Current Record: นายสง่า สุคันธเมศ

นายสง่า สุคันธเมศ

สรุปผล
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และสร้างแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช ซึ่งได้สรุปสาระสำคัญและผลการทดลองใช้ ดังต่อไปนี้
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และสร้างแผนการสอน หาประสิทธิภาพของแผนการสอน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังใช้แผนการสอน
การวิจัย ได้ตั้งสมมุติฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และแผนการสอน เรื่อง พืช สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การดำเนินการวิจัย ได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยมีประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนบ้านท่าไทร จำนวน 33 คน เนื้อหาที่ใช้ในการสร้างพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และสร้างแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช เวลาที่ใช้ในการทดลองภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 12 ชั่วโมง ใช้ในการหาค่าความยากง่าย อำนาจการจำแนก ค่าความเที่ยงตรง ค่าความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพของเครื่องมือ ทดลองครั้งที่ 1 ประชากรกลุ่มที่ 1 นำมาจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 3 คน ซึ่งใช้เกณฑ์ในคัดเลือกจากระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 นักเรียนเก่ง (ผลการเรียนระดับ 4) ปานกลาง (ผลการเรียนระดับ 2-3) และอ่อน (ผลการเรียนระดับ 0-1) จากใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง กลุ่มละ 1 คน นักเรียนทำแบบทดสอบ ประชากรกลุ่มที่ 2 นำมาจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 10 คน อัตราส่วน 3 : 4 : 3 ประชากรกลุ่มที่ 3 นำมาจาก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 33 คน การทดลองภาคสนามและปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้ นำแบบทดสอบที่ผ่านการปรับปรุงในขั้นการทดลองเป็นกลุ่มไปทดลองกับนักเรียนในสภาพห้องเรียนจริง จุดมุ่งหมายของการทดสอบกับห้องเรียนจริง คือ หาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนและแผนการสอน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท ได้แก่ แผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
แผนการสอนประกอบด้วย คำนำ สารบัญ คำอธิบายหลักสูตร กำหนดการสอน แผนการสอน จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรม ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน
การสร้างแผนการสอน ดำเนินการคือ ศึกษาหลักสูตรระดับชั้นประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง 2533) คู่มือครู และคู่มือการวัดและประเมินผล เทคนิคการเขียนแบบทดสอบ วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา จุดประสงค์และกิจกรรมการเรียนการสอนศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้วิธีการสร้างกำหนดเนื้อหากำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ลงมือเขียน
การหาคุณภาพ ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบเกี่ยวกับความถูกต้อง ทดลองระยะที่ 1 การทดลองเป็นรายบุคคลและปรับปรุงแก้ไขระยะที่ 2 การทดลองเป็นกลุ่มและปรับปรุงแก้ไข การทดลองภาคสนามจากนั้นนำผลการเรียนในบทเรียนมาวิเคราะห์ตามวิธีทางสถิติการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีลักษณะเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 2 ฉบับๆ 20 ข้อ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดำเนินการตามขั้นตอน คือ ศึกษาจุดประสงค์ ขอบเขตเนื้อหา วิธีการออกข้อสอบและกลุ่มเป้าหมายของ ผู้ใช้ เขียนจุดประสงค์ จัดทำตารางวิเคราะห์ข้อสอบ เขียนข้อคำถาม นำแบบทดสอบเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความตรงของเนื้อหาแล้วคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์(Item Objective Congruence Index) หรือเรียกย่อๆ ว่า ค่า IOC โดยให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน 3 ระดับ คือสอดคล้อง(1) ไม่แน่ใจ(0) ไม่สอดคล้อง(-1) เลือกข้อที่มีค่า .05 ขึ้นไป ข้อที่ไม่เหมาะสมจะปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชียวชาญ นำแบบทดสอบที่ได้ปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 33 คน เพื่อวิเคราะห์หาความยากง่าย(p) อำนาจจำแนก(r) และค่าความเชื่อมั่นของผลการทดสอบ โดยนำผลการสอบมาตรวจให้คะแนนโดยข้อที่ตอบถูกให้ 1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดให้ 0 คะแนน นำคะแนนที่ได้มาของข้อสอบเป็นรายข้อและเลือกข้อที่มีค่าความยากง่าย .20 – .80 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไป ไว้จำนวนเรื่องละ 20 ข้อ นำแบบทดสอบที่มีค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์ ไปใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ปีการศึกษา 2545 จำนวน 33 คน
การดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ดำเนินการทดลองรายบุคคล ปรับปรุงแบบทดสอบทดลองกับกลุ่มเล็ก ปรับปรุงแบบทดสอบ ทดลองภาคสนาม วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบทดสอบ การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (IOC) วิเคราะห์หาความยากง่าย(p) และอำนาจจำแนก(r) วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของ บทเรียนตามเอกัตภาพ ด้วยสูตร E1 / E2
ผลการวิจัย
1.ด้านทักษะกระบวนการ นักเรียนมีทักษะการคิด การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และสร้าง องค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบของโครงงานวิทยาศาสตร์
2.ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนมีผลการทดสอบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญระดับที่ .05 เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังเรียน
3.ด้านเจตคติ นักเรียนพอใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยการกระบวนการแหล่งเรียนรู้สู่ โครงงาน มีความต้องการให้สอนโดยใช้วิธีนี้มากขึ้น
4.ประสิทธิภาพของแผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง พืช มีประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 85.04/84.70 ความเชื่อมั่นเรื่อง พืช เท่ากับ 0.76
5.ผลการทดสอบด้วย t – test มีนัยสำคัญทาที่ระดับ .05 ซึ่งสรุปได้ว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ทั้ง 2 เรื่อง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 5166
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ นำไปสู่โครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช
หัวข้อ(Eng) Development the type of teaching by the Knowledge Places to Science Project
คำสำคัญ(keyword) พืช
ชื่อผู้วิจัย นายสง่า สุคันธเมศ
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. Sanga Sukuntamas
ตำแหน่ง อาจารย์ 3 ระดับ 8
สถานศึกษา โรงเรียนบ้านท่าไทร อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545
ประเภท งานวิจัยเฉพาะส่วนบุคคล(งานพัฒนาการเรียนการสอน)
สถานที่จัดเก็บผลงาน โรงเรียนบ้านท่าไทร อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
ประวัติความเป็นมา(history) ความเป็นมา

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าหน่วยงานบริหารระดับโรงเรียน อำเภอ จังหวัด จะมีมาตรการสนับสนุน ให้บุคลากร ได้ปรับเปลี่ยนและพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนจากการบอกและท่องจำ หรือสอนหนังสือเป็นหลักมาเป็นการสอนโดยเน้นให้นักเรียนปฏิบัติจริง เน้นกระบวนการทำงานเป็นระบบกลุ่ม ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ให้แก่ตนเอง แต่ผลการเปลี่ยนแปลงช้ามาก เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ ประการ ที่ข้าพเจ้าได้ประมวลผลสรุปจากการ ทำหน้าที่วิทยากรให้ความรู้แก่คณะครูผู้สอนและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กับคณะครูที่มาเยี่ยมชม ศึกษางาน นำนักเรียนมาเรียนร่วมกับนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าไทร ซึ่งสรุปเป็นประเด็นได้ดังต่อไปนี้

- ครูติดยึดกับการสอนแบบเดิม ๆ เช่น ทำแบบฝึกหัดจากหนังสือ ทดลองแบบแลบแห้ง คือ เขียนบนกระดานดำ

- ครูไม่มีเวลาเตรียมการสอน สื่อการสอน กิจกรรม ที่เน้นทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์จริง ๆ เพราะสอนหลายวิชาหรือมีภาระงานมาก

- ครูขาดงบประมาณสนับสนุนในการจัดหาสื่อหรือวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

- ครูขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ มีความรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มภาระงานมากขึ้น ซึ่งต้องเสียเวลาในการเตรียมสื่อประกอบการสอนมากขึ้น

- ครูขาดขวัญและกำลังใจและขาดการนิเทศติดตามผลจากนักวิชาการ ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารอย่างต่อเนื่องในด้านให้คำปรึกษา เมื่อครูติดขัดในปัญหาเทคนิคการสอนต่าง ๆ เช่น ทักษะกระบวนการ การผลิตและการสร้างสื่อการสอน ตลอดจนวิธีการวัดและผลประเมินผล เป็นต้น

จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นผลทำให้การพัฒนากลยุทธวิธีการสอนของครูจากแบบเดิมมาเป็นกลยุทธการสอนแนวใหม่ ตามแนวคิดเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะพัฒนาให้คนมีความพร้อมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เลยพลอยช้าไปด้วย แม้ว่าจะมีการสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมต่อการพัฒนาประเทศแล้วก็ตาม แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กล่าวคือ ครูยังไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตร ขาดเทคนิคการสอนที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้นักเรียนขาดความสามารถในการวิเคราะห์ แสวงหาและสร้างความรู้ด้วยตนเอง

ดังนั้น ข้าพเจ้าในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เนื้อหาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 มาตั้งแต่ปี 2523 และสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 ตั้งแต่ปี 2540 ได้มีความตระหนักถึงปัญหาและประสบกับปัญหานี้มาด้วยตนเองตลอดมา จึงได้วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงจากการทำงานงานทั้งระบบ โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ขององค์ประกอบพื้นฐานที่จะช่วยให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์บรรลุตามเป้าหมาย 4 ส่วน คือ ปัจจัย กระบวนการ ผลผลิตและผลกระทบ
วัตถุประสงค์(objective) วัตถุประสงค์
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์
2.สร้างแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช
3.หาประสิทธิภาพของแผนการสอนที่เน้นรูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
4.เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังใช้แผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์
สมมุติฐาน(assumption) การวิจัย ได้ตั้งสมมุติฐานไว้ ดังนี้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนด้วยแผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนบ้านท่าไทร จำนวน 33 คน
คำนิยาม(defination) นิยามศัพท์เฉพาะ
1.แผนการสอน หมายถึง แผนการสอนที่สร้างขึ้นประกอบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2.แผนการสอนที่เน้นรูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง แผนการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช รูปแบบกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น นำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาในรูปแบบของโครงงาน
3..กระบวนการสอน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการสอนที่จัดทำขึ้น โดยใช้จุดประสงค์ปลายทาง จุดประสงค์นำทาง สาระสำคัญ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล และภาคผนวก(เครื่องมือเครื่องใช้ ใบงาน ใบความรู้ แบบทดสอบ แบบบันทึกต่างๆ )
4.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนหลังเรียนที่ได้จากการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเรียนด้วยแผนการสอนที่เน้นรูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์
5.ประสิทธิภาพของบทเรียนตามเอกัตภาพ เกณฑ์ 80/80 หมายถึง การประเมินแผนการสอนที่เน้นรูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ โดยวิธีตรวจสอบผลที่เกิดกับผู้เรียน ด้วยวิธีกำหนดมาตรฐานไว้ล่วงหน้า ดังนี้
เกณฑ์ 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าร้อยละของประสิทธิภาพในด้านกระบวนการของแผนการสอนที่เน้นรูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย ผลการปฏิบัติกิจกรรม นำคะแนนที่ได้จากการวัดผลการทำกิจกรรมระหว่างเรียน แล้วคำนวณหาเฉลี่ยร้อยละ
เกณฑ์ 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนจากการทดสอบหลังเรียน (Post-Test) ของผู้เรียนทุกคน มาหาค่าเฉลี่ยร้อยละ(ชัยยงค์ พรหมวงศ์ 2529, 490-493)
6.ระดับคุณภาพพฤติกรรมเชิงปฏิบัติทางด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ระดับคะแนนที่ได้จากการวัด โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรม ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้น เพื่อใช้สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีรายละเอียดของแบบวัดผลประเมินผลและสังเกตพฤติกรรมในภาคผนวกของแผนการสอนทุกแผนการสอนหรือทุกหน่วยการเรียน ซึ่งแบ่งระดับออกเป็น 5 ระดับ คือ
0 หมายถึง ต้องแก้ไข
1 หมายถึง ควรปรับปรุง
2 หมายถึง พอใช้
3 หมายถึง ดี
4 หมายถึง ดีมาก
7.โครงงาน หมายถึง โครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นกิจกรรมเสริมที่จัดให้นักเรียนหลังจากเรียนเนื้อหาและทำกิจกรรมตามแผนการสอนครบหน่วยการเรียน แต่นักเรียนมีความต้องการเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากที่เรียนมาแล้วหรือมีข้อสงสัย เกิดปัญหา อยากรู้อยากทดลอง เพื่อที่จะช่วยพัฒนากระบวนการคิด กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุข
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ประเภท ได้แก่
1.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.แผนการสอนเน้นทักษะกระบวนการโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับประกอบแผนการสอน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องพืช มีขั้นตอนดังนี้
1.ลักษณะเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน20 ข้อ
2.การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
2.1 ศึกษาจุดประสงค์ ขอบเขตเนื้อหา วิธีการออกข้อสอบและกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้
2.2 เขียนจุดประสงค์ของข้อสอบให้อยู่ในรูปของจุดประสงค์การเรียนรู้หรือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
2.3 จัดทำตารางวิเคราะห์ข้อสอบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดขอบเขตและจุดเน้นของข้อสอบและใช้เป็นเ
เครื่องมือในการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา
2.4 เขียนข้อคำถามแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 2 ฉบับๆ ละ 20 ข้อ โดยให้ครอบคลุมเนื้อหาและสอดคล้องจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียน
2.5 นำแบบทดสอบเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความตรงของเนื้อหาแล้วคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์(Item Objective Congruence Index) หรือเรียกย่อๆ ว่า ค่า IOC โดยให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน 3 ระดับ คือสอดคล้อง(1) ไม่แน่ใจ(0) ไม่สอดคล้อง(-1) เลือกข้อที่มีค่า .05 ขึ้นไป ข้อที่ไม่เหมาะสมจะปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชียวชาญ
2.6 นำแบบทดสอบที่ได้ปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนบ้านท่าไทร จำนวน 33 คน เพื่อวิเคราะห์หาความยากง่าย(p) อำนาจจำแนก(r) และค่าความเชื่อมั่นของผลการทดสอบ โดยนำผลการสอบมาตรวจให้คะแนนโดยข้อที่ตอบถูกให้ 1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดให้ 0 คะแนน นำคะแนนที่ได้มาของข้อสอบเป็นรายข้อและเลือกข้อที่มีค่าความยากง่าย .20 – .80 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไป ไว้จำนวนเรื่องละ 20 ข้อ
2.7 นำแบบทดสอบที่มีค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์ ไปใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ปีการศึกษา 2545 จำนวน 33 คน
2.แผนการสอน
ในการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของแผนการสอน ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ต่อไปนี้
1.ศึกษาหลักสูตรวิชากลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ระดับประถมศึกษา พุทธศักราช 2521(ฉบับปรับปรุง 2533)
2.จัดทำตารางวิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ แบ่งเนื้อหาเป็นตอนๆ ให้สอนคล้องกับเวลาเรียน
3.ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับวิธีสอนและเทคนิคการสอน ขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
4.เขียนแผนการสอนให้ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้และครอบคลุมเนื้อหาที่ใช้วิจัย
5.นำแผนการสอนพร้อมตารางวิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหาและวิธีสอน (IOC) ปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และให้ผู้เชียวชาญตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
6.นำแผนการสอนไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มาจากประชากรที่ใช้ในการหาคุณภาพของแบบทดสอบและบทเรียนตามเอกัตภาพ เพื่อดูความเหมาะสมของขั้นตอนการสอน ระยะเวลา จากนั้นปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆ ที่พบ
7.นำแผนการสอนที่ปรับปรุงจนมีคุณภาพไปใช้ทดลองสอนกับกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ขั้นตอนรายละเอียดของการทดลองหาประสิทธิภาพของแผนการสอนดังต่อไปนี้
1.นักเรียนทำการทดสอบก่อนเรียน ก่อนใช้แผนการสอนโดยใช้เวลา 20 นาที
2.นักเรียนศึกษาและทำกิจกรรมตามที่กำหนดไว้ในแผนการสอนและทำแบบฝึกปฏิบัติในแต่ละตอน ตรวจคำตอบโดยนักเรียนและครูตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง บันทึกผลการปฏิบัติ กิจกรรมในแต่ละแผนการสอน
3.เมื่อนักเรียนศึกษาและทำกิจกรรมเสร็จตามที่กำหนดในแผนการสอน
4.นำนักเรียนศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่
5.นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปผลการศึกษาโดยใช้แหล่งเรียน นำเสนอผลงานของกลุ่มในรูปแบบต่างๆ
6.นำความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาแหล่งเรียนรู้ นำมาประยุกต์ให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ด้วยการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
7.นำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ
8.นักเรียนจะทำแบบทดสอบหลังเรียน ใช้เวลา 20 นาที พร้อมตรวจคำตอบ บันทึกผลของตนเองและส่งให้ครูตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง บันทึกผลของคะแนนหลังสอบ
9.นักเรียนแต่ละคนสรุปผลการเรียนโดยใช้แผนการสอนลงในแบบสรุปของตนเอง
10.นำกระดาษคำตอบมาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนตามเอกัตภาพ โดยใช้ t-test
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูล
1.วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (IOC)
2.วิเคราะห์หาความยากง่าย(p) และอำนาจจำแนก(r) ของข้อสอบเป็นรายข้อ เลือกรายข้อ โดยวิธีของสมบูรณ์ สุริยวงค์ สมจิตรา เรืองศรี และเพ็ญศรี เศรษฐวงศ์
3.วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR – 20 ของ คูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder–Rechaedson Method)
4.วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนตามเอกัตภาพ ด้วยสูตร E1 / E2
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย การพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และสร้างแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช ได้แบ่ง หัวข้อดังนี้
1.ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการสอน วิชากลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต(เนื้อหาวิทยาศาสตร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช
2.ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้แผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์
ข้อสรุป(summary) สรุปผล
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และสร้างแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช ซึ่งได้สรุปสาระสำคัญและผลการทดลองใช้ ดังต่อไปนี้
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และสร้างแผนการสอน หาประสิทธิภาพของแผนการสอน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังใช้แผนการสอน
การวิจัย ได้ตั้งสมมุติฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และแผนการสอน เรื่อง พืช สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การดำเนินการวิจัย ได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยมีประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนบ้านท่าไทร จำนวน 33 คน เนื้อหาที่ใช้ในการสร้างพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์และสร้างแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง พืช เวลาที่ใช้ในการทดลองภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 12 ชั่วโมง ใช้ในการหาค่าความยากง่าย อำนาจการจำแนก ค่าความเที่ยงตรง ค่าความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพของเครื่องมือ ทดลองครั้งที่ 1 ประชากรกลุ่มที่ 1 นำมาจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 3 คน ซึ่งใช้เกณฑ์ในคัดเลือกจากระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชากลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 นักเรียนเก่ง (ผลการเรียนระดับ 4) ปานกลาง (ผลการเรียนระดับ 2-3) และอ่อน (ผลการเรียนระดับ 0-1) จากใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง กลุ่มละ 1 คน นักเรียนทำแบบทดสอบ ประชากรกลุ่มที่ 2 นำมาจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 10 คน อัตราส่วน 3 : 4 : 3 ประชากรกลุ่มที่ 3 นำมาจาก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 33 คน การทดลองภาคสนามและปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้ นำแบบทดสอบที่ผ่านการปรับปรุงในขั้นการทดลองเป็นกลุ่มไปทดลองกับนักเรียนในสภาพห้องเรียนจริง จุดมุ่งหมายของการทดสอบกับห้องเรียนจริง คือ หาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนและแผนการสอน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท ได้แก่ แผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
แผนการสอนประกอบด้วย คำนำ สารบัญ คำอธิบายหลักสูตร กำหนดการสอน แผนการสอน จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรม ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน
การสร้างแผนการสอน ดำเนินการคือ ศึกษาหลักสูตรระดับชั้นประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง 2533) คู่มือครู และคู่มือการวัดและประเมินผล เทคนิคการเขียนแบบทดสอบ วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา จุดประสงค์และกิจกรรมการเรียนการสอนศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้วิธีการสร้างกำหนดเนื้อหากำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ลงมือเขียน
การหาคุณภาพ ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบเกี่ยวกับความถูกต้อง ทดลองระยะที่ 1 การทดลองเป็นรายบุคคลและปรับปรุงแก้ไขระยะที่ 2 การทดลองเป็นกลุ่มและปรับปรุงแก้ไข การทดลองภาคสนามจากนั้นนำผลการเรียนในบทเรียนมาวิเคราะห์ตามวิธีทางสถิติการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีลักษณะเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 2 ฉบับๆ 20 ข้อ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดำเนินการตามขั้นตอน คือ ศึกษาจุดประสงค์ ขอบเขตเนื้อหา วิธีการออกข้อสอบและกลุ่มเป้าหมายของ ผู้ใช้ เขียนจุดประสงค์ จัดทำตารางวิเคราะห์ข้อสอบ เขียนข้อคำถาม นำแบบทดสอบเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความตรงของเนื้อหาแล้วคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์(Item Objective Congruence Index) หรือเรียกย่อๆ ว่า ค่า IOC โดยให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน 3 ระดับ คือสอดคล้อง(1) ไม่แน่ใจ(0) ไม่สอดคล้อง(-1) เลือกข้อที่มีค่า .05 ขึ้นไป ข้อที่ไม่เหมาะสมจะปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชียวชาญ นำแบบทดสอบที่ได้ปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 33 คน เพื่อวิเคราะห์หาความยากง่าย(p) อำนาจจำแนก(r) และค่าความเชื่อมั่นของผลการทดสอบ โดยนำผลการสอบมาตรวจให้คะแนนโดยข้อที่ตอบถูกให้ 1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดให้ 0 คะแนน นำคะแนนที่ได้มาของข้อสอบเป็นรายข้อและเลือกข้อที่มีค่าความยากง่าย .20 – .80 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไป ไว้จำนวนเรื่องละ 20 ข้อ นำแบบทดสอบที่มีค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์ ไปใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าไทร ปีการศึกษา 2545 จำนวน 33 คน
การดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ดำเนินการทดลองรายบุคคล ปรับปรุงแบบทดสอบทดลองกับกลุ่มเล็ก ปรับปรุงแบบทดสอบ ทดลองภาคสนาม วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบทดสอบ การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (IOC) วิเคราะห์หาความยากง่าย(p) และอำนาจจำแนก(r) วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของ บทเรียนตามเอกัตภาพ ด้วยสูตร E1 / E2
ผลการวิจัย
1.ด้านทักษะกระบวนการ นักเรียนมีทักษะการคิด การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และสร้าง องค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบของโครงงานวิทยาศาสตร์
2.ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนมีผลการทดสอบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญระดับที่ .05 เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังเรียน
3.ด้านเจตคติ นักเรียนพอใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยการกระบวนการแหล่งเรียนรู้สู่ โครงงาน มีความต้องการให้สอนโดยใช้วิธีนี้มากขึ้น
4.ประสิทธิภาพของแผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง พืช มีประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 85.04/84.70 ความเชื่อมั่นเรื่อง พืช เท่ากับ 0.76
5.ผลการทดสอบด้วย t – test มีนัยสำคัญทาที่ระดับ .05 ซึ่งสรุปได้ว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ทั้ง 2 เรื่อง
ข้อเสนอแนะ(suggestion) อภิปรายผลการวิจัย
จากผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน(ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน) พบว่ามีผลที่น่าสนใจซึ่งสามารถนำมาอภิปรายได้ดังนี้
1.ประสิทธิภาพของแผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง พืช มีประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 85.04/84.70 แสดงให้เห็นว่าขณะนักเรียนทำกิจกรรม นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ถูกต้องโดยเฉลี่ยร้อยละ 85.04 และนักเรียนสามารถทำแบบทดสอบประเมินผลหลังเรียนได้คะแนนร้อยละ 84.70 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
2.ผลการทดสอบด้วย t – test มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสรุปได้ว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน
ผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นไปตรงตามที่ตั้งไว้ ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลงานวิจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สรุปได้ว่านักเรียนที่เรียนจากการสอนโดยใช้แผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง พืช มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างจากการสอนแบบอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ตั้งไว้ และมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าการสอนแบบอื่นๆ
สาเหตุที่ทำให้แผนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้สู่โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง พืช ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้แผนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เนื่องจาก
1.แผนการสอนและรูปแบบการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้ผ่านการออกแบบและดำเนินการสร้างอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามรูปแบบและตามหลักการของการสร้าง ประกอบกับแผนการสอนที่สร้างขึ้นได้ผ่านกระบวนการสร้างและพัฒนาอย่างมีระบบ ก่อนนำไปใช้ได้มีการหาประสิทธิภาพแบบ 1 : 1, 1 : 10 และภาคสนาม มีการปรับปรุง แก้ไข ตรวจสอบ จากผู้เชี่ยวชาญ จนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อนำมาใช้จึงสามารถทำให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงด้วย
2. แผนการสอนและรูปแบบการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีการเสนอเนื้อหาตามความสนใจของนักเรียนและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ได้กำหนดเนื้อหาเป็นตอนๆ เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
จากผลดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าด้านประสิทธิภาพของแผนการสอนและรูปแบบการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่า แผนการสอนและรูปแบบการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีคุณภาพสามารถที่จะนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนได้ จึงได้นำไปขยายผลกับเพื่อนครู-อาจารย์จากโรงเรียนต่างๆ
ข้อเสนอแนะ
ผลการศึกษาในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในการสร้างและพัฒนารูปแบบการสอนสื่อการเรียนการสอนประเภทแหล่งเรียนรู้และเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาค้นคว้าต่อไป ซึ่งผู้วิจัยขอเสนอแนะไว้ในด้านต่างๆ ดังนี้
1.ข้อเสนอแนะในการสร้างแผนการสอนและรูปแบบการสอน ควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
1.1 ในการสร้างแผนการสอนและรูปแบบการสอน ควรศึกษาเนื้อหา กระบวนการ ขั้นตอนต่างๆ ให้ละเอียด ถ้าผู้สอนมีความรู้และประสบการณ์จะช่วยพัฒนารูปแบบการสอนได้ดียิ่งขึ้น
1.2 แผนการสอนและรูปแบบการสอนที่สร้างขึ้น ควรคำนึงถึงเนื้อหาของบทเรียนที่มีแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น สะดวกในการเดินทางศึกษาและเป็นที่สนใจของนักเรียน
1.3 แผนการสอนและรูปแบบการสอนดังกล่าวมีผู้อื่นเคยสร้างมาก่อนหรือไม่
1.4 แผนการสอนและรูปแบบจะช่วยลดภาระของครูได้หรือไม่
1.5 จะช่วยลดเวลาในการเรียนการสอนได้หรือไม่
1.6 รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเหมาะสมกับเนื้อหา และวัตถุประสงค์ของบทเรียนนั้นๆ ตลอดจนลักษณะของผู้เรียนหรือไม่
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved