Current Record: นายพรชัย ตั้งยิ่งยง

นายพรชัย ตั้งยิ่งยง

การสร้างและพัฒนาสื่อชุดกิจกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมเรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ประกอบการเรียนซ่อมเสริม และให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเองเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ต่ำ โดยมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้
1. ขั้นการวิจัย โดยจัดสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพแบบกลุ่มย่อย ในปีการศึกษา 2545 โดยตั้งเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพไว้ที่ระดับ 70/70
2. ขั้นพัฒนา โดยการนำชุดกิจกรรมไปใช้จริง ในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 และ 2/2 จำนวน 87 คน
3. ขั้นประเมินผลและเผยแพร่ หลังจากที่นำชุดกิจกรรมไปใช้จริงแล้ว 1 ภาคเรียนได้ประเมินผลรวมเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าจากระดับคะแนนของนักเรียนที่ใช้ชุดกิจกรรม และจัดทำรายงานการวิจัยเพื่อเผยแพร่
ผลการวิจัยและพัฒนา
1. การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม พบว่า ชุดกิจกรรมประกอบบทเรียน ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพระดับ 70/70
2.การเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า บทเรียนชุดกิจกรรมมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.การเปรียบเทียบร้อยละของระดับคะแนนต่าง ๆ ระหว่างปีการศึกษา 2544 กับปีการศึกษา 2545 พบว่า มีระดับคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นจาก 2.95 เป็น 3.08และมีผู้ได้ระดับคะแนน 2 และระดับคะแนน 3 ลดลง
4. เจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ย 2.51 อยู่ในระดับ มาก

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 5854
ชื่อผลงานวิจัย การบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม
หัวข้อ(Eng) Activity Sereis plus (+) , minus ( - ) , times ( x ) and devided (  ) Integer.
คำสำคัญ(keyword) ชุดกิจกรรมการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม
ชื่อผู้วิจัย นายพรชัย ตั้งยิ่งยง
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Pornchai tungyingyong
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7
การศึกษา ปริญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต (วท.บ.) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สถานศึกษา โรงเรียนยโสธรพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) พฤษภาคม - 30 กันยายน 2545
ประเภท วิจัยเฉพาะส่วนบุคคล
สถานที่จัดเก็บผลงาน โรงเรียนยโสธรพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร
ประวัติความเป็นมา(history) วิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เขตการศึกษา 10 และ ของ สสวท.มีความสนใจและเห็นว่าชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ดี มีประโยชน์มากสำหรับครูผู้สอนคณิตศาสตร์ นำไปเป็นต้นแบบที่จะพัฒนาสื่อได้เองในอนาคตต่อไป จึงคัดเลือกโรงเรียนนำร่องในการใช้ชุดกิจกรรมดังกล่าวมาใช้ ในวิชาคณิตศาสตร์เสริมทักษะ ค 031 , ค 032 ค 033 และ ค 034 โรงเรียนยโสธรพิทยาคมเป็นโรงเรียนหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือก ผู้วิจัยได้นำหลักการดังกล่าวมาผลิตสื่อชุดกิจกรรมเรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหาร จำนวนเต็มประกอบกับในปีการศึกษาที่ผ่านมา นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม จำนวน 580 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะเรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็มที่นักเรียนบอกว่าชอบเรียน แต่กลับทำคะแนนได้น้อยกว่าที่ควร
แนวคิด(concept) ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามหัวข้อต่อไปนี้

1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์

2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก

3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเกม

1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์

1.1 ความหมายของคณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พุทธศักราช 2525 (ราชบัณฑิตยสถาน 2525 : 162) ให้ความหมายของคณิตศาสตร์ “เป็นวิชาที่ว่าด้วยการคำนวณ” เวบสเตอร์ (Webster 1980 : 1110 ) อธิบายคำว่าคณิตศาสตร์ หมายถึง กลุ่มของวิชาต่าง ๆ ได้แก่ เลขคณิต เรขาคณิต พีชคณิต แคลคูลัส ฯลฯ ซึ่งเกี่ยวพันกับปริมาณ ขนาดรูปร่าง

แบลค (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช . 2528 : 5 ; อ้างอิงมาจาก Black) ให้ความหมายไว้ว่า คณิตศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างทั้งหลายที่แสดงได้ด้วยสัญลักษณ์และมีหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์

สโตน (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช .2528 : 5 ; อ้างอิงมาจาก Stone) ได้ให้ความหมายว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาถึงระบบนามธรรมโดยทั่วไปที่มีโครงสร้างแน่นอนและมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน

จากความหมายของคณิตศาสตร์ดังกล่าวพอสรุปได้ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวกับปริมาณ ขนาด รูปร่าง ความสัมพันธ์และคุณสมบัติต่าง ๆ ที่สามารถแสดงให้เห็นอย่างมีระเบียบ ตลอดจนเป็นวิชาที่มีโครงสร้างที่แน่นอน และมีหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์

1.2 ความสำคัญของคณิตศาสตร์ บุญทัน อยู่ชมบุญ (2529 : 2 ) กล่าวว่า ครูคณิตศาสตร์ควรจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะ
พอสมควร เพื่อสามาระนำไปวิเคราะห์สภาพการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ สามารถเลือกและปรับปรุงกลวิธีในการสอนและวัสดุประกอบการสอนให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรยน และได้สรุปลักษณะสำคัญของคณิตศาสตร์ไว้ดังนี้

1. คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการคิด เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจริงหรือไม่อย่างมีเหตุผล ด้วยเหตุนี้เราจึงนำคณิตศาสตร์ไปใช้ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรม และยังช่วยให้คนมีเหตุผล ใฝ่รู้ ตลอดจนพยายามคิดค้นสิ่งแปลกใหม่ ดังนั้นคณิตศาสตร์จึงเป็นรากฐานของความเจริญด้านต่าง ๆ

2. คณิตศาสตร์เป็นภาษาอย่างหนึ่ง คณิตศาสตร์เป็นภาษาที่กำหนดขึ้นด้วยสัญลักษณ์ที่รัดกุม และสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง ใช้อักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์แทนความคิด ซึ่งสื่อความหมายให้เข้าใจได้ตรงกัน

3. คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่มีโครงสร้าง คณิตศาสตร์จะเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ง่าย ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานนำไปสู่เรื่องอื่น ๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง

4. คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่มีแบบแผน ในการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์นั้นต้องคิดอยู่ในแบบแผนและมีรูปแบบ ไม่ว่าจะคิดเรื่องใดก็ตามทุกขั้นตอนจะตอบได้และจำแนกออกมาให้เห็นจริงได้

5. คณิตศาสตร์เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ความงามของคณิตศาสตร์คือ ความเป็นระเบียบกลมกลืน นักคณิตศาสตร์ได้พยายามแสดงความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการความคิดริเริ่มในการแสดงสิ่งใหม่ ๆ โครงสร้างใหม่ ๆ ทางคณิตศาสตร์ออกมา

ยุพิน พิพิธกุล (2524 : 1-2) ได้สรุปลักษณะสำคัญของคณิตศาสตร์ไว้ดังนี้

1. คณิตศาสตรเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการคิดและมีการพิสูจน์อย่างมีเหตุผลว่าสิ่งที่เราเป็นจริงหรือไม่

2. คณิตศาสตร์เป็นภาษาอย่างหนึ่งที่ใช้สัญลักษณ์ที่รัดกุม และสื่อความหมายได้ถูกต้องโดยใช้ตัวอักษรแสดงความหมายแทนความคิด เป็นเครื่องมือที่จะฝึกทางสมอง ช่วยให้เกิดการกระทำในการคิดคำนวณ การแก้ปัญหา

3. คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีโครงสร้าง มีเหตุผล ใช้อธิบายข้อคิดต่าง ๆ ที่สำคัญได้ เช่น สัจพจน์ คุณสมบัติ กฎ ทำให้เกิดความคิดที่เป็นรากฐานในการพิสูจน์เรื่องอื่น ๆ ต่อไป

4. คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เป็นแบบแผน ในการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์นั้น ต้องคิดอยู่ในแบบแผนและมีรูปแบบ ไม่ว่าจะคิดเรื่องใดก็ตามทุกขั้นตอนได้และจำแนกออกมาให้เห็นจริงได้

5. คณิตศาสตร์เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ความงามของคณิตศาสตร์คือ ความเป็นระเบียบกลมกลืน

2.เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก

2.1 ความหมายของแบบฝึก

แบบฝึกหัดในภาษาไทยที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น แบบฝึก แบบฝึกทักษะ แบบฝึกหัด แบบฝึกหัด แบบฝึกหัดฝึกทักษะ เป็นต้น (โสภา พรหมรักษ์ . 2526 : 8) มีผู้ให้

ความหมายของแบบฝึกหลายท่านดังนี้

กู๊ด (Good . 1973 : 224) กล่าวว่า แบบฝึกหัด หมายถึง งานหรือการบ้านที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำ เพื่อทบทวนความรู้และฝึกทักษะการใช้กฎหรือสูตรต่าง ๆ ที่ได้เรยนไปแล้ว

สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2524 : 106) แบบฝึกหัด คือ การจัดประสบการณ์ที่เน้นการฝึกหัด เพื่อให้เกิดความจำจนกระทั่งสามารถปฏิบัติได้โดยอัตโนมัติ ขั้นตอนในการสอนก็มักจะเริ่มต้นด้วยการบอกหรือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วให้ผู้เรียนทำตามและฝึกหัดเรื่อยไปจนกระทั่งจำและทำได้โดยอัตโนมัติ

สเคอร์ลิงค์( Scherling . 1963 : 24-28) กล่าวว่า การทำแบบฝึกหัดมีความสำคัญมากต่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ แบบฝึกหัดมี 2 ลักษณะ คือ แบบฝึกหัดเพื่อฝึกฝนทักษะอย่างหนึ่ง และแบบฝึกหัดเพื่อฝึกฝนการแก้ปัญหาทางด้านคณิตศาสตร์อีกอย่างหนึ่ง ฉะนั้นการทำแบบฝึกหัดจึงช่วยให้การเรียนการสอนคณิตศาสตร์เป็นไปตามความมุ่งหมายที่สำคัญ 2 ประการ คือ การเพิ่มทักษะในการคำนวณ และความสามารถในการแก้ปัญหาได้

จากความหมายของแบบฝึกดังกล่าว สรุปได้วา แบบฝึก หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำเพื่อฝึกฝนจนเกิดความรู้ความสามารถที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาได้

2.2 หลักในการสร้างแบบฝึก

แบบฝึกเป็นสิ่งสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์ นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะความชำนาญแล้ว ยังช่วยให้สามารถจำบทเรียนนั้นได้นาน แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้นต้องมีความหมายต่อผู้เรียน ดังนั้นการสร้างแบบฝึกจึงจำเป็นต้องมีหลักยึดว่าแบบฝึกที่สร้างนั้นควรจะมแนวทางไปในทางใด เพื่อให้สอดคล้องกับบทเรียน ดังนั้น การสร้างแบบฝึกที่ดีจึงควรมีหลักในการจัดทำดังนี้

พรรณธิภา อ่อนแสง (2532 : 48 ) ได้สรุปหลักในการทำแบบฝึกว่า ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

1. ตั้งวัตถุประสงค์

2. ศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา

3. ขั้นต่าง ๆ ในการสร้างแบบฝึก

3.1 ศึกษาปัญหาความบกพร่องของเด็กในการเรียนการสอน

3.2 ศึกษาจิตวิทยาและกระบวนการเรียนรู้

3.3 ศึกษาเนื้อหาวิชา

3.4 ศึกษาลักษณะของแบบฝึก

3.5 กำหนดรูปแบบและการสร้างแบบฝึกให้ตรงกับเนื้อหาที่ต้องการแก้ไข

รัชนี ศรีไพวรรณ (2517 : 412 –413) ได้กล่าวถึงหลักในการจัดทำแบบฝึกไว้ ดังนี้

1. ให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและพัฒนาการของเด็ก และลำดับขั้นของการเรียน เด็กแรกเรียนยังมีประสบการณ์น้อย แบบฝึกทักษะจะต้องอาศัยรูปภาพ สีสวย จูงใจเด็ก และเป็นไปตามลำดับความยากง่ายเพื่อให้เด็กมีกำลังใจ

2. ให้มีจุดมุ่งหมายว่า มุ่งจะฝึกด้านใด แล้วจัดเนื้อหาให้ตรงกับความมุ่งหมายที่วางไว้ ครูต้องทำไว้ล่วงหน้าเสมอ

3.ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็ก ถ้าสามารถแยกความสามารถและจัดทำแบบฝึกเพื่อส่งเสริมเด็กแต่ละกลุ่มได้ก็ยิ่งดี

4. ในแบบฝึกต้องมีคำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อให้เด็กเข้าใจ ถ้ายังอ่านไม่ได้ครูต้องชี้แจงด้วยคำพูดที่ใช้ภาษาง่าย ๆ ให้เด็กสามารถทำตามคำสั่งได้

5.แบบฝึกต้องมีความถูกต้อง ครูต้องตรวจพิจารณาดูให้ความถี่ถ้วน อย่าให้มีข้อผิดพลาดได้

6. การให้เด็กทำแบบฝึกแต่ละครั้ง ต้องให้เหมาะสมกับเวลาและความสนใจของเด็ก เด็กเล็ก ๆ ย่อมสนใจทำสิ่งใดอยู่ได้ไม่นาน

7. ควรทำแบบฝึกหลาย ๆ แบบ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้กว้างขวางและส่งเสริมให้เด็กเกิดความคิด

8. กระดาษที่ให้เด็กทำแบบฝึกหัดต้องเหนียวและทนทานพอสมควร

ประพนธ์ จ๋ายเจริญ (2536 : 15) ได้ให้แนวในการดำเนินการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้

1. กำหนดจุดมุ่งหมาย และวางแผนในการดำเนินการสร้างแบบฝึกหัด

2. วิเคราะห์ทักษะและเนื้อหาวิชาที่ต้องการสร้างแบบฝึกหัดเป็นทักษะย่อย ๆ และเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามทักษะ และเนื้อหาย่อย ๆ นั้น

3.เขียนแบบฝึกหัดตามเนื้อหา และจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กำหนดไว้ให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ และจิตวิทยาพัฒนาการตามวัยของผู้เรียน

4.กำหนดรูปแบบของแบบฝึกหัด

3. ความหมายของของเล่นและเกม

ปรีชา เนาว์เย็นผล (2535 : 5-7) ได้ให้ความหมายของของเล่นและเกม ไว้ดังนี้

เมื่อกล่าวถึงของเล่นและเกมของเรามักจะพูดรวม ๆ กันไป แต่ความจริงแล้วของเล่นและเกมมีความหมายแยกกัน ของเล่น หมายถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำมาให้เด็กเล่น โดยอาจจะเล่นคนเดียวคนเดียวหรือเล่นเปนหมู่คณะก็ได้ วัตถุประสงค์ของการเล่นมักจะเป็นไปเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจจะมีวัตถุประสงค์ของการเล่นมักจะเป็นไปเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจจะมีวัตถุประสงค์ทางภาษาและทักษะการจัดหมู่ และการนับ เป็นต้น ตัวอย่างของการเล่นในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เช่น แท่งหไม้ หรือลูกหินสำหรับนับ แผ่นโดมิโน และลูกเต๋า เป็นต้น

ส่วนเกมนั้น หมายถึง กิจกรรมการเล่นหรือการแข่งขันที่มีกติกากำหนดไว้ หรือตกลงกันไว้ ในการเล่นเกมนั้นอาจใช้ของเล่นเป็นอุปกรณ์ หรืออาจไม่ใช่ของเล่นเป็นอุปกรณ์ก็ได้ ตัวอย่างของเกมในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่มีของเล่นเป็นอุปกรณ์ เช่น เกมต่อบัตร เกมบันไดงู และเกมปาเป้า ส่วนเกมที่ไม่มีของเล่นเป็นอุปกรณ์ เช่น เกมทายปัญหาคณิตศาสตร์ และเกมวิ่งผลัด เป็นต้น
ของเล่นและเกมมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมการเรียนการสอนทุก ๆ วิชาเนื่องจากของเล่นและเกมช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานในการเรียน

บทบาทของของเล่นและเกมในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ในวิชาคณิตศาสตร์ ของเล่นและเกมมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมการเรียนการสอนตั้งแต่ระดบปฐมวัยไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา เนื่องจากวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชานามธรรม จึงจำเป็นต้องมีการใช้ของเล่นต่าง ๆ เป็นอุปกรณ์เพื่อเชื่อมโยงความเข้าใจของเด็กในสิ่งที่เป็นรูปธรรมกับความเป็นนามธรรมทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กในระดับมัธยมศึกษาเป็นสิ่งที่สนุกสนานไม่น่าเบื่อและยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์เพิ่มเติมอีกด้วย ครูอาจจะใช้ของเล่นและเกมในขั้นตอนต่าง ๆ ของกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้

1. ในขั้นการนำเข้าสู่บทเรียน ครูอาจจะให้นักเรียนเล่นเกม การแข่งขันเพื่อเป็นการทบทวนความรู้เดิมทางคณิตศาสตร์ก่อนที่จะสอนบทเรียนใหม่ หรือใช้เกมที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนใหม่ เพื่อเป็นการเตรียมนักเรียนให้พร้อมที่จะเรียนบทเรียนใหม่

2. ในขั้นการสอน ครูอาจจะใช้ของเล่นหรือเกมให้นักเรียนได้เล่น เพื่อให้นักเรียนได้ค้นพบหรือความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ เช่น ในการสอนเรื่องปริมาตรครูอาจให้นักเรียนค้นพบความสัมพันธ์ของปริมาตรของรูปทรงต่าง ๆ โดยให้นักเรียนใช้เครื่องตวงรูปทรงต่าง ๆ ทำการตวง แล้วเปรียบเทียบปริมาตร เป็นต้น หรือในการสอนเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ครูอาจให้นักเรียนเล่นเกมการค้าขายที่มีการแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่าง ๆ เป็นต้น

3.ในขั้นการฝึกทักษะภายหลังจากที่นักเรียนได้เรียนจนเข้าใจเรื่องใหม่แล้ว ครูอาจให้นักเรียนเล่นเกมต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์จนเกิดความชำนาญ

4. ในขั้นสรุป ครูอาจให้นักเรียนออกมาเล่นเกม เพื่อเป็นการสรุปกฎเกณฑ์ ทางคณิตศาสตร์ที่ได้เรียนไปแล้ว

5.ครูอาจให้นักเรียนเล่นเกมทางคณิตศาสตร์ เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น เล่นเกมคณิตศาสตร์นอกเวลาเรียน หรือให้เกมคณิตศาสตร์เป็นกิจกรรมที่สำคัญอันหนึ่งของชุมนุมคณิตศาสตร์

6. ครูอาจใช้ของเล่นและเกมทางคณิตศาสตร์ เป็นกิจกรรมช่วยให้นักเรียนที่เรียนอ่อนคณิตศาสตร์ ได้ฝึกฝนตนเองเพื่อซ่อมเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ ตัวอย่างเช่น การให้นักเรียนจำสูตรคูณแม่ 9 ด้วยการใช้นิ้วมือเป็นอุปกรณ์ หรืออาจให้นักเรียนเล่นเกมต่อบัตรตามลำพัง เพื่อฝึกทักษะการบวก การลบ การคูณ และการหารให้คล่องแคล่วยิ่งขึ้นประโยชน์และคุณค่าของของเลนและเกมในการเรียนการสอน

จากบทบาทของของเล่นและเกมในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ที่กล่าวมาแล้วนั้น อาจสรุปประโยชน์และคุณค่าของของเล่นและเกมที่มีต่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ได้ดังนี้

1. ของเล่นและเกมช่วยให้นักเรียนเรียนคณิตสาสตร์ด้วยความสนุกสนานในบรรยากาศที่ผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งจะเป็นผลทำให้นักเรียนชอบเรียนคณิตศาสตร์มากยิ่งขึ้น

2. ของเล่นและเกมช่วยให้นักเรียนเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากช่วยทำให้วิชาคณิตศาสตร์มีลักษณะเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นเด็กเล็ก หรือระดับประถมศึกษาตอนต้น การใช้ของเล่นเป็นอุปกรณ์การสอนจะช่วยให้นกเรียนเข้าใจบทเรียนคณิตศาสตร์ยิ่งขึ้น เพราะของเล่นต่าง ๆ ทำให้วิชาคณิตศาสตร์เป็นรูปธรรม เช่น ใช้ของเล่นเป็นอุปกรณ์การนับ การบวก การลบ ตลอดจนการสอนเลขหลักต่าง ๆ ส่วนในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป การใช้เกมต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนคณิตศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น เช่น เกมสถานการณ์จำลอง เกี่ยวกับการฝากเงินธนาคาร เกมเกี่ยวนาฬิกา เป็นต้น

3. ของเล่น และเกมช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะทางคณิตศาสตร์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เนื่องจากวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาทักษะ นักเรียนจะต้องเรียนรู้คณิตศาสตร์จนถึงขั้นมีทักษะทางคณิตศาสตร์จนคล่องแคล่ว ไม่ใช่เพียงแต่เรียนให้เกิดความรู้เท่านั้น ดังนั้น ของเล่นและเกมคณิตศาสตร์จึงเป็นเสมือนเครื่องมือที่จะทำให้เด็กฝึกฝนทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ได้เรียนรู้แล้วนั้น จนเกิดความชำนาญ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการน่าเบื่อหน่ายแต่อย่างใด

4.ของเล่นและเกมช่วยให้นักเรียนได้ร่วมกันคิดและร่วมกันแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักการเรียนรู้จักการเล่นและทำงานร่วมกัน

5. ของเล่นและเกมช่วยให้เด็กได้ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น เด็กได้ฝึกต่อของเล่นเป็นรูปต่าง ๆ หรือฝึกแก้ปัญหาเกมไม้ขีดไฟ เป็นต้น

6. ของเล่นและเกมมีประโยชน์ในการสอนซ่อมเสริม โดยครูอาจจัดให้เด็กเก่งเล่นคู่กับเด็กอ่อน เพื่อให้เด็กเก่งได้เป็นพี่เลี้ยงเด็กอ่อน ทำให้เด็กอ่อนสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของตนและเรียนรู้ตามทันเด็กอื่น ๆ
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาเจตคตินักเรียนต่อการใช้สื่อการสอนชุดการบวก,การลบ,การคูณ และการหารจำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2. เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสื่อที่สร้างขึ้น 70/70
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการบวก,การลบ,การคูณ และการหาร จำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม เรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม
สมมุติฐาน(assumption) ในการทดลองใช้ชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนหลังจากใช้ชุดกิจกรรมสูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนเรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) งานวิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร จำนวน 12 ห้อง จำนวน 585 คน
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 และ 2/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนยโสธรพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร จำนวน 88 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น หมายถึง สื่อการสอนชุดกิจกรรมการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม
ตัวแปรตาม หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
คำนิยาม(defination) ชุดกิจกรรมประกอบบทเรียน หมายถึง ชุดการสอนที่เน้นการจัดกิจกรรมในห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาด้วยตนเอง ฝึกคาดเดาคำตอบ นำเสนอ รับฟัง และให้ข้อเสนอแนะกับผู้อื่น ตลอดจนเพื่อฝึกให้ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ได้ทดลองจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งใช้เทคนิคการสอน และวิธีสอนที่มุ่งเน้นความสำคัญไปที่กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน และให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนได้รับจากแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น
เครื่องมือ(tool) แบบทดสอบ,แบบสอบถาม
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ขั้นทดลองกลุ่มเล็ก คัดเลือกนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 คน โดยเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนปานกลาง จำนวน 5 คน และผลการเรียนค่อนข้างอ่อน จำนวน 5 คน อธิบายวัตถุประสงค์ และวิธีการเรียนอย่างละเอียด และจับเวลาในการเรียน เมื่อทดลองเสร็จ นำชุดกิจกรรมไปหาประสิทธิภาพและปรับปรุง
2.ขั้นทดลองภาคสนาม ผู้วิจัยนำชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้โดยดำเนินการเหมือนกลุ่มแรก
การวิเคราะห์(analysis) 1. การหาเจตคติในการใช้ชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนเรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็มหลังการใช้สื่อชุดนี้ โดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในแต่ละรายการที่ประเมิน
2. การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนเรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม
1.1 การหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) โดยการประเมินจากคะแนนของการปฏิบัติของผู้เรียนในแต่ละชุดกิจกรรมประกอบบทเรียน ดังนี้
E1 = (คะแนนเฉลี่ย/คะแนนเต็ม) x100 %
คะแนนเฉลี่ย = คะแนนรวมทั้งหมด / จำนวนนักเรียนที่ทดลอง
2.2 การหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) โดยการประเมินจากคะแนนหลังเรียน ดังนี้
E2 = (คะแนนเฉลี่ย/คะแนนเต็ม) x 100%
คะแนนเฉลี่ย = คะแนนรวมทั้งหมด / จำนวนนักเรียนที่ทดลอง
จากนั้นนำค่า E1 และ E2 ไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 70/70
3. ทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนใช้และหลังใช้บทเรียน โดยใช้วิธการทดสอบค่าที (t-test)
4.เปรียบเทียบค่าร้อยละของนักเรียนที่ได้ระดับคะแนนต่าง ๆ ระหว่างปีการศึกษา 2544 และปีการศึกษา 2545
ข้อสรุป(summary) การสร้างและพัฒนาสื่อชุดกิจกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมเรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ประกอบการเรียนซ่อมเสริม และให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเองเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ต่ำ โดยมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้
1. ขั้นการวิจัย โดยจัดสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพแบบกลุ่มย่อย ในปีการศึกษา 2545 โดยตั้งเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพไว้ที่ระดับ 70/70
2. ขั้นพัฒนา โดยการนำชุดกิจกรรมไปใช้จริง ในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 และ 2/2 จำนวน 87 คน
3. ขั้นประเมินผลและเผยแพร่ หลังจากที่นำชุดกิจกรรมไปใช้จริงแล้ว 1 ภาคเรียนได้ประเมินผลรวมเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าจากระดับคะแนนของนักเรียนที่ใช้ชุดกิจกรรม และจัดทำรายงานการวิจัยเพื่อเผยแพร่
ผลการวิจัยและพัฒนา
1. การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม พบว่า ชุดกิจกรรมประกอบบทเรียน ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพระดับ 70/70
2.การเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า บทเรียนชุดกิจกรรมมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.การเปรียบเทียบร้อยละของระดับคะแนนต่าง ๆ ระหว่างปีการศึกษา 2544 กับปีการศึกษา 2545 พบว่า มีระดับคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นจาก 2.95 เป็น 3.08และมีผู้ได้ระดับคะแนน 2 และระดับคะแนน 3 ลดลง
4. เจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ย 2.51 อยู่ในระดับ มาก
ข้อเสนอแนะ(suggestion) อภิปรายผลการวิจัย
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนเรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหาร สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ระดับ 70/70 เป็นสิ่งที่ดี
2. จากการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า คะแนนจากแบบประเมินผลหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 แสดงว่าชุดกิจกรรมทำให้นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนได้จริง
3. จากการเปรียบเทียบร้อยละของระดับคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 ก่อนนำชุดกิจกรรมชุดนี้มาใช้เรียน และ ปีการศึกษา 2545 หลังจากนำชุดกิจกรรมชุดนี้มาใช้ พบว่าชุดกิจกรรมมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น แสดงว่าการใช้ชุดกิจกรรมสนการเรียนการสอน การสอนซ่อมเสริมและการศึกษาด้วยตนเองของนักเรียน สามารถแก้ปัญหาการที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำได้ตามวัตถุประสงค์ทั้งไว้
4. จากการใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับเจตคติต่อการใช้ชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนทำให้นักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับ มาก
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะทั่วไป
ควรนำชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนเรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารจำนวนเต็ม ที่พัฒนาขึ้น ไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อใช้ไปในการแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และทำให้นักเรียนสนใจในการเรียนการสอนมากขึ้น
2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย
1.1 ควรมีการสร้างชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนในเนื้อหาหรือวิชาอื่น ๆ ที่ครูผู้สอนประสบปัญหานักเรียนไม่สนใจเรียนในทุกวิชา
1.2 ควรมีการสร้างชุดกิจกรรมประกอบบทเรียนในเนื้อหาหรือวิชาอื่น ๆ ที่ครูผู้สอนประสบปัญหานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำในทุกวิชา
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved