Current Record: พระมหาเอกชัย โภชาดม

พระมหาเอกชัย โภชาดม

ผลการวิจัยเอกสารสรุปได้ว่า อริยบุคคลในพระพุทธศาสนาเป็นได้ด้วยการฝึกอบรมด้วยความเพียรพยายามเพื่อให้กิเลสทั้งปวงหมดสิ้นไป ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นอริยบุคคลได้ด้วยการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ อริยบุคคลมีระดับที่ต่างกันขึ้นอยู่กับผลของการปฏิบัติที่สามารถขจัดกิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดให้หมดสิ้นไป ส่วนนักบุญในคริสต์ศาสนาเป็นผู้มอบกายถวายชีวิตแด่พระเจ้ามีความรักความศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างแรงกล้า ปฏิบัติตามกฎบัญญัติอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ความเสียสละอดทน และยอมเสียสละชีวิตของตนเพื่อเพื่อนมนุษย์เพื่อรักษาคุณงามความดี ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นนักบุญได้โดยการรับพระหรรษทานจากพระเจ้าและการปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด
ผลการวิจัยภาคสนามจากการออกแบบสอบถามและสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างชาวพุทธ และชาวคริสต์สรุปได้ว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งสองมีความเชื่อที่สอดคล้องตามหลักคำสอนในเรื่องอุดมคติและการพัฒนาสู่เป้าหมายของชีวิต และลักษณะของอริยบุคคลกับนักบุญทั้งสองกลุ่มเห็นว่าทุกคนสามารถดำเนินชีวิตให้ไปถึงได้ กลุ่มชาวพุทธเชื่อว่าต้องมีการสั่งสมบุญบารมี แต่กลุ่มชาวคริสต์นั้นขึ้นอยู่ที่น้ำพระทัยของพระเจ้า ส่วนในเรื่องปฏิบัติต่ออริยบุคคลกับนักบุญ กลุ่มชาวพุทธมีวิธีปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องตามหลักคำสอนทางศาสนา มีการยึดติดในตัวบุคคลมากกว่า กลุ่มชาวคริสต์มีวิธีปฏิบัติที่สอดคล้องตามหลักคำสอนทางศาสนา มีการยึดติดในตัวบุคคลน้อยกว่า จากการศึกษานี้ขอเสนอแนะให้ศาสนิกชนทั้งสองศาสนาเลียนแบบอย่างพยายามปฏิบัติให้เป็น "อริยบุคคล" และ "นักบุญ" ในสังคมไทยในปัจจุบัน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4142
ชื่อผลงานวิจัย ศึกษาเปรียบเทียบสถานภาพของอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับนักบุญในคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก
หัวข้อ(Eng) A Comparative Study of the Status of Ariya-Puggala (Noble Individuals) in Theravada Buddhism and Saints in Romancatholicsm
คำสำคัญ(keyword) อริยบุคคล นักบุญ พระพุทธสาสนาเถรวาท คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก ปี2543


ชื่อผู้วิจัย พระมหาเอกชัย โภชาดม
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Phramaha Ekachai Pochadom
การศึกษา อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยมหิดล


ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท วิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยมหิดล
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยมหิดล อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม


ประวัติความเป็นมา(history) พระพุทธศาสนาสอนพุทธศาสนิกชนให้เคารพบูชาพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทนพระองค์ที่ได้ดับขันธปรินิพพานแล้ว ก็เพราะว่าพระพุทธศาสนาสอนให้พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อ ความเคารพในพระไตรรัตน์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีล สมาธิ และปัญญา ให้เชื่อในการกระทำของตนเองที่เรียกว่ากฎแห่งกรรม แต่ในปัจจุบันพุทธศาสนิกชนบางคนดูเหมือนไม่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนตามหลักเหตุผล แต่หันไปปฏิบัติเคารพบูชาที่ตัวตนของพระอริยบุคคล ไปยึดติดกับตัวบุคคลที่ตนเองคาดคะเนว่าอาจเป็นอริยบุคคล การที่พุทธศาสนิกชนมีทัศนคติต่อผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบบางท่านว่าเป็นอริยบุคคล ก็เพื่อที่จะเสริมให้ตนมีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมมากขึ้น และมีความเชื่อว่าการได้ทำบุญกับอริยบุคคลแล้วตนจะได้รับอานิสงส์จาการทำบุญนั้นมากเป็นพิเศษ อนึ่งเมื่อมีความไม่เชื่อมั่นว่าตนจะได้รับความดีสูงสุดในพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนจึงแสวงหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นรูปธรรมมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เพื่อให้ตนได้เข้าถึงความดีสูงสุดในพระพุทธศาสนา ส่วนในคริสต์ศาสนาซึ่งเป็นศาสนาแห่งความรัก รักแม้กระทั่งศัตรูให้มีความเมตตากรุณาแก่คนทั้งหลายโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ กลายเป็นความรักสูงสุดคือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข และไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน ผู้ปฏิบัติตามย่อมได้เข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้เชื่อมั่นและศรัทธาในพระเจ้าเพื่อให้คนได้เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด คริสต์ศาสนิกชนมีความเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์จะให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดและได้เข้าไปอยู่ในอาณาจักรแห่งความรอดของพระองค์ และพระประสงค์จะให้ชาวคริสต์ทุกคนได้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาด้วย คริสต์ศาสนิกชนเคารพบูชาพระเจ้าองค์เดียว แต่ในทางปฏิบัติบางนิกายโดยเฉพาะนิกายโรมันคาทอลิก คริสต์ศาสนิกชน ยังมีการเคารพนับถือต่อบุคคลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ควบคู่ไปกับพระเจ้า เห็นได้ชัดคือการเคารพนับถือนักบุญ โดยมีทัศนคติต่อนักบุญผู้ซึ่งได้พยายามเอาชนะความต่ำช้าในจิตใจเนื่องจากเห็นว่านักบุญเป็นเสมือนญาติธรรม เพราะฉะนั้น คริสต์ศาสนิกชนจึงยึดถือเอานักบุญองค์ใดองค์หนึ่ง เป็นแบบฉบับและผู้เสนอวิงวอน สำหรับคริสต์ศาสนิกชนบางคนอบอุ่นใจว่าท่านเหล่านั้นได้ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว จักช่วยเหลือและหวังดีต่อพวกตนให้ได้ไปอยู่ในพระศาสนจักรสวรรค์ด้วยกัน

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเปรียบเทียบคำสอนที่เกี่ยวข้องและสถานภาพต่างๆ ของอริยบุคคลและนักบุญ ในคัมภีร์หลักและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งในพระพุทธศาสนา และคริสต์ศาสนา รวมทั้งทัศนคติของศาสนิกชนที่มีต่ออริยบุคคลและนักบุญทั้งนี้เพื่อให้ได้ทราบถึงเรื่องราวความสำคัญของอริยบุคคลและนักบุญ ทั้งในด้านคำสอนและด้านความเป็นจริงของศาสนิกชนทั้งสองศาสนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านวิชาการ และแนวทางปฏิบัติตนเพื่อการมีชีวิตที่มีคุณค่าอย่างสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของศาสนา





แนวคิด(concept) การบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตในพระพุทธศาสนา และคริสต์ศาสนา เป็นคุณค่าสูงสุดอย่างหนึ่งควบคู่กันไปกับวิธีปฏิบัติในด้านต่างๆ ทั้งในลักษณะที่เป็นพิธีกรรม ศีลธรรม และวิธีการดำเนินชีวิตโดยทั่วๆ ไป การบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเป็นเครื่องกำหนดสถานภาพของบุคคล ผู้ที่บรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตนับว่าเป็นบุคคลในอุดมคติ ความเชื่อมั่นของศาสนิกชนต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดจากความเชื่อว่าบุคคลนั้นบรรลุเป้าหมายสูงสุดในทางศาสนา จึงมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้ที่มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก บุคคลที่บรรลุเป้าหมายชั้นสูงในพระพุทธศาสนาเรียกว่า อริยบุคคล และในคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิกเรียกว่า นักบุญ


วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบคำสอนที่เกี่ยวข้องกับอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาเถรวาทและนักบุญในคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก
2. เพื่อทราบทัศนคติ ความเข้าใจ ความเชื่อการปฏิบัติและการเคารพนับถือของศาสนิกชนต่ออริยบุคคล และนักบุญในศาสนาทั้งสอง
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ มี 2 ลักษณะ คือ
1. การวิจัยเอกสาร (documentary research)
2. การวิจัยภาคสนาม (field research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร
1. เอกสารที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาต่างๆ พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) ภาคพันธสัญญาใหม่ (The New Testament) งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และเอกสารตำราที่เกี่ยวข้อง
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยภาคสนาม ได้แก่
2.1 พุทธศาสนิกชนและคริสต์ศาสนิกชนที่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร เฉพาะในเขตที่ชาวพุทธและชาวคริสต์อาศัยอยู่ร่วมกัน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายด้วยการจับสลาก เมื่อได้ตัวแทนของกลุ่มตัวอย่างแล้ว ผู้วิจัยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า โดยแบ่งเป็นพุทธศาสนิกชน 100 คน และคริสต์ศาสนิกชน 100 คน รวม 200 คน
2.2 พระสงฆ์ จำนวน 5 รูป ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่เป็นนักวิชาการ 3 รูป และเป็นเจ้าอาวาส 2 รูป
2.3 บาทหลวง จำนวน 5 ท่าน ซึ่งเป็นบาทหลวงที่เป็นนักวิชาการ 3 ท่าน และเป็นเจ้าอาวาส 2 ท่าน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่
1. คำสอนที่เกี่ยวข้องกับอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาเถรวาท
2. คำสอนที่เกี่ยวข้องกับนักบุญในคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก
3. ทัศนคติ ความเข้าใจ ความเชื่อของศาสนิกชนต่ออริยบุคคล และนักบุญ
4. การปฏิบัติและการเคารพนับถือของศาสนิกชนต่ออริยบุคคล และนักบุญ
คำนิยาม(defination) อริยบุคคล หมายถึง ท่านผู้บรรลุคุณธรรมวิเศษมีโสดาปัตติมรรค (พจนานุกรมพุทธศาสน์, พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) 2528 : 386) ท่านผู้ไกลจากข้าศึก คือกิเลส เป็นผู้มีศีลธรรมที่เป็นไปตามเหตุตามผลที่บริสุทธิ์หมดจด ดำรงไว้ซึ่งคุณธรรมคุณงามความดี มีการดำเนินชีวิตไปตามทางสายกลาง ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฎิปทา เป็นไปเพื่อไม่เบียดเบียนตนเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีทั้งที่เป็นบรรพชิต และคฤหัสถ์
นักบุญ หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติประสบการณ์ชีวิตศาสนาได้อย่างยอดเยี่ยม แม้เสี่ยงและเสียสละด้วยชีวิต เมื่อสิ้นชีพแล้ว สำนักวาติกันประกาศสถาปนา หรือแต่งตั้งเป็นนักบุญ (ศาสนศาสตร์, เดือน คำดี, 2541 : 305)
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยภาคสนาม ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทัศนคติ ความเข้าใจ และการปฏิบัติเคารพที่มีอริยบุคคล และนักบุญ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การวิจัยนี้เป็นวิจัยคุณภาพประเภทการวิจัยเอกสารและการวิจัยภาคสนาม ซึ่งใช้วิธีรวบรวมข้อมูลดังนี้
1. เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร
1.1 เอกสารชั้นปฐมภูมิ ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาต่างๆ พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) ภาคพันธสัญญาใหม่ (The New Testament)
1.2 เอกสารชั้นทุติยภูมิ ได้แก่ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และเอกสารตำราที่เกี่ยวข้อง
2. การเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ใช้วิธีการดังนี้
2.1 ใช้แบบสอบถาม โดยสอบถามกลุ่มตัวอย่างพุทธศาสนิกชน จำนวน 100 คน และคริสต์ศาสนิกชน จำนวน 100 คน
2.2 ใช้การสัมภาษณ์ โดยสัมภาษณ์พระสงฆ์ 5 รูป และบาทหลวง 5 รูป
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนาม ใช้ค่าสถิติอัตราร้อยละ
ข้อสรุป(summary) ผลการวิจัยเอกสารสรุปได้ว่า อริยบุคคลในพระพุทธศาสนาเป็นได้ด้วยการฝึกอบรมด้วยความเพียรพยายามเพื่อให้กิเลสทั้งปวงหมดสิ้นไป ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นอริยบุคคลได้ด้วยการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ อริยบุคคลมีระดับที่ต่างกันขึ้นอยู่กับผลของการปฏิบัติที่สามารถขจัดกิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดให้หมดสิ้นไป ส่วนนักบุญในคริสต์ศาสนาเป็นผู้มอบกายถวายชีวิตแด่พระเจ้ามีความรักความศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างแรงกล้า ปฏิบัติตามกฎบัญญัติอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ความเสียสละอดทน และยอมเสียสละชีวิตของตนเพื่อเพื่อนมนุษย์เพื่อรักษาคุณงามความดี ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นนักบุญได้โดยการรับพระหรรษทานจากพระเจ้าและการปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด
ผลการวิจัยภาคสนามจากการออกแบบสอบถามและสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างชาวพุทธ และชาวคริสต์สรุปได้ว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งสองมีความเชื่อที่สอดคล้องตามหลักคำสอนในเรื่องอุดมคติและการพัฒนาสู่เป้าหมายของชีวิต และลักษณะของอริยบุคคลกับนักบุญทั้งสองกลุ่มเห็นว่าทุกคนสามารถดำเนินชีวิตให้ไปถึงได้ กลุ่มชาวพุทธเชื่อว่าต้องมีการสั่งสมบุญบารมี แต่กลุ่มชาวคริสต์นั้นขึ้นอยู่ที่น้ำพระทัยของพระเจ้า ส่วนในเรื่องปฏิบัติต่ออริยบุคคลกับนักบุญ กลุ่มชาวพุทธมีวิธีปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องตามหลักคำสอนทางศาสนา มีการยึดติดในตัวบุคคลมากกว่า กลุ่มชาวคริสต์มีวิธีปฏิบัติที่สอดคล้องตามหลักคำสอนทางศาสนา มีการยึดติดในตัวบุคคลน้อยกว่า จากการศึกษานี้ขอเสนอแนะให้ศาสนิกชนทั้งสองศาสนาเลียนแบบอย่างพยายามปฏิบัติให้เป็น "อริยบุคคล" และ "นักบุญ" ในสังคมไทยในปัจจุบัน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ควรส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาพระธรรมคำสอนให้มากกว่านี้ และให้มีการศึกษาพระไตรปิฎกในสถาบันการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะว่าเมื่อมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว การประพฤติก็ถูกต้องตามไปด้วย
2. พุทธศาสนิกชนที่ดี ควรตระหนักถึงหลักพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่มุ่งสอนให้พึ่งตนเองเป็นสำคัญ ควรประพฤติปฏิบัติตนเองให้มีความสอดคล้องกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่แท้จริงมากกว่า ควรใช้สติปัญญาพิจารณาหาเหตุผล จะใช้ความศรัทธาอย่างเดียวไม่ได้ อันจะทำให้เกิดการปฏิบัติที่ผิดพลาดจากหลักคำสอนได้ เช่น กรณีที่ไปยึดติดตัวบุคคลมากกว่าหลักคำสอน เป็นต้น
3. คริสต์ศาสนิกชนที่ดี ควรประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของคริสต์ศาสนาโดยมีพระเยซูเจ้า และนักบุญทั้งหลายเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ควรไปแสวงหาผลประโยชน์ในโลกนี้จากการเคารพนับถือนักบุญในทางที่ผิด เช่น การขอหวย เป็นต้น
4. ในวงการพระพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาทั้งสองควรร่วมมือกันส่งเสริม และรณรงค์การพัฒนาจิตใจศาสนิกชนของแต่ละศาสนา ในการแสวงหาประสบการณ์ชีวิตศาสนาและบำเพ็ญตนให้สอดคล้องกับศาสนธรรมตามวิถีชีวิต และบทบาทหน้าที่ของตนให้มุ่งมั่นสู่ความก้าวหน้าในการเป็นอริยบุคคลและนักบุญให้ถึงที่สุดเต็มความสามารถ เชื่อว่าสิ่งนี้ย่อมจะส่งผลดีต่อสังคมส่วนรวมเป็นเอนกอนันต์ ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรจะมีการศึกษาเปรียบเทียบทัศนะ และความเชื่อที่มีต่อรูปเหมือนหรือเหรียญของพระอริยบุคคลของพุทธศาสนิกชน กับทัศนะและความเชื่อที่มีต่อรูปเหมือนหรือเหรียญของนักบุญของคริสต์ศาสนิกชน ว่าทั้งสองศาสนานั้นมีความเชื่อและทัศนะเหมือนกันหรือแตกต่างอย่างไร อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยตามหลักของทั้งสองศาสนาต่อไป
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved