Current Record: วิไล แพงศรี

วิไล แพงศรี

ได้รูปแบบในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัด สปช. ที่ตั้งอยู่ในท้องที่ชนบทของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นรูปแบบที่สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาเด็กสู่เป้าหมายการเป็น “คนเก่ง ดี และมีความสุข” รูปแบบดังกล่าวใช้ยุทธศาสตร์การประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ระหว่างโรงเรียนกับครอบครัวของเด็ก ในการพัฒนาเด็กคู่ขนานกันไป มีการปรับเนื้อหาและวิธีการจัดประสบการณ์ ให้สอดคล้องกับบริบทแวดล้อมในครอบครัวของเด็ก และวิถีชีวิตในชุมชน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชนเพื่อการจัดการศึกษาและใช้วีดิทัศน์เป็นสื่อในการจัดประสบการณ์เสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวม ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ใช้การประเมินผลพัฒนาการเด็กเชิงพลวัตและการประเมินตามสภาพจริง รูปแบบที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุ 4 ปี ขึ้นไป ในท้องที่ชนบทของไทย ทุกภูมิภาค ทุกสังกัด โดยการปรับรายละเอียดของเนื้อหาการจัดประสบการณ์ ให้สอดคล้องกับบริบทที่เกี่ยวข้อง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4753
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ
หัวข้อ(Eng) A Development of a Model for Preschoolers’ Programming Consistent with the Education Reform Guideline of the Ministry of Education
คำสำคัญ(keyword) รูปแบบการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ปี2544
ชื่อผู้วิจัย วิไล แพงศรี
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Wilai Phaengsri
ตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์
การศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการแนะแนว
สถานศึกษา คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี ทำวิจัยเสร็จปี 2544
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยประเภททั่วไป ประจำปี 2540 – 2541 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
สถานที่จัดเก็บผลงาน ศูนย์บรรณสารสนเทศทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย หรือการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษานั้น แนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2539 – 2550 กำหนดว่า “ให้บริการความรู้และทักษะการอบรมเลี้ยงดูเด็กแก่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก … มุ่งส่งเสริมบทบาทของครอบครัว ชุมชนและเอกชนให้มีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา โดยพัฒนาศักยภาพของครอบครัวให้เข้มแข็งด้วยมิติทางวัฒนธรรม” (กระทรวงศึกษาธิการ , 2538 : 13, 17) อนึ่งคณะทำงานของจังหวัดอุบลราชธานี ใน “โครงการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคน ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับจังหวัด ของกระทรวงศึกษาธิการ” ได้กำหนดแนวทางหลักในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ไว้ว่า “ประสานและร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนให้มีความรู้ความเข้าใจ จนเกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาการอบรมเลี้ยงดูเด็ก” (คณะกรรมการการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม จังหวัดอุบลราชธานี, 2540 : 121) และหลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540 ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2540:1) ก็ได้กำหนดปรัชญาในการจัดการศึกษา “โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างบ้าน สถานศึกษาและชุมชน เพื่อพัฒนาให้เด็กเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณค่า”

นอกจากยุทธศาสตร์การให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยแล้ว นโยบาย แนวทางหลักและเป้าหมายในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาของจังหวัดอุบลราชธานี ตาม “โครงการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับจังหวัดของกระทรวงศึกษาธิการ” ยังมุ่งเน้นให้มีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นร่วมด้วย ซึ่งในความเป็นจริงน่าจะเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่ผ่านมา ได้ข้อค้นพบที่ตรงกันว่า ผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวการพัฒนาหลักสูตร ยังขาดความรู้ความเข้าใจและความมั่นใจที่จะลงมือพัฒนาหลักสูตร จากการติดตามความเคลื่อนไหว ในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นระดับก่อนประถมศึกษาของจังหวัดอุบลราชธานี พบว่ายังไม่มีการดำเนินการ แต่เมื่อเป็นข้อกำหนดของแนวทางหลักในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ให้มีการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้รูปแบบแนวการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นและประสานความร่วมมือกับครอบครัวในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ดังที่กล่าวมาแล้ว ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นอาจารย์สังกัดคณะครุศาสตร์ มีภารกิจด้านการพัฒนาครูประจำการและดำรงตำแหน่งหัวหน้าโปรแกรมวิชาการศึกษาปฐมวัยอยู่ด้วย (ในขณะนั้น) จึงน่าจะริเริ่มดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนด โดยกระบวนการวิจัยปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (participatory action research) กับครูผู้สอนในระดับปฐมวัย การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจะเป็นการตอบสนองต่อประกาศคณะกรรมการสภาสถาบันราชภัฎ เรื่อง นโยบายและแนวทางการดำเนินการปฏิรูปการฝึกหัดครูของสภาสถาบันราชภัฎ (พ.ศ. 2540 – 2544) นโยบายข้อที่ 5 แนวทางการดำเนินการข้อที่ 5.1 และ 5.2 ซึ่งกำหนดให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบ เนื้อหาสาระและกระบวนการพัฒนาครูประจำการ ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของครูและผู้ใช้ครู (กองส่งเสริมวิทยฐานะครู สำนักงานสภาสถาบันราชภัฎ, 2540 : 15)

การพัฒนาครูโดยรูปแบบของการวิจัยปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วมเป็น “การพัฒนาครูประจำการที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานและมุ่งผลให้เกิดต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยตรง” กล่าวคือ เป็นการพัฒนาครูโดยยึดเอาภารกิจของครูที่ปฏิบัติในโรงเรียนเป็นฐานของการพัฒนา ไม่ดึงครูออกมาจากการปฏิบัติงานประจำ เป็นการพัฒนาครูที่มีส่วนร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง และเห็นคุณค่าของกิจกรรม อีกทั้งเป้าหมายของการพัฒนามีทั้งตัวครู ผู้เรียน โรงเรียนและชุมชนที่จะได้รับผลทางบวกอันเกิดจากกระบวนการพัฒนาดังกล่าว (พลสัณห์ โพธิศรีทอง, ม.ป.ป.:79-85)

คณะผู้วิจัยมีความสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ในชนบทขึ้น ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็กในครอบครัวและในชุมชน โดยใช้ยุทธวิธีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างบ้านถึงโรงเรียน ในการพัฒนาเด็กแบบบูรณาการเป็นองค์รวมคู่ขนานกันไป เพื่อเป้าหมายนำไปสู่ความเป็น คน เก่ง ดี และมีความสุข

แนวคิด(concept) 1. การปฏิรูปการศึกษาของไทย

2. นโยบายของรัฐและของท้องถิ่นในการพัฒนาเด็กปฐมวัย

3. การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทย

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ที่ตั้งอยู่ในท้องที่ชนบท ของจังหวัดอุบลราชธานี
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ในการเลือกโรงเรียนที่จะใช้เป็นกรณีศึกษา โดยกำหนดให้เป็นโรงเรียนในสังกัด สปช. ที่ตั้งอยู่ในท้องที่ชนบทของจังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัดไม่เกิน 60 กิโลเมตร ผู้บริหารโรงเรียนยิดีให้ความร่วมมือ อนุญาตให้ใช้โรงเรียนเป็นฐานปฏิบัติการวิจัย มีครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในชุมชนที่ตั้งโรงเรียน และเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาวิชาการศึกษา หรือสาขาวิชาชีพครู มีประสบการณ์การสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัด สปช. มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี เป็นผู้ที่รักและศรัทธาในวิชาชีพครู มีความรับผิดชอบในการทำงาน ปฏิบัติงานดีและพัฒนางานอยู่เสมอ และมีมนุษยสัมพันธ์อันดีกับเด็ก ผู้ปกครอง เพื่อนครู ผู้บริหารและคนในชุมชน สาเหตุที่เลือกศึกษาวิจัยในดรงเรียนสังกัด สปช. เพราะจะทำให้การวิจัยเป็นประโยชน์ในวงกว้างที่สุด เนื่องจากเป็นสังกัดที่มีเด็กระดับก่อนประถมศึกษาในระบบโรงเรียนในความรับผิดชอบมากที่สุด (ถึงกว่าร้อยละ 50) และสาเหตุที่เลือกโรงเรียนในชนบท เพราะผลการวิจัยและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ผ่านมาชี้ว่า เด็กชนบทมีพัฒนาการช้ากว่าและมีความพร้อมในการเรียนด้อยกว่าเด็กในเมือง จึงควรมีการวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กในชนบทมากกว่าเด็กในเมือง
จากเกณฑ์ดังกล่าว ผู้วิจัยได้คัดเลือกโรงเรียนบ้านแก้งซาว กลุ่มโรงเรียนโนนรัง – ยางขี้นก สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเขื่องใน สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงเรียนกรณีศึกษา เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ในการเลือกโรงเรียน เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา ที่ได้กำหนดไว้ โรงเรียนกรณีศึกษามีหมู่บ้านในเขตบริการ 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้างแก้งซาว บ้านนาซาว และบ้านขวาว
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่สนใจศึกษา คือ รูปแบบการจัดประสบการณ์ ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1
คำนิยาม(defination) รูปแบบการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง หลักการและวิธีการในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ที่ตั้งอยู่ในท้องที่ชนบท ของจังหวัดอุบลราชธานี
การจัดประสบการณ์ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ หมายถึง การจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ เพื่อพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมสู่ความเป็น คนเก่ง ดี และมีความสุข โดยใช้หลักการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Centered Learning) ใช้ยุทธวิธีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างบ้านกับโรงเรียนในการจัดการศึกษาพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็กในครอบครัวและในชุมชน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในชีวิตประจำวัน ใช้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ และใช้วีดิทัศน์เป็นสื่อเพื่อจัดประสบการณ์เสริมให้กับเด็ก
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. สารโครงการบ้าน – โรงเรียนร่วมใจ เป็นเอกสารในรูปแบบของแผนพับขนาด 3 พับ จำนวน 6 หน้า จัดทำโดยคณะผู้วิจัยสัปดาห์ละ 1 ฉบับ ปกของสารมีชื่อหน่วยประสบการณ์การเรียนรู้ในรอบสัปดาห์ และชื่อเด็ก ด้านในของสาร ประกอบด้วย 1) การประชาสัมพันธ์ข่าวสารของครอบครัว โรงเรียนและชุมชนในรอบสัปดาห์ 2) รายการประสบการณ์ที่โรงเรียนจัดให้เด็กในรอบสัปดาห์ 3) ความรู้สำหรับผู้ปกครองชุดสอนลูกให้เป็น คนเก่ง ดี และมีความสุข หรือเกร็ดความรู้ที่สอดคล้องกับประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ครูจัดให้เด็กในรอบสัปดาห์ และ 4) กิจกรรมสร้างเสริมพัฒนาการเด็กโดยครอบครัวที่สัมพันธ์กับหน่วย บางฉบับจะมีเนื้อหาเฉพาะกิจ เช่น การรายงานพัฒนาการเด็กหรือผู้ปกครองประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นต้น โดยครูจะมอบสารให้เด็กนำไปมอบให้กับผู้ปกครองในวันศุกร์ ผู้ปกครองและเด็กจะร่วมกันศึกษาเนื้อหาในสาร และปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ ตามกิจกรรมเสนอแนะในสารพร้อมทั้งบันทึกการจัดกิจกรรมในสาร แล้วเด็กนำสารกลับไปส่งครูในวันจันทร์ถัดไป ครูจะตรวจสอบร่องรอยการทำกิจกรรม ของเด็กกับผู้ปกครองจากสาร เพื่อประเมินความเข้าใจในเนื้อหาของสารของผู้ปกครอง และประเมินพัฒนาการของเด็กตามลักษณะของกิจกรรมที่ทำ
2. เทปโทรทัศน์ที่บันทึกรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ซึ่งคณะผู้วิจัยได้พิจารณาแล้วว่า มีเนื้อหาสาระและลักษณะการนำเสนอสอดคล้องกับหน่วยประสบการณ์และกิจกรรมตามตารางกิจกรรมประจำวันของเด็กระดับก่อนประถมศึกษา และมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของหน่วย วีดิทัศน์ดังกล่าว ประกอบด้วย 1) รายการประเภทเพลงและการแสดงท่าทางประกอบเพลง 2) ประเภทการเล่านิทาน 3) ประเภทสถานการณ์จำลองเพื่อสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดี 4) ประเภทเกร็ดความรู้และข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต 5) ประเภทการละเล่นเด็กไทย 6) ประเภทเกมการแข่งขัน 7) ประเภทปริศนาคำทาย 8) ประเภทการประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ และ 9) ประเภทการเจรจาสร้างสรรค์
3. แบบสอบถาม
4. แบบฟอร์มการเยี่ยมบ้านแบบสัมภาษณ์ผู้ปกครองและเด็ก (Home Visit Inventory)
5. แบบประเมินพัฒนาการเด็ก (Child Developmental Inventory )
6. แบบทดสอบชนิดรูปภาพ (Figural Test)
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ใช้การผสมผสานวิธีการเชิงคุณภาพและวิธีการเชิงปริมาณ กล่าวคือ ใช้วิธีการเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยการวิจัยเอกสาร การสำรวจภาคสนาม การสังเกต การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การศึกษาแฟ้มสะสมงาน และการเล่าเรื่อง ส่วนวิธีการเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม แบบฟอร์มการเยี่ยมบ้านและการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและเด็ก แบบประเมินพัฒนาการเด็ก และแบบทดสอบชนิดรูปภาพ
ขั้นตอนของการวิจัย ประกอบด้วย
1. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2. การกำหนดหรอบแนวคิดในการศึกษา 3. การกำหนดรูปแบบการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1
4. การกำหนดเกณฑ์ในการเลือกและการเลือกโรงเรียนเพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา
5. การสร้างความเข้าใจร่วมกันในรายละเอียดของโครงการวิจัย
6. การศึกษาข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน ชุมชน และชั้นเรียน
7. การวางแผนและการดำเนินการการศึกษานำร่อง
8. การประเมินผลการศึกษานำร่อง
9. การวางแผนและการดำเนินการการศึกษาเต็มรูป
10. การประเมินผลการศึกษาเต็มรูป
11. การขยายผลการศึกษา
12. การสรุปผลการศึกษาและการจัดทำรายงานการวิจัย
กระบวนการวิจัยประกอบด้วยขั้นการศึกษานำร่อง ขั้นการศึกษาเต็มรูป ขั้นขยายผล ขั้นสรุปผล และขั้นรายงานผลการศึกษา โดยช่วงของการศึกษานำร่อง ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2540 ช่วงของการศึกษาเต็มรูปดำเนินการในปีการศึกษา 2541 และช่วงของการขยายผลและสรุปผล ดำเนินการในปีการศึกษา 2542
การวิเคราะห์(analysis) 1. ข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากวิธีการเชิงคุณภาพ วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา
2. ข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากวิธีการเชิงปริมาณ วิเคราะห์ด้วยค่าความถี่และ / หรือค่าร้อยละ
ข้อสรุป(summary) ได้รูปแบบในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัด สปช. ที่ตั้งอยู่ในท้องที่ชนบทของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นรูปแบบที่สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาเด็กสู่เป้าหมายการเป็น “คนเก่ง ดี และมีความสุข” รูปแบบดังกล่าวใช้ยุทธศาสตร์การประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ระหว่างโรงเรียนกับครอบครัวของเด็ก ในการพัฒนาเด็กคู่ขนานกันไป มีการปรับเนื้อหาและวิธีการจัดประสบการณ์ ให้สอดคล้องกับบริบทแวดล้อมในครอบครัวของเด็ก และวิถีชีวิตในชุมชน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชนเพื่อการจัดการศึกษาและใช้วีดิทัศน์เป็นสื่อในการจัดประสบการณ์เสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวม ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ใช้การประเมินผลพัฒนาการเด็กเชิงพลวัตและการประเมินตามสภาพจริง รูปแบบที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุ 4 ปี ขึ้นไป ในท้องที่ชนบทของไทย ทุกภูมิภาค ทุกสังกัด โดยการปรับรายละเอียดของเนื้อหาการจัดประสบการณ์ ให้สอดคล้องกับบริบทที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
1. สถานศึกษา หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ ทุกสังกัดที่ทำหน้าที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี ในชนบท ควรได้มีการนำรูปแบบที่คณะผู้วิจัยพัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ เพราะแม้การศึกษาในครั้งนี้จะกระทำกับกรณีศึกษา ที่เป็นเด็กในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ แต่รูปแบบที่พัฒนาขึ้นก็มีลักษณะกลาง ๆ ที่สามารถนำไปใช้กับเด็กในสังกัดอื่นได้ ถึงแม้เพียงว่าควรจะเป็นเด็กปฐมวัยที่อยู่ในท้องที่ชนบท และมีอายุ 4 ปีขึ้นไป โดยใช้ได้กับท้องที่ชนบทในทุกภูมิภาคของประเทศ เพราะวิถีชีวิตของคนในชนบททุกภูมิภาคก็จะคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ต้องปรับรายละเอียดของเนื้อหาการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับบริบทของท้องที่ที่นำไปใช้เท่านั้น
2. การพัฒนาครูด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม นับเป็นวิธีที่เหมาะสมจะนำไปใช้เพื่อสน้บสนุนให้ครูสามารถทำวิจัยชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้ มีขอบเขตกว้างขวางในวิธีดำเนินการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็น คนเก่ง ดีและมีความสุข จึงสามารถสรุปได้เป็นภาพรวมว่า วิธีดำเนินการทุกอย่างส่งผลร่วมกันต่อการเป็น คนเก่ง ดีและมีความสุข ของเด็ก แต่ไม่สามารถให้คำตอบเฉพาะเจาะจงลงไปได้ว่า วิธีใดให้ผลอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างจากวิธีอื่นอย่างไร ถ้าต้องการคำตอบเชิงเหตุและผลที่เฉพาะเจาะจงดังกล่าว จะต้องมีการออกแบบการวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลองที่มีกระบวนการควบคุมตัวแปร ตัวอย่างเช่น การศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้สื่อวีดิทัศน์ประเภทนิทานกับการเล่านิทานโดยใช้หุ่นมือ ต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของเด็ก เป็นต้น
ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved