Current Record: ศิริยุพา พูลสุวรรณ

ศิริยุพา พูลสุวรรณ

ขนาดอิทธิพลมีค่าเฉลี่ย .850 และเมื่อปรับแก้ค่าความคลาดเคลื่อนจากการวัดแล้วปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของขนาดอิทธิพลเพิ่มขึ้นเป็น .954 ขนาดอิทธิพล มีความแตกต่างกันตามตัวแปร กลุ่มวิชาที่สอน วิธีการเรียน ประเภทตัวแปรตาม การดำเนินการทดลอง ประเภทเครื่องมือ การตรวจสอบค่าอำนาจจำแนก ประเภทสถิติ และระดับนัยสำคัญทางสถิติรูปแบบการเรียนการสอน จำนวนคาบที่ใช้ในการสอน ทฤษฎีอ้างอิง และลักษณะกลุ่มควบคุม
การศึกษาอิทธิพลของปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยต่อขนาดอิทธิพล พบว่าปฏิสัมพันธ์ของตัวแปร ที่มีอิทธิพลต่อขนาดอิทธิพล ได้แก่ ตัวแปร บทบาทนักเรียนกับกลุ่มวิชา การจัดชั้นเรียนกับกลุ่มวิชาและทฤษฎีกับคุณภาพงานวิจัย แบบการสอนกับกลุ่มวิชาวิธีการเรียนกับวิธีการสอน และระดับการศึกษากับวิธีการเรียน
ผลการวิเคราะห์การถดถอย พบว่า อิทธิพลของตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยต่อค่าขนาดอิทธิพล ตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยสามารถอธิบายความแปรปรวนของขนาดอิทธิพลได้ร้อยละ 16 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลทางบวกมีจำนวน 5 ตัวแปร เรียงลำดับตามอิทธิพลได้ดังนี้ คือ กลุ่มควบคุมที่ใช้คู่มือของหน่วยศึกษานิเทศก์ (.16) กลุ่มควบคุมที่ใช้คู่มือของ สสวท. (.14) การตรวจสอบค่าอำนาจจำแนก (.11) กลุ่มควบคุมที่ใช้วิธีการสอนตามปกติ (.09) ตัวแปรตามด้านยุทธศาสตร์การคิดและการรู้คิด (.07) ส่วนตัวแปรที่มีอิทธิพลทางลบมีจำนวน 6 ตัวแปร ได้แก่ บทบาทนักเรียน (-0.7) กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ (-.09) ระดับนัยสำคัญ (-.09) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานกลุ่มควบคุม (-.13) แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (-.17) แบบทดสอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า (-.31)

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4782
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาวิธีการเรียนและวิธีการสอนที่ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืนของเด็กไทย ระดับมัธยมศึกษา
คำสำคัญ(keyword) วิธีการเรียน วิธีการสอน กระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ปี2544
ชื่อผู้วิจัย ศิริยุพา พูลสุวรรณ
ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์
การศึกษา ปริญญาเอก
สถานศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2544
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
ประวัติความเป็นมา(history) ปัจจุบัน รัฐได้ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพการศึกษาในทุกระดับ โดยได้กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษา การดำเนินการเพื่อพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพ สามารถทำได้หลายระดับ เช่น หน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมในระดับนโยบาย อาจมองการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ในขณะที่บางหน่วยงานอาจมุ่งพิจารณาพัฒนาและปรับปรุงเพียงตอนใดตอนหนึ่งในกระบวนการของการศึกษา

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ทางปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้อง นักวิชาการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาหลักสูตร เพราะหลักสูตรเป็นแผนงานที่นักพัฒนาหลักสูตรต้องการให้เกิดผลของการศึกษาขึ้นในตัวบุคคล อย่างไรก็ตามแผนงานดังกล่าวจะเป็นจริงได้ต่อเมื่อมีการใช้หลักสูตรและมีการบริหารหลักสูตร กล่าวคือต้องมีกระบวนการเรียนการสอนเกิดขึ้น ฉะนั้น การพัฒนาคุณภาพการศึกษาหากจะเริ่มในส่วนที่เป็นกระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียน ซึ่งเป็นขั้นตอนของการนำหลักสูตรไปใช้ในระดับโรงเรียน จะดำเนินการได้ในระดับที่กว้างขวาง และจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่มุ่งเน้นการพัฒนาตัวผู้เรียนเป็นหลัก

ในการจัดการเรียนการสอน มีกิจกรรมในชั้นเรียนที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ประการ คือ วิธีการสอนของครู วิธีการเรียนของนักเรียน และรูปแบบการเรียนการสอน ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนนี้ ปัจจุบัน มีผู้ดำเนินการศึกษาเพื่อหาแนวทางพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในรูปของการทำวิจัย โดยศึกษาประสิทธิภาพของการเรียนการสอนเป็นจำนวนมาก หากจะมีการดำเนินวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ผู้วิจัยควรที่จะต้องศึกษาผลของการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่มีผู้ดำเนินการมาแล้ว เพื่อกำหนดทิศทางการวิจัยและพัฒนาของตน การศึกษาผลงานวิจัยที่มีผู้ดำเนินการไปแล้ว และนำมาใช้เป็นฐานความคิดในการวิจัยต่อเนื่องนี้ถือเป็นการใข้ผลงานวิจัยที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กรมวิชาการ ในฐานะหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ดูแลคุณภาพทางการศึกษาทั้งในระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ เห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ทั้งในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา โดยเน้นการเรียนการสอนในกลุ่มวิชาหลัก ซึ่งได้แก่กลุ่มวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง เป็นต้องใช้ผลงานวิจัยที่มีอยู่ หรือใช้องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยเป็นฐานในการกำหนดแนวทางการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนักการศึกษาที่มีความรู้เรื่องการสังเคราะห์งานวิจัย ต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญของการสังเคราะห์งานวิจัย และได้ดำเนินการสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย จึงมีรายงานการสังเคราะห์งานวิจัยที่ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับประสิทธิภาพการเรียนการสอนอยู่หลายเรื่อง ในส่วนที่กรมวิชาการได้ดำเนินการสังเคราะห์งานวิจัยไปแล้ว เป็นการสังเคราะห์ในระดับประถมศึกษา แยกตามกลุ่มวิชาหลักตามที่กำหนด ส่วนระดับมัธยมศึกษา ยังไม่ได้มีการดำเนินการ ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากรายงานการสังเคราะห์งานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่าผลจากการสังเคราะห์งานวิจัยยังไม่ให้ภาพรวมที่จะนำไปสู่การกำหนดทิศทางการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน เนื่องจากยังขาดผลการสังเคราะห์งานวิจัยในระดับมัธยมศึกษา

จากการสำรวจรายงานการวิจัยที่ใช้วิธีการวิเคราะห์อภิมาน ในการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอน ผู้วิจัยพบว่า การสังเคราะห์งานวิจัยส่วนใหญ่ ศึกษาเฉพาะบางวิชาหรือศึกษาวิธีการสอนเพียงบางวิธี (มานิตย์ โพธิกุล 2529 , ทิพย์อาภา บุญรัตน์ 2530 , ฐิติมา เจริญกุล 532 , วันทยา วงศ์ศิลปภิรมย์ 2535 , สุวรรณี เป็งย้อง 2536 , พันธ์ศักดิ์ เพ็งรอด 2537 , กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ 2538 , ประภาพันธ์ เส็งวงศ์ และคณะ 2538) สำหรับงานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอน ที่มีการสังเคราะห์เพื่อศึกษาหลายกลุ่มวิชาในประเทศไทย มีเฉพาะงานวิจัยของ ศิริยุภา พูลสุวรรณ (2530) แต่งานวิจัยดังกล่าวเน้นเฉพาะเรื่องของการใช้สื่อการสอน อย่างไรก็ตามผลการวิจัย พบว่าความแตกต่างของวิชาที่ใช้ในการทดลอง เป็นตัวแปรที่สำคัญในการอธิบายความแปรปรวนของขนาดอิทธิพล หรือผลวิจัย นั่นแสดงว่าในการสังเคราะห์งานวิจัยโดยศึกษาเฉพาะบางรายวิชา นอกจากจะไม่ให้ภาพรวมแล้ว ผลการศึกษาที่ได้ยังขาดตัวแปรสำคัญในการอธิบายความแปรปรวนของผลวิจัย

การสังเคราะห์งานวิจัยครั้งนี้ จึงมีลักษณะที่แตกต่างจากรายงานการสังเคราะห์งานวิจัยที่ผ่านมาในอดีต เพราะเป็นการดำเนินการสังเคราะห์งานวิจัยในภาพรวมของรายวิชาหลัก 4 กลุ่มวิชา ได้แก่วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในระดับมัธยมศึกษา ผลการสังเคราะห์งานวิจัยครั้งนี้ จะได้สารสนเทศครอบคลุมสภาพการจัดการเรียนการสอนได้ดีกว่าการสังเคราะห์งานวิจัยในอดีต เพื่อให้การสังเคราะห์งานวิจัยครั้งนี้สามารถตอบคำถามในเรื่องของประสิทธิภาพการสอนในแต่ละกลุ่มวิชา ว่าแตกต่างกันมากน้อยเพียงใดและเพื่อศึกษาวิเคราะห์ตัวแปรที่สามารถอธิบายความแปรปรวนของผลวิจัยได้อย่างสมบูรณ์จำเป็นต้องใช้วิธีการที่เป็นระบบมาดำเนินการสังเคราะห์งานวิจัย

เมื่อผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิธีวิทยาการสังเคราะห์งานวิจัย ที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่าเทคนิควิธีการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณ ที่ใช้วิธีการทางสถิติมาสังเคราะห์งานวิจัยหลาย ๆ เรื่องที่ศึกษาปัญหาการวิจัยเดียวกัน ที่เป็นวิธีวิทยาการสังเคราะห์งานวิจัยที่ใช้เป็นหลักในปัจจุบันนั้นเรียกว่า การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) บุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้วางพื้นฐานในการวิเคราะห์อภิมาน คือ จีน วี กล๊าส (Gene V. Glass) วิธีการนี้เป็นวิธีการสังเคราะห์งานวิจัยหลาย ๆ เรื่องที่ศึกษาปัญหาการวิจัยเดียวกัน เพื่อหาดัชนีมาตรฐาน (Standard index) วัดในรูปสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (correlation coefficients) และ ขนาดอิทธิพล (effect size) ของตัวแปรจัดกระทำที่มีต่อตัวแปรตามว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด ค่าขนาดอิทธิพล ประมาณค่าได้จากอัตราส่วนของผลต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ต่อส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มควบคุม การสังเคราะห์งานวิจัยโดยการวิเคราะห์อภิมานใช้งานวิจัยแต่ละเรื่อง เป็นหน่วยการวิเคราห์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และค่าขนาดอิทธิพลที่คำนวณได้จะเป็นค่าที่เป็นหน่วยมาตรฐานเดียวกัน ทำให้สามารถสังเคราะห์เข้าด้วยกันได้ นอกจากนี้ นักสังเคราะห์งานวิจัย ยังสามารถอธิบายความแปรปรวนของขนาดอิทธิพล ว่ามีความแปรปรวนเองจากคุณลักษณะงานวิจัยใดบ้าง โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์การถดถอย โดยใช้ตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยเป็นตัวแปรอิสระ และขนาดอิทธิพลเป็นตัวแปรตาม

วิธีการวิเคราะห์อภิมาน แม้จะมีหลักการวิเคราะห์เป็นแบบเดียวกับกับเทคนิคที่ กล๊าสพัฒนาขึ้น แต่ในปัจจัยมีผู้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์อภิมานแบบเดิมให้ดีขึ้น จึงมีวิธีการวิเคราะห์อภิมานแตกต่างกัน แยกได้เป็น 6 วิธี ซึ่ง นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวานิช (2541) ได้รวบรวมไว้ วิธีแรก คือ วิธีของโรเซนทาล (Rosentahal 1984) ซึ่งเป็นวิธีการแรกที่ได้รับการพัฒนา มีสูตรในการประมาณค่าขนาดอิทธิพล 2 แบบ แบบแรกคำนวณจากขนาดกลุ่มตัวอย่างและค่าสถิติในการทดสอบสมมุติฐาน แบบที่สอง คำนวณจากขนาดตัวอย่างและค่าระดับนัยสำคัญ โดยใช้สูตรการประมาณค่าตามแนวคิดของ โคเฮน (Coen 1969) การสังเคราะห์งานวิจัย มีสูตรการหาข้อสรุปของดัชนีมาตรฐาน ทั้งที่เป็นขนาดอิทธิพล และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แยกตามลักษณะงานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์ และมีการแยกสังเคราะห์งานวิจัยตามตัวแปรเพื่อศึกษาคามสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะงานวิจัยกับค่าขนาดอิทธิพล วิธีการวิเคราะห์อภิมานวิธีทีสองคือ วิธีของ กล๊าส (Glass, McGaw and Smith, 1981) ซึ่งพัฒนาจากแนวคิดของกล๊าส วิธีนี้เน้นความถูกต้องในการประมาณค่าดัชนีมาตรฐาน ทั้งในรูปของขนาดอิทธิพลและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ จากงานวิจัยที่มีแผนแบบต่างกัน โยมีสูตรการประมาณค่าทั้งจากการคำนวณโดยตรง และคำนวณจากค่าสถิติ วิธีการสังเคราะห์ใช้หลักการเดียวกับการวิเคราะห์ข้อมูลโดยทั่วไปใช้ค่าขนาดอิทธิพล และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เป็นตัวแปรตาม มีคุณลักษณะงานวิจัยเป็นตัวแปรต้น วิธีการวิเคราะห์อภิมาน วิธีที่สาม คือ วิธีของ ฮันเตอร์ (Hunter, Schmidt and Jackson, 1991) วิธีให้ความสำคัญกับการปรับแก้ค่าความคลาดเคลื่อน 3 ชนิด คือ ความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มตัวอย่าง (sampling error ) ความคลาดเคลื่อนในการวัด (measurement error) และความคลาดเคลื่อนเนื่องจากความจำกัดของพิสัย (range restriction) แล้วจึงตรวจสอบความแปรปรวนมีระบบของดัชนีมาตรฐาน ถ้ายังมีความแปรปรวนเหลืออยู่ จึงแยกสุ่มงานวิจัยตามตัวแปรปรับ (moderator variable) เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยแต่ละกลุ่มต่อไป วิธีการวิเคราะห์อภิมานวิธีที่สี่ คือ วิธีของ เฮดจ์ (hedges and Olkin, 1985) วิธีนี้ให้ความสำคัญกับการประมาณค่าดัชนีมาตรฐานทั้งค่าขนาดอิทธิพล และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ให้ได้ค่าที่ปราศจากความคลาดเคลื่อน แล้วตรวจสอบความแปรปรวนในดัชนีมาตรฐาน โดยใช้ค่าสถิติ Q ซึ่งมีหลักการคล้ายกับการวิเคราะห์ความแปรปรวน เมื่อมีความแปรปรวนน้อยจึงจะสังเคราะห์งานวิจัยโดยใช้การหาค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักด้วยขนาดกลุ่มตัวอย่าง วิธีที่ห้า คือวิธีของ สลาวิน (Slavin, 1995) วิธีนี้เน้นความสัญของการคัดเลือกเฉพาะงานวิจัยที่มีคุณภาพมาสังเคราะห์ เพื่อให้ได้ผลการสังเคราะห์ที่มีความเชื่อถือได้สูง ส่วนวิธีการวิเคราะห์อภิมานวิธีที่หก คือ วิธีของมุลเล็น (mullen, 1989) ใช้หลักการประมาณค่าขนาดอิทธิพลตามแนวคิดของโคเฮน และมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อการวิเคราะห์อภิมานด้วย

ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้วิธีการหาค่าขนาดอิทธิพลตามวิธีของ กล๊าส และปรับแก้ความคลาดเคลื่อนจากการวัดด้วยวิธีของ ฮันเตอร์ และอธิบายความแปรปรวนของผลวิจัย ตามวิธีของ กล๊าส เนื่องจากปัญหาการวิจัยที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีงานวิจัยจำนวนมาก และมีตัวแปรต้นและตัวแปรตามหลากหลาย วิธีของ กล๊าส จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมกับการดำเนินการมากที่สุด

แนวคิด(concept) 1. ทฤษฎีและหลักการสังเคราะห์งานวิจัย

2. การวิเคราะห์อภิมาน

3. วิธีการเรียนและวิธีการสอน

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยเชิงทดลอง เกี่ยวกับวิธีการเรียน วิธีการสอน และรูปแบบการเรียนการ สอนระดับมัธยมศึกษา ในกลุ่มวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตสาสตร์ ที่พิมพ์เผยแพร่ในระหว่างปี พ.ศ. 2530-2542 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. ประมาณค่าขนาดอิทธิพลจากงานวิจัยแต่ละเรื่อง
2. เปรียบเทียบขนาดอิทธิพลจำแนกตามตัวแปรวิธีการเรียน วิธีการสอน และรูปแบบการเรียนการ สอน กลุ่มวิชา และตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยอื่นๆ
3. ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัย เพื่ออธิบายความแปรปรวนของขนาดอิทธิพล
4. ศึกษาอิทธิพลของตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยที่เกี่ยวกับวิธีการเรียน วิธีการสอน และรูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อขนาดอิทธิพล เพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นแนวทางพัฒนาการจจัดการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงบรรยาย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ผู้วิจัย กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัยที่จำนำมาสังเคราะห์ รวม 4 ข้อ คือ
1. เป็นงานวิจัยเชิงทดลองที่ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเรียน และรูปแบบการเรียนการสอน โดยมีผลการเรียนรู้ หรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นตัวแปรตาม
2. เป็นงานวิจัยที่ดำเนินการทดลองในระดับชั้นมัธยมศึกษา และกลุ่มวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์
3. เป็นงานวิจัยที่ได้พิมพ์และเผยแพร่ในห้องสมุดของหน่วยงาน หรือสถาบันการศึกษา ในระหว่างปี พ.ศ. 2530-2542
3. เป็นรายงานการวิจัยที่นำมาศึกษา ต้องมีข้อมูลเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์หาค่าขนาด อิทธิพล ข้อมูลที่สำคัญได้แก่ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มควบคุม ของการสอยวัดครั้งหลัง (posttest’ score) หรือค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน และขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ผลการคัดเลือกงานวิจัยที่จำนำมาสังเคราะห์ พบว่าได้งานวิจัยทั้งสิ้น 626 เรื่อง
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือ วิธีการเรียน วิธีการสอน รูปแบบการเรียนการสอน กลุ่มวิชา คุณลักษณะงานวิจัยอื่น ๆ
ตัวแปรตาม คือ ขนาดอิทธิพล
คำนิยาม(defination) ขนาดอิทธิพล (effect size) หมายถึงผลของการเรียนรู้ที่วัดในรูปของหน่วยมาตรฐาน ซึ่งประมาณค่าโดยการคำนวณจากความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม แล้วนำมาทำให้เป็นคะแนนมาตรฐานโดยการหารด้วยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มควบคุม
วิธีการเรียน (Learning style) หมายถึง ลักษณะวิธีการ กิจกรรม หรือพฤติกรรมที่ผู้เรียนใช้เป็นวิธีในการเพิ่มพูน หรือแสวงหาความรู้ วิธีการเรียนนี้ใช้เป็นตัวบ่งชี้ว่าแต่ละคนเรียนรู้ได้อย่างไร แบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่ วิธีการเรียนโดยการลงมือปฏิบัติ วิธีการเรียนเป็นกลุ่มและวิธีการเรียนเป็นรายบุคคล
วิธีการสอน (teaching style) หมายถึงพฤติกรรมการถ่ายทอดความรู้ หรือการชี้แนะเชิงวิชาการที่ครูใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การสอน หรือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นวิธีที่ครูผู้สอนใช้ โดยวิเคราะห์วิธีการสอนจากกระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนและผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายในการสอน จากรายงานการวิจัย วิธีการสอนนี้จึงเป็นวิธีการสอนตามสภาพการวิจัย แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. วิธีการสอนที่เน้นข้อมูลทางภาษา (verbal information) เป็นวิธีการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ มีความรู้ความจำ สามารถระลึกได้ พฤติกรรมที่แสดงออกคือผู้เรียนสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์เป็นพื้นฐานในการเรียน หรือนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
2. วิธีการสอนที่เน้นทักษะเชาว์ปัญญา (intellectual skill) เป็นวิธีการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมรรถภาพหรือความสามารถในการเรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนทำสิ่งต่างๆ ได้ โดยใช้ตัวแทนเป็นสัญญลักษณ์ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนจากความสามารถในการจำแนกมโนภาพ
3. วิธีการสอนที่เน้นยุทธศาสตร์ในการคิด (cognitive strategies) เป็นวิธีการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมรรถภาพหรือความสามารถภายในตัวผู้เรียน มีวิธีการรู้คิด วิธีการเรียนรู้ วิธีเลือกรับรู้และแปลสิ่งที่รับรู้ สามารถแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. วิธีการสอนที่เน้นการพัฒนาทัศนคติ (attitudes) เป็นวิธีการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้นภายในตัวบุคคล ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกการกระทำของบุคคล
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยดำเนินการเสาะค้นและเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยจำนวน 13 แห่ง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2542 ใช้เวลารวม 3 เดือน 15 วัน โดยผู้วิจัยและทีมงานผู้วิจัย ซึ่งเป็นนิสิตปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร จำนวน 4 คน
การวิเคราะห์(analysis) การวิจัยครั้งนี้ เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณ โดยวิธีการวิเคราะห์อภิมานเพื่อศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเรียน วิธีการสอน และรูปแบบการเรียนการสอน ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Window รายละเอียดการวิเคราะห์ดังนี้
1. การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ใช้สถิติบรรยาย คำนวณหาค่าแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง การวัดการ กระจาย ความเบ้ ความโด่ง ของตัวแปรขนากอิทธิพล เพื่อศึกษาลักษณะการแจกแจง
2. การวิเคราะห์เพื่อตอบปัญหาการวิจัย
2.1 การวิเคราะห์ค่าขนาดอิทธิพลจากงานวิจัย ใช้สูตรการหาค่าขนาดอิทธิพลตามวิธี ของ กล๊าส
2.2 ในกรณีที่ไม่สามารถคำนวณหาค่าขนาดอิทธิพลจากค่าสถิติพื้นฐานได้ ใช้วิธีการคำนวณจากค่า สถิติทดสอบสมมุติฐานได้ดังนี้
2.2.1 คำนวณค่าขนาดอิทธิพลจากค่าสถิติที่ทดสอบ สมมุติฐานความแตกต่างระหว่างค่า เฉลี่ย (t-test)
2.2.2 คำนวณจากคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากการวัดตัวแปรเกณฑ์สองครั้ง
2.3 การปรับแก้ค่าความคลาดเคลื่อนจากการวัด ให้ได้ค่าขนาดอิทธิพลที่ปรับแก้แล้วใช้วิธีของ ฮันเตอร์
2.4 เปรียบเทียบขนาดอิทธิพลจำแนกตามตัวแปรวิธีการเรียน วิธีการสอน และรูปแบบการเรียนการสอนทั้งตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยอื่นๆ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว
2.5 วิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัย ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง
2.6 วิเคราะห์เพื่ออธิบายความแตกต่างของขนาดอิทธิพล ใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอย โดยมีตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยเป็นตัวแปรอิสระ และขนาดอิทธิพลตัวแปรตาม
ข้อสรุป(summary) ขนาดอิทธิพลมีค่าเฉลี่ย .850 และเมื่อปรับแก้ค่าความคลาดเคลื่อนจากการวัดแล้วปรากฏว่าค่าเฉลี่ยของขนาดอิทธิพลเพิ่มขึ้นเป็น .954 ขนาดอิทธิพล มีความแตกต่างกันตามตัวแปร กลุ่มวิชาที่สอน วิธีการเรียน ประเภทตัวแปรตาม การดำเนินการทดลอง ประเภทเครื่องมือ การตรวจสอบค่าอำนาจจำแนก ประเภทสถิติ และระดับนัยสำคัญทางสถิติรูปแบบการเรียนการสอน จำนวนคาบที่ใช้ในการสอน ทฤษฎีอ้างอิง และลักษณะกลุ่มควบคุม
การศึกษาอิทธิพลของปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยต่อขนาดอิทธิพล พบว่าปฏิสัมพันธ์ของตัวแปร ที่มีอิทธิพลต่อขนาดอิทธิพล ได้แก่ ตัวแปร บทบาทนักเรียนกับกลุ่มวิชา การจัดชั้นเรียนกับกลุ่มวิชาและทฤษฎีกับคุณภาพงานวิจัย แบบการสอนกับกลุ่มวิชาวิธีการเรียนกับวิธีการสอน และระดับการศึกษากับวิธีการเรียน
ผลการวิเคราะห์การถดถอย พบว่า อิทธิพลของตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยต่อค่าขนาดอิทธิพล ตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยสามารถอธิบายความแปรปรวนของขนาดอิทธิพลได้ร้อยละ 16 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลทางบวกมีจำนวน 5 ตัวแปร เรียงลำดับตามอิทธิพลได้ดังนี้ คือ กลุ่มควบคุมที่ใช้คู่มือของหน่วยศึกษานิเทศก์ (.16) กลุ่มควบคุมที่ใช้คู่มือของ สสวท. (.14) การตรวจสอบค่าอำนาจจำแนก (.11) กลุ่มควบคุมที่ใช้วิธีการสอนตามปกติ (.09) ตัวแปรตามด้านยุทธศาสตร์การคิดและการรู้คิด (.07) ส่วนตัวแปรที่มีอิทธิพลทางลบมีจำนวน 6 ตัวแปร ได้แก่ บทบาทนักเรียน (-0.7) กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ (-.09) ระดับนัยสำคัญ (-.09) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานกลุ่มควบคุม (-.13) แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (-.17) แบบทดสอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า (-.31)
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
1. การพัฒนาการสอนในกลุ่มวิชาต่างๆ ควรเลือกพิจารณาให้เหมาะสมกับรูปแบบการสอน บทบาทการเรียนในชั้นเรียน การจัดชั้นเรียน เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2. วิธีการสอนแต่ละกลุ่มวิชาในการวิจัยนี้ พบว่ามีกิจกรรมมาก และงานวิจัยมากกว่าร้อยละ 80 ในงานวิจัยแต่ละเรื่องศึกษาเพียงกิจกรรมเดียว ในทางปฏิบัติน่าจะมีการรวมกิจกรรมที่สอดคล้องกัน สร้างเป็นรูปแบบการสอนได้ เพราะเป็นหลักการเดียวกัน ควรมีการพัฒนาและทดลองใช้ แล้วทำวิจัยตรวจสอบเป็นการวิจัยในห้องเรียน
3. งานวิจัยที่เป็นวิธีสอน รูปแบบการสอน ในรายงานการวิจัยไม่ได้ให้รายละเอียดของ treatment มากพอที่จะลงรหัสตัวแปร และวิเคราะห์อภิมานได้ ผู้วิจัยจึงได้ลงรหัสเป็นภาพรวม
4. ตามข้อค้นพบ และการอภิปรายผล ยังมีกิจกรรมที่ครูเป็นศูนย์กลางอยู่ ควรจะได้มีการประชุมสัมมนาร่วมกัน หาวิธีการที่ครูสามารถสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลางได้จริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ ยังไม่มีใครศึกษา แต่เกิดจากความคิดในการประยุกต์ทฤษฎี หลักการ ที่ครูแต่ละระดับควรปฏิบัติ ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. วิธีการเรียนของผู้เรียน มีอิทธิพลต่อผลการวิจัย และยังมีปฏิสัมพันธ์กับระดับการศึกษา โดยวิธีการเรียนแต่ละแบบทำให้ผู้เรียนมีผลการเรียนแตกต่างกัน และวิธีการเรียนแต่ละแบบยังเหมาะกับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาและมัธยมปลาย แตกต่างกันไป จึงน่าจะได้มีการทำวิจัยเพื่อศึกษาถึงวิธีการเรียนของผู้เรียนโดยเฉพาะ ผลการวิจัยจะได้แนวทางให้ผู้สอนปรับปรุงวิธีการสอนให้สอดคล้องกับวิธีการเรียน ซึ่งจะทำให้ผลการเรียนของผู้เรียนดีขึ้น
2. การวิจัยครั้งนี้ พบว่ามีงานวิจัยที่ศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติน้อยมาก หากจะมีการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ควรคำนึงถึงผู้เรียนในกลุ่มนี้ด้วย เพราะในสภาพความเป็นจริงผู้เรียนกลุ่มนี้ คือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม
3. การศึกษาวิธีการเรียน และวิธีการสอน ในงานวิจัยนี้ข้อจำกัด เนื่องจากนี้ไม่สามารถศึกษาวิธีการเรียนที่เป็นความชอบของผู้เรียน วิธีการสอนที่ผู้สอนชอบใช้จริงๆ เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องงานวิจัยที่ศึกษาตัวแปรในลักษณะดังกล่าวน้อยมาก จึงควรจะได้มีการทำวิจัยที่ศึกษาในเรื่องของผลของวิธีการเรียน หรือวิธีการสอน
ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved