Current Record: นางรัตนาภรณ์ ฉิ่งวังตะกอ

นางรัตนาภรณ์ ฉิ่งวังตะกอ

จากการศึกษาผลของการใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ในรายวิชา พ 015 สุขศึกษา ในแผนการสอนที่ 7เรื่อง “โรคและอันตรายจากการประกอบอาชีพ “ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทุ่งตะโกวิทยา อำเภอทุ่งตะโก จังหวัด ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 สรุปผล ดังนี้
1. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน แสดงให้เห็นว่า
กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD บรรลุตามจุดมุ่งหมายและสมมุติฐานที่
วางไว้ ในเรื่องการแก้ปัญหานักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ทำให้นักเรียนเป็นคน เก่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
2. ด้านความรู้สึก พบว่า นักเรียนที่เรียนโดย กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีความรู้สึกอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด ในเรื่อง การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติ การ ส่งเสริมความรับผิดชอบ การส่งเสริมให้เกิดความกระตือรือร้น การส่งเสริมให้เกิดความ สามัคคี การส่งเสริมให้เกิดความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ส่วนข้อคำถามอื่นที่เหลืออยู่ในระดับมาก ได้แก่ เรื่องความน่าสนใจของ กิจกรรม ความยั่วยุให้อยากเรียน ความสนุกสนานเพลิดเพลิน กิจกรรมเนื้อหาง่ายแก่การเข้าใจ การไม่ก่อให้เกิดความวิตกกังวล สิ่งเหล่านี้ เป็นข้อยืนยัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ในเรื่องการแก้ปัญหานักเรียน ให้เกิดความรับ ผิดชอบ ความตั้งใจเรียน ความสนใจเรียน ไม่เบื่อหน่าย กระตือรือร้น อีกทั้งเกิดคุณธรรมประจำตัว เช่น ความซื่อสัตย์ ความสามัคคี สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการเรียนรู้ ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยนักเรียนจะเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 3 ประการ คือ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง และมีความสุข

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4362
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาผลการใช้วิธีการสอน แบบ STAD วิชา สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทุ่งตะโกวิทยา
หัวข้อ(Eng) THE EFFECT STUDY OF STAD TEACHING - METHOD BETWEEN THREE SECONDARY OF
TUNGTAKOWITAYA SCHOOL
คำสำคัญ(keyword) วิจัย สมศ.
ชื่อผู้วิจัย นางรัตนาภรณ์ ฉิ่งวังตะกอ
ชื่อผู้วิจัย(Eng) RATANAPORN CHINGWANGTAKOR
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 7
การศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต ( กศ.ม.) พลศึกษา
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนทุ่งตะโกวิทยา 147/1 ตำบลทุ่งตะไคร อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร รหัสไปรษณีย์ 86220

โทรศัพท์ 077 – 536024 , 077 - 536408
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีการศึกษา 2544
ประเภท เป็นงานวิจัยส่วนบุคคล เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน และแก้ปัญหานักเรียน
สถานที่จัดเก็บผลงาน โรงเรียนทุ่งตะโกวิทยา 147/1 ตำบลทุ่งตะไคร อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร รหัสไปรษณีย์ 86220

โทรศัพท์ 077 – 536024 , 077 - 536408
ประวัติความเป็นมา(history)

จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ระหว่างที่เรียน รายวิชาสุขศึกษา ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั้ง 4 ห้องเรียน ในปีที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนมักไม่สนใจ คุยในชั้น เรียน เกิดความเบื่อหน่าย ไม่กระตือรือร้น ที่สำคัญที่สุดคือไม่ตอบสนองตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คือ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ( เก่ง ) ขาดคุณธรรม จริยธรรม ( ดี ) และไม่มีความสุข ( มีสุข ) จึงได้ศึกษากระบวนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างหลากหลายวิธี พบว่าวิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD น่าจะมีความเหมาะสมในการแก้ปัญหาได้ จึงนำไปพัฒนาการเขียนแผนการสอน และทำการทดลองสอน
แนวคิด(concept) ได้แนวคิด ทฤษฎี การสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ( Student Teams Achievement
Divisions ) ของ Slovin แห่งมหาวิทยาลัย John Hopkins ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษา และกำหนดเป็น รูปแบบและขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน เป็นแผนภูมิ ดังนี้

แผนภูมิกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD

Student Team Student Team Student Team


เทคนิค STAD


Student Team Student Team Student Team

S 1 Quiz S 5
+ S 2 S 4 +
+ S 3 +
วัตถุประสงค์(objective)
1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างหลังเรียน และก่อนเรียน โดยใช้กระบวนการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD
2. ประเมินความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง โดยมีสมมุติฐาน ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างหลังสอน และก่อนเรียน โดยใช้
กระบวนการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีความแตกต่างกัน
กลุ่มตัวอย่าง(sample) เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 ของโรงเรียนทุ่งตะโกวิทยา อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร จำนวน 4 ห้องเรียน มีนักเรียน จำนวนทั้งสิ้น 148 คน เป็นการสุ่มแบบเจาะจง
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น ได้แก่ วิธีการสอน แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยวิธีการสอน แบบร่วมมือ เทคนิค STAD
คำนิยาม(defination) 1. การสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ( Student Teams Achievement Divisions ) หมายถึงการเรียนที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง โดยใช้การทดสอบรายบุคคลแทนการแข่งขัน ซึ่งมีขั้นตอนของกิจกรรม ดังนี้
1.1 ครูนำเสนอประเด็นหรือเนื้อหาใหม่ โดยอาจนำเสนอด้วยสื่อที่น่าสนใจ ใช้การสอนโดยตรงหรือตั้งประเด็นให้ผู้เรียนอภิปราย
1.2 จัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4 – 5 คน ให้สมาชิกมีความสามารถคละกันมีทั้งความสามารถสูง ปานกลาง และต่ำ
1.3 แต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา ทบทวนเนื้อหาใหม่จากสื่อที่ครูเตรียมไว้
1.4 ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มทำแบบทดสอบ ( QUIZ ) เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
1.5 ตรวจคำตอบของผู้เรียน นำคะแนนของสมาชิกในกลุ่มแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม
1.6 กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด จะได้รับคำชมเชย โดยติดประกาศรายชื่อไว้ที่ป้ายนิเทศของห้องเรียน ( ในกรณีที่แต่ละกลุ่มมีจำนวนสมาชิกไม่เท่ากัน ให้ใช้คะแนนเฉลี่ยแทนคะแนนรวม )
2. กระบวนการ หมายถึง แนวทางการดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างมีลำดับ ขั้นตอนที่ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนแล้วเสร็จ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
3. ผล หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เทคนิค STAD
4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทดสอบ โดยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา พ 015 สุขศึกษา ในแผนการสอนที่ 7 เรื่อง “ โรคและอันตรายจากการประกอบอาชีพ “
5. ความรู้สึกของนักเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการวัดความรู้สึกนึกคิด ของนักเรียนจากแบบประเมินความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยกระบวนการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้
1. แผนการสอนที่ 7 เรื่อง “ โรคและอันตรายจากการประกอบอาชีพ “ วิชา พ 015 สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 )
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา พ 015 สุขศึกษา จำนวน 10 ข้อ
3. แบบประเมินความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ในวิชา พ 015 สุขศึกษา จำนวน 20 ข้อ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
1. ก่อนการเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ทดสอบความรู้ของนักเรียนเป็นรายบุคคลทั้งหมด
2. ผู้วิจัยใช้วิธีการสอน แบบร่วมมือ เทคนิค STAD กับนักเรียนทั้งหมด และเมื่อการสอนสิ้นสุดลง ทำการทดสอบด้วยแบบทดสอบเดิมซ้ำอีกครั้งกับนักเรียนเป็นรายบุคคลทั้งหมด
3. ใช้แบบประเมินความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หลังการสอนเสร็จสิ้นแล้ว
การวิเคราะห์(analysis) 1. การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
- ทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยวิธีการสอน แบบ ร่วมมือ เทคนิค STAD โดยใช้สถิติ t – test ( Dependent Sample )
2. การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD
- การตรวจให้คะแนนแบบประเมินความรู้สึก ซึ่งเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ดังนี้ ระดับความรู้สึก “ มากที่สุด “ ให้ 5 คะแนน

ระดับความรู้สึก “ มาก “ ให้ 4 คะแนน

ระดับความรู้สึก “ ปานกลาง “ ให้ 3 คะแนน

ระดับความรู้สึก “ น้อย “ ให้ 2 คะแนน

ระดับความรู้สึก “ น้อยที่สุด “ ให้ 1 คะแนน

- และกำหนดเกณฑ์การแปลผลแบบประเมินความรู้สึก โดยนำค่าเฉลี่ย ( X ) ของ แต่ละข้อคำถามเทียบกับเกณฑ์ ดังนี้
ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มากที่สุด
ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มาก
ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง น้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง น้อยที่สุด
ข้อสรุป(summary) จากการศึกษาผลของการใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ในรายวิชา พ 015 สุขศึกษา ในแผนการสอนที่ 7เรื่อง “โรคและอันตรายจากการประกอบอาชีพ “ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทุ่งตะโกวิทยา อำเภอทุ่งตะโก จังหวัด ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 สรุปผล ดังนี้
1. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน แสดงให้เห็นว่า
กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD บรรลุตามจุดมุ่งหมายและสมมุติฐานที่
วางไว้ ในเรื่องการแก้ปัญหานักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ทำให้นักเรียนเป็นคน เก่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
2. ด้านความรู้สึก พบว่า นักเรียนที่เรียนโดย กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีความรู้สึกอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด ในเรื่อง การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติ การ ส่งเสริมความรับผิดชอบ การส่งเสริมให้เกิดความกระตือรือร้น การส่งเสริมให้เกิดความ สามัคคี การส่งเสริมให้เกิดความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ส่วนข้อคำถามอื่นที่เหลืออยู่ในระดับมาก ได้แก่ เรื่องความน่าสนใจของ กิจกรรม ความยั่วยุให้อยากเรียน ความสนุกสนานเพลิดเพลิน กิจกรรมเนื้อหาง่ายแก่การเข้าใจ การไม่ก่อให้เกิดความวิตกกังวล สิ่งเหล่านี้ เป็นข้อยืนยัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ในเรื่องการแก้ปัญหานักเรียน ให้เกิดความรับ ผิดชอบ ความตั้งใจเรียน ความสนใจเรียน ไม่เบื่อหน่าย กระตือรือร้น อีกทั้งเกิดคุณธรรมประจำตัว เช่น ความซื่อสัตย์ ความสามัคคี สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการเรียนรู้ ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยนักเรียนจะเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 3 ประการ คือ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง และมีความสุข
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ควรนำผลจากการศึกษา มาปรับปรุงและพัฒนาแผนการสอน และกระบวนการจัดการเรียน
การสอนด้วย รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ให้มีความสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2. ควรมีการวิจัยกับนักเรียนในระดับชั้นอื่น ๆ และสร้างนวัตกรรม สื่อการสอนใหม่ ๆ ที่น่า
สนใจ และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved