Current Record: อรวรรณ พรมไหม

อรวรรณ พรมไหม

1. นักเรียนอาชีวศึกษา มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในด้านการเรียนและด้านทักษะทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ด้านความประพฤติอยู่ในระดับน้อย
2. เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาจำแนกตามชั้นปี พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษา ชั้นปีที่ 1 มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ด้านความปรพฤติสูงกว่านักเรียนอาชีวศึกษาชั้นปีที่ 2 และชั้นปีที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการเรียน พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาชั้นปีที่ 1 มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์สูงกว่านักเรียนอาชีวศึกษา ชั้นปีที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนในด้านทักษะทางสังคม พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาทั้ง 3 ชั้นปี มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาจำแนกตามประเภทวิชา พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาที่เรียนในประเภทวิชาต่างกันมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 5253
ชื่อผลงานวิจัย การประมวลผลพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เขตกรุงเทพมหานคร
หัวข้อ(Eng) The Assessment of The Unfavourable Behavior of Students in The Vocational College under The Jurisdiction of The Department of Vocational Education Ministry of Education in Bangkok Metropolis
คำสำคัญ(keyword) พฤติกรรมที่พึงประสงค์ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ปี2544
ชื่อผู้วิจัย อรวรรณ พรมไหม
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Orawan Prommai
ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 5
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการวัดและประเมินผลการศึกษา
สถานศึกษา กลุ่มงานงบประมาณกองแผนงาน สังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2544
ประเภท วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ประวัติความเป็นมา(history) การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ ประเทศจะเจริญรุ่งเรืองได้เพราะมีประชากรที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา การพัฒนาประเทศจะดำเนินไปอย่างมีคุณภาพเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นสำคัญ ดังนั้น ในการพัฒนาประเทศสิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ การพัฒนาคน

การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้คนเป็นเครื่องมือหรือปัจจัยในการผลิต เพื่อสนองความต้องการการพัฒนาให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยยังไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์และการพัฒนาศักยภาพของคนให้เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถมีทักษะในการประกอบอาชีพและสามารถปรับตัวให้อยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ผลของการพัฒนาได้ก่อให้เกิดปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น การกระจายรายได้ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลกระทบถึงคุณภาพชีวิตของประชากรทั้งในเมืองและในชนบทมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาประเทศไทยในอนาคตมีความไม่ยั่งยืน จึงมีความจำเป็นต้องปรับแนวคิดและกระบวนการพัฒนาใหม่ โดยเน้น “ คน “ เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนา เนื่องจากคนในสังคมจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา เป็นผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์และผลกระทบจากการพัฒนา ดังนั้น การพัฒนาประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่ทุกคนปรารถนาจึงขึ้นอยู่กับ “ คน “ เป็นหลัก ( กรมอาชีวศึกษา:2540 )

สภาพสังคมไทยในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ทั้งนี้ เนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแพร่ทางวัฒนธรรมตะวันตกอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะการบีบตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้วิถีชีวิตและการดำรงอยู่ร่วมกันของชาวไทยต้องเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาทางด้านความประพฤติที่กระทบต่อศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม นับวันก็จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในด้านนักเรียนนักศึกษาก็เช่นเดียวกัน ปัญหาเรื่องพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาก็ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่น่าห่วงใยว่าในอนาคตเราจะมีแต่ผู้มีการศึกษาสูงแต่หย่อนทางด้านคุณธรรมสำหรับการดำรงชีวิตที่เหมาะสมในสังคม

วัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญาและพฤติกรรมจากวัยเด็กไปสู่วัยแห่งความเป็นผู้ใหญ่ เป็นสภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งชีวิตที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแบบเด็ก ๆ ให้ไปสู่พฤติกรรมของผู้ใหญ่ซึ่งสังคมแต่ละแห่งจะเป็นตัวกำหนดแบบฉบับแห่งพฤติกรรมเหล่านี้ให้และหากวัยรุ่นเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามแบบฉบับของสังคมก็ถูกมองว่าประพฤติปฏิบัติในทางที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งประกอบเกิดนิล ( 2533 , 1-2 ) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนอาชีวศึกษาว่า ในทุกวันนี้ ยังปรากฏอยู่เสมอว่ามีนักเรียนวัยรุ่นบางกลุ่ม ซึ่งเป็นนักเรียนอาชีวศึกษามักจะก่อปัญหาต่าง ๆ ขึ้นเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการยกพวกตีกัน การก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับนักเรียนด้วยกันเองหรือกับบุคคลกลุ่มอื่น จนเป็นเหตุให้มีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของส่วนรวม บางครั้งก็มีการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ อันมิชอบหรือมีการมั่วสุมกันกระทำในสิ่งที่ไม่สมควร เช่น เสพยาเสพติด มีเรื่องชู้สาว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอในหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์หรือสื่อมวลชนอื่น ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจกองสวัสดิการเด็กและเยาวชน กองสารวัตรนักเรียนต้องรับภาระอย่างหนักในการตรวจตราและปราบปราม ซึ่งอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพราะการทะเลาะวิวาทหรือก่อเหตุวุ่นวายดังกล่าว ก็ยังมีปรากฏอยู่เนือง ๆ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าเป็นความถดถอยทางคุณธรรม จริยธรรม ในสังคมอันมีสาเหตุมาจากความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจ การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนและหาทางแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ดังกล่าว จึงน่าจะเป็นจุดแรกที่ครู-อาจารย์ ควรจะให้ความสนใจ รับรู้ลักษณะและสาเหตุของปัญหา อันเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เพราะหากนักเรียนไม่ได้รับการแนะแนวทางที่ถูกต้องอันเนื่องมาจาก ครู อาจารย์เองก็ไม่เข้าใจธรรมชาติหรือความต้องการที่แท้จริงของนักเรียน นักเรียนก็มักจะเกิดความคับข้องใจความขัดแย้งในอารมณ์หรือความคิด ดังที่ พิทยา ผลโยธิน ( 2541 , 4 ) ได้กล่าวถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ฝ่ายปกครองกับนักเรียนว่า อาจารย์ฝ่ายปกครองเองก็ไม่เข้าใจปัญหาและความต้องการของนักเรียน ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนชอบใช้อำนาจเกินขอบเขต ใช้อารมณ์และไม่ให้ความร่วมมือหรือสนับสนุนกิจกรรมของนักเรียน ขาดความยุติธรรม ลำเอียง ซึ่งส่งผลให้นักเรียนเกิดพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากปกติ เกิดภาพพจน์ในทางลบแก่ผู้พบเห็นทั้ง ๆ ที่พฤติกรรมดังกล่าวอาจไม่ใช่พฤติกรรมที่แท้จริงของนักเรียน

ดังนั้น ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของกรมอาชีวศึกษา จึงมีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาในด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1) ด้านความประพฤติ เช่น ความก้าวร้าว การประพฤติผิดวินัย การฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน การใช้สารเสพติด 2) ด้านการเรียน เช่น การไม่สนใจในการเรียน การขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเกียจคร้าน ความไม่รับผิดชอบ และ 3) ด้านทักษะทางสังคม เช่น การคบเพื่อน การทำงานร่วมกับบุคคลอื่น การขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายทางด้านแผนการศึกษา กิจกรรมของนักเรียนและสวัสดิการด้านต่างๆ ของโรงเรียนให้ ผู้บริหาร ครู-อาจารย์ในสถานศึกษาสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ซึ่งจะนำไปสู่การปรับพฤติกรรมของนักเรียนให้เป็นไปในทิศทางที่พึงประสงค์ได้

แนวคิด(concept) 1. ความหมายของพฤติกรรม

2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรม

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษา สังกัดกรมอา ชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เขตกรุงเทพมหานคร ในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านความประพฤติ ด้านการเรียน และด้านทักษะทางสังคม จำแนกตามชั้นปีและประเภทวิชา
2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เขตกรุงเทพมหานคร จำแนกตามชั้นปีและประเภทวิชา
สมมุติฐาน(assumption) 1. นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่เรียนในชั้นปีต่างกัน มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ แตกต่างกัน
2. นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่เรียนในประเภทวิชาต่างกันมีพฤติกรรมไม่พึง ประสงค์แตกต่างกัน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1-3 ประจำภาคเรียน 2 ปีการศึกษา 2543 ในวิทยาลัยอาชีวศึกษา เขตกรุงเทพมหานคร 3 แห่ง คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี จำนวน ทั้งสิ้น 4,272 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1-3 ประจำภาคเรียน 2 ปีการศึกษา 2543 จาก 3 ประเภทวิชา คือ คหกรรม พาณิชยกรรมและศิลปกรรม ของวิทยาลัยอาชีวศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 แห่ง คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) จำนวน 370 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ชั้นปี และประเภทวิชา
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในวิทยาลัยอาชีวศึกษา เขตกรุงเทพมหานคร ในด้านต่างๆ ได้แก่
1. ด้านความประพฤติ เช่น ความก้าวร้าว การประพฤติผิดวินัย การฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อ บังคับของโรงเรียน การใช้สารเสพติด
2. ด้านการเรียน เช่น การไม่สนใจในการเรียน การขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความ เกียจคร้าน ความไม่รับผิดชอบ
3. ด้านทักษะทางสังคม เช่น การคบเพื่อน การทำงานกับบุคคลอื่นการขาดความเชื่อมั่น ในตนเอง
คำนิยาม(defination) พฤติกรรมที่พึงประสงค์ หมายถึง พฤติกรรมที่อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคม แสดงถึงความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสนใจใฝ่รู้ ความขยัน การประหยัดและการออม การละเว้นสิ่งเสพย์ติด
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หมายถึง พฤติกรรมที่ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคมแสดงถึงความไม่มีวินัย ความไม่รับผิดชอบ ความไม่ซื่อสัตย์ การไม่กล้าแสดงออก การไม่สนใจเรียน ความเกียจคร้าน การไม่ประหยัดและออม การใช้สารเสพติด ซึ่งในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยศึกษาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนในด้านต่างๆ คือ
ด้านความประพฤติ เช่น ความก้าวร้าว การประพฤติผิดวินัย การฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับของโรง เรียน การใช้สารเสพติด
ด้านการเรียน เช่น การไม่สนใจในการเรียน การขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความเกียจคร้าน ความไม่ รับผิดชอบ
ด้านทักษะทางสังคม เช่น การคบเพื่อน การทำงานกับบุคคลอื่น การขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอลบถาม เช่น เพศ อายุ ชั้นปี ประเภทวิชา การพักอาศัย สถานภาพสมรสของบิดามารดา อาชีพของบิดา อาชีพของมารดา รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครอบครัว รายได้เฉลี่ยต่อวันของกลุ่มตัวอย่าง
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษา ในด้านความประพฤติ ด้านการเรียน และด้านทักษะทางสังคมจำนวน 45 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยนำหนังสือขอความร่วมมือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปยังกรมอาชีวศึกษา เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร โดยขอให้ฝ่ายวิจัยและพัฒนาในวิทยาลัยอาชีพศึกษาดังกล่าว เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างให้ ในระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2544
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC+ ดังนี้
1. ใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างตามตัวแปร ต่างๆ เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทวิชา การพักอาศัย สภาพสมรสของบิดามารดา อาชีพของบิดา อาชีพของมารดา รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครอบครัว และรายได้เฉลี่ยต่อวันของกลุ่มตัวอย่าง
2. ใช้สถิติ ความถี่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการวิเคราะห์พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ของนักเรียนอาชีวศึกษาในด้านต่างๆ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความประพฤติ ด้านการเรียนและด้านทักษะทางสังคม
3. ใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way ANOVA) สำหรับการวิเคราะห์เปรียบ เทียบพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษา เมื่อจำแนกตามชั้นปีและประเภทวิชา และหากพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะใช้ในการทดสอบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe Method) เพื่อทดสอบสมมติฐาน
ข้อสรุป(summary) 1. นักเรียนอาชีวศึกษา มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในด้านการเรียนและด้านทักษะทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ด้านความประพฤติอยู่ในระดับน้อย
2. เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาจำแนกตามชั้นปี พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษา ชั้นปีที่ 1 มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ด้านความปรพฤติสูงกว่านักเรียนอาชีวศึกษาชั้นปีที่ 2 และชั้นปีที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการเรียน พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาชั้นปีที่ 1 มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์สูงกว่านักเรียนอาชีวศึกษา ชั้นปีที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนในด้านทักษะทางสังคม พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาทั้ง 3 ชั้นปี มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาจำแนกตามประเภทวิชา พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาที่เรียนในประเภทวิชาต่างกันมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. สถานศึกษาควรจัดกิจกรรมเสริมให้นักเรียนทำเมื่อมีเวลาว่าง เช่น การเล่นดนตรี เล่น กีฬา โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว เพื่อพัฒนาการใช้ความคิดความรับผิดชอบ ให้มากขึ้น
2. ควรมีการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง ครู-อาจารย์ และผู้ปกครอง ของนักเรียน เพื่อหาสาเหตุการเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียน และหาแนวทางแก้ไขเพื่อปรับพฤติกรรมของนักเรียนให้เป็นไปในทิศทางที่พึงประสงค์
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยถึงพฤติกรรไม่พึงประสงค์ของนักเรียน ในวิทยาลัยอา ชีวศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา เขตกรุงเทพมหานคร ในด้านความประพฤติ ด้านการเรียน และด้านทักษะทางสังคม เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรไม่พึงประสงค์ของนักเรียนในด้านอื่นๆ จึงควรมีการศึกษาวิจัยถึงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนอาชีวศึกษาในเขตการศึกษาอื่นด้วย
2. การศึกษาวิจัยนี้เป็นการสำรวจถึงพฤติกรรไม่พึงประสงค์ ของนักเรียนอาชีวศึกษา ใน ด้านความประพฤติ ด้านการเรียน และด้านทักษะทางสังคม จึงควรที่จะมีการศึกษาวิจัยถึงสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมนั้นๆ เพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ในการกำหนดแนวทางการไข้
3. ควรมีการศึกษาวิจัย เรื่องพฤติกรรมไม่พึงประสงค์กับบุคคลภายนอกสถานศึกษาเพื่อ นำผลการวิจัย มาประกอบการพิจารณาเรื่องพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนในสถานศึกษา
ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved