Current Record: ประทีป แสงเปี่ยมสุข

ประทีป แสงเปี่ยมสุข

1. ความคิดเห็นต่อการเข้าร่วมโครงการ ครูผู้สอนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 2-5 มีความคิดเห็นต่อโครงการทุกข้อกระทงของรูปแบบสอบถามอยู่ในระดับมาก
2. ภูมิหลังของครูผู้สอนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 1-5 ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.56 มีอายุ 41 ปีขึ้นไป ร้อยละ 85.16 มีประสบการณ์การสอน 15 ปีขึ้นไป สอนประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มากที่สุด ร้อยละ 24.34
3. ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับจากการอบรม
3.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับจากการอบรมรุ่นที่ 2 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมากที่สุด ยกเว้นข้อกระทงที่ว่าแนวทางการพัฒนางานในโรงเรียนเท่านั้นที่อยู่ในระดับมาก รุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก ยกเว้นข้อกระทงสถิติเพื่อการวิจัยเท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนรุ่นที่ 5 นั้นมี ความรู้ที่ได้รับทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก
3.2 ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบความรู้ด้านการวิจัยก่อนและหลังการอบรมการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 4 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รุ่นที่ 5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับจากการประชุมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ทางครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 2 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก ยกเว้นข้อกระทงที่ว่าการเขียนแผนการสอนเท่านั้นที่อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนรุ่นที่ 3-5 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก
4. ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการดำเนินงานโครงการ
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 2 รุ่นที่ 5 ส่วนใหญ่ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมากที่สุด รุ่นที่ 3 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก รุ่นที่ 4 ส่วนใหญ่ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับผลของโครงการที่มีต่อนักเรียนรุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 5 ข้อกระทงที่มีความถี่มากที่สุด คือ นักเรียนกระตือรือร้นและสนใจเรียนมากขึ้น ส่วนรุ่นที่ 4 ข้อกระทงที่มีความถี่มากที่สุด คือ นักเรียนรักการอ่านและรักการเขียน
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับผลของโครงการที่มีต่อตนเอง รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ครูมีความกระตือรือร้นใฝ่หาความรู้ต่อการศึกษาค้นคว้านวัตกรรมเพื่อนำมาแก้ปัญหาการเรียนการสอนอยากทดลองวิธีการสอนใหม่ ๆ รุ่นที่ 4 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ครูรู้จักวางแผนการสอนอย่างเป็นระบบ รุ่นที่ 5 ครูได้คิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรมที่หลากหลาย
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับผลของโครงการที่มีต่อการพัฒนาการเรียนการสอน ข้อกระทงที่มีความถี่มากที่สุด รุ่นที่ 2 คือ การเรียนการสอนภาษาไทย มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รุ่นที่ 3-5 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ได้สื่อและนวัตกรรมแก้ปัญหาการเรียนการสอนมากขึ้นและหลากหลาย
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงาน รุ่นที่ 2-5 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงที่สุด คือ มีภาระหน้าที่และชั่วโมงสอนในโรงเรียนมีมาก
- ข้อเสนอแนะของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 2-4 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ โครงการนี้ควรจัดทำต่อไป เพราะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อครูผู้สอนมาก ส่วนรุ่นที่ 5 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ควรนัดพบปะแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กันบ่อย ๆ
5. ผลงานวิจัยของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 1-4 ผลงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นผลงานวิจัยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ส่วนรุ่นที่ 5 ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานวิจัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รุ่นที่ 1-2 สมรรถภาพหลักเกณฑ์ทางภาษามากที่สุด รุ่นที่ 3-4 สมรรถภาพทุกสมรรถภาพมากที่สุดและรุ่นที่ 5 สมรรถภาพการอ่านและการเขียนมากที่สุด
6. การขยายผลการพัฒนา ได้ขยายผลการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนไปยังกลุ่มโรงเรียน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4681
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบแผ่สาขา
คำสำคัญ(keyword) พัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบแผ่สาขา ครูแกนนำ ปี2543
ชื่อผู้วิจัย ประทีป แสงเปี่ยมสุข
ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ ระดับ 9
สถานศึกษา ฝ่ายวิจัยและประเมินผลทางการศึกษา หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพัทลุง
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล
สถานที่จัดเก็บผลงาน ศูนย์บรรณสารสนเทศทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) กำหนดให้คนเป็นวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนา ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างแท้จริง (นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข 2538:68 )

การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่พึงปรารถนา สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก จำเป็นต้องพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ให้เป็นคนเก่ง คนดี มีคุณภาพ คนที่สมควรได้รับการพัฒนามากที่สุดคือ “ครู” ครูได้รับการพัฒนา แล้วคุณภาพของคนและการศึกษาก็จะตามมา และในอนาคต เครื่องมือที่บ่งชี้ว่าประเทศใดร่ำรวยที่สุดก็คือ ทรัพยากรมนุษย์ (ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ 2538:10 ) ตราบใด

ยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาวิชาชีพครูก็คือ การให้ครูได้รู้จักทำการวิจัยคิดค้นและทดลองใช้วิธีการแบบใหม่ ๆ ให้ได้ผลดีกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้อง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัย ดังที่ปรากฏในมาตรา 21 และมาตรา 30 (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2542:13-16)

มาตรา 21 การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้

“ (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยากรประเภทต่าง ๆ “

มาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา

การวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ทราบสภาพ และองค์ประกอบของปัญหาต่างๆ อย่างถูกต้อง เพราะการวิจัยการศึกษา เป็นกระบวนการแสวงหาความจริง เพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีแก้ปัญหา อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยเป็นเทคนิคและเครื่องมืออันสำคัญสำหรับนักการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ในอันที่จะให้มีวิวัฒนาการ มีความต้องการที่จะให้เกิดสิ่งที่ดีกว่า (สุมน อมรวิวัฒน์ 2530:110)

ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2537:คำนำ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการวิจัยว่า การศึกษาในยุคแห่งความก้าวหน้าทางวิชาการ ยุคแห่งความก้าวหน้าทางการสื่อสารและยุคแห่งความก้าวหน้าทางนานาชาติ จำเป็นต้องเป็นการศึกษาที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อความรู้หลักวิชา และงานวิจัยที่มีเนื้อหาเข้มข้น ลึกซึ้ง และชัดเจน เพียงพอที่จะนำไปสู่การปฏิบัติและการดำเนินการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาในสภาพดังกล่าวจะเกิดได้ด้วยมีการวิจัยเป็นพื้นฐานรองรับโดยเฉพาะในด้านการเรียนการสอน การบริหารและการจัดการ ไปสู่ความก้าวหน้าของสังคมสมัยใหม่ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยในชั้นเรียน และการวิจัยในโรงเรียนเป็นองค์ประกอบสำคัญ

โกวิท ประวาลพฤกษ์ (2535:51-52) กล่าวว่า โรงเรียนที่พึงปรารถนาของหลักสูตรฉบับปรับปรุง คือ โรงเรียนที่พัฒนาวิชาชีพครู คือ การมีวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ มากขึ้น แล้วนำสิ่งต่างๆ มาเขียนเป็นรายคน โดยมีหัวข้อว่า ปัญหาคืออะไร แนวทางแก้ไขและผลที่ได้

การส่งเสริมให้ครูริเริ่ม รู้จักค้นคว้าทดลองเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนของตนเองอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาบทบาทพฤติกรรมการสอนของครูให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ตามที่หลักสูตรมุ่งหวังจะต้องดำเนินการด้วยยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีที่ประสิทธิภาพ นั้นคือการพัฒนาโดยใช้รูปแบบการวิจัยในชั้นเรียน

การพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนจะเกิดผลสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการบริหารและกระบวนการนิเทศ

การนิเทศการศึกษาเป็นระบบที่สามารถทำได้ทันที และทำได้ก่อนกระบวนการบริหารและกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการทำงานร่วมกับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งสัมฤทธิ์ผลสูงสุดในการเรียนของนักเรียน (สงัด อุทรานนท์ 2530:12)

รูปแบบการวิจัยในชั้นเรียน โดยการคัดเลือกบุคลากรที่มีความตั้งใจ สนใจ ใฝ่ศึกษาและมุ่งมั่นในการพัฒนาใช้เทคนิคการนิเทศที่แยบยล นุ่มนวล แนบเนียน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้จัดทำวิจัยจนประสบความสำเร็จ แล้วคัดเลือกให้เป็นบุคลากรแกนนำในการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนสามารถขยายผลไปสู่ครูผู้สอนคนอื่น ๆ ต่อไป

สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพัทลุงได้คิดค้นรูปแบบการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบแผ่สาขา โดยมุ่งหวังจะส่งเสริมให้ครูได้เป็นนักคิด นักพัฒนา และสร้างสรรค์ เพื่อจะได้เป็นผู้นำในการพัฒนาการเรียนการสอน ในรูปแบบการวิจัยในชั้นเรียน

แนวคิด(concept) 1. การวิจัยทางการศึกษา

1.1 ความหมายของการวิจัยทางการศึกษา

1.2 การวิจัยในชั้นเรียน

1.3 ความหมายของการวิจัยในชั้นเรียน / การวิจัยปฏิบัติการ

1.4 ประเภทของการวิจัยปฏิบัติการทางการศึกษา

1.5 ขั้นตอนของการวิจัยในชั้นเรียน

1.6 รูปแบบการทำวิจัยในชั้นเรียน

1.7 ความสำคัญของการทำวิจัยของครู

2. การนิเทศการศึกษา

2.1 ความหมายของการนิเทศการศึกษา

2.2 ความมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษา

2.3 หลักของการนิเทศการศึกษา

2.4 ทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้นิเทศ

2.5 เทคนิคการนิเทศการศึกษา

2.6 รูปแบบ / กระบวนการนิเทศ

2.7 นวัตกรรมการพัฒนาการนิเทศการศึกษา

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ด้านการวิจัยของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการก่อนและหลังการฝึกอบรม
2. เพื่อให้ครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการได้พัฒนาโครงการวิจัยด้อย่างน้อยคนละ 1 โครงการ
3. ครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการมีความคิดเห็นต่อโครงการอย่างน้อยอยู่ในระดับมาก
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยและพัฒนา
กลุ่มตัวอย่าง(sample) การคัดเลือกบุคลากรแกนนำหรือครูแกนนำ ผู้วิจัยได้คัดเลือกบุคคลที่ขยันใฝ่รู้ใฝ่เรียนเป็นครูดีเด่น เป็นที่ยอมรับทั้งระดับอำเภอและจังหวัด เป็นการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้ครูผู้สอนรุ่นแรกจำนวน 3 คน จาก 3 โรงเรียน ปี พ.ศ. 2538-2539 หลังจากนั้นบุคลากรแกนนำหรือครูแกนนำได้รับการพัฒนาให้เป็นวิทยากรแกนนำร่วมกับสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัพัทลุง ทำการพัฒนาครูสอนรุ่นต่อไป ซึ่งครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่
รุ่นที่ 2 ปี พ.ศ. 2540 จำนวน 19 คน
รุ่นที่ 3 ปี พ.ศ. 2541 จำนวน 25 คน
รุ่นที่ 4 ปี พ.ศ. 2542 จำนวน 36 คน
รุ่นที่ 5 ปี พ.ศ. 2543 จำนวน 32 คน
ครูในระดับโรงเรียนที่ได้รับการพัฒนาจากวิทยากรแกนนำ ปีการศึกษา 2543 มีดังนี้
กลุ่มมัชฌิม อำเภอควนขนุน จำนวน 35 คน
กลุ่มบูรพา อำเภอควนขนุน จำนวน 61 คน
กลุ่มนาขยาด อำเภอควนขนุน จำนวน 65 คน
กลุ่มสหมิตร อำเภอปากพะยูน จำนวน 82 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่
1. ความรู้ด้านการวิจัยของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการก่อนและหลังการฝึกอบรม
2. ความคิดเห็นต่อโครงการของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ
คำนิยาม(defination) การวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการนิ เทศแบบแผ่สาขา หมายถึง การพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียน โดยการสร้างครูแกนนำ เพื่อให้ครูแกนนำไปพัฒนาครูผู้สอนด้านการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน
ครูแกนนำหรือวิทยากรแกนนำ หมายถึง ครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ ได้จัดทำวิจัยในชั้นเรียน จนประสบผลสำเร็จ ได้รับการเผยแพร่ หรือได้ส่งเป็นผลงานทางวิชาการ ได้รับการแต่งตั้งให้ร่วมเป็นคณะวิทยากรอบรมครูผู้สอนรุ่นต่อไป
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. ชุดฝึกอบรมการวิจัยในชั้นเรียน มีทั้งหมด 10 ชุด
2. แบบการเขียนโครงการวิจัย
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด และแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
4. แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูป
5. แบบการนิเทศแบบแผ่สาขามีลักษณะเป็นแบบปลายเปิดและแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ
6. แบบประเมินการประชุมอบรมมีลักษณะเป็นแบบปลายเปิดและแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ
7. ปฏิทินปฏิบัติงาน
8. แบบบันทึกการนิเทศ
9. สื่อนิเทศทางไกล
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบแผ่สาขา มีแนวดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 สร้างและพัฒนาบุคลากรแกนนำ
ขั้นตอนที่ 2 บุคลากรแกนนำร่วมกันพัฒนาครูนักวิจัย
ขั้นตอนที่ 3 ปฏิบัติการนิเทศ
ขั้นตอนที่ 4 เผยแพร่ผลการพัฒนา
ขั้นตอนที่ 5 สร้างเครือข่ายแผ่สาขาและขยายผลการพัฒนา
การวิเคราะห์(analysis) 1. วิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของครูผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ และความคิดเห็นของครูผู้สอนที่ร่วมโครงการที่มีต่อการดำเนินงานโครงการ วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย
2. วิเคราะห์ข้อมูลการประเมินผลการประชุมอบรม วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย
3. วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นสถานภาพส่วนตัว โดยการหาค่าร้อยละ
4. วิเคราะห์ข้อมูลปลายเปิด ใช้วิธีการอ่าน ค้นหาประเด็นสำคัญแล้วนับความถี่
ข้อสรุป(summary) 1. ความคิดเห็นต่อการเข้าร่วมโครงการ ครูผู้สอนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 2-5 มีความคิดเห็นต่อโครงการทุกข้อกระทงของรูปแบบสอบถามอยู่ในระดับมาก
2. ภูมิหลังของครูผู้สอนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 1-5 ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.56 มีอายุ 41 ปีขึ้นไป ร้อยละ 85.16 มีประสบการณ์การสอน 15 ปีขึ้นไป สอนประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มากที่สุด ร้อยละ 24.34
3. ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับจากการอบรม
3.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับจากการอบรมรุ่นที่ 2 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมากที่สุด ยกเว้นข้อกระทงที่ว่าแนวทางการพัฒนางานในโรงเรียนเท่านั้นที่อยู่ในระดับมาก รุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก ยกเว้นข้อกระทงสถิติเพื่อการวิจัยเท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนรุ่นที่ 5 นั้นมี ความรู้ที่ได้รับทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก
3.2 ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบความรู้ด้านการวิจัยก่อนและหลังการอบรมการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 4 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รุ่นที่ 5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับจากการประชุมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ทางครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 2 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก ยกเว้นข้อกระทงที่ว่าการเขียนแผนการสอนเท่านั้นที่อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนรุ่นที่ 3-5 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก
4. ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการดำเนินงานโครงการ
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 2 รุ่นที่ 5 ส่วนใหญ่ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมากที่สุด รุ่นที่ 3 ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก รุ่นที่ 4 ส่วนใหญ่ทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมาก
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับผลของโครงการที่มีต่อนักเรียนรุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 5 ข้อกระทงที่มีความถี่มากที่สุด คือ นักเรียนกระตือรือร้นและสนใจเรียนมากขึ้น ส่วนรุ่นที่ 4 ข้อกระทงที่มีความถี่มากที่สุด คือ นักเรียนรักการอ่านและรักการเขียน
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับผลของโครงการที่มีต่อตนเอง รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ครูมีความกระตือรือร้นใฝ่หาความรู้ต่อการศึกษาค้นคว้านวัตกรรมเพื่อนำมาแก้ปัญหาการเรียนการสอนอยากทดลองวิธีการสอนใหม่ ๆ รุ่นที่ 4 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ครูรู้จักวางแผนการสอนอย่างเป็นระบบ รุ่นที่ 5 ครูได้คิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรมที่หลากหลาย
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับผลของโครงการที่มีต่อการพัฒนาการเรียนการสอน ข้อกระทงที่มีความถี่มากที่สุด รุ่นที่ 2 คือ การเรียนการสอนภาษาไทย มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รุ่นที่ 3-5 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ได้สื่อและนวัตกรรมแก้ปัญหาการเรียนการสอนมากขึ้นและหลากหลาย
- ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงาน รุ่นที่ 2-5 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงที่สุด คือ มีภาระหน้าที่และชั่วโมงสอนในโรงเรียนมีมาก
- ข้อเสนอแนะของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 2-4 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ โครงการนี้ควรจัดทำต่อไป เพราะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อครูผู้สอนมาก ส่วนรุ่นที่ 5 ข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ควรนัดพบปะแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กันบ่อย ๆ
5. ผลงานวิจัยของครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ รุ่นที่ 1-4 ผลงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นผลงานวิจัยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ส่วนรุ่นที่ 5 ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานวิจัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รุ่นที่ 1-2 สมรรถภาพหลักเกณฑ์ทางภาษามากที่สุด รุ่นที่ 3-4 สมรรถภาพทุกสมรรถภาพมากที่สุดและรุ่นที่ 5 สมรรถภาพการอ่านและการเขียนมากที่สุด
6. การขยายผลการพัฒนา ได้ขยายผลการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนไปยังกลุ่มโรงเรียน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะต่อครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ
1. โครงการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบแผ่สาขา ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะโครงการนี้เกิดผลดีต่อครูผู้สอนอย่างแท้จริง
2. ควรจัดให้ครูผู้สอนที่เข้าร่วมโครงการ ได้ประชุมพบปะแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กันบ่อย ๆ
3. ควรนำวิธีการพัฒนาตามแนวของโครงการนี้ไปใช้ในการพัฒนากลุ่มประสบการณ์อื่น ๆ
ข้อเสนอแนะในการนำรูปแบบการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้
1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ควรจัดตั้งศูนย์ เครือข่ายช่วยเหลือครูนักวิจัย ที่จะแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ศูนย์เครือข่ายนี้อาจจัดตั้งที่อำเภอ กลุ่มโรงเรียนหรือโรงเรียนโดยมีครูนักวิจัยรับผิดชอบ บริหารการพัฒนากันเองโดยมีอำเภอและจังหวัดเป็นพี่เลี้ยง
2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา หรือองค์กรเอกชน ควรสนับสนุนด้านงบประมาณให้แก่ครูนักวิจัย เพื่อส่งเสริมให้ครูได้คิดค้นนวัตกรรมหรือวิธีสอนใหม่ ๆ โดยจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนโดยให้ครูเขียนโครงการวิจัย แล้วจัดสรรงบประมาณให้เป็นรายโครงการ
3. สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด และสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ ควรให้กำลังใจให้การช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ แก่ครูนักวิจัยที่มีความเพียรพยายามที่จะพัฒนานวัตกรรมหรือแนวทางใหม่ ๆ ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้
4. ควรขยายรูปแบบการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนนี้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประสบการณ์ เพราะรูปแบบการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนรูปแบบนี้สามารถพัฒนาครูประจำการได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรดำเนินการวิจัย การพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบแผ่สาขาที่ดำเนินการทุกกลุ่มประสบการณ์
2. ควรศึกษาประสิทธิภาพการใช้ชุดฝึกอบรมการวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 10 ชุด ที่ได้จัดทำขึ้น
3. ควรศึกษาแนวทางการขยายผลแผ่สาขาการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนไปสู่กลุ่มโรงเรียน และโรงเรียน
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved