Details
| ลำดับที่ | 6287 |
|---|---|
| ชื่อผลงานวิจัย | การศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกโรงเรียน : ความคิดเห็นของอาจารย์ระดับอุดมศึกษา |
| หัวข้อ(Eng) | |
| คำสำคัญ(keyword) | การศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การบริหารการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี2542 |
| ชื่อผู้วิจัย | กองพัฒนาการศึกษาโรงเรียน กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ |
| สถานศึกษา | กองพัฒนาการศึกษาโรงเรียน กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ |
| ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) | ทำวิจัยเสร็จปี 2542 |
| ประเภท | งานวิจัยของหน่วยงาน |
| สถานที่จัดเก็บผลงาน | สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร |
| ประวัติความเป็นมา(history) | การศึกษานับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย: 10) กำหนดไว้ในมาตรา 43 ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องงคำนึงถึง การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ นอกจากนั้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2539 ค.) ได้ระบุถึงสังคมไทยที่พึงปรารถนาในอนาคตที่ส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาไว้ว่า คนไทยทุกคนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่มากขึ้น ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และมีส่วนร่วมอย่างภาคภูมิในกระบวนการพัฒนาประเทศ เด็กไทยทุกคน จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ด้านสุขภาพ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาได้รับสารอาหารครบถ้วนตั้งแต่ปฐมวัย รวมทั้งได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างน้อย 12 ปี และทุกคนมีโอกาสเข้าถึงบริการพื้นฐานทางสังคมอย่างมีคุณภาพคนไทยมีขีดความสามารถพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับกระแสการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับที่แข่งขันกับนานาชาติได้คนในวัยหนุ่มสาวได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของคนในกลุ่มอายุ 18-24 ปี กลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสในสังคม ได้รับโอกาสทางการศึกษา และการมีงานทำอย่างทั่วถึงถ้วนหน้า คนไทยจะมีคุณภาพมีความรู้ ความสามารถ รู้จักตัวเองรู้เท่าทันโลกและมีศัยภาพที่จะปรับตัวเองอยู่สังคมได้อย่างมีคุณค่า ตลอดทุกช่วงวัยของชีวิต กรมการศึกษานอกโรงเรียนได้จัดการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญและสายอาชีพ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาให้กับบุคคลที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับในระบบโรงเรียนแต่เนื่องจากกระแสของความต้องการยกระดับการศึกษาภายในประเทศไทยให้สูงขึ้นกว่าเดิม คือต้องการให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งหมายความถึง การศึกษาในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาจนเป็นรูปธรรมชัดเจนและมีการกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ส่งผลให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนจะต้องเตรียมการอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาการจัดการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติดังกล่าว โครงการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของกรมการศึกษานอกโรงเรียนมีวัตถุประสงค์หาแนวทางในการพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งมีอยู่ 3 ระดับคือ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้มีการจัดการ และจัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่สามารถนำคนไปสู่สังคมไทยที่พึงปรารถนาในอนาคตได้ การศึกษาเป็นรากฐานของชีวิตและสังคมดุจเดียวกับเสาเข็มเป็นรากฐานของอาคารสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานตามแผนการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ปี เป็น 9 ปี และผนวกการประถมศึกษากับมัธยมศึกษาเข้าด้วยกันเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะสร้างสังคมไทยให้ยิ่งยงสูงใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งประกาศใช้บังคับ ให้ความสำคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐานมากเป็นพิเศษ โดนกำหนดเรื่องสำคัญๆ ไว้ 5 เรื่องที่กำหนดขึ้นเฉพาะคือ 1. สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา ทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเสมอภาคและทุกคนทุกฝ่าย มีหน้าที่จัดและสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. หลักสูตร สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับกับสภาพปัญหาชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น 3. การบริหาร รัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตามความพร้อม 4. หน่วยบริหารการศึกษาของรัฐ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐขึ้นต่อเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ศาสนา และวัฒนธรรม 5. ครูและบุคลากรทางการศึกษา ทุกคนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและต้องเป็นข้าราชการครูในสังกัดองค์กรกลางบริหารงานบุคคลในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้บริการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542 :1) อาจารย์ในระดับอุดมศึกษาทั้งในสถาบันราชภัฏและมหาวิทยาลัยล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล นอกจากนั้นสถาบันอุดมศึกษายังเป็นสถาบันหลักในการให้การศึกษาอบรมบุคลากรด้านการศึกษาและด้านอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ให้สามารถดำเนินงานพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ถูกหลักวิชาการ มีความเป็นสากลทัดเทียมกับอารยประเทศ การวิจัยครั้งนี้เป็นการแสดงผลว่า อาจารย์ในระดับอุดมศึกษามีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกโรงเรียนอย่างไร จากเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อที่จะนำผลการวิจัยใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เพราะ “การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างจริงจัง ความสำเร็จของการศึกษามิได้ขึ้นอยู่กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเท่านั้น พระราชบัญญัติและกฎระเบียบ เปรียบเสมือนแบบแปลนทางการก่อสร้าง การปฏิบัติของครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และชุมชน ตลอดจนสื่อมวลชนคือการก่อสร้างที่มีสิ่งทำให้การศึกษาขึ้นพื้นฐานสำเร็จเป็นรากฐานที่มั่นคงของทุกชีวิตและสังคมไทย” (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542 : 5) |
| แนวคิด(concept) | 1. นิยามและหลักการทั่วๆไปเกี่ยวกับการจัดการศึกษา 2. รูปแบบการจัดการศึกษา 3. การบริหารและการจัดการศึกษา |
| วัตถุประสงค์(objective) | เพื่อศึกษาความคิดเห็นอาจารย์ระดับอุดมศึกษาที่มีต่อรูปแบบและการบริหารการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกโรงเรียน |
| แนวทางการปฏิบัติ(regulation) | การวิจัยเชิงสำรวจ |
| กลุ่มตัวอย่าง(sample) | ประชากร ได้แก่ อาจารย์ในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยและสถาบันราชภัฏทุกคนที่ทำหน้าที่สอนและหน้าที่บริการ โดยปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2542 กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จากประชากรดังกล่าว โดยสุ่มจากสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ (36 แห่ง) แห่งละ 5 คน รวม 180 คน อาจารย์ในมหาวิทยาลัยและผู้ทรงคุณวุฒิรวม 50 คน รวมทั้งสิ้น 230 คน |
| คำนิยาม(defination) | การศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกโรงเรียน หมายถึงการศึกษาในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาที่จัดให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ได้ศึกษาในระบบโรงเรียน ประสบการณ์ทางตรง หมายถึง เคยร่วมมือกับกรมการศึกษานอกโรงเรียนในการให้บริการการศึกษานอกโรงเรียน เคยเป็นวิทยากรหรืออื่นๆ ช่วยงานการศึกษานอกโรงเรียนในพื้นที่ ประสบการณ์ทางอ้อม หมายถึง เคยรับรู้ หรือมีประสบการณ์ในการใช้บริการกรมการศึกษานอกโรงเรียนในพื้นที่ |
| เครื่องมือ(tool) | เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบและการบริหารการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกโรงเรียน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จำนวน 4 คน แบบสอบถามเป็นแบบให้เลือกค่าตอบและแบบปลายเปิด (Open-ened) ประกอบด้วยเนื้อหา 4 ตอนคือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปตามรายละเอียดส่วนตัวผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน ตอนที่ 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานการศึกษานอกโรงเรียน ตอนที่ 4 ความคิดเห็นด้านอื่นๆ ที่มีต่อการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน |
| การรวบรวมข้อมูล(gathering) | ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามไปให้กลุ่มตัวอย่าง และรับคืนทางไปรษณีย์ จากแบบสอบถามที่ส่งไป 230 ฉบับ ได้รับคืน 134 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 58.3 |
| การวิเคราะห์(analysis) | วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการแจกแจงความถี่ และคำนวณค่าร้อยละ |
| ข้อสรุป(summary) | 1. ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน 1.1 กลุ่มเป้าหมายการศึกษาขั้นพื้นฐานการศึกษานอกโรงเรียน ควรเป็นกลุ่มที่พลาดโอกาสใน ระบบโรงเรียน (ร้อยละ 90.3) 1.2 การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานการศึกษานอกโรงเรียน ควรจะจัดเสมือนเดิมคือระดับประถม ศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ร้อยละ 42.5) 1.3 หลักการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานศึกษานอกโรงเรียนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้สายสามัญ อาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต (ร้อยละ 67.2) 1.4 การแบ่งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานการศึกษานอกโรงเรียน ควรแบ่งเป็นระดับต้น ระดับ กลาง ระดับปลาย กล่าวคือ มีระดับเป็นของตนเอง และในแต่ละระดับบ่งชี้ว่าเทียบเท่าการศึกษาโรงเรียนระดับใด (ร้อยละ 46.3) 1.5 จุดเน้นหรือข้อดีของการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียนคือมีรูปแบบวิธี การเรียนที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความเหมาะสม (ร้อยละ 61.2) 1.6 หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน ควรเป็นหลัก สูตรเฉพาะผู้เรียนในรูปแบบการศึกษานอกระบบ (ร้อยละ 49.3) และใช้หลักสูตรแกนเหมือนในระบบแต่หลักสูตรในหมวดวิชาเลือกต่างกัน (ร้อยละ 44.0) 1.7 ครูการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน ควรเป็นบุคลากรภาครัฐและเอก ชนในพื้นที่ซึ่งต้องการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานอกโรงเรียน (ร้อยละ 81.3) 1.8 ครูการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน ควรจัดในรูปแบบเดิมแต่กระจาย อำนาจให้ท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาได้มากขึ้นตามสภาพปัญหาความต้องการของการศึกษานอกโรงเรียนในท้องถิ่น (ร้อยละ 85.1) 2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน 2.1 หน่วยงานการศึกษานอกโรงเรียนในพื้นที่ในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน 2.2 บทบาทของหน่วยงานในส่วนกลาง (กรม) ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน โดยจัดทำแผนนโยบาย สนับสนุนด้านวิชาการ ติดตามผล ประเมินผล จัดทำมาตรฐานการศึกษานอกโรงเรียน (ร้อยละ 92.5) 2.3 บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน โดยร่วมมือวางแผน และให้ความรู้ทางวิชาการแก่หน่วยงาน การศึกษานอกโรงเรียนในพื้นที่ (ร้อยละ 85.1) 2.4 บทบาทของชุมชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกโรงเรียน โดยร่วมมือวางแผนและให้ความสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่จัดการศึกษานอกโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ (ร้อยละ 84.3) |
| ข้อเสนอแนะ(suggestion) | ข้อเสนอแนะการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. ใช้ในการกำหนดกรอบหลักสูตรคือควรจัดการศึกษานอกโรงเรียนขั้นพื้นฐานสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ผู้พลาดโอกาสทางการศึกษาและกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น คนพิการ เด็กเร่ร่อน ชาวไทยภูเขา ในการแบ่งระดับการศึกษาควรแบ่งระดับที่เป็นของการศึกษานอกโรงเรียนและแต่ละระดับเทียบเคียงกับการศึกษาในโรงเรียน หลักสูตรที่ดำเนินการ ควรมีความหลากหลายยืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและเนื้อหาหลักสูตรควรมีทั้งสามัญ อาชีพและคุณภาพชีวิต ภาษาในการจัดทำหลักสูตรนั้นท้องถิ่น ชุมชนจะมีบทบาทในการจัดทำหลักสูตรเพื่อให้สนองต่อความต้องการของชุมชนท้องถิ่น 2. รูปแบบการเรียนการสอน ต้องมีความยืดหยุ่น หลากหลายสนองต่อธรรมชาติของคน กลุ่มและชุม ชน พ่อ แม่ ชุมชนมีบทบาทเป็นครูได้ การเรียนการสอนมุ่งเน้นที่การพัฒนาการสนองต่อความต้องการในการเรียนรู้ของผู้เรียน พ่อแม่ ชุมชนจะต้องเรียนรู้วิธีการเรียนการสอนแบบการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งยึดปรัชญาคิดเป็นทำเป็นและการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถานศึกษาจะต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษา การจัดการเรียนการสอน ต้องให้มีคุณภาพมาตรฐาน เพราะจะมีการประเมินมาตรฐานให้เป็นสากล 3. การบริหาร และการจัดการมีการกระจายอำนาจทางวิชาการจากส่วนกลางให้ชุมชนโดยเฉพาะ หน่วยงานในชุมชนคือ อบต. ผู้รู้ด้านการศึกษาในท้องถิ่นทั้งภาครับเอกชนทุกหน่วยที่มีส่วนรับผิดชอบในการจัดการศึกษาทุกระดับทั้งขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาจะมีความร่วมมือในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนขั้นพื้นฐานในชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับยใหม่ต่อไป การเตรียมความพร้อมให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในด้านวิชการและการจัดการจึงเป็นบทบาทสำคัญของหน่วยงานในส่วนกลางต่อไป ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรวิจัยเชิงปฏิบัติการการจัดการศึกษานอกโรงเรียนโดยชุมชนดำเนินการจัดการศึกษานอกโรง เรียน ตั้งแต่ทำหลักสูตร การเรียนการสอน ประเมินผลโดยสถานศึกษาเป็นผู้ให้การสนับสนุน (กลักสูตรท้องถิ่นสำหรับการศึกษาสายสามัญและหลักสูตรอาชีพ) 2. ควรศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานการศึกษานอกโรงเรียนโดยชุมชน (ศึกษา จากกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ) 3. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการศึกษานอกโรงเรียน จากการมีส่วนร่วมของ อบต. (ศึกษาจากกรณีตัวอย่าง) |
| ปี | 2542 |