Current Record: นายชัชวาล เปานาเรียง

นายชัชวาล เปานาเรียง

นักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมเพลงมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4558
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาการใช้กิจกรรมเพลง เพื่อพัฒนาการสอนอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนดงพะยอมหนองคูสามัคคี สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์
หัวข้อ(Eng) The Study of “Song Activities and the Development of Teaching Reading and Writing English Vocabulary” Primary Level Grade 5 Dongphayomnongkhusamukkeewittaya School Kalasin Provincial Primary Education Office
คำสำคัญ(keyword) การศึกษา ปัญหาการอ่าน ปัญหาการเขียน คำศัพท์ กิจกรรมเพลง ปี2545
ชื่อผู้วิจัย นายชัชวาล เปานาเรียง
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. Chatchawan Poanareang
สถานศึกษา โรงเรียนดงพะยอมหนองคูสามัคคีวิทยา สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอท่าศาลา จ.กาฬสินธุ์ โทร. (043) 712-772
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2545
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยประเภททั่วไปจาก คณะกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2544
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300
ประวัติความเป็นมา(history) ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษหลักสูตรมุ่งให้เกิดทักษะทั้ง 4 ทักษะ ขึ้นในตัวของผู้เรียน ได้แก่ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารความเข้าใจและความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ แต่จากสภาพความเป็นจริงที่ปรากฎกลับบว่านักเรียนไทยส่วนใหย่ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเท่าท่ควร เมื่อพิจารณาทักษะภาษาอังกฤษที่จำเป็นทั้งสี่ทักษะที่กล่าวมาแล้ว พบว่าทักษะการอ่านเป็นทักษะที่นักเรียนใช้มากที่สุดโดยเฉพาะนักเรียนที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก

ทั้งนี้เพราะโอกาสที่นักเรียนจะใช้ทักษะพูดมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย แต่มีโอกาสใช้ทักษะการอ่านในการอ่านสื่อพิมพ์ที่เป็นภาษาอังกฤษมากที่สุด แม้กระทั่งการหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตก็ต้องอาศัยการอ่าน ดังนั้นการอ่านจึงเป็นเสมือนหัวใจและรากฐานของการศึกษา เพราะการอ่านจะช่วยส่งเสริมความรู้ความคิดของคนเราให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น (สุลักษณ์ ศิวลักษณ์, 2540) แม้จะมีความสำคัญแต่การสอนทักษะการอ่านก็ยังมีปัญหา นักเรียนอ่านภาษาอังกฤษแต่ไม่เข้าใจความหมาย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากติดคำศัพท์ หรือไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ในข้อความนั้น แต่เมื่อจำเป็นต้องอ่าน ก็แก้ปัญหาโดยการเปิดพจนานุรมฉบับภาษาอังกฤษ-ไทย เพื่อหาคำศัพท์ที่ไม่ทราบความหมาย และมีการจดคำแปลไว้จนเปรอะหน้ากระดาษและยังไม่ทราบว่าตนเอ่านเรื่องอะไรอีกด้วย (สมุทร เซ็นเชาวนิช. 2528 : 19, สำราญ ครุครรชิต . 2526 : 8) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชวน โปร่งจิตต์ (2532 : บทคัดย่อ) ที่ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการสอนภาษาาอังกฤษของครูผู้สอนระดับประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี พบว่า ปัญหาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การฝึกทักษะการพูดและการอ่านมีปัญหามากกว่าข้ออื่น

ทักษะการเขียน เป็นทักษะที่ยากที่สุดในบรรดาทักษะทั้งสี่ (บำรุง โตรัตน์. 2524 : 121) และเป็นทักษะสุดท้ายในการเรียนภาษาอังกฤษ เด็กจะเขียนภาษาอังกฤษได้ดีนั้นจะต้องพูดและอ่านภาษาได้ดีเสียก่อน (พัฒน์ น้อยแสงศรี, 2524 : 63) การเขียนสะกดคำเป็นองค์ประกอบพื้นฐานอย่างหนึ่งของการเขียนที่ทำให้ทราบว่าบุคคลมีความรู้ความสามารถในการเขียนเพื่อใช้ในการสื่อความหมายได้อย่างดี จึงควรเริ่มสอนตั้งแต่ให้นักเรียนสะกดคำได้ถูกต้อง เช่น ความสนใจ ความตั้งใจที่จะสะกดคำ การมีทักษะในการฟัง การพูด การอ่านและการใช้ภาษาเป็นอย่างดีตลอดจนมีความรอบคอบในการสะกดคำศัพท์ (วัฒนา จันทร์สืบสาย, 2526 : 2)

จากรายงานการประเมินผลการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนดงพะยอมหนองคูสามัคคีวิทยา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2540 – 2542 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียในแต่ละปีการศึกษา ต่ำกว่าทุกกลุ่มประสบการณ์และต่ำกว่ากลุ่มเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ คือ ปี 2540 เป้าหมายร้อยละ 63 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 60 ปี 2541 เป้าหมายร้อยละ 64.13 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 61.57 โดยเฉพาะคะแนนเฉลี่ยทางด้านทักษะการอ่านและการเขียนร้อยละ 51.89 และ 49.56 (โรงเรียนดงพะยอมหนองคูสามัคคีวิทยา . 2543 : 27) ซึ่งสอดคล้องกับรายงานผลการประเมินคุณภาพนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2542 ของสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอร่องคำ (2543 : 44) ที่พบว่า กลุ่มประสบการณ์พิเศษภาษาอังกฤษเป็นกลุ่มประสบการณ์ที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ร้อยละ 56.61 และร้อยละ นักเรียนที่มีผลน่าพอใจ 58.43

จากการประเมินผลการเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาภาาาอังกฤษต่ำกว่าเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และหาเทคนิควิธีสอนใหม่ ๆ เพื่อเป็นแนวทางที่จะเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น และจากประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษของผู้วิจัย ตลอดระยะเวลา ปี ผู้วิจัยได้มองเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงต้องการแก้ปัญหาโดยมุ่งที่การสร้างแรงจูงใจภายในของนักเรียนขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขตามวิถีชีวิตในสังคมที่เป็นจริง การเรียนรู้สำหรับเด็กประถม ความสนุกสนานเป็นเรื่องสำคัญ ผู้วิจัยเชื่อว่า เพลงเป็นเทคนิควิธีการสอนอย่างหนึ่งทีจะสามารถฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากท่วงทำนองของเพลงที่สนุกสนานแล้วยังเป็นสื่อช่วยให้จำเนื้อร้องของเพลงได้โดยง่าย ดังจะเห็นได้ว่านักร้องบางคนอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็สามารถจดจำเนื้อเพลงต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย หรือแม้แต่เด็กชั้นอนุบาลหรือชั้นประถมศึกษาปีที่ - 1 – 2 ก็ยังสามารถจดจำเพลงต่าง ๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นถ้าเรานำเพลงเข้ามาประยุกต์ใช้ในการสอนวิชาต่าง ๆ ก็น่าจะช่วยให้นักเรียนเกิดความอยากเรียนหรือเรียนด้วยความสนุกสนานตลอดจนสามารถจดจำเนื้อหาที่ยากได้ดีขึ้น (ศักดิ์ แวววิริยะ. 2541 : 25)
ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้กิจกรรมเพลงที่ผู้วิจัยแต่ขึ้นเองตามทำนองเพลงที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน โดยสอดแทรกเอาคำศัพท์ทั้งคำอ่าน การสะกดคำ และความหมายของคำศัพท์ในแต่ละบทเรียนทั้งหมด 7 บทเรียน ในหนังสือเรียน English Is Fun book 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รวมทั้งหมด 7 บทเพลง เพื่อใช้เป็นสื่อในการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป

แนวคิด(concept) 1. ภาษาอังกฤษ

1.1 ความสำคัญของภาษาอังกฤษ

1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตรภาษาอังกฤษ พุทธศักราช 2539

1.3 หลักสูตรและโครงสร้างของวิชาภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษา

1.4 คลังคำในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

2. การสอนภาษาอังกฤษ

2.1 การสอนอ่าน

2.2 การสอนเขียน

2.3 การสอนคำศัพท์

3. การใช้เพลงประกอบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

3.1 ความสำคัญของเพลงและดนตรี

3.2 ประโยชน์และอิทธิพลของดนตรี

3.3 การนำเพลงไปใช้ในการเรียนการสอน

3.4 วิธีการแต่งเพลงประกอบการสอน

3.5 ประเภทของเพลงโดยทั่วไป

3.6 ขั้นตอนในการแต่งเพลงประกอบการสอน

3.7 การแต่งเพลงประกอบการสอนขึ้นใหม่

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาผลการเรียนทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมเพลง
2. เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนทักษะการอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเพลง
สมมุติฐาน(assumption) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนดงพะยอมหนองคูสามัคคีวิทยาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 21 คน มีผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ (ด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ) สูงขึ้นหลังจากการสอนโดยใช้กิจกรรมเพลง
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการศึกษาวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหนองคูสามัคคีวิทยา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ ปีการศึกษา 2545 จำนวน 21 คน
คำนิยาม(defination) การศึกษา หมายถึง ขั้นตอนและวิธีการในการใช้สื่อเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ปัญหาการอ่าน หมายถึง เหตุขัดข้องหรืออุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้นักเรียนไม่สามารถอ่านคำ หรือประโยคในภาษาอังกฤษได้
ปัญหาการเขียน หมายถึง เหตุขัดข้องหรืออุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้นักรเรียนไม่สามารถเขียนหรือสะกดคำศัพท์ได้
คำศัพท์ หมายถึง คลังคำในหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ English In Fun Book 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 บทที่ 20-26
กิจกรรมเพลง หมายถึง เพลงที่ผู้วิจัยแต่งขึ้นมาโดยเอาคำศัพท์ภาษาอังกฤษ English In Fun Book 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สอดแทรกเข้าไปตามทำนองเพลงที่กำลังเป็นที่นิยม
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 3 อย่างคือ
1. แผนการสอนจำนวน 12 แผน ใช้เวลาสอนแผนการสอนละ 3 คาบ คาบละ 20 นาที รวม 60 นาที
2. เพลงประกอบการสอนอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษจำนวน 7 เพลง โดยแต่ละเพลงประกอบด้วยคำศัพท์และความหมายของคำในแต่ละบทเรียน
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) จำนวน 1 ชุด มี 30 ข้อ เป็นแบบเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การทดลองสอนกระทำในภาคเรียนที่ 1 (เดือนมิถุนายน 2545-เดือนกันยายน 2545) ปีการศึกษา 2545 ใช้เวลาในการทดลองสอนเป็นเวลา 36 คาบ คาบละ 20 นาที สอนครั้งละ 3 คาบ รวม 60 นาที โดยไม่รวมเวลาที่ใช้ในการสอบซึ่งมีขั้นตอนดำเนินการดังนี้
1. ก่อนทดลองสอนผู้วิจัยได้ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
2. การดำเนินการทดลองสอนการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมเพลงซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมาจำนวน 7 เพลง แต่ละเพลงใช้สอน 1 บทเรียน
3. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ผู้วิจัยได้ทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ชุดเดียวกับการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test)
การวิเคราะห์(analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม Statistical Package for Social Sciences/Personal Computer Plus (SPSS/PC+) วิเคราะห์สถิติของข้อมูลต่อไปนี้
1. หาค่าสถิติพื้นฐานโดยหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์แบบทดสอบการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมเพลงของนักเรียนก่อนและหลังดำเนินการทดลองสอน
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนด้วยกิจกรรมเพลง โดยใช้ t-test (Dependent Sample)
ข้อสรุป(summary) นักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมเพลงมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
1. ครูที่ไม่ถนัดในการร้องเพลงอาจใช้เทปช่วยหรือมีอาสาสมัครช่วยร้องซึ่งอาจจะเป็นครูคนอื่นก็ได้
2. ครูควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำจังหวะดนตรีประกอบโดยใช้วัสดุเหลือใช้หรือสิ่งของต่าง ๆ เช่น กระป๋อง ขวด ฝาน้ำอัดลม หรือไม้ไผ่ เป็นต้น โดยการนำมาประยุกต์เป็นเครื่องให้จังหวะดนตรีประกอบการร้อง
3. การอ่าน และการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมเพลงควรจัดดำเนินการก่อนและหลังการเรียนการสอนในเนื้อหาปกติ
4. เพลงและแผนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนี้ สามารถนำไปใช้ในการสอนตามปกติหรือสอนซ่อมเสริมนักเรียนที่เรียนช้าหรือนักเรียนที่มีปัญหาด้านการอ่านและการเขียนคำศัพท์ได้
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการทดลองสอนโดยการนำเพลงมาประยุกต์ประกอบการสอนอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับเนื้อหาในชั้นเรียนอื่น หรือนำไปประยุกต์สอนวิชาอื่นๆ เช่น ทักษะภาษาไทย คณิตศาสตร์ กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัยและกลุ่มการงานพื้นฐานอาชีพ เป็นต้น
2. ควรมีการทดลองสอนโดยการนำเพลงมาประยุกต์ประกอบการสอนในทักษะด้านต่าง ๆ
3. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบการสอนภาษาอังกฤษโดยการใช้เพลงกับวิธีการสอนแบบอื่น ๆ เช่น เกม ละคร บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง และเทคนิคการสอนแบบต่าง ๆ เป็นต้น
4. ควรศึกษาเกี่ยวกับตัวแปรอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ระยะของความคงทนในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมเพลง
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved