (ประถมศึกษา)
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนบุญญรักษ์วรานุสรณ์ เทศบาลตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์เขต 3
สถานศึกษา โรงเรียนบุญญรักษ์วรานุสรณ์ เทศบาลตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์เขต 3
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 ใช้เวลาทดลอง 4 สัปดาห์ ๆ ละ 2 คาบ
ประเภท งานวิจัยเฉพาะบุคคล
สถานที่จัดเก็บผลงาน โรงเรียนบุญญรักษ์วรานุสรณ์
ประวัติความเป็นมา(history) จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นยุคไร้พรมแดน หรือยุคข้อมูลสารสนเทศทำให้มีสื่อต่างๆ ที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง สะดวกและรวดเร็ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่นับเป็นปัญหาสำคัญของเยาวชนไทย คือ การไม่มีนิสัยรักการอ่าน สืบเนื่องจากเด็กไทยใช้สื่อเทคโนโลยีที่ทนสมัยรับแต่ทักษะการฟัง การดู ขาดทักษะการอ่านที่ส่งเสริมความคิดและจินตนาการ เป็นเหตุให้เด็กไทยอ่านหนังสือไม่แตกฉาน ออกเสียง "ร" ตัว "ล" และคำควบกล้ำไม่ถูกต้องตามหลักการอ่าน รวมถึง อ่านหนังสือไม่คล่อง เว้นวรรคตอนในการอ่านไม่ถูกต้อง ใช้น้ำเสียง และถ่ายทอดอารมณ์ในการอ่านไม่เหมาะสม
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาและพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึก ทักษะการอ่าน 2. เพื่อให้นักเรียนนำทักษะการอ่านออกเสียงไปใช้ในการเรียนวิชาอื่น ๆ และในชีวิตประจำวัน 3. เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ 4. เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าของการอ่านในการพัฒนาการเรียนรู้ของตน
สมมุติฐาน(assumption) ผลสัมฤทธิ์ในการประเมินการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจากใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน สูงกว่า ก่อนที่ไม่มีการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยในชั้นเรียน
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบุญญรักษ์วรานุสรณ์ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 2 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 คน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 / 1 โรงเรียนบุญญรักษ์วรานุสรณ์ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 1 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 50 คน นักเรียนชาย 24 คน และนักเรียนหญิง 26 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย และใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม
คำนิยาม(defination) แบบฝึกทักษะ หมายถึง เอกสารการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว ซึ่งประกอบด้วย เนื้อหา ตัวอย่างแบบฝึก ทักษะการอ่านและแบบทดสอบ โดยนักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะการอ่าน หมายถึง ความสามารถในการอ่านคำต่าง ๆ ที่กำหนดให้ และเหมาะสมกับระดับความ สามารถของนักเรียน ความสามารถในการอ่านออกเสียง หมายถึง ระดับคะแนนจากการประเมินผลความสามารถในการ อ่านออกเสียง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านแบบความเรียง ผลสัมฤทธิ์ในการอ่าน หมายถึง คะแนนความถูกต้องจากการอ่านคำต่าง ๆ ในแบบวัดความสามารถ ในการอ่าน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น การอ่านออกเสียง คือ ศิลปะในการสื่อสารประสบการณ์ ความคิด และอารมณ์ของผู้เขียนให้กลับคืนสู่ ชีวิตอีกวาระหนึ่ง โดยอาศัยอารมณ์ น้ำเสียง และสีหน้าท่าทางของผู้อ่าน การอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ คือ คำที่มีพยัญชนะต้น 2 ตัว พยัญชนะต้นตัวที่สองจะต้องเป็น ร ล หรือ ว การเปล่งเสียงคำควบกล้ำนั้น เราต้องออกเสียงพยัญชนะทั้งสองตัวไปพร้อม ๆ กับการเปล่ง เสียงเพียงครั้งเดียว
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบการอ่านออกเสียง การทดลอง คือ แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ใช้แบบแผนการวิจัย แบบมีกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม และมีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ( One Group Pretest – Posttest Design ) รูปแบบ T1 X T2 วิธีการ 1. เลือกกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม 2. ทดสอบก่อนการทดลอง 3. ทำการทดลองให้กับกลุ่มตัวอย่าง 4. ทดสอบหลังการทดลอง
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนทดลองกับหลังการทดลอง โดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ
ข้อสรุป(summary) สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเกณฑ์การประเมินการอ่านออกเสียง ตามรายการประเมินก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน สามารถจำแนกพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ได้รับการพัฒนาจากสูงสุด จนถึงได้รับการพัฒนาน้อย ดังนี้ 1. การมีมารยาทในการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 76.00 2. การอ่านคล่อง ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 56.00 3. การอ่านได้ชัดเจน ( ตัว ร ล คำควบกล้ำ ) คิดเป็นร้อยละ 46.00 4. การใช้น้ำเสียง อารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 45.33 5. การอ่านเว้นวรรคตอนถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 44.67 การประเมินการอ่านออกเสียงของนักเรียนตามรายการประเมิน หลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน พบว่า * นักเรียนได้ผลการประเมินการอ่านคล่อง ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 81.33 * นักเรียนได้ผลการประเมินการอ่านได้ชัดเจน ( ตัว ร ล คำควบกล้ำ ) คิดเป็นร้อยละ 73.33 * นักเรียนได้ผลการประเมินการใช้น้ำเสียง อารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 62.67 * นักเรียนได้ผลการประเมินการอ่านเว้นวรรคตอนถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 64.67 * นักเรียนได้ผลการประเมินการมีมารยาทในการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 84.67 ระดับผลการประเมินการอ่านออกเสียงของนักเรียน หลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 74.00 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเกณฑ์การประเมินการอ่านออกเสียง ตามรายการประเมินหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน สามารถจำแนกพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ได้รับการพัฒนาจากสูงสุด จนถึงได้รับการพัฒนาน้อย ดังนี้ 1. การมีมารยาทในการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 84.67 2. การอ่านคล่อง ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 81.33 3. การอ่านได้ชัดเจน ( ตัว ร ล คำควบกล้ำ ) คิดเป็นร้อยละ 73.33 4. การอ่านเว้นวรรคตอนถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 64.67 5. การใช้น้ำเสียง อารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 62.67 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากเกณฑ์การประเมินการอ่านออกเสียง ก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและ หลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน นักเรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ ดังนี้ * นักเรียนที่ได้ผลการประเมินระดับ 3 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 12 คน คิดเป็นร้อยละ 24.00 * นักเรียนที่ได้ผลการประเมินระดับ 2 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 11 คน คิดเป็นร้อยละ 22.00 * นักเรียนที่ได้ผลการประเมินระดับ 1 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 23 คน คิดเป็นร้อยละ 46.00 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากรายการประเมินการอ่าน ก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน และ หลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน นักเรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ ดังนี้ * นักเรียนได้รับการพัฒนาการอ่านคล่อง ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 25.33 * นักเรียนได้รับการพัฒนาการอ่านได้ชัดเจน ( ตัว ร ล คำควบกล้ำ ) คิดเป็นร้อยละ 27.33 * นักเรียนได้รับการพัฒนาการใช้น้ำเสียง อารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 17.34 * นักเรียนได้รับการพัฒนาการอ่านเว้นวรรคตอนถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 20.00 * นักเรียนได้รับการพัฒนาการมีมารยาทในการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 8.67 ระดับผลการพัฒนาผลการประเมินการอ่านออกเสียงของนักเรียน หลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน กับ ก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 23.33
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. สำหรับการใช้น้ำเสียงและอารมณ์ในการอ่านของนักเรียนนั้น ต้องได้รับการฝึกฝนให้มากและเป็น ขั้นตอนมากกว่าการวิจัยในครั้งนี้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงที่เน้นเรื่อง การใช้น้ำเสียงและ อารมณ์ หรือใช้การบันทึกเสียงในลักษณะของการพากย์ภาพยนตร์ เป็นต้น 2. แบบฝึกทักษะการอ่าน ควรเน้นเนื้อเรื่องที่สามารถถ่ายทอดน้ำเสียง และอารมณ์ให้เห็นชัดเจนมากกว่านี้
ปี 2546
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved