Current Record: นางสาวกนกวรรณ โพธิ์ทอง

นางสาวกนกวรรณ โพธิ์ทอง

1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางกาเรียนในวิชาเคมีของนักเรียนกลุ่มสูง กลุ่มปานกลางและกลุ่มต่ำ ก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
3. ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
4. ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนกลุ่มสูง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มต่ำ ก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้และหลังเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
5. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมีกับคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4337
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณในวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยวิธการเรียนแบบร่วมมือ แบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์
หัวข้อ(Eng) The Study A chievement and Critical Thinking Skills in Chemistry of Mathayomsuksa 5 Students by Student Teams – Achievement Division on Learning
คำสำคัญ(keyword) การเรียนแบบร่วมมือ วิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ปี2545
ชื่อผู้วิจัย นางสาวกนกวรรณ โพธิ์ทอง
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 6
การศึกษา อ.วท. คอมพิวเตอร์ สถาบันราชภัฏนครปฐม
สถานที่ติดต่อ (ที่ทำงาน) โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140

(ที่บ้าน) 38 ซอยเพชรเกษม ต.ห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม 73000

ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2545
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยประเภททั่วไปจาก คณะกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2544
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300
ประวัติความเป็นมา(history) การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านั้น แต่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความสำเร็จแต่ละบุคคลคือ ความสำเร็จของกลุ่ม (วัฒนาพร ระงับทุกข์ ,2542 : 34) การเรียนในลักษณะนี้จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นได้ เพราะการทำงานเป็นแบบร่วมมือจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องการเรียนด้วยความเต็มใจ ผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำจะได้รับประสบการณ์และความช่วยเหลือซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จทางการเรียนได้ นักเรียนที่เก่งจะมีความเข้าใจในความคิดรวบยอดของเนื้อหานั้น ๆ การอภิปรายจะเกิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นฐานไปสู่การคิดการวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะทางสังคมที่มีค่าจากการร่วมมือในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของการเรียนที่มีอยู่ร่วมกัน

การเรียนแบบร่วมมือมีหลายวิธีและการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ (Student Teams – Achievement Division หรือ STAD) เป็นวิธีหนึ่งที่น่าสนใจซึ่ง โรเบิร์ต สลาวิน (Robert Slavin) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอฟกินส์ (John Hopkins University) เป็นผู้พัฒนาขึ้นและได้กล่าวสรุปเกี่ยวกับการเรียนแบบนี้ว่าในกิจกรรมการเรียนจะแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ โดยที่แต่ละกลุ่มจะมีสมาชิกที่มีความสามารถต่างกัน คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ในอัตราส่วน 1 : 2 : 1 ซึ่งเมื่อครูสอนเนื้อหาไปแล้ว ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มจะอภิปรายบทเรียนด้วยกัน จะช่วยเหลือกันเพ่อให้สมาชกในกลุ่มได้เข้าใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น และยังสนับสนุนซึ่งกันและกันให้เรียนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม เวลาเรียนผู้เรียนจะเรียนร่วมกัน แต่เวลาสอบต่างคนต่างสอบ ผลของการสอบจะแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ คะแนนเป็นรายบุคคลและคะแนนเป็นรายกลุ่ม ผู้เรียนทุกคนจะมีส่วนช่วยเพิ่มหรือลดคะแนนของกลุ่ม ดังนั้นผู้ที่เก่งจะพยายามช่วยเหลือผู้ที่อ่อน เพื่อให้คะแนนของกลุ่มดีขึ้น สำหรับกลุ่มที่ทำคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะมีคำชมเชยหรือรางวัลให้ ในการเรียนแบบนี้ผู้เรียนต้องรับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยที่กลุ่มจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้บรรลุตามจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน (Slavin, 1990:4-5)

ดังนั้นในการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ นักเรียนจะต้องมีความรับผิดชอบ คือเรียนบทเรียนตามกำหนดและให้แน่ใจว่าสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มก็เรียนเช่นเดียวกัน นักเรียนจะค้นหาผลลัพธ์ ซึ่งจัดเป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียนเอง และสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่ม (ชาญชัย อาจินสมาจาร,2533:19) ความสำเร็จของกลุ่มต้องขึ้นอยู่กับผลงานของสมาชิกแต่ละคนของกลุ่ม ดังนั้น เพื่อให้กลุ่มประสบความสำเร็จ สมาชิกของกลุ่มจึงต้องพยายามขวนขวาย พัฒนาตนเองและช่วยกันพัฒนาเพื่อร่วมกลุ่มด้วย ซึ่งเป็นผลให้นักเรียนแต่ละคนมีผลสัมฤทธิ์ต่อการเรียนเพิ่มขึ้น (ปสาสน์ กงตาล,2535:20) และในการเรียนแบบร่วมมือมีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในระหว่างการทำกิจกรรมกลุ่ม ทำให้สามารถพัฒนาการเรียนรู้ทางสติปัญญาไปในระดับสูง ได้แก่ ทักษะด้านการคิด การแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ (Leechor,1988 : 26-29) จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ที่ผ่านมา พบว่า ยังมีการวิจัยศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทะอยู่น้อยมาก โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำวิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทะมาใช้ในวิชาเคมี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาว่าวสิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์นี้จะสามารถพํฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณในวิชาเคมีให้สูงขึ้นหรือไม่ เพื่อนำผลที่ได้มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพต่อไป

แนวคิด(concept) 1. การเรียนแบบร่วมมือ

1.1 ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือ

1.2 องค์ประกอบของการเรียนแบบร่วมมือ

1.3 รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์

1.4 การจัดนักเรียนเข้ากลุ่ม

1.5 บทบาทหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม

1.6 บทบาทของครูในการเรียนแบบร่วมมือ

1.7 หลักการวัดและการประเมินผลการเรียนแบบร่วมมือ

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

2.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

3. ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

3.1 ความหมายของทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

3.2 จุดมุ่งหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

3.3 องค์ประกอบของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

3.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

3.5 รูปแบบและกระบวนการพัฒนาการการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่องสารประกอบของคาร์บอนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์และมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์และมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน
3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีกับทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
สมมุติฐาน(assumption) 1. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมีหลังการเรียนสูงกว่าด่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมีของนักเรียนกลุ่มสูง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มต่ำ ก่อนเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. คะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนหลังการเรียนด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. คะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนกลุ่มสูง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มต่ำ ก่อนเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
5. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมี และคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ของโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำนวน 3 ห้องเรียน รวม 123 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ของโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 40 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มด้วยการจับสลากมา 1 ห้องเรียน จาก 3 ห้องเรียน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือ วิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี และทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
คำนิยาม(defination) การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนที่กำหนดไห้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในการเรียนรู้นักเรียนต้องเรียนร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยที่กลุ่มจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้และบรรลุตามจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน
วิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ หมายถึง วิธีการเรียนเป็นกลุ่ม โดยที่สมาชิกในแต่ละกลุ่มมีความสามารถทางการเรียนสูง ปานกลางและต่ำ โดยก่อนเรียนบทเรียนในแต่ละหน่วยการเรียน นักเรียนทุกคนจะมีคะแนนฐานของตนเอง โดยคำนวณจากคะแนนที่ได้จากการทดสอบในหน่วยการเรียนก่อนเริ่มบทเรียน ซึ่งวิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์จะมี 5 ขั้น คือ 1) ครูนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียน โดยการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 2) การทำงานเป็นกลุ่ม 3) การทดสอบย่อยหลังจากที่นักเรียนและกลุ่มทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว 4) ครูหาคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนเมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนฐาน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องสารประกอบของคาร์บอน ซึ่งแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง ความสามารถของแต่ละบุคคลที่แสดงออกมาโดยใช้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลและไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจที่จะเชื่อหรือกระทำสิ่งใดสิ่งต่าง ๆ ซึ่งได้จากคะแนนในการทำแบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ตามแนวคิดของเพ็ญฑิศุทธิ์ เนคมานุรักษ์ (2537) แบ่งออกเป็น 7 ด้าน ดังนี้
1. การระบุประเด็นปัญหา
2. การรวบรวมข้อมูล
3. การพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
4. การระบุลักษณะข้อมูล
5. การตั้งสมมุติฐาน
6. การลงสรุป ประกอบด้วย การใช้เหตุผลแบบนิรนัย และการใช้เหตุผลแบบอุปนัย
7. การประเมินผล
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. แผนการสอนการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ แบ่งออกเป็น 8 แผน ได้แก่ สารประกอบคาร์บอน การเขียนสูตรโครงสร้างของสารประกอบคาร์บอน การเกิดไอโซเมอร์ สมบัติของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน หมู่อะตอมที่แสดงสมบัติเฉพาะ แอลกอฮอล์และกรดอินทรีย์ เอสเทอร์ แอลดีไฮด์ คีโตน เอมีน และเอไมด์
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่องสารประกอบของคาร์บอน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 42 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.7217
3. แบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ปรับปรุงมาจากแบบทดสอบทักษะการคิดอย่าง มีวิจารณญาณของ เพ็ญพิศุทธิ์ เนคมานุรักษ์ (2537) เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 53 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.7437
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ผู้วิจัยให้ความรู้เรื่องวิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์และให้นักเรียนแต่ละคนเข้าประจำกลุ่มเพื่อทำความคุ้นเคย สร้างความสนิทสนม โดยให้นักเรียนภายในกลุ่มร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อให้เห็นความสำคัญของการให้ความร่วมมือแก่กลุ่มและคุณลักษณะของสมาชิกในการร่วมกันทำงาน ก่อนสอนโดยใช้เวลา 2 คาบ
2. นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่องสารประกอบของคาร์บอนก่อนการเรียน
3. นักเรียนทำแบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนการเรียน
4. ผู้วิจัยดำเนินการสอนนักเรียนตามแผนการสอนที่กำหนดไว้ด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์โดยใช้เวลาสอน 21 คาบ คาบละ 50 นาที เป็นเวลา 7 สัปดาห์ โดยไม่เปลี่ยนกลุ่มนักเรียนตลอดการทดลอง และเมื่อสอนจบ 2 – 3 แผนการสอนจะมีการทดสอบและมีการให้รางวัลแก่กลุ่มที่ทำคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
5. เมื่อสิ้นสุดระยะดำเนินการทดลอง ซึ่งสอนครบตามแผนการสอนแล้ว ผู้วิจัยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่องสารประกอบของคาร์บอน หลังการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีฉบับเดิม
6. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ โดยใช้แบบทดสอบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณฉบับเดิม
การวิเคราะห์(analysis) 1. หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี และทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จำแนกตามระดับความสามารถของนักเรียน
2. การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมี และทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มสองกลุ่ม (Match Paired t-test)
3. การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมี และทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way ANOVA)
4. การหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมี และทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันโพรดัคโมเมน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient)
ข้อสรุป(summary) 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางกาเรียนในวิชาเคมีของนักเรียนกลุ่มสูง กลุ่มปานกลางและกลุ่มต่ำ ก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
3. ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
4. ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนกลุ่มสูง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มต่ำ ก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้และหลังเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
5. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาเคมีกับคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ไม่เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. หลังจากการแบ่งกลุ่มคละความสามารถในช่วงแรก ๆ ครูต้องช่วยและคอยดูแลให้คำแนะนำ ต้องติดตามสังเกตอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนักเรียนอาจจะยังสับสนกับบทบาทหน้าที่ของตนเอง
2. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ ครูเป็นผู้คอยชี้แนะจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้พยายามแสวงหาความรู้ และค้นพบความรู้ด้วยตนเอง
3. การมอบรางวัลถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มคละผลสัมฤทธิ์ จะทำให้นักเรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียน
4. บรรยากาศในห้องเรียน ครูควรเป็นกันเอง คอยเป็นผู้คอยชี้แนะในเวลาที่นักเรียนต้องการความช่วยเหลือ หรือมีปัญหาที่ในกลุ่มไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งครูไม่ควรที่จะแสดงอาการโกรธ หรือไม่พอใจ
5. การสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนโดยวิธีการเรียนแบบร่วมมือ ควรตั้งคำถามให้เหมาะสมกับวัย สติปัญญา ความสนใจของนักเรียนและควรคำนึงถึงเวลาในการเรียน เพราะอาจทำให้นักเรียนไม่สนใจและเกิดความเบื่อหน่ายได้
6. ควรทำการทดลองใช้วิธีการอื่น ๆ ในการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณให้แก่นักเรียน เช่น รูปแบบการเรียนการสอน 4 MAT หรือวิธีการสอนให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้อื่น ๆ
7. ควรเพิ่มระยะเวลาในการศึกษาผลของวิธีการเรียนแบบร่วมมือและทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรจะใช้วิธีการเรียนแบบร่วมมือที่หลากหลายที่เหมาะสมกับเนื้อหาในบทเรียนแต่ละบท เพื่อศึกษาผลของวิธีการเรียนการสอนแบบร่วมมือที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการร่วมมือ การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ความเชื่อมั่นในตนเอง ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความภาคภูมิใจ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
2. ควรมีการศึกษาผลของวิธีการเรียนแบบร่วมมือในด้านความรับผิดชอบ คุณธรรม จริยธรรม ทักษะการสื่อสาร และความมีวินัยในตนเองของนักเรียนในแต่ละระดับความสามารถ
3. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พฤติกรรมในการเรียนแบบร่วมมือ เจตคติอาจเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มนักเรียนที่มีระดับความสามารถต่างกัน เพื่อศึกษาพัฒนาการของตัวแปร ว่าแต่ละกลุ่มความสามารถมีพัฒนาการแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
4. ควรทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณกับนักเรียนในระดับอื่น ๆ เพื่อจะได้ข้อค้นพบว่าเมื่อฝึกฝนกับนักเรียนระดับใด ได้ผลอย่างไร
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved