Current Record: อัจฉรา ชีวพันธ์

อัจฉรา ชีวพันธ์

ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการเขียนเรียงความด้านเนื้อเรื่อง ด้านสรุป และคะแนนรวม ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติทุกการเปรียบเทียบ แต่พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนคำนำของเรียงความสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4637
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : การศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มที่สอนเขียนเรียงความด้วยแบบเทคนิครูปกรวยและแบบปกติ
หัวข้อ(Eng) The Development of Writing Composition Achievement of the Sixth Grade Students , Chulalongkorn University Demonstration School : A Comparative Study between the Conventional Technique Group and the Cone Shaped Technique Group
คำสำคัญ(keyword) เรียงความ เทคนิครูปกรวย ความสามารถในการเขียนเรียงความ ปี2545
ชื่อผู้วิจัย อัจฉรา ชีวพันธ์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Achara Chewapan
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต จิตวิทยาการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2545
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากทุนวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่จัดเก็บผลงาน ศูนย์บรรณสารสนเทศทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) การเขียนเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร ที่ทำให้มนุษย์สามารถใช้เป็นร่องรอยและหลักฐานสำหรับการติดต่อซึ่งกันและกัน เนื่องจากการเขียนจะต้องใช้การจารึกตัวอักษรการเขียนจึงเป็นเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ตลอดถึงการถ่ายทอดข้อมูลจากชนชาติหนึ่งไปสู่ชนชาติต่าง ๆ การเขียนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลและสังคม ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนจึงควรมีการส่งเสริมทักษะการเขียนแก่ผู้เรียนเพื่อทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะทางภาษาและสามารถนำไปใช้ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการเขียนมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันของบุคคลต่าง ๆ เช่น นักเรียนใช้การเขียนในการจดบันทึกความรู้จากสิ่งที่เรียน นักเขียนหรือนักประพันธ์ก็ใช้การเขียนในการเขียนเรื่องต่าง ๆ แพทย์ใช้การเขียนในการบันทึกอาการผู้ป่วย เขียนใบสั่งยา นอกจากนี้ในการทำสัญญา การกรอกแบบแบบฟอร์มการทำพินัยกรรม การค้ำประกัน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้การเขียนทั้งสิ้น

การปรับปรุงการเรียนการสอนกลุ่มทักษะ (ภาษาไทย) โดยเฉพาะทักษะการเขียนได้รับความสนใจจากนักวิชาการและนักการศึกษาเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นจากเอกสารและตำรา รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเขียนในระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนเรียงความจากคำนิยามของเปลื้อง ณ นคร ( 2511 : 216-217 ) เจือ สตะเวทิน ( 2517 : 10 ) และรัชนี ศรีไพรวรรณ ( 2520 : 22-23 ) สรุปได้ว่า เรียงความคือการแสดงออกด้านความคิดโดยมีภาษาเป็นสื่อเพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน การเขียนเรียงความต้องศึกษาทำความเข้าใจรูปแบบ ลักษณะองค์ประกอบ และเรียบเรียงความคิดก่อนเขียน รวมทั้งต้องฝึกฝนให้เกิดความรู้ความชำนาญ ทำให้เรียงความมีความงดงามของการใช้ภาษา ซึ่งผู้อ่านได้อ่านและรู้สึกจับใจ สามารถจับจุดหมายได้ตามที่ผู้เขียนต้องการ เรียงความที่ดีต้องมีเอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ โดยมีองค์ประกอบสำคัญสามส่วนคือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป ซึ่งมีสัดส่วนที่เหมาะสม

แม้ว่าจะมีหนังสือหรือตำราให้หลักการและวิธีการเกี่ยวกับการเขียนเรียงความค่อนข้างมากแต่ในการเรียนการสอนเขียนเรียงความยังมีปัญหา ปัญหาในการเรียนการสอนเขียนเรียงความแยกได้เป็นปัญหาที่เกิดจากตัวนักเรียน และปัญหาที่เกิดจากตัวครู ดังที่ รองรัตน์ อิศรภักดี และเทือก กุสุมา ณ อยุธยา ( 2505: 114 - 116 ) สรุปว่า ปัญหาเกิดจากตัวครู คือ ครูส่วนมากไม่ชอบสอนเรียงความเพราะรู้สึกว่าครูไม่ถนัดในการแต่งหรือเขียนเรียงความ หรือครูมีความถนัดสามารถแต่งหรือเขียนเรียงความได้ แต่สอนให้เด็กนักเรียนเขียนเรียงความตามที่ครูต้องการไม่ได้ ภาระในการตรวจเรียงความของนักเรียนต้องใช้เวลานานเพราะครูต้องอ่าน ทำความเข้าใจ และตรวจแก้คำและประโยคที่นักเรียนเรียงความ เพราะวิธีสอนยังไม่ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจฝึกทักษะด้านการเขียนสำหรับปัญหาที่เกิดจากตัวนักเรียน ซึ่งครูผู้สอนส่วนใหญ่ประสบปัญหาในการสอนเขียนเรียงความที่พบกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ก็คือ นักเรียนไม่ชอบเขียนเรียงความ

สำหรับข้อเสนอแนะในการสอนเรียงความระดับประถมศึกษานั้น รัชนี ศรีไพรวรรณ ( 2520 : 26 ) สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ ( 2523 : 116 ) กรมวิชาการ ( 2526 : 72-74 ) และสมพร มันตะสูตร ( 2526 : 150-152 ) ได้เสนอไว้ สรุปได้เป็น 3 ประการ ประการแรกขั้นเตรียมการสอน ครูต้องสำรวจศึกษาความต้องการและความสนใจของนักเรียน และกำหนดเรื่องให้นักเรียนสามารถเลือกเขียนเรียงความได้ตามความสนใจรวมทั้งเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ประการที่สอง ขั้นการสอน ครูต้องสร้างความตระหนักให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของการเขียนเรียงความ บอกวัตถุประสงค์และเร้าความสนใจให้นักเรียนเกิดความรู้สึกสนุก และอยากศึกษาค้นคว้าเขียนเรียงความ โดยครูอาจตั้งคำถามนำหรือการอธิบาย หรือการเล่าเรื่องหรือยกตัวอย่างจากนั้นครูต้องให้แนวทางการวางโครงร่างและวิชาการเขียนเรียงความแต่ละส่วน ประการที่สาม ขั้นการส่งเสริมการเขียนเรียงความ ครูอาจจัดกิจกรรมเสริม เช่น การหาตัวอย่างเรียงความที่ดี ๆ มาให้นักเรียนอ่าน การฝึกเรียบเรียงประโยคจากศัพท์ที่กำหนดให้ หรือการฝึกให้นักเรียนเสนอเรียงความโดยการพูดหน้าชั้น

จากข้อเสนอแนะในการสอนเขียนเรียงความ ผู้วิจัยพบว่ามีการทำวิจัยเกี่ยวกับการสอนเขียนเรียงความในขั้นของการสอนที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่การสอนเขียนเรียงความแบบสร้างสรรค์ของ เพ็ญ เสี้ยวจันทร์ ( 2521 ) และการสอนเรียงความโดยใช้สิ่งเร้า ของ อนงค์ บุญเลิศ ( 2521 ) แต่ยังไม่พบว่ามีการวิจัยเกี่ยวกับการสอนเรียงความโดยแนะนำเทคนิคที่เป็นรูปธรรมการเขียนในแต่ละส่วนของเรียงความทั้งส่วนคำนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป จากประสบการณ์ของผู้วิจัยในการสอนเขียนเรียงความระดับประถมศึกษา ได้พบว่า เมื่ออธิบายหลักการเขียนเรียงความตามเทคนิครูปกรวย ( Cone Shaped Technique ) ทำให้นักเรียนเข้าใจวิธีการเขียนได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากนักเรียนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

จากแนวคิดดังกล่าว ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาทดลองใช้เทคนิครูปกรวยในการสอนเขียนเรียงความระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้สอนภาษาไทยอยู่ในระดับชั้นนี้ เพื่อจะได้นำผลที่ได้จากการวิจัยมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนเขียนเรียงความเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการเขียนเรียงความได้ดีประสิทธิภาพและจะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษาของสถาบันต่าง ๆ ให้ได้รับข้อเสนอแนะจากการทดลองครั้งนี้ไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนเขียนเรียงความต่อไป

แนวคิด(concept) 1. ความสำคัญของการสื่อสารโดยการเขียน

2. หลักสำคัญของการเขียน

3. การสอนเขียนในระดับประถมศึกษา : การสอนเขียนเรียงความ

4. ปัญหาในการสอนเขียนเรียงความ

5. ข้อเสนอแนะในการสอนเรียงความระดับประถมศึกษา

6. การวัดความสามารถในการเขียนเรียงความ

7. แนวทางการพัฒนา การใช้เทคนิครูปกรวยในการสอนเรียงความ

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการสอนด้วยเทคนิครูปกรวยกับการสอนแบบปกติ
สมมุติฐาน(assumption) ผลสัมฤทธิ์ของการเขียนเรียงความของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิครูปกรวยและการสอนแบบปกติจ่าจะแตกต่างกัน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถมที่กำลังเรียนอยู่ในปีการศึกษา 2536 รวม 6 ชั้นเรียน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากการสุ่มแบบง่าย โดยผู้วิจัยจับฉลากชั้นเรียนที่จะต้องเข้าประจำชั้นในปีการศึกษา 2536 มา 1 ห้อง และจับฉลากชั้นเรียนที่จะต้องสอนอีก 1 ห้อง โดยทั้ง 2 ห้องนั้นมีนักเรียนห้องละ 40 คน
การสุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นการสุ่มชั้นเรียน และนักเรียนในชั้นเรียนได้มาโดยการสุ่มด้วย เนื่องจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายประถมมีนโยบายในการจัดชั้นเรียนแบบสุ่มทุกชั้นและจัดผู้สอนโดยครูผู้สอนจับฉลากเพื่อเข้าประจำชั้นดังนั้นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมี 7 ห้องเรียน จะมีลักษณะที่มีความคล้ายคลึงกันในด้านความสามารถของการเรียนตามที่ได้คละคะแนนผลการเรียนในแต่ละห้องเรียนให้มีนักเรียนระดับเก่ง ปานกลาง และอ่อน ผลจากการจับฉลาก เพื่อเข้าประจำชั้นและเพื่อสอนทำให้ผู้วิจัยได้สอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 และ 6/7 ด้วยเหตุนี้จึงพอสรุปได้ว่ากลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/7 และ 6/4 มีความน่าเชื่อถือได้ว่าน่าจะเป็นตัวแทนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เป็นกลุ่มประชากร
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการจับฉลากชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 6/4 และ 6/7 อีกครั้งหนึ่งเพื่อกำหนดกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมผล การจัดฉลากได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/7 เป็นกลุ่มทดลองและชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 เป็นกลุ่มควบคุม
คำนิยาม(defination) เรียงความ หมายถึง ข้อความที่ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นโดยแต่งเป็นเรื่องตามชื่อหรือหัวข้อเรื่องที่กำหนด โดยที่ผู้เขียนต้องแสดงความคิดที่เป็นการเขียนสร้างสรรค์โดยทั่วไปองค์ประกอบของเรียงความมีสามส่วนคือคำนำ เนื้อเรื่องและสรุป
เทคนิครูปกรวย หมายถึง การใช้รูปกรวย เป็นตัวกระตุ้นความคิดในการเขียน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
คำนำ คือ ภาพกรวยหงายใช้ในการเขียน คำนำ โดยเริ่มจากส่วนกว้างของปากกรวยมาสู่ส่วนแคบของปลายกรวย ซึ่งผู้วิจัยจะกระตุ้นความคิดให้นักเรียนได้คิดเชื่อมโยง ( Words Association ) นำเข้าสู่เรื่องที่จะเขียน
เนื้อเรื่อง คือ ภาพกรวยคว่ำ ใช้ในการเขียน เนื้อเรื่อง โดยการจำแนก แยกประเด็นต่าง ๆ ให้กว้างขวางขึ้น และสอดคล้องกับชื่อเรื่อง ในส่วนเนื้อเรื่องจะแจกประเด็นต่าง ๆ อธิบายขยายความให้กว้างตามความกว้างของปากกรวย
สรุป คือ ภาพกรวยหงายใช้ในการเขียนส่วน สรุป โดยนักเรียนจะต้องรวบรวมสาระต่าง ๆ กลั่นกรองมาเป็นแนวคิดหรือข้อสรุปที่ต้องการฝากไว้ให้ผู้อ่านทราบ
ความสามารถในการเขียนเรียงความ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบการเขียนเรียงความหลังการทดลองแล้ว โดยใช้แบบทดสอบคู่ขนานกับการทดสอบก่อนการทดลอง คะแนนที่ได้มาจากค่าเฉลี่ยผลการตรวจให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ 3 คน
เครื่องมือ(tool) การวิจัยครั้งนี้มีเครื่องมือในการวิจัย 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นแผนการสอนสำหรับการสอนนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และประเภทที่สองเป็นแบบทดสอบการเขียนเรียงความและเกณฑ์การตรวจให้คะแนนดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. แผนการสอนเรียงความในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการสอนเรียงความด้วยเทคนิคปกติ และแผนการสอนเรียงความด้วยเทคนิครูปกรวย ซึ่งใช้ในการสอนแผนละ 60 นาที รวม 5 แผน
1. แบบทดสอบการเขียนเรียงความแยกเป็น 2 ฉบับ ทั้ง 2 ฉบับ มีคำสั่งแบบเดียวกันต่างกับที่หัวเรื่องดังนี้
ฉบับที่ 1 ให้นักเรียนเขียนเรียงความเรื่อง “ ครูผู้ให้อะไรแก่เรา” โดยให้มีส่วนของคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป ใช้เวลาในการเขียน 60 นาที การตรวจให้คะแนนจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระและภาษาที่ใช้ ความหมายและสอดคล้องกับชื่อเรื่อง โดยไม่พิจารณาความสะอาดการสะกด หรือการใช้ภาษาสแลง
ฉบับที่ 2 ให้นักเรียนเขียนเรียงความเรื่อง “ เพื่อนนั้นสำคัญไฉน” โดยให้มีส่วนของคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป ใช้เวลาในการเขียน 60 นาที การตรวจให้คะแนนจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระและภาษาที่ใช้ ความหมายและสอดคล้องกับชื่อเรื่อง โดยไม่พิจารณาความสะอาด การสะกด หรือการใช้ภาษาสแลง
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ดำเนินการทดสอบการเขียนเรียงความก่อนเรียนเขียนเรียงความ ผู้วิจัยทดสอบโดยให้นักเรียนเขียนเรียงความโดยแยกการเขียนเรียงความเป็น 2 เรื่อง เนื่องจากการจัดนักเรียนเข้าชั้นเรียนเป็นการจัดเรียงตามอักษร ผู้วิจัยจึงกำหนดการเขียนเรียงความในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมดังนี้ นักเรียนเลขประจำตัวเป็นเลขคู่ เขียนเรียงความเรื่อง “เพื่อนนั้นสำคัญไฉน” ส่วนนักเรียนเลขประจำตัวเป็นเลขคี่ เขียนเรียงความเรื่อง “ ครูผู้ให้อะไรแก่เรา “
2. ดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนการเขียนเรียงความโดยใช้เทคนิคการสอนแบบปกติและเทคนิคการสอนแบบกรวย ให้กับนักเรียนในกลุ่มควบคุม ( ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 ) และกลุ่มทดลอง ( ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/7 ) ตามลำดับ โดยดำเนินการสอนตามแผนการสอนที่เสนอไว้ในหัวข้อ เครื่องมือการวิจัย ใช้เวลาในการทดลอง 5 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนตุลาคม 2536
3. ดำเนินการทดสอบการเขียนเรียงความหลังการเรียนเขียนเรียงความ ผู้วิจัยทดสอบโดยให้นักเรียนเขียนเรียงความโดยแยกการเขียนเรียงความเป็น 2 เรื่อง นักเรียนแต่ละคนจะเขียนเรียงความที่ต่างจากการทดสอบก่อนการเรียนเขียนเรียงความ นั่นคือผู้วิจัยกำหนดการเขียนเรียงความในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ดังนี้ นักเรียนเลขประจำตัวเป็นเลขคี่เขียนเรียงความเรื่อง “ เพื่อนนั้นสำคัญไฉน” ส่วนนักเรียนเลขประจำตัวเป็นเลขคู่ เขียนเรียงความเรื่อง “ครูผู้ให้อะไรแก่เรา”
การวิเคราะห์(analysis) 1. ใช้สถิติบรรยายได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความสามารถในการเขียนเรียงความ ของนักเรียนแต่ละกลุ่มในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แยกตามการสอบก่อนและหลังการเขียนเรียงความ
2. ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการเขียนเรียงความก่อนการเรียนเขียนเรียงความระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้การทดสอบที่เป็นแบบกลุ่มเป็นอิสระต่อกัน (t-test Independent Samples)
3. ทดสอบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการเขียนเรียงความหลังการเรียนเขียนเรียงความระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้การทดสอบที่เป็นแบบกลุ่มเป็นอิสระต่อกัน (t-test Independent Samples)
4. ทดสอบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการเขียนเรียงความก่อนและหลังการเรียนเขียนเรียงความของนักเรียนในกลุ่มทดลอง โดยใช้การทดสอบที่เป็นแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (t-test Dependent Samples)
5. ทดสอบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการเขียนเรียงความก่อนและหลังการเรียนเขียนเรียงความของนักเรียนในกลุ่มควบคุม โดยใช้การทดสอบที่เป็นแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (t-test Dependent Samples)
ข้อสรุป(summary) ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการเขียนเรียงความด้านเนื้อเรื่อง ด้านสรุป และคะแนนรวม ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติทุกการเปรียบเทียบ แต่พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนคำนำของเรียงความสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะสำหรับการเรียนการสอนเรียงความ
1. ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้พัฒนาวิธีการและเกณฑ์การตรวจให้คะแนนเรียงความซึ่งผลการตรวจให้คะแนน พบว่ามีความสอดคล้องกับวิธีการและการตรวจให้คะแนนนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สอนเขียนเรียงความนำไปประยุกต์ใช้ และใช้เป็นคู่มือสำหรับให้นักเรียนตรวจเรียงความระหว่างเพื่อนกันด้วย
2. แผนการสอนเขียนเรียงความทั้งแบบปกติและแบบการใช้เทคนิครูปกรวยในการวิจัยครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สอนเขียนเรียงความนำไปใช้ในการสอนได้ ทั้งนี้อาจดัดแปลงสอนโดยใช้รูปลักษณ์อื่น ๆ แทนรูปกรวยที่มีความเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. เนื่องจากความแตกต่างแผนการสอนเรียงความระหว่างแผนการสอนแบบปกติ และแผนการสอนด้วยเทคนิครูปกรวย มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด ต่างกันตรงที่มีการแนะนำเทคนิคการเขียนเป็นรูปธรรมด้วยเทคนิครูปกรวยเท่านั้น นอกจากนี้ในการวิจัยครั้งนี้ยังพบว่าความแตกต่างของความสามารถในการเขียนเรียงความพบเฉพาะในส่วนของคำนำ ด้านการเชื่อมโยงความคิดเข้าสู่เรื่องและด้านการใช้ภาษาที่สร้างสรรค์เท่านั้น แสดงว่าตัวแปรตามในการวิจัยครั้งนี้ยังไม่ครอบคลุมลักษณะที่เป็นผลมาจากการสอนเขียนเรียงความด้วยเทคนิครูปกรวย จึงควรมีการวิจัยต่อไปโดยเพิ่มตัวแปรตามที่เป็นผลจากการเรียนรู้ด้วยเทคนิครูปกรวยเพิ่มเติม เช่น ตัวแปรเวลาในการเขียนเรียงความตัวแปรความยาวของเรียงความ และตัวแปรความสามารถในการเรียบเรียงจากกว้างสู่แคบ และจากแคบสู่กว้าง เป็นต้น
2. ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรื่องที่จะเขียนเรียงความตามความชอบความสนใจ แต่มิได้ศึกษาผลที่เกิดขึ้น ควรได้มีการวิจัยตรวจสอบผลของการสอนเขียนเรียงความโดยใช้เทคนิครูปกรวยและการให้นักเรียนเลือกเรื่องที่เขียนโดยเสรี เปรียบเทียบกับผลของการสอนเขียนเรียงความ โดยใช้แผนการสอนปกติและกำหนดเรื่องให้นักเรียนเขียนเรียงความ
3. การวิจัยครั้งนี้ใช้การวัดตัวแปรตาม จากการประเมินของผู้สอน และยังมิได้ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนอีกหลายตัว หากมีการนำแบบแผนการวิจัยนี้ไปใช้ในการทดลองศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมตัวอื่น ๆ โดยปรับปรุงให้มีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เวลา ความยาว ปัญหาที่พบ จะทำให้ได้ความรู้ ข้อค้นพบเกี่ยวกับการสอนเรียงความดีขึ้น
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved