Current Record: บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์

บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์

การวิจัยครั้งนี้ได้มาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษที่มีคุณภาพสูง ทั้ง 10 ฉบับ โดยมีหลักฐานความเชื่อมั่นของมาตรประเมินแต่ละฉบับมีค่า .96 , .92 , .86 , .96 , .96 , .86 , .96 , .96 , .88 และ .98 ตามลำดับ และมีหลักฐานความเที่ยงตรงตามโครงสร้างในการจำแนกความสามารถพิเศษกับความสามารถต่ำโดยรวมทุกระดับชั้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P < .01 ทุกฉบับ และในแต่ละระดับชั้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ P < .01 เป็นส่วนใหญ่ มีหลักฐานความเที่ยงตรงตามโครงสร้างรายข้อที่วัดสอดคล้องกับข้ออื่นโดยรวม แต่ละฉบับ มีค่า .76 ถึง .89 , .57 ถึง .90 , .53 ถึง .90 , .73 ถึง .80 และ .83 ถึง .94 ตามลำดับ และมีหลักฐานความเที่ยงตรงตามโครงสร้างโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) พบว่าทุกมาตรประเมินคุณลักษณะความสามารพิเศษต่างก็วัดองค์ประกอบเดียวกัน ยกเว้นมาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษด้านความคิดสร้างสรรค์รายข้อที่วัดสององค์ประกอบ โดยแต่ละรายข้อที่มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4491
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนามาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษของเด็กนักเรียน อายุ 6 – 12 ปี ตามแนวคิดของ Renzulli
คำสำคัญ(keyword) ความสามารถพิเศษ มาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษ หลักฐานความเชื่อมั่น หลักฐานแสดงความเที่ยงตรง ปี2544
ชื่อผู้วิจัย บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์
การศึกษา ปริญญาเอก
สถานศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2544
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร
ประวัติความเป็นมา(history) การปฏิรูปการศึกษาของไทยตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 เน้นให้จัดการเรียนการสอนเพ่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาขีดความสามารถของตนได้เต็มศักยภาพและมีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ปัญญา จิตใจ และสังคม โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ แต่เนื่องจากนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเป็นเด็กกลุ่มที่มีปัญหาในการเรียนรู้ เพราะนักเรียนกลุ่มนี้มีความรู้ความสามารถพิเศษในบางด้าน จึงมักสนใจศึกษาเฉพาะเนื้อหาในด้านที่ตนสนใจเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาในด้านการเรียนการสอนตามมา นอกจากนั้นการไม่ทราบความสามารถพิเศษที่แท้จริงของเด็กทำให้เกิดการละเลยเด็กกลุ่มนี้โดยมิได้ตั้งใจ ดังนั้นจึงควรให้ความสนใจศึกษาและพัฒนาเด็กนัเรียนที่มีความรู้ความสามรรถพิเศษดังกล่าว ในประเทศตะวันตกมีการตื่นตัวให้ความสนใจศึกษาและพัฒนาเด็กนัเรียนที่มีความรู้ความสามารถพิเศษอย่างมาก นับตั้งแต่ประเทศรัสเซีย ได้ส่งยานสปุตนิก (Sputnik) ขึ้นสู่อวกาศในปี ค.ศ. 1957 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาถึงกับมีการศึกษาทบทวนระบบการศึกษากันใหม่ และมีโครงการส่งเสริมเด็กเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของโครงการพัฒนาความสามารถพิเศษเช่นกัน แต่การดำเนินงานยังทำกันอยู่ในขอบเขตแคบ ๆ ไม่แพร่ขยายกว้างขวางทั่วประเทศ มีการริเริ่มโครงการส่งเสริมและพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษในการเรียนชั้นมัธยมศึกาาตอนปลาย (สพพ.) โดยให้มีการบูรณาการเนื้อหาวิชาในหลักสูตรปกติ เพื่อให้นักเรียนในโครงการเรียนจบหลักสูตร ภายใน 2 ปี (ปกติใช้เวลาเรียน 3 ปี) การประกวดโครงการ การส่งเสริมการสอบแข่งขันโอลิมปิกทางวิชาการ ตลอดจนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท) เป็นต้น (พิชากร แปลงประสพโชค 2540๗ แต่ยังไม่ได้มีการให้การศึกษาที่แตกต่างไปจากเด็กอื่น ๆ เพราะยังใช้หลักสูตรเดียวกับเด็กทั่วไป เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มกิจกรรมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่จัดขึ้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีหลักสูตรใช้สอนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ มากกว่า 30 รูปแบบ ตามโอกาสและสถานที่ที่จะอำนวยให้ (Getzels and Dilon. 1973 ; Passow.1980) สะท้อนให้เห็นความล้าหลังของการศึกษาส่งเสริมโครงการพัฒนาความสามารถพิเศษของเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญด้านหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา

ดังนั้นการจัดการศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานทางการศึกษาในโรงเรียน ให้พัฒนาความสามารถของเด็กทุกคน และมุ่งส่งเสริมและดูแลเอาใจใส่เด็กที่โรงเรียนค้นพบความสามารถพิเศษ (Gifted/Talented) และทำการสอนเด็กเหล่านี้ในชั้นเรียนร่วมกันกับเด็กคนอื่น ๆ หรือในชั้นเรียนปกติ โดยที่เด็กคนอื่น ๆ ได้รับผลประโยชน์จากากรสอนแบบใหม่ การปรับปรุงแนวการสอนเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสพัฒนาตามศักยภาพของตนเองดังกล่าว จำเป็นต้องมีเครื่องมือวัด เพื่อบ่งชี้ความสามารถและความต้องการของเด็ก ซึ่งส่วนมากมักนิยมใช้แบทดสอบมาตรฐานวัดสติปัญญา ความถนัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ ความคิดสร้างสรรค์ เครื่องมือวัดดังกล่าวมีข้อจำกัดหลายประการเพราะเป็นข้อสอบมาตรฐาน และจำเป็นต้องปกปิด มิให้เกิดการรั่วไหลประกอบกับการให้ความหมายของคำว่า“ความสมารถพิเศษของเด็ก” (gifted/Talented Children) ได้มีการนิยามใหม่จนมีความหมายกว้างขวางยิ่งขึ้น อาทิ Fliegler และ Bish. (1959) ได้ให้ความหมายของเด็กที่มีความสามารถพิเศษไว้ว่า หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงอยู่ในระดับ 15 – 20% แรกของจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียนและเป็นเด็กที่มีความสามารถสูงอยู่ในสาขาวิชาเฉพาะ เช่น คณิตศาสตร์ กลศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะและดนตรี ความเป็นผู้นำ ตลอดจนความสามารถอย่างสร้างสรรค์เป็นยอดในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ส่วน Kirk. (1965) ได้ให้ความหมายทำนองเดียวกันว่า หมายถึงเด็กที่มีระดับ I.Q. สูง สามารถเข้าใจเรื่องนามธรรมได้ลึกซึ้ง เรียนได้ดีเกือบทุกวิชา รวมถึงดนตรี ศิลปะ เครื่องกลไก มีทักษะในการเป็นผู้นำทางสังคม มีความประพฤติในทางที่สังคมยอมรับ นอกจากนี้ Reynolds (1977) ได้ให้ความหมายว่า หมายถึง เด็กที่มีสติปัญญาสูงสุดในระดับ 10% ของเด็กทั้งหมด ซึ่งทราบได้จากผลการทดสอบสติปัญญา สัมฤทธิ์ผลทางการเรียนหรือการทดสอบอื่น ๆ เด็กเหล่านี้จะมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าเด็กปกติทั่วไป และอาจจะมีความสามารถอื่น ๆ ด้วย เช่น ความสามารถทางสร้างสรรค์ การสื่อสารความเป็นผู้นำ การตัดสินใจ การคาดการณ์ล่วงหน้า และการวางแผน มีคำนิยามที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้อีกมากมาย แต่ความหมายของคำว่า “เด็กที่มีความสามารถพิเศษ” ที่ยอมรับกันมากที่สุดและใช้กันอย่างกว้างขวาง คือ คำจำกัดความที่ให้โดย คณะกรรมการการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S.Office of Education. 1993) ที่ว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษ คือ เด็กที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการนั้นรับรองแล้วว่าเป็นเด็กที่มีความสามารถยอเยี่ยมเป็นที่ประจักษ์เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน มีสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกัน หรือมีประสบการณืคล้ายกันซึ่งจะเแสดงความสามารถหรือส่อให้เห็นแววความเป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านให้ปรากฏดังนี้ คือความสามารถทางสติปัญญา ความถนัดทางวิชาการเฉพาะด้าน ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการเป็นผู้นำ ความสามารถทางศิลปะและดนตรี ความสามารถทางทักษะ Renzulli. (1978) ผู้มีชื่อเสียงจากทฤษฎีสามห่วง (The Renzulli Enrichment Triad Model) และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศา และเด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางได้ให้ความหมายของเด็กที่มีความสามารถพิเศษว่า หมายถึง เด็กที่มีความสามารถสูงกว่าปกติ (Above average general ability) มีความมานะมุ่งมั่นต่องาน (Task commitment) และมีความคิดสร้างสรรค์เหนือเด็กปกติ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือวัดความสามารถพิเศษชนิดใหม่ที่ครุในโรงเรียนทั่วไปสามารถนำไปใช้ด้วยตนเองได้ จากการขยายความคิดรวบยอดขอคำว่าความสามารถพิเศษ และต้องการเกณฑ์ที่มีช่วงกว้างขวางมากขึ้น สำหรับใช้เป็นวิธีการบ่งชี้เด็กที่มีปัญญาเลิศหรือความสามารถพิเศษทั่วไป (Gifted) ความสามารถพิเศษเฉพาะทาง (Talented) และความคิดสร้างสรรค์ (Renzulli and other 1976 : 1) ในการคัดเลือกและคัดแยกนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ นอกจากจะใช้แบบทดสอบวัดสติปัญญาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเกณ์พิจารณาแล้วก็ตาม การให้ครูเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและคัดแยกเด็กเข้าโครงการการศึกษาพิเศษ ได้มีบทบาทสำคัญมากขึ้น ด้วยการออกแบบเครื่องมือให้ครอบคลุมตามความต้องการของเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถสูง อย่างไรก็ตามการใช้ดุลยพินิจของครูในการตัดสินบ่งชี้ มีจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่การประเมิน (Rating) ของครู เนื่องจากประสิทะภาพของการใช้ดุลยพินิจแบบไม่มีโครงสร้างของครูมีค่าต่ำมาก จึงต้องระมัดระวังในการยอมรับดุลยพินิจของครู เพื่อบ่งชี้เด็กความสามารถพิเศษ และจำเป็นต้องปรับปรุงให้การประเมินมีความเป็นปรนัยมากขึ้น Renzulli และคณะ ได้ตระหนักเห็นความสำคัญของการใช้ดุลยพินิจในการประเมินที่เป็นปรนัยมากขึ้น ด้วยการพัฒนามาตรประเมินพฤติกรรมของนักเรียนที่มีลักษณะความสามารถพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของความพยายามที่จัดทำเครื่องมือที่เป็นระบบและมีความเป็นปรนัยมากขึ้น ให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาของครู โดยได้พัฒนามาตรวัดที่ประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 10 ด้าน (Renzulli and Others. 1976) คือ คุณลักษณะด้านการเรียนรู้ ด้านแรงจูงใจ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านศิลปะ ด้านดนตรี ด้านการแสดง ด้านการสื่อสารถูกต้องแม่นยำ ด้านการสื่อสารถ่ายทอด และด้านการวางแผน

เนื่องจากประเทศไทยยังขาดแคลนเครื่องมือประเมินความสามารถพิเศษ ประกอบการประเมินความสามารถพิเศษของเด็กตามแนวคิดของ Renzulli ดังกล่าวมีหลักการและแนวปฏิบัติที่เหมาะสม ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนามาตรประเมินความสามารถพิเศษของเด็กตามแนวคิดของ Renzulli และคณะ ซึ่งประกอบด้วยมาตรวัดย่อย 10 ด้าน ให้เป็นเครื่องมือวัดที่เป็นปรนัยและเป็นระบบ ในการบ่งชี้และค้นหาความสามารถพิเศษของเด็กในชั้นเรียนโดยให้ครูผู้สอนเป็นผู้ประเมิน

แนวคิด(concept) การสร้างมาตรวัดประเมินคุณลักษณะพฤติกรรมความสามารถพิเศษของเด็กนักเรียนอายุ 6-12 ปี ตามแนวคิดของ Renzulli ซึ่งประกอบด้วยลักษณะย่อย 10 ลักษณะ ดังนี้

1. การเรียนรู้

2. แรงจูงใจ

3. ความคิดสร้างสรรค์

4. ความเป็นผู้นำ

5. ความสามารถทางศิลปะ

6. ความสามารถทางดนตรี

7. การแสดง

8. การสื่อสารถูกต้องแม่นยำ

9. การสื่อสารถ่ายทอด

10. การวางแผน

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อพัฒนามาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษของเด็กนักเรียนอายุ 6-12 ปีตามแนวคิดของ Renzulli ซึ่งประกอบด้วยมาตรประเมินย่อย 10 คุณลักษณะ คือ การเรียนรู้ แรงจูงใจ ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำ ความสามารถทางศิลปะ ความสามารถทางดนตรี การแสดง การสื่อสารถูกต้องแม่นยำ การสื่อสารถ่ายทอด และการวางแผน
2. เพื่อแสดงหลักฐานความเชื่อมั่นของมาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษ โดยวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นจากเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 ในแต่ละระดับชั้นและรวมทุกระดับชั้น
3. เพื่อแสดงหลักฐานความเที่ยงตรงตามโครงสร้างของมาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษโดยใช้วิธีการวิเคราะห์สองวิธีคือ การเปรียบเทียบด้วยเทคนิคกลุ่มที่ต่างกันและหาค่าความสัมพันธ์รายข้อกับคะแนนรวม จากเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 ในแต่ละระดับชั้นและรวมทุกระดับชั้น
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงบรรยาย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 (อายุ 6-12 ปี) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ฝ่ายประถม ปีการศึกษา 2543 การกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ติดต่อให้ฝ่ายวิจัยโรงเรียนกำหนดอาจารย์ผู้มีความรู้ และเชี่ยวชาญในด้านที่ต้องการ และมีความใกล้ชิดคุ้นเคยกับนักเรียน ในแต่ละห้องของแต่ละชั้นเรียน แต่ไม่ใช่อาจารย์ประจำชั้นนั้น พิจารณาเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ในแต่ละระดับชั้นมีห้องเรียนระดับชั้นละ 4 ห้อง รวมทั้งสิ้น 24 ห้องเรียน และเสนอชื่อนักเรียนที่มีคุณลักษณะพฤติกรรมตามเกณฑ์ของการวิจัยว่าเป็นเด็กนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษในด้านการเรียนรู้ ด้านแรงจูงใจ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านศิลปะ ด้านดนตรี ด้านการแสดง ด้านการสื่อสารถูกต้องแม่นยำ ด้านการสื่อสารถ่ายทอด และด้านการวางแผน แต่ละด้านจำนวนห้องละ 4 คน และนักเรียนกลุ่มความสามารถต่ำในแต่ละด้านจำนวนห้องละ 4 คนเท่ากัน จากนั้นผู้วิจัยได้สุ่มเลือกนักเรียนดังกล่าวออกมาห้องละ 2 คน รวมทุกชั้นด้านละ 48 คน และนักเรียนกลุ่มความสามารถต่ำแต่ละด้านรวมทุกชั้นด้านละ 48 คน ได้นักเรียนเป้นกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้นด้านละ 96 คน โดยเด็กนักเรียนอาจมีชื่อซ้ำหรือไม่ซ้ำกันในแต่ละด้านได้
คำนิยาม(defination) ความสามารถพิเศษ หมายถึง คุณลักษณะความสามารถของเด็กที่ประกอบด้วยคุณลักษณะพฤติกรรมย่อย 10 ด้าน คือ คุณลักษณะพฤติกรรมด้านการเรียนรู้ ด้านแรงจูงใจ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านความสามารถทางศิลปะ ด้านความสามารถทางดนตรี ด้านการแสดง ด้านการสื่อสารถูกต้องแม่นยำ ด้านการสื่อสารถ่ายทอด และด้านการวางแผน
มาตรประเมินคุณลักษณะพฤติกรรมความสามารถพิเศษ เป็นมาตรประเมินอันดับค่าสี่ระดับ ประกอบด้วยมาตรประเมินย่อย 10 ด้าน ดังนี้
1. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการเรียนรู้
2. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านแรงจูงใจ
3. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านความคิดสร้างสรรค์
4. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านความเป็นผู้นำ
5. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านความสามารถทางศิลปะ
6. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านความสามารถทางดนตรี
7. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการแสดง
8. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการสื่อสารถูกต้องแม่นยำ
9. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการสื่อสารถ่ายทอด
10. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการวางแผน
หลักฐานความเชื่อมั่น หมายถึง ค่าอัตราส่วนของความแปรปรวนของคะแนนจริงต่อความแปรปรวนของคะแนนสอบวัดที่ได้จากความสอดคล้องภายในมาตรประเมิน ที่แสดงให้เห็นถึงความคงเส้นคงวาของคะแนนที่ประเมินได้
หลักฐานแสดงความเที่ยงตรง หมายถึง การแสดงค่าความเที่ยงตรงตามโครงสร้างที่ตรวจสอบจากกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษกับกลุ่มที่มีความสามารถต่ำ และตรวจสอบจากสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมที่แสดงให้เห็นถึงการวัดที่ถูกต้อง
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นมาตรประเมินคุณลักษณะพฤติกรรมความสามารถพิเศษของเด็กอายุ 6-12 ปี มีลักษณะเป็นมาตรประเมินค่าสี่ระดับ สำหรับครูประจำชั้นใช้ในการประเมินเด็กนักเรียนในชั้นเรียน ประกอบด้วยมาตรประเมินย่อย 10 ฉบับ ดังนี้
1. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการเรียนรู้ จำนวน 10 ข้อ
2. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านแรงจูงใจ จำนวน 8 ข้อ
3. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 9 ข้อ
4. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านความเป็นผู้นำ จำนวน 9 ข้อ
5. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านความสามารถทางศิลปะ จำนวน 11 ข้อ
6. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านความสามารถทางดนตรี จำนวน 12 ข้อ
7. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการแสดง จำนวน 10 ข้อ
8. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการสื่อสารถูกต้องแม่นยำ จำนวน 11 ข้อ
9. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการสื่อสารถ่ายทอด จำนวน 4 ข้อ
10. มาตรประเมินคุณลักษณะด้านการวางแผน จำนวน 15 ข้อ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ติดต่อทางโรงเรียนให้ระบุชื่อนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษแต่ละด้านทุกระดับชั้นเรียนและทุกห้องเรียน ห้องเรียนละ 4 คน และระบุชื่อนักเรียนที่มีความสามารถต่ำในแต่ละด้านทุกระดับชั้นเรียนและทุกห้องเรียน ห้องเรียนละ 4 คน
2. ผู้วิจัยสุ่มนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษแต่ละด้าน ห้องเรียนละ 2 คน และสุ่มนักเรียนที่มีความสามารถด้านนั้นต่ำ ห้องเรียนละ 2 คน ได้นักเรียนทั้งหมดด้านละ 96 คน นำรายชื่อนักเรียนเหล่านั้นเขียนชื่อลงในมาตรประเมิน
3. นำมาตรประเมินคุณลักษณะพฤติกรรมความสามารถพิเศษที่มีชื่อนักเรียนระบุไว้ไปให้อาจารย์ประจำชั้นแต่ละห้องทำการประเมินความสามารถพิเศษและความสามารถต่ำ
4. รวบรวมมาตรประเมินคุณลักษณะพฤติกรรมความสามารถพิเศษของเด็ก ตรวจให้คะแนน แล้วบันทึกลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ SPSS for Windows version 9 ดังนี้
1. วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมุ่นและความเที่ยงตรงของมาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษ
ของเด็กนักเรียนแยกเป็นระดับชั้น และรวมหมดทุกชั้น โดยคำนวณค่าความเชื่อมั่นของความสอดคล้องภายในแบบแอลฟา (Coefficient -Alpha)
3. แสดงหลักฐานความเที่ยงตรงด้วยหลักฐานต่าง ๆ ดังนี้
3.1 ใช้การเปรียบเทียบกลุ่มรู้แจ้งชัดสองกลุ่ม ซึ่งได้รับการจัดเป็นกลุ่ม ผู้มีความสามารถพิเศษ กับกลุ่มที่มีความสามารถด้านนั้นต่ำ นำคะแนนที่ได้จากสองกลุ่มมาหาค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วทดสอบความแตกต่างด้วย t-test ทีละตัว
3.2 ใช้การหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อกระทงความกับคะแนนรวม ที่หักคะแนนข้อนั้นออก โดยใช้สัมประสิทธ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย (Pearson Product – Moment Correlation)
3.3 ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) จากการนำคะแนนมาตรประเมินคุณลักษณะพิเศษเฉพาะแต่ละด้านเป็นรายข้อรวมทักชั้นไปคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ระหว่างข้อและวิเคราะห์องค์ประกอบแบบ Principle Component ทำ Scree Plot และหมุนแกนแบบ Varimax
ข้อสรุป(summary) การวิจัยครั้งนี้ได้มาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษที่มีคุณภาพสูง ทั้ง 10 ฉบับ โดยมีหลักฐานความเชื่อมั่นของมาตรประเมินแต่ละฉบับมีค่า .96 , .92 , .86 , .96 , .96 , .86 , .96 , .96 , .88 และ .98 ตามลำดับ และมีหลักฐานความเที่ยงตรงตามโครงสร้างในการจำแนกความสามารถพิเศษกับความสามารถต่ำโดยรวมทุกระดับชั้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P < .01 ทุกฉบับ และในแต่ละระดับชั้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ P < .01 เป็นส่วนใหญ่ มีหลักฐานความเที่ยงตรงตามโครงสร้างรายข้อที่วัดสอดคล้องกับข้ออื่นโดยรวม แต่ละฉบับ มีค่า .76 ถึง .89 , .57 ถึง .90 , .53 ถึง .90 , .73 ถึง .80 และ .83 ถึง .94 ตามลำดับ และมีหลักฐานความเที่ยงตรงตามโครงสร้างโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) พบว่าทุกมาตรประเมินคุณลักษณะความสามารพิเศษต่างก็วัดองค์ประกอบเดียวกัน ยกเว้นมาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษด้านความคิดสร้างสรรค์รายข้อที่วัดสององค์ประกอบ โดยแต่ละรายข้อที่มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูง
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะต่อการเรียนการสอน
1. จากการวิจัยพบว่ามาตรประเมินคุณลักษณะความสามารถพิเศษของเด็กนักเรียนอายุ 6-12 ปี ตามแนวคิดของ Renzulli ที่ให้ครูประจำชั้นเป็นผู้ประเมินเด็กนักเรียนในห้อง มีความเชื่อถือได้สูง และมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง สามารถวัดความสามารถพิเศษได้ ดังนั้นสถานศึกษาที่ให้ความสำคัญกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือมีความสามารถยอดเยี่ยมในด้านต่าง ๆ ควรส่งเสริมให้ครู อาจารย์ประจำชั้นในโรงเรียนได้ใช้เครื่องมือชุดนี้ประกอบในการบ่งชี้ หรือคัดเลือกเด็กนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ร่วมกับเครื่องมือวัดอื่น ๆ
2. ควรมีการรวบรวมเครื่องมือวัดหรือประเมินความสามารถพิเศษชนิดอื่น ๆ หรือวิธีการอื่น ๆ มาใช้ประกอบร่วมกัน และจดบันทึกและสรุปผล
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจัยมาตรวัดประเมินนี้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กนักเรียนที่ได้รับคัดเลือก หรือได้รับรางวัลชนะเลิศต่าง ๆ
2. ควรมีการศึกษาติดตามเป็นระยะยาวจากเด็กที่ได้รับการบ่งชี้จากมาตรประเมินความสามารถพิเศษนี้
ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved