Current Record: นางศิริพรรณ ไถ้เงิน

นางศิริพรรณ ไถ้เงิน

สรุปผลการศึกษาค้นคว้า
จากการทดลองกับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนคลองบ้านพร้าว ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี จำนวน 54 คน มีผ่านเกณฑ์การประเมินทางภาษาด้วยการพูดเล่าเรื่องเกี่ยวกับผลงานของตนเองตามเกณฑ์ดังนี้
1.ข้อมูลทางสถิติเบื้องต้น
กลุ่มทดลองที่ 1 (แบบกลุ่ม 3 คน) มีดังนี้
ก่อนการทดลอง เกณฑ์ระดับการพูดเล่าเรื่อง อยู่ในระดับ 1 จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 ระดับ 2 มีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 62.50 และระดับ 3 มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 4.17
หลังการทดลองเกณฑ์ระดับการพูดเล่าเรื่อง อยู่ในระดับ 1 ไม่ปรากฏ ระดับ 2 มีจำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ20.83 และระดับ 3 มีจำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 79.17
กลุ่มทดลองที่ 2 (แบบกลุ่ม 5 คน) มีดังนี้
ก่อนการทดลอง เกณฑ์ระดับการพูดเล่าเรื่อง อยู่ในระดับ 1 จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 ระดับ 2 มีจำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 63.33 และระดับ 3 มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.34
หลังการทดลอง เกณฑ์ระดับการพูดเล่าเรื่อง อยู่ในระดับ 1 มีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00 ระดับ 2 มีจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 20.00 และระดับ 3 มีจำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 70.00
2.การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทดสอบความสามารถทางภาษาด้วยการพูดเล่าเรื่อง พบว่า
2.1 ก่อนการทดลอง ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยมีข้อมูลดังนี้
กลุ่มทดลองที่ 1 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.7083 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.550
กลุ่มทดลองที่ 2 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.000 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.535
2.2 ก่อนการทดลอง กับ หลังการทดลอง พบว่า
กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.7083 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.5500 หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.7917 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.4149 และพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการทดลอง สูงกว่า ก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.7000 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.5350 หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.6000 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.6747 และพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนน หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .01
2.3 หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.7917 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.4149 กลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.6000 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.6747 และพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนของกลุ่มทดลองที่ 1 สูงกว่า กลุ่มทดลองที่ 2 แต่ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 5396
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมวาดภาพต่อเนื่องเป็นกลุ่ม
หัวข้อ(Eng) LANGUAGE ABILITY DEVELOPMENT OF YOUNG CHILDREN THROUGH CONTINUING DRAWING ACTIVITY WITH GROUP.
คำสำคัญ(keyword) การพัฒนาความสามารถทางภาษา, เด็กปฐมวัย
ชื่อผู้วิจัย นางศิริพรรณ ไถ้เงิน
ชื่อผู้วิจัย(Eng) SIRIPUN TAINGERN
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7
การศึกษา กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย)
สถานที่ติดต่อ 4/6 หมู่ 7 ตำบลสายไหม อำเภอสายไหม กรุงเทพฯ 10220
สถานศึกษา โรงเรียนคลองบ้านพร้าว ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 12160
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544
ประเภท การวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถทางทักษะการเรียนรู้
สถานที่จัดเก็บผลงาน โรงเรียนคลองบ้านพร้าว ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 12160
ประวัติความเป็นมา(history) ปัญหาวิจัย

การสอนระดับอนุบาลศึกษาแตกต่างกับการสอนระดับประถมศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากเด็กปฐมวัยจะเรียนรู้จากการปฏิบัติกิจกรรมเป็นส่วนใหญ่ กิจกรรมของเด็กหลายอย่างผู้ใหญ่มักจะมองเห็นเป็นการเล่น แต่ในแง่การศึกษาจะเห็นว่า การเล่นเป็นการเรียนรู้ของเด็ก เพราะการศึกษาระดับอนุบาลศึกษาที่จัดขึ้นให้อย่างเหมาะสมมิใช่สิ่งที่เด็กเล่นแบบไร้สาระ ล้วนแต่มุ่งให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และฝึกให้พร้อมสำหรับเรียนในระดับประถม (ราศี ทองสวัสดิ์. 2523 : อัดสำเนา) การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาเป็นการจัดในลักษณะ “เล่นปนเรียน” ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กในวัยนี้มากที่สุดการสอนจัดในรูปแบบการเตรียมความพร้อมหรือการจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดจากการเล่น การกระทำและการลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมจะไม่เน้นการอ่านออก เขียนได้เป็นสำคัญ แต่เน้นให้เด็กได้รับการฝึกการเตรียมความพร้อม เพื่อพัฒนาตนเองทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาไปพร้อมกัน (เยาวพา เดชะคุปต์. 2528 : 1) ซึ่ง บลูม (Bloom. 1966 : 359) กล่าวว่า ช่วงวัยก่อนประถมศึกษาเป็นช่วงที่เด็กพัฒนาความสามารถที่จะเรียนรู้มากที่สุด กล่าวคือ สติปัญญาของเด็กเมื่ออายุ 1 ปี จะพัฒนาร้อยละ 20 เมื่ออายุ 4 ปี จะพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 และในช่วงระหว่าง 4-8 ปี จะพัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 นอกจากนี้ เพียเจต์ (Piaget) ได้กล่าวว่า พัฒนาการทางสติปัญญา ที่เกิดขึ้นในวัยก่อนประถมศึกษานี้จะเป็นรากฐานให้แก่พัฒนาการทางสติปัญญาในระดับต่อ ๆ ไป และในการพัฒนาประชากรของประเทศควรเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพราะเด็กพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงแรกมีอิทธิพล อย่างยิ่งในการพัฒนาขั้นต่อไป (ดวงเดือน ศาสตรภัทร. 2522 : 10-18) ดังนั้น การจัดกิจกรรมของครูจึงเป็นกิจกรรมเพื่อเป็นพื้นฐานในการหล่อหลอมชีวิตเด็กให้มั่นคงตั้งแต่ปฐมวัย กระตุ้นเด็กให้เจริญพัฒนาไปในรูปแบบที่พึงประสงค์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม โดยสอดคล้องกับความพร้อม วุฒิภาวะ ความสนใจ ความต้องการ และความสามารถของเด็ก ตลอดจนการป้องกันหรือแก้ไขพฤติกรรมที่อาจเป็นปัญหาได้อย่างเหมาะสม (อารี รังสินันท์. 2523 : อัดสำเนา) การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาจึงเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อน และสำคัญสำหรับการวาง รากฐานการศึกษาให้แก่เด็ก

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2539) เสนอการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมหลัก 6 โดยกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยที่ครูควรจัดให้เด็กเป็นประจำทุกวัน คือ (คณะบรรณาธิการ. 2540 : 80 – 81)

1.กิจกรรมเสรี หมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นอิสระตามต้องการ ตามมุมต่าง ๆ ได้แก่ มุมประสบการณ์ หรือศูนย์การเรียนรู้ ได้แก่ มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมบทบาทสมมติ มุมหมอ มุมร้านค้า มุมวิทยาศาสตร์ มุมธรรมชาติศึกษา มุมเล่นน้ำ หรือมุมเล่นทราย

2.กิจกรรมสร้างสรรค์ หมายถึง กิจกรรมที่ช่วยพัฒนาให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โดยใช้ศิลปะ และการประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ ได้แก่ การวาดภาพ ระบายสี การเล่นสี การพับ ฉีก ตัด ปะ การปั้น การประดิษฐ์เศษวัสดุ

3.กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมในวงกลม หรือกิจกรรมกลุ่มที่เด็กมีโอกาส ฟัง พูด คิด และปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียน ได้แก่ การสนทนา อภิปราย ซักถาม การเล่านิทาน การเล่นบทบาทสมมติ การร้องเพลง การเล่นเกม การท่องคำคล้องจอง การศึกษานอกสถานที่

4.กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก การทำงานประสานสัมพันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ช่วยให้เด็กได้พัฒนาร่างกายแข็งแรง อารมณ์แจ่มใส ได้แก่ การเล่นเครื่องเล่นสนาม การเล่นน้ำ เล่นทราย ถีบจักรยาน เล่นเกม

5.กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะอย่างอิสระ โดยใช้เสียงเพลง การเคาะจังหวะ เพื่อให้เด็กมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ การร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง การเคลื่อนไหวตามความคิดสร้างสรรค์

6.เกมการศึกษา เป็นเกมการเล่นที่มีกฎกติกาง่าย ๆ ในการควบคุมการเล่น เพื่อฝึกการสังเกต พัฒนากระบวนการคิด และเกิดความคิดรวบยอด โดยเด็กสามารถที่จะเล่นคนเดียว หรือเป็นกลุ่มได้ ซึ่งได้แก่ เกมจับคู่ เกมแยกประเภท จัดหมวดหมู่ เกมเรียงลำดับ เกมการสังเกต รายละเอียดของภาพ เกมหาความสัมพันธ์

การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยได้กระทำในรูปแบบกิจกรมต่างๆ เช่น กิจกรรม การเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ การเล่นกลางแจ้ง เกมการศึกษา และการเล่นตามมุม และกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมหนึ่งที่อยู่ในกิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ให้เด็กแสดงออกด้วยการวาดภาพ การปั้น การเล่นสี การฉีก ปะ การพิมพ์ภาพ การประดิษฐ์เศษวัสดุต่างๆ ที่สามารถพัฒนาในการทำงาน พัฒนาทางบุคลิกภาพ ความเชื่อมั่นในตนเอง พัฒนาพลังของการแสดงออกทางอารมณ์พัฒนาให้คิดเป็น ทำเป็นและ แก้ปัญหาเป็น อีกทั้งยังพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน (วิรุณ ตั้งเจริญ. 2526 : 63–68) กิจกรรมศิลปะมีบทบาทหน้าที่เด่นชัด ในการสร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก (เลิศ อานันทนะ. 2529 : 134) กิจกรรมการสร้างสรรค์ทางศิลปะเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสนใจความสามารถและสอดคล้องกับหลักพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อมือและตาสัมพันธ์กันช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางอารมณ์และส่งเสริมความคิดอิสระตามจินตนาการการทำงานด้วยตนเอง ฝึกการกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ทั้งความคิดและการกระทำ (พรมมินทร์ สุทธิจิตต. 2529 : 24)

ลักษณะของกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้เด็กได้พัฒนาความพร้อมทางการเรียนทุกด้าน เช่น พัฒนาการคิดสร้างสรรค์ คิดจินตนาการ คิดหาเหตุผล กล้ามเนื้อมือและประสาทสัมพันธ์ พัฒนาลักษณะนิสัยทางสังคม ส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กได้แสดงออกทางภาษา แสดงออกถึงความรู้สึกของตนเอง รู้ถึงความสามารถของตนและกลุ่มเพื่อนที่สำคัญเด็กช่วง 4–6 ขวบ จะมีพัฒนาการคิดสร้างสรรค์สูงสุด ครูควรถือโอกาสการคิดสร้างสรรค์จินตนาการของเด็กอย่างเต็มที่ (สำนักคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2541 : 75) โดยใช้ศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การฉีก ตัด ปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรือวิธีการอื่นที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์และเหมาะกับพัฒนาการ เช่น การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ การสร้างรูปจากกระดานปักหมุด ฯลฯ (กรมวิชาการ. 2544 : 15-27) การทำกิจกรรมเหล่านี้จะเน้นที่กระบวนการทำงานมากกว่าผลงาน ครูควรจัดกิจกรรมดังกล่าวทุกวัน และเลือกจัดตามความเหมาะสม

วิธีการแก้ปัญหา

การวาดภาพด้วยสีเทียนเป็นการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือ ความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ทฤษฎีสี เกิดจินตนาการและสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2541 : 75) ส่วน ชัยณรงค์ เจริญพาณิชย์กุล (2533 : 19) กล่าวว่า การวาดรูปเป็นกิจกรรมศิลปะที่ให้โอกาสเด็กได้คิดจินตนาการแล้วแสดงออกมาเป็นรูปภาพ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำเด็กสู่จุดหมายปลายทางของการจัดการศึกษาปฐมวัยในด้านการส่งเสริมให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ศิลปศึกษามุ่งเน้นไปที่การแสดงออกของเด็ก ส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความเป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาภาษา สามารถอธิบายผลงานของตนเองได้ เด็กที่มีพัฒนาการที่ดีทางศิลปะมักจะมีพัฒนาการที่ดีทางด้านอื่นๆ ด้วย และ ฟลอเรนส์ กู๊ดอินาฟ (Florence Goodenougls) คือ บุคคลสำคัญทางทฤษฎีศิลปะที่เชื่อว่างานศิลปะของเด็กเป็นงานที่มากยิ่งไปกว่าการจินตนาการทางสายตาและกิจกรรมตากับมือสัมพันธ์กันรวมถึงกระบวนการคิดชั้นสูง (หรรษา นิลวิเชียร. 2535 : 172)

การให้โอกาสเด็กได้ทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม จะทำให้เด็กได้รับรู้ความหลากหลายของ ความคิด จินตนาการจากการมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งจากการพูดคุย การได้เห็นวิธีการ และเทคนิคในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ผลการทดลองให้เด็กในระดับประถมศึกษาวาดภาพเป็นกลุ่มชี้ให้เห็นว่าศิลปะเป็นการสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและต้องการอิสระเสรี แต่ก็สามารถให้เด็กทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ ถ้าได้รับการฝึกหัดตั้งแต่เยาว์วัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเด็กส่วนมากพอใจกับวิธีดังกล่าว (เลิศ อานันทนะ. 2529 : 146–147) และเมื่อพิจารณาความสามารถในการเข้ากลุ่มของเด็กปฐมวัยแล้ว เด็กอายุ 5–6 ปี เริ่มมีการร่วมมือกัน มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและสามารถทำกิจกรรมร่วมกับสมาชิกในกลุ่มเพื่อบรรลุเป้าหมายของกลุ่มได้ (Munsinger. 1975 : 19) เชื่อว่าการได้เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก และใช้ความคิดเสรีร่วมกับเพื่อนๆ นับเป็นวิธีการสำคัญที่สนองความต้องการทางธรรมชาติ ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา ทำให้เด็กได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากความคิดหลากหลายกับเด็กอื่น และเกิดความเชื่อมั่นในตนเองโดยสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาการคิด ทั้งนี้การคิดจำเป็นต้องพัฒนาควบคู่ไปกับภาษา เพียเจต์ (Piaget) จึงมีความเห็นว่า ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสดงออกของความคิด เพราะพัฒนาการทาง สติปัญญาของเด็กจะเกี่ยวข้องกับภาษามากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับ ฮายากาวา (Hayalnawa) ได้กล่าวว่า ความคิดช่วยกำหนดภาษา และภาษาก็ช่วยกำหนดความคิด ความคิดและกระบวนการคิดต้องอาศัยภาษาเป็นปัจจัยหลัก (Hayalnawa. 1972 : 146 : editing Piaget. n.d.) กิจกรรมกลุ่มจึงช่วยส่งเสริมพฤติกรรมทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาไปพร้อม ๆ กัน การได้มีส่วนร่วมและลงมือกระทำกิจกรรมเรียนรู้ด้วยตนเองและมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการทำงานร่วมกับกลุ่ม ช่วยให้เด็กเรียนรู้อย่างพินิจพิเคราะห์ เมื่อทำงานร่วมกับคนอื่น ปฏิกิริยาโต้ตอบกับเพื่อน ๆ จึงมีความสำคัญมาก (วาสี ปรุงสิงห์. 2524 : 18)

จากงานวิจัยของ เพียงจิต โรจน์ศุภรัตน์ (2531) เรื่องการศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ระหว่างเด็กปฐมวัยที่ทำกิจกรรมวาดรูปเป็นกลุ่มกับเป็นรายบุคคล ความคิดสร้างสรรค์คล่องแคล่ว ความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดละออ ระหว่างกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และจากการศึกษาของ สุทธิพรรณ ธีระพงษ์ (2534 : 74) ได้ศึกษาพฤติกรรมการร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ทำกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เป็นกลุ่มแบบครูมีส่วนร่วมและแบบครูไม่มีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่ครูมีส่วนร่วมมีพฤติกรรมการร่วมมือสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์เป็นกลุ่มแบบครูไม่มีส่วนร่วม

จากเอกสารและผลงานการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมศิลปะที่ให้กับเด็กสามารถพัฒนาเด็กได้ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพราะการวาดภาพต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเมื่อได้บอกเล่าหรืออธิบายผลงานที่ตนทำ ทำให้เกิดการกล้าแสดงออกโดยเฉพาะในด้านกล้ากระทำและกล้าที่จะพูดแสดงความคิด เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักคิด มีเหตุผล และสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนเองให้ผู้อื่นได้รับทราบและเข้าใจต่อไปได้ เนื่องจากการวาดภาพด้วยสีเทียนแท่งใหญ่เป็นกิจกรรมที่เด็กปฐมวัยสามารถปฏิบัติได้และทำเป็นประจำในกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ครูสามารถสังเกตภาพได้ง่ายและชัดเจน ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกเฉพาะการวาดภาพด้วยสีเทียนเพื่อสังเกตความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมการวาดภาพต่อเนื่องเป็นกลุ่ม ซึ่งเชื่อว่าผลการวิจัยนี้จะเป็นแนวทางของการพัฒนากิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางภาษาสำหรับเด็กได้เพื่อครูปฐมวัยสามารถนำไปใช้ได้
วัตถุประสงค์(objective) เพื่อศึกษาผลของการทำกิจกรรมวาดภาพต่อเนื่องเป็นกลุ่มที่มีต่อความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 อายุ 5–6 ปี โรงเรียนคลองบ้านพร้าว อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดปทุมธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 จำนวน 2 ห้องเรียน รวม 54 คน และกำหนดใช้ประชากรทั้งหมด
การแบ่งกลุ่มประชากรได้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้ปฏิบัติโดยการจับเป็นกลุ่ม 3 คน ได้ทั้งหมด 8 กลุ่ม รวมเป็นนักเรียนจำนวน 24 คน ส่วนกลุ่มที่ 2 ให้ปฏิบัติโดยการจับเป็นกลุ่ม 5 คน ได้ทั้งหมด 6 กลุ่ม รวมเป็นนักเรียนจำนวน 30 คน
เครื่องมือ(tool) แผนการจัดกิจกรรมวาดภาพต่อเนื่องเป็นกลุ่ม ที่ผู้วิจัยกำหนด (ภาคผนวก)
การวิเคราะห์(analysis)
1.เปรียบเทียบคะแนนตามเกณฑ์ประเมินทางภาษาด้วยการพูดเล่าเรื่องเกี่ยวกับ ผลงานของตนเองของเด็กปฐมวัย
2.ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และ t-test
ข้อสรุป(summary) สรุปผลการศึกษาค้นคว้า
จากการทดลองกับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนคลองบ้านพร้าว ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี จำนวน 54 คน มีผ่านเกณฑ์การประเมินทางภาษาด้วยการพูดเล่าเรื่องเกี่ยวกับผลงานของตนเองตามเกณฑ์ดังนี้
1.ข้อมูลทางสถิติเบื้องต้น
กลุ่มทดลองที่ 1 (แบบกลุ่ม 3 คน) มีดังนี้
ก่อนการทดลอง เกณฑ์ระดับการพูดเล่าเรื่อง อยู่ในระดับ 1 จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 ระดับ 2 มีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 62.50 และระดับ 3 มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 4.17
หลังการทดลองเกณฑ์ระดับการพูดเล่าเรื่อง อยู่ในระดับ 1 ไม่ปรากฏ ระดับ 2 มีจำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ20.83 และระดับ 3 มีจำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 79.17
กลุ่มทดลองที่ 2 (แบบกลุ่ม 5 คน) มีดังนี้
ก่อนการทดลอง เกณฑ์ระดับการพูดเล่าเรื่อง อยู่ในระดับ 1 จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 ระดับ 2 มีจำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 63.33 และระดับ 3 มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.34
หลังการทดลอง เกณฑ์ระดับการพูดเล่าเรื่อง อยู่ในระดับ 1 มีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00 ระดับ 2 มีจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 20.00 และระดับ 3 มีจำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 70.00
2.การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทดสอบความสามารถทางภาษาด้วยการพูดเล่าเรื่อง พบว่า
2.1 ก่อนการทดลอง ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยมีข้อมูลดังนี้
กลุ่มทดลองที่ 1 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.7083 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.550
กลุ่มทดลองที่ 2 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.000 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.535
2.2 ก่อนการทดลอง กับ หลังการทดลอง พบว่า
กลุ่มทดลองที่ 1 ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.7083 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.5500 หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.7917 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.4149 และพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการทดลอง สูงกว่า ก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
กลุ่มทดลองที่ 2 ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.7000 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.5350 หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.6000 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.6747 และพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนน หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .01
2.3 หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.7917 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.4149 กลุ่มทดลองที่ 2 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.6000 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.6747 และพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนของกลุ่มทดลองที่ 1 สูงกว่า กลุ่มทดลองที่ 2 แต่ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ
ข้อเสนอแนะ(suggestion) อภิปรายผล
จากการศึกษาค้นคว้า ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบนักเรียนที่เข้าร่วมการทดลองทั้งสองกลุ่มเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวิเคราะห์ผลการทดลองต่อไป ซึ่งจากการทดสอบในเบื้องต้นได้พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีความสามารถทางภาษาในการเล่าเรื่องไม่แตกต่างกัน
ในการทดสอบสมติฐานในการวิจัย พบว่า
1.นักเรียนที่ได้ผ่านกิจกรรมการวาดภาพต่อเนื่องมีพัฒนาการของความสามารถทางภาษาในการพูดเล่าเรื่องสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย ซึ่งพิจารณาจากปริมาณของสมาชิกในกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มที่ได้เมื่อได้ทดสอบการเล่าเรื่อง ได้ในระดับ 1 และ 2 มีจำนวนลดลงภายหลังการทดลอง และเพิ่มจำนวนที่ได้ในระดับ 3 เป็นจำนวนมากขึ้น ทั้งนี้สามารถพิจารณาได้จากข้อมูลที่พบว่า นักเรียนมีความสามารถทางภาษาในการเล่าเรื่องสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ทั้งสองกลุ่ม ทั้งนี้เพราะว่า การคิดวาดภาพต่อเนื่องเป็นเรื่องราว เป็นการวาดภาพตามใจชอบจากประสบการณ์ตรงที่เด็กได้พบมา ภาพจะเป็นไปตามความต้องการของเด็กที่แสดงถึงเรื่องราวต่อเนื่องกันจนเป็นหนังสือภาพที่เด็กคิดเรื่องราวและแสดงออกมาเป็นรูปภาพ การวาดรูปเป็นกิจกรรมศิลปะที่ให้โอกาสเด็กได้คิดจินตนาการแล้วแสดงออกเป็นรูปภาพ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำเด็กสู่จุดหมายปลายทางของการจัดการศึกษาปฐมวัยในด้านการส่งเสริมให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (ชัยณรงค์ เจริญพานิชย์กุล. 2533 : 19) คือ การวาดภาพเป็นกิจกรรมทางศิลปะที่จัดให้แก่เด็กในลักษณะเชิงของเล่น เด็กมีความสนใจ สนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดความรู้เหมือนได้เล่นของเล่น ขณะเดียวกันเด็กก็จะเกิดการพัฒนาในด้านการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะและความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อกับความคิด เด็กแสดงออกถึงการรู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหา รู้จักค้นคว้าและทดลอง รู้จักใช้เหตุผล รู้จักสร้างสื่อที่ตนเข้าใจจากจินตนาการของตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นกระบวนการสร้างความสุนทรีย์ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ความรู้สึกของเด็กอันนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาทางสติปัญญา และความเจริญเติบโตของเด็กต่อไป (ปิยะชาติ แสงอรุณ. 2526 : 49-52) และการให้นักเรียนเล่าเกี่ยวกับผลงานของตนเองทำให้นักเรียนพูดเป็นประโยคต่อเนื่องในเรื่องที่นำเสนอได้ นักเรียนสามารถใช้ภาษาเป็นคำพูดที่เกิดขึ้นเป็นประโยคที่ต่อเนื่องเป็นเรื่องราวในรูปแบบของการคิดสร้างจินตนาการในสมอง และใช้ภาษาตัดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น ทำความเข้าใจกันระหว่างบุคคลและช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับ ทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ (2528 : 14) ได้กล่าวว่า ความพร้อมทางภาษาหมายถึง การเข้าใจความหมายของคำ เข้าใจความหมายของประโยคความสามารถในการจำเรื่องราวที่รับฟังแล้วสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ พัฒนาการทางภาษาระยะ 5-11 ปี เป็นการพัฒนาการพูดในภายหลัง ซึ่งระยะนี้เด็กเริ่มเรียกคำศัพท์การอ่านความหมายเริ่มสนใจไวยากรณ์ เริ่มใช้ภาษาพูดในลักษณะรูปประโยคที่สมบูรณ์ และเริ่มเข้าใจคำและความหมายของคำมากขึ้น (พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. 2530 : 97) และบรรลือ พฤกษะวัน (2518 : 26) กล่าวถึง องค์ประกอบความพร้อมทางภาษาไว้คือ ความพร้อมทางภาษา ได้แก่ การใช้สายตา การฟัง การพูด (ชัดหรือไม่ชัด) ความสัมพันธ์ด้านกล้ามเนื้อมือกับตา เป็นต้น ความพร้อมทางสมอง ได้แก่ ความสามารถในการลำดับเหตุการณ์จากนิทานได้ฟังหรือดูภาพและลำดับภาพได้ สติปัญญาดี จำได้แม่นยำ สามารถเข้าใจคำสั่งได้ง่าย ความพร้อมในด้านอารมณ์ ได้แก่ รู้จักควบคุมอารมณ์ สามารถทำงานเป็นกลุ่มเล่นเป็นกลุ่ม ไม่แย่งสิ่งของกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกันบ่อย ๆ และความพร้อมในด้านจิตวิทยา ได้แก่ มีความสนใจในการอ่าน (ภาพหรือหนังสือ) มีช่วงความสนใจยาว รู้จักฟังอย่าง ตั้งใจ ใช้ภาษาได้ดีพอสมควร
2.กลุ่มนักเรียน 5 คน ที่ผ่านกิจกรรมการวาดภาพต่อเนื่องมีพัฒนาการความสามารถทางภาษาในการพูดเล่าเรื่องน้อยกว่ากลุ่มนักเรียน 3 คน แต่กระบวนการกลุ่มสามารถพัฒนาทักษะทางภาษาในการเล่าเรื่องได้ เพราะการทำกระบวนการกลุ่ม นักเรียนได้ปฏิสัมพันธ์ทางการพูด ทำให้เกิดการเรียนรู้ การเข้าสังคม มีความคุ้นเคยและรู้จักกันดี สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ง่าย และทำงานกลุ่มด้วยกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พูดคุย ปรึกษาหารือ เสนอแนะ ร่วมกันคิด มีปฏิสัมพันธ์กันได้ดี และทำงานร่วมกันดีขึ้น มีเหตุผลในการทำงาน มีการร่วมฟังร่วมใจกัน รู้จักประนีประนอม แบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งสอดคล้องกับ เลิศ อานันทนะ (2529 : 146 -147) กล่าวว่า การให้โอกาสเด็กได้ทำกิจกรรมเป็นกลุ่มจะทำให้เด็กได้รับรู้ความคิดที่หลากหลาย จินตนาการจากการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งจากการพูดคุยการได้เห็นวิธีการและเทคนิคในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ผลการทดลองให้นักเรียนในระดับประถมศึกษาวาดภาพเป็นกลุ่มชี้ให้เห็นว่าศิลปะเป็นการสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและต้องการอิสระเสรี แต่ก็สามารถให้เด็กทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ ราศี ทองสวัสดิ์ (2529 : 103 -104) ได้กล่าวว่า การทำงานเป็นกลุ่มช่วยให้เด็กเรียนรู้การเข้าสังคม การแบ่งปันความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา ทำให้เด็กรู้จักคิด มีเหตุผลในการทำงาน เกิดความมั่นใจ กล้าคิดกล้าแสดงออกอย่างเต็มที่
จากประเด็นที่ว่านักเรียนกลุ่ม 5 คน มีความสามารถในการเล่าเรื่องได้น้อยกว่านักเรียนกลุ่ม 3 คน ทังนี้เพราะว่า กระบวนการกลุ่มสามารถพัฒนานักเรียนได้ก็ตาม แต่ธรรมชาติของสังคมจะมีผู้นำและผู้ตาม ซึ่งหากนักเรียนคนใดไม่มีความกล้าหรือเพื่อนไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นก็จะทำให้ไม่สามารถพัฒนากระบวนกรกลุ่ม ซึ่งเป็นผลทำให้ความสามารถในการเล่าเรื่องและแสดงความคิดน้อยลงไปด้วย ถึงแม้ว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การวาดภาพเป็นกลุ่มสามารถบรรยายภาพเล่าเรื่องเป็นประโยคต่อเนื่องเป็นเรื่องราวได้ โดยไม่มีผู้ชี้นำ ในการทำ กิจกรรมวาดภาพเป็นกลุ่ม นักเรียนคุ้นเคยและรู้จักกันดี ทำให้นักเรียนสามารถปรับตัวเข้าหากัน ได้ง่ายและทำงานกลุ่มด้วยกันได้ดี มีปฏิสัมพันธ์กันได้ดี ทำให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การปรึกษาหารือ ร่วมกันคิด และการทำงานร่วมกันดีขึ้น ซึ่ง ชัยณรงค์ เจริญพาณิชย์กุล (2533 : 19) กล่าวว่า การวาดภาพเป็นกิจกรรมศิลปะที่ให้โอกาสเด็กได้คิดจินตนาการแล้วแสดงออกมาเป็นรูปภาพ และส่งเสริมกระตุ้นให้นักเรียนแต่ละคนได้แสดงออกตามความเป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาภาษา สามารถอธิบายผลงานของตนเองได้ แต่เมื่อนักเรียนต้องถูกทดสอบแบบตัวต่อตัวกับครูนั้น นักเรียนบางคนไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถโดยเฉพาะในกลุ่มขนาดใหญ่ จึงทำให้กลุ่มที่มีขนาดเล็กกว่าจะช่วยเสร้างประสบการณ์ในการแสดงความคิดเห็นได้ดีกว่ากลุ่มที่ใหญ่กว่าเกินความจำเป็นของงาน และสภาพการทำงานของกลุ่มใหญ่เกินไปอาจจะไม่เอื้อต่อบรรยากาศในการทำงานได้ดีเท่าที่ควร
จากการวิจัยครั้งนี้ประเด็นที่มีอิทธิพลเพิ่มเติมคือ ครูที่มีปฏิสัมพันธ์ดีจะจูงใจเด็กในการวาดภาพต่อเนื่องเป็นกลุ่มได้ดีจะกระตุ้นและยั่วยุการทำงาน โดยให้เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นและจินตนาการของตนเองร่วมกันคิดวางแผน และวาดภาพต่อเนื่องจากเรื่องราวที่เด็กคิด รวมทั้งการนำเสนอให้กับเพื่อนๆ โดยเล่าเรื่องหน้าชั้นเรียนหรือจัดแสดงผลงาน ซึ่งสอดคล้องกับ ชัยณรงค์ เจริญพานิชย์กุล (2531 : 34) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการสอนศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัยควรมีการวางแผนล่วงหน้าตลอดภาคการศึกษาว่าในแต่ละสัปดาห์จะให้เด็กทำกิจกรรมอะไรตามลำดับความยากง่าย จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ สภาพห้องเรียน และวิธีการสอนให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้ ครูจัดเตรียมสื่ออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำศิลปะให้พร้อม ระหว่างที่เด็กทำกิจกรรมครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ประสบการณ์ตรงจากสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน ดังนั้นการพัฒนาความสามารถของเด็กในการเล่าเรื่องจาการวาดภาพจะพัฒนาขึ้นได้มากหรือน้อยเพียงใด ครูผู้สอนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน
วิธีแลกเปลี่ยนความรู้ / สะท้อนผล
-นำผลที่ได้จากการวิจัยไปพูดคุยกับเพื่อนครู
-นำวิธีการดำเนินการวิจัยและผลการวิจัยไปเสนอในงานสัมมนาทางวิชาการ
-เผยแพร่แนวคิดและผลงานในการจัดการเรียนการสอน
การนำผลไปใช้
-ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน
-การทำกิจกรรมร่วมกันของนักเรียนและนำเสนอในมุมหนังสือของโรงเรียน
ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved