Current Record: นิพน แจ่มแจ้ง

นิพน แจ่มแจ้ง

แบบประเมินค่าที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 5 รายการ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (index of consistency = IOC) การเสิร์ฟแบบเทนนิสเท่ากับ .91 การเล่นลูกสองมือล่างเท่ากับ .84 การเล่นลูกสองมือบนเท่ากับ .89 การตบเท่ากับ .85 และการสกัดกั้นเท่ากับ .95 สำหรับค่าความเชื่อถือได้ของการเสิร์ฟแบบเทนนิสมีค่าเท่ากับ .89 การเล่นลูกสองมือล่างมีค่าเท่ากับ .85 การเล่นลูกสองมือบนมีค่าเท่ากับ .87 การตบมีค่าเท่ากับ .91 และการสกัดกั้นมีค่าเท่ากับ .96
จากผลการวิจัยดังกล่าวแสดงว่า แบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ประเมินนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 5462
ชื่อผลงานวิจัย การสร้างแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
หัวข้อ(Eng) The Construction of the Volleyball Rating Scales for the Junior
คำสำคัญ(keyword) แบบประเมินค่า กีฬาวอลเลย์บอล ความเที่ยงตรงของแบบประเมินค่า ความเชื่อถือได้ของแบบประเมินค่า ปี2542
ชื่อผู้วิจัย นิพน แจ่มแจ้ง
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Nipon Jamjang
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพลศึกษา
สถานศึกษา โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2542
ประเภท วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ประวัติความเป็นมา(history) กีฬาวอลเลย์บอล เป็นกิจกรรมทางพลศึกษาอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเป็นกีฬาที่ฝึกหัดได้ง่าย เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางด้านร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง สร้างนิสัยให้รักใคร่สามัคคีกัน ส่งเสริมให้ผู้เล่นมีจิตใจเยือกเย็น สุขุมรอบคอบ อารมณ์มั่นคง มีสมาธิดี มีความเชื่อมั่นในตนเองมีระเบียบวินัย ยุติธรรม อดทนและอดกลั้น เคารพในสิทธิผู้อื่นมีไหวพริบที่ชาญฉลาดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ตลอดจนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

กีฬาวอลเลย์บอลได้รับบรรจุเข้าไว้ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) โดยกำหนดให้เป็นวิชาบังคับแกน รหัสวิชา พ 305 เวลาเรียน 1 คาบ/สัปดาห์/ภาค มีค่าเท่ากับ 0.5 หน่วยกิต วิธีการวัดผลไม่สามารถวัดแบบปรนัยได้ จึงใช้การวัดแบบคุณภาพ โดยการวัดรูปแบบของความถูกต้องสวยงาม เพราะถ้าการเล่นถูกวิธีแล้วย่อมส่งผลในด้านปริมาณมากขึ้นตามลำดับ เช่น การเสิร์ฟวอลเลย์บอล ถ้ามีการยืน การโยนลูก การถ่ายน้ำหนักของเท้าการเหวี่ยงแขน การสัมผัสบอล การส่งแขนที่ถูกต้อง การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเหมาะสม และการคาดคะเนที่แม่นยำ ก็ย่อมจะทำให้ผลของการเสริ์ฟมีความรุนแรงและแม่นยำลงตามเป้าหมายตามที่ต้องการได้

การวัดด้านคุณภาพของการปฏิบัตินั้น ประเมินได้จากการดูขั้นตอนการปฏิบัติของนักเรียน โดยทั่วๆ ไปครูพลศึกษาจะใช้วิธีการสังเกต (observation) ซึ่งมักจะเกิดปัญหาของให้คะแนนโดยใช้ความคิดเห็นของตนเอง ซึ่งวิธีการดังกล่าวอาจเกิดความลำเอียงในการให้คะแนนได้ เพราะไม่มีรูปแบบการสังเกตทักษะที่เป็นมาตรฐานอาจจะเกิดความไม่เที่ยงตรง ขาดความเชื่อถือ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้แบบประเมินค่า

แบบประเมินค่า (rating scales) เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับการบันทึกการสังเกตและให้ครูมุ่งที่พฤติกรรมที่จะทำการสังเกต ทั้งนี้เพราะแบบประเมินค่าเป็นการนำเอากระบวนการสังเกตโดยนำมาจัดลำดับ ใช้ประเมินความสามารถ ลักษณะประเมินค่า การประเมินค่าจะมีประสิทธิภาพเพียงใดขึ้นอยู่กับการเตรียมแบบทดสอบอย่างพร้อมเพรียง และสามารถนำไปใช้อย่างเหมาะสม

จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบทักษะกีฬาวอลเลย์บอลที่ผ่านมาพบว่ามีการสร้างแบบทดสอบที่วัดออกมาเป็นเชิงปริมาณ เป็นส่วนใหญ่ซึ่งการวัดคำนึงถึงผลที่นักเรียนแสดงออกเป็นจำนวน ส่วนการสร้างแบบทดสอบที่วัดผลในเชิงคุณภาพที่วัดผลโดยคำนึงถึงลักษณะท่าทางของการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลนั้น ยังไม่มีการสร้างที่จะใช้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ดังนั้นผู้วิจัยเห็นว่ามีความจำเป็นมากสำหรับการสร้างแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้น เพื่อให้แบบประเมินค่าเกิดความเที่ยงตรง และความเชื่อถือได้ในการวัดและประเมินผลวิชาวอลเลย์บอลของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ให้สอดคล้องกับปรัชญาวัตถุประสงค์ และเป้าหมาของหลักสูตร


แนวคิด(concept) 1. ประวัติความเป็นมาของกีฬาวอลเลย์บอล

2. ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล

3. หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นพุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)

4. ทฤษฎีและหลักการเกี่ยวกับการวัดและการประเมินผลทางพลศึกษา

5. ทฤษฎีและหลักการเกี่ยวกับการสร้างแบบประเมินค่าทักษะกีฬา

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อสร้างแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงบรรยาย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานครประกอบด้วยนักเรียนหญิง 313 คน นักเรียนชาย 348 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 661 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เป็นนักเรียนชาย 15 คน นักเรียนหญิง 15 คน รวม 30 คน โดยวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive random sampling) ใช้ระดับผลการเรียนตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปในรายวิชา (พ 305) พลานามัย 5 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่สนใจศึกษา คือ คุณภาพของแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ด้านความเที่ยงตรง และความเชื่อถือได้ของแบบประเมินค่า
คำนิยาม(defination) แบบประเมินค่า (rating scales) หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลเชิงคุณภาพด้วยวิธัการสังเกตให้ผลของการวัดออกมาเป็นเชิงปริมาณ ช่วยในการวัดวผลจากการสังเกตของครูให้มีความเที่ยงตรง และความเชื่อถือได้
ผู้เชี่ยวชาญกีฬาวอลเลยบ์บอล หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่พิจารณาเนื้อหาของทักษะที่สามารถจะวัดได้ และพิจารณาเห็นชอบการกำหนดน้ำหนักคะแนนคุณลักษณะย่อยของทักษะแบ่งออกเป้น 3 กลุ่ม ดังนี้คือ
1. นักวิชาการ หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติการสอนวิชาวอลเลย์บอลในสถาบันอุดมศึกษาหรือเป็นศึกษานิ เทศก์หรือผู้ที่มีผลงานทางวิชาการทางด้านวอลเลย์บอลมาไม่น้อยกว่า 5 ปี
2. ผู้ชำนาญการ หมายถึง ผู้ที่เป็นวิทยากรให้การอบรมเกี่ยวกับกีฬาวอลเลย์บอลของการกีฬาแห่ง ประเทศไทยมาไม่น้อยกว่า 10 ปี หรือผู้ที่เป็นผู้ที่เป็นผู้ฝึกสอนกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยมาไม่น้อยกว่า 3 ปี
3. อาจารย์ผู้สอน หมายถึง ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาพลศึกษาซึ่งปฏิบัติการสอน วิชาวอลเลย์บอล ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมาไม่น้อยกว่า 10 ปี
ความเที่ยวตรงของแบบประเมินค่า (validity) หมายถึง คุณภาพของแบบประเมินค่าที่ใช้ประเมินได้ตรงจุดมุ่งหมายและให้ผลการประเมินตรงสภาพความเป็นจริงโดยพิจารณาความเที่ยวตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้วิธีของโรวิเนลลี และแฮมเบอร์ตัน (Rovinelli and Hambleton) ซึ่งให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเนื้อหาของทักษะที่สามารถวัดได้ มาคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษระกลุ่มพฤติกรรมหรือจุดประสงค์ (index of consistency = IOC) และหาค่าเฉลี่ยความเที่ยวตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ
ความเชื่อถือได้ของแบบประเมินค่า (reliability) หมายถึง ความคงที่หรือความสม่ำเสมอของคะแนนที่ได้จากการทดสอบซ้ำ (test-retest) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดิม
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5 รายการ คือ
1. แบบประเมินค่าทักษะการเล่นเสิร์ฟแบบเทนนิส
2. แบบประเมินค่าทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง
3. แบบประเมินค่าทักษะการเล่นลูกสองมือบน
4. แบบประเมินค่าทักษะการตบ
5. แบบประเมินค่าทักษะการสกัดกั้น
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ในการเก็บข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้
1. นำหนังสือขอความร่วมมือการทำวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปยังผู้เชี่ยว ชาญ 15 คน และเก็บข้อมูลเพื่อหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
2. นำหนังสือขอความร่วมมือการทำวิจัย จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปยังผู้ อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการทำวิจัย
3. นำส่งแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอล พร้อมขั้นตอนและวิธีการประเมินในแต่ละทักษะ อย่างละเอียดแก่ผู้ประเมินและนัดหมายการเก็บข้อมูล
4. จัดเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ในการประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอล
5. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่นัดหมายไว้ โดยมีลำดับดังนี้
5.1 ตรวจสอบความเข้าใจในแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลของผู้ประเมิน
5.2 กลุ่มตัวอย่างปฏิบัติทักษะกีฬาวอลเลย์บอลให้ผู้ประเมินสังเกตเพื่อประเมินทักษะ
5.3 ผู้ประเมินให้คะแนนนักเรียนโดยต้องเขียนคะแนนของแต่ละคนที่แสดงเสร็จสิ้นในแต่ละ ทักษะ ลงในใบบันทึกคะแนน
6. รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการประเมินของผู้ประเมิน เพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
การวิเคราะห์(analysis) ผู้วิจัยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ โปรแกรม SPSS/PC+ (statistical package for social science/personal computer plus) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

1. หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (content validity) แต่ละทักษะย่อยจากดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญ 15 ท่าน โดยวิธีของโรวิเนลลีและแฮมเบลตัน (Rovinelli and Hambleton) ซึ่งให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเนื้อหาของทักษะที่สามารถวัดได้ มาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะกลุ่มพฤติกรรมหรือจุดประสงค์ (index of consistency) และหาค่าเฉลี่ย ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ โดยวิธีการหาค่าเฉลี่ย
2. หาค่าความเชื่อถือได้ (reliability) ของแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยการนำคะแนนแต่ละทักษะและหัวข้อทักษะทั้ง 5 ทักษะของการทดสอบครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 โดยการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ โดยวิธีเพียร์สัน (Pearson Product-Moment Correlation)
ข้อสรุป(summary) แบบประเมินค่าที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 5 รายการ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (index of consistency = IOC) การเสิร์ฟแบบเทนนิสเท่ากับ .91 การเล่นลูกสองมือล่างเท่ากับ .84 การเล่นลูกสองมือบนเท่ากับ .89 การตบเท่ากับ .85 และการสกัดกั้นเท่ากับ .95 สำหรับค่าความเชื่อถือได้ของการเสิร์ฟแบบเทนนิสมีค่าเท่ากับ .89 การเล่นลูกสองมือล่างมีค่าเท่ากับ .85 การเล่นลูกสองมือบนมีค่าเท่ากับ .87 การตบมีค่าเท่ากับ .91 และการสกัดกั้นมีค่าเท่ากับ .96
จากผลการวิจัยดังกล่าวแสดงว่า แบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ประเมินนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
1. ก่อนการประเมินควรชี้แจงรายละเอียด ขั้นตอน วิธีการ ข้อทักษะ การให้คะแนน รวมทั้งติดภาพ แสดงทักษะที่ถูกต้องแต่ละทักษะให้นักเรียนได้ศึกษา เพื่อเป็นแรงจูงใจในการฝึก และปฏิบัติของนักเรียน
2. ครูผู้ที่จะใช้แบบประเมินควรที่จะต้องศึกษารายละเอียด ขั้นตอน ข้อทักษะการให้คะแนนของแบบ ประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นอย่างถ่องแท้ เพื่อความเที่ยงตรงในการประเมิน
3. การสร้างแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ควร เน้นหัวข้อทักษะที่สำคัญ เพื่อความรวดเร็วและง่ายต่อการประเมิน
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาและสร้างแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนระดับประถม ศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลายและนักเรียนในระดับอุดมศึกษา
2. ควรมีการศึกษา และสร้างแบบประเมินค่าทักษะกีฬาวอลเลย์บอลอื่นๆ เช่น ทักษะการเคลื่อนไหว การพุ่งรับ การตบลูกสั้น การเล่นเป็นทีม เป็นต้น
3. ควรมีการศึกษา และสร้างแบบประเมินค่าทักษะกีฬาชนิดอื่นๆ
4. ควรมีการสร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อประโยชน์ในการวัด และการประเมินผล การเรียนการสอนวิชาวอลเลย์บอลต่อไป
ปี 2542
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved