Current Record: รินภัทร์ กีรติธาดากุล

รินภัทร์ กีรติธาดากุล

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมรรถภาพแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนทั้งก่อนและหลังใช้ชุดฝึกมีความแตกต่างกันในทางที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. เจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ส่วนใหญ่เจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 6345
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ
หัวข้อ(Eng) The Development of Teaching Mathematic in Problem Solution Skill for the Prathom 3 by Training package in System Thinking in Problem Solution
คำสำคัญ(keyword) กระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ปี2543
ชื่อผู้วิจัย รินภัทร์ กีรติธาดากุล
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Rinapat Keratitadakul
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7
การศึกษา ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สถานที่ติดต่อ 10/4 หมู่บ้านโรสวิลล์ ถนนกุหลาบ ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง
สถานศึกษา โรงเรียนร่ำเปิงวิทยา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีที่ทำวิจัย 2543
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2543
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่
ประวัติความเป็นมา(history) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา มาตรา 23 การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบการศึกษา นอกระบบการศึกษาและ การศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้ง ความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ในเรื่องที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ คือความรู้และทักษะคณิตศาสตร์ ด้านภาษาเน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ผู้สอนคณิตศาสตร์ต้องมี ความรู้ด้านภาษา... (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542, หน้า 6)

จะเห็นได้ว่ารัฐเน้นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ ทั้งด้านความรู้และทักษะ ที่เด็กไทยทุกคนต้องเรียนรู้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรฐาน 24 ว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้

1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรม ให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา

3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้รู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ฯลฯ

จากมาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านเนื้อหาสาระ กิจกรรมและมวลประสบการณ์ ต่างๆ มุ่งเน้นให้ผู้เรียน ฝึกทักษะกระบวนการคิด คิดให้เป็น ทำเป็น และประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาในชีวิตจริง

กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดจุดหมายของการปฏิรูปการศึกษาไว้ว่า เพื่อสร้างบุคคลแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งการเรียนรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยผู้ที่ผ่านการศึกษาแต่ละคน จะมีความสามารถและคุณลักษณะพื้นฐาน เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิด ใฝ่รู้ สามารถแสวงหาความรู้และกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน เกี่ยวกับจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ฝึกการคิดอย่างเป็นระบบและเน้นการปฏิบัติการมากกว่า การท่องจำ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และสร้างความรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานการเรียนในโลกอนาคต

ส่วนนโยบายในแผนพัฒนาการศึกษา ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ ทักษะและเจตคติตามที่หลักสูตรกำหนด โดยมีคุณลักษณะที่ต้องการเน้นให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ รู้จักคิดวิเคราะห์เลือกรับและเลือกใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการพัฒนาตนเอง และชุมชนอย่างยั่งยืน (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2541, หน้า 8) นโยบายทุกระดับมุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้มีทักษะกระบวนการคิด การแสวงหาความรู้ และประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา แต่สภาพปัญหาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน คือ นักเรียนส่วนหนึ่งไม่เกิดทักษะ ไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมให้บรรลุจุดประสงค์ และใช้ในชีวิตประจำวันไม่คล่อง ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดสิ่งสนับสนุน ไม่มีวิธีการ ไม่มีสื่อ เครื่องมือที่น่าสนใจ หรือ อาจไม่ได้ฝึกปฏิบัติตามลำดับจากง่ายไปหายาก ตลอดจนความสัมพันธ์ของจำนวนต่างๆ ที่พบเห็นในโจทย์ปัญหาหรือชีวิตประจำวัน ซึ่งหน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541, หน้า 1) ได้ศึกษาปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ในทศวรรษ พบว่า “วงการศึกษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพบว่าการพัฒนาสติปัญญาของผู้เรียนยังทำได้ในขอบเขตที่จำกัดและยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ต้องการประเทศไทยมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการพัฒนาการคิดมาหลายปี แต่ยังไม่มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง และปัญหาคุณภาพด้านการคิดขั้นสูง ก็ยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร

จะเห็นได้ว่าปัญหาเหล่านี้ขวางกั้นการพัฒนาเด็กให้บรรลุเป้าหมายที่รัฐกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 เป็นอย่างยิ่ง และจากประสบการณ์การสอนคณิตศาสตร์เป็นเวลา 22 ปี พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ต่ำกว่ากลุ่มวิชาอื่นๆ เมื่อพิจารณารายสมรรถภาพ ปรากฏว่าสมรรถภาพการแก้โจทย์ปัญหามีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าสมรรถภาพอื่น ตามที่ปรากฏในรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่แตง 3 ปีการศึกษาที่ผ่านมา คือ ปีการศึกษา 2539 2540 และ 2541 คะแนนเฉลี่ยตามลำดับดังนี้ 62.35, 62.36 และ 59.75 (ของสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่แตง, 2541 หน้า 9)

จากนโยบาย หลักการและสภาพปัญหาการสอนคณิตศาสตร์ดังกล่าว จะเห็นว่าชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น อันส่งผลให้นักเรียนฝึกใช้ความคิด คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แสวงหาแนวทางแก้ปัญหาได้หลากหลาย แสดงเหตุผลในการเขียนอธิบายวิธีคิด ตลอดจนสามารถสรุปกระบวนการขั้นตอนการคิดแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ตามที่เสนอไว้ในชุดฝึก

แนวคิด(concept) 1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กับการสอนคณิตศาสตร์

2. แนวคิดและทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับทักษะคณิตศาสตร์

2.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ (Bruner)

2.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Pean Paiget)

2.3 ทฤษฎีการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ของกาเย่ (Gagn’e)

3. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการคิดและพัฒนาการคิด

3.1 ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด (Guilford)

3.2 ทฤษฎี 3 ศร ของบลูม (Bloom)

3.3 ความหมายของการคิด ทักษะการคิด และกระบวนการคิด

4. ทฤษฎี และหลักการเรียนรู้คณิตศาสตร์

5. แนวคิด และวิธีการสอนแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์

6. การสร้างแบบฝึกการแก้โจทย์ปัญหา

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อสร้างและใช้ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
3. เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์
สมมุติฐาน(assumption) 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ใช้ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ สูงขึ้น
2. นักเรียนมีเจตคติที่ดีการเรียนคณิตศาสตร์
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยกึ่งทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนคณิตศาสตร์ตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนร่ำเปิงวิทยา ปีการศึกษา 2543 จำนวน 25 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือ ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ตัวแปรตาม ได้แก่
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสมรรถภาพการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์
2. เจตคติของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์
คำนิยาม(defination) กระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ หมายถึง ขั้นตอนการคิดแก้โจทย์ปัญหา ตามลำดับขั้นดังนี้
ขั้นที่ 1 การอ่านโจทย์เพื่อตีความวิเคราะห์
ขั้นที่ 2 กระบวนการคิดแก้ปัญหา
ขั้นที่ 3 การเขียนอธิบายวีคิด
ขั้นที่ 4 การแสดงวิธีหาคำตอบและตรวจสอบ
ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ หมายถึง แบบฝึกสำเร็จรูปที่มีใบความรู้ แบบฝึกคิด แบบฝึกทักษะ สำหรับใช้ประกอบการสอน แก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้กระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ
สมรรถภาพการแก้โจทย์ปัญหา หมายถึง ความสามารถในการแปลความ ตีความโจทย์ปัญหา วางแผนคิดแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและอธิบายได้ เขียนประโยคสัญลักษณ์ เขียนวิธีทำ และคิดคำนวณพร้อมตรวจคำตอบได้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วิชาคณิตศาสตร์สมรรถภาพการแก้โจทย์ หลังจากการเรียนโดยใช้ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ
เจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง สภาพความพร้อมทางจิต ซึ่งเกิดจากประสบการณ์การเรียนคณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ สภาวะความพร้อมจะเป็นแรงกำหนดการตอบสนอง เช่น ชอบ ไม่ชอบ สนุก น่าสนใจ เบื่อ ฯลฯ
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ จำนวน 9 ชุด ใช้เนื้อหาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) รายละเอียดมีดังนี้
ชุดที่ 1 ถึง 4 ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องการคูณจำนวนเต็มที่มีหลักเดียว กับจำนวนที่มีสองหลัก
ชุดที่ 5 ถึง 8 ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องการหารจำนวนเต็มไม่เกินสองหลักด้วยจำนวนหลักเดียว
ชุดที่ 9 ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องการคูณและการหาร
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสมรรถภาพการแก้โจทย์ปัญหาการคูณและการหาร จำนวน 20 ข้อ ลักษณะเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีค่าความเชื่อมั่น 0.89
3. แบบวัดเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ มีลักษณะแบบวัดมาตรคาประมาณค่า (Rating Scale) มีค่าความเชื่อมั่น 0.79
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ชี้แจงนักเรียนเกี่ยวกับการทดสอบก่อนเรียน ทำการทดสอบและบันทึกผล
2. ดำเนินการทดลองใช้ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้ไขโจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ตามแผนการสอนที่ 1-10 บันทึกผลการสังเกตพฤติกรรม ผลการตรวจแบบฝึกคิด และแบบฝึกทักษะ
3. หลังจากที่นักเรียนทำชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ครบ 9 ชุดแล้ว ผู้วิจัยดำเนินการวัดผล ดังนี้
3.1 ทำการทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สมรรถภาพการแก้โจทย์ปัญหา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
3.2 ทำการวัดเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบวัดเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
การวิเคราะห์(analysis) 1. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สมรรถภาพการแก้โจทย์ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และค่าความแตกต่างระหว่างผลการทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยใช้สถิติทดสอบค่าที (t-test)
2. วิเคราะห์เจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทำการวิเคราะห์จากการตอบแบบวัดเจตคติของนักเรียน โดยใช้ค่าร้อยละ
ข้อสรุป(summary) 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมรรถภาพแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนทั้งก่อนและหลังใช้ชุดฝึกมีความแตกต่างกันในทางที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. เจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ส่วนใหญ่เจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะด้านการเรียนการสอน
1. ครูผู้สอนควรเตรียมชุดฝึกทุกขั้นตอนให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนหรือจำนวนกลุ่ม พร้อมทั้งสีและอุปกรณ์ประกอบการเล่นเกมต่าง ๆ ให้ครบเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น ครบกระบวนการ
2. การเรียนแบบคู่คิด (Buddy) ควรศึกษาพื้นฐานความพร้อมของเด็กแต่ละคนและแบ่งแบบมีระบบให้คละเคล้ากันไป เพื่อเด็กเก่งจะได้ช่วยพยุงเด็กอ่อน ไม่ควรให้อิสระในการเลือกคู่มากเกินไป จะสร้างปมด้อยให้เด็กอ่อนถูกทอดทิ้ง เรียนไม่ทัน จะเกิดอาการท้อแท้ เบื่อหน่าย อันจะส่งผลให้ล้มเหลวในการเรียนคณิตศาสตร์ และประการสำคัญควรเป็นคู่คิดเฉพาะกิจที่เรียนเฉพาะเรื่อง ไม่ควรเป็นคู่คิดถาวร
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการวิจัยกับโรงเรียนที่มีลักษณะต่างกัน เช่น รงเรียนขนาดเล็กที่ครูไม่ครบชั้น โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนหลายเผ่าพันธุ์ เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดฝึกกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบ
2. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการนำกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบไปใช้ในการสอนคริตศาสตร์ชั้นอื่น ๆ หรือเรื่องอื่น ๆ เพื่อศึกษาและพัฒนาการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียน
3. ควรติดตามผลว่านักเรียนได้ผ่านการฝึกฝนกระบวนการคิดแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นระบบแล้ว สามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือใช้ประโยชน์กับการเรียนการสอนในชั้นที่สูงขึ้นมากน้อยเพียงใด
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved