Current Record: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

1. สภาพการอ่านของนักเรียนประถมศึกษา ส่วนใหญ่มีความสนใจในการอ่านหนังสือถึงร้อยละ 97 โดยให้เหตุผลในการอ่าน เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ ช่วยเพิ่มพูนความรู้ ได้รับความสนุกสนานและเพลิดเพลิน และชอบอ่าน สำหรับหนังสือที่นักเรียนประถมศึกษาชอบอ่านและอ่านในชีวิตประจำวัน ได้แก่ หนังสือเรียน หนังสือการ์ตูน นิทาน และหนังสือประเภทศิลปะ กีฬา ดนตรี สถานที่ที่นักเรียนประถมศึกษาชอบอ่านมากที่สุด คือ ห้องสมุดโรงเรียน และบ้าน อุปสรรคในการอ่านของนักเรียนประถมศึกษา ได้แก่ นักเรียนต้องทำงานบ้าน มีการบ้านมาก และหาหนังสือที่ถูกใจอ่านไม่ได้ นอกจากนี้พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านของนักเรียนประถมศึกษา คือ การบริการของห้องสมุดเปิดเวลาจำกัด และไม่มีหนังสือที่ต้องการ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมีช่วงเวลาจัดไม่เหมาะสม และนักเรียนไม่มีส่วนร่วมกิจกรรม กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่นักเรียนประถมศึกษาต้องการให้ครูจัดมากที่สุด คือ การเล่านิทาน และการแนะนำหนังสือ
2. สภาพการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษา ส่วนใหญ่มีความสนใจในการอ่านหนังสือมากถึงร้อยละ 94.99 โดยให้เหตุผลในการอ่าน เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ นักเรียนได้รับความสนุกสนานและเพลิดเพลิน ช่วยเพิ่มพูนความรู้ และชอบอ่าน สำหรับหนังสือที่นักเรียนมัธยมศึกษาชอบมากที่สุด คือ หนังสือการ์ตูน นิทาน หนังสือพิมพ์ และหนังสือเรียน แต่หนังสือที่นักเรียนมัธยมศึกษาชอบอ่านในชีวิตประจำวัน คือ หนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ และหนังสือการ์ตูน นิทาน สถานที่ที่นักเรียนมัธยมศึกษาชอบไม่อ่านหนังสือมากที่สุด คือ บ้าน และห้องสมุดโรงเรียน อุปสรรคในการอ่านหนังสือของนักเรียนมัธยมศึกษา ได้แก่ นักเรียนมีการบ้านมาก ต้องช่วยทำงานบ้าน และอ่านหนังสือแล้วไม่เข้าใจ นอกจากนี้พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษา คือ การบริการของห้องสมุดไม่มีหนังสือที่ต้องการ และห้องสมุดเปิดในเวลาจำกัด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านไม่น่าสนใจ และช่วงเวลาจัดไม่เหมาะสม กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่นักเรียนมัธยมศึกษาต้องการให้ครูจัดมากที่สุด คือ การแนะนำหนังสือ และการจัดนิทรรศการหนังสือ
3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนของครูประถมศึกษาและครูมัธยมศึกษา ส่วนใหญ่มีการจัดกิจกรรมอยู่เป็นประจำ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ครูประถมศึกษาจัดขึ้น เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ การเล่าเรื่องในหนังสือให้นักเรียนฟัง การแนะนำการอ่าน และการแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ครูมัธยมศึกษาจัดขึ้น เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ การจัดป้ายวิชาการหรือป้ายนิเทศ การแนะนำการอ่าน และการประกวดเขียนเรียงความหรือบทความ นอกจากนี้พบว่าครูประถมศึกษามีปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมากที่สุด คือ ขาดงบประมาณ รองลงมาขาดผู้ช่วยเหลือ และไม่มีเวลาจัดกิจกรรม ส่วนปัญหาของครูมัธยมศึกษา ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทมากที่สุด คือ ขาดงบประมาณ รองลงมาไม่มีเวลาจัดกิจกรรม และขาดผู้ช่วยเหลือ ในส่วนการมอบหมายให้นักเรียนไปอ่านหนังสือ หรือนำหนังสือจากห้องสมุดมาให้นักเรียนค้นคว้าทั้งครูประถมศึกษาและครูมัธยมศึกษาพบว่าส่วนใหญ่จะทำกันเป็นประจำ
4. การดำเนินงานห้องสมุด ส่วนใหญ่ห้องสมุดทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีการจัดหมวดหมู่ระบบทศนิยมของดิวอี้ และการจัดทำบัตรรายการ แต่พบว่าปัญหาในการดำเนินงานห้องสมุดของครูบรรณารักษ์ประถมศึกษามากที่สุด คือ ครูบรรณารักษ์ไม่สามารถดำเนินงานห้องสมุดได้เต็มที่เนื่องจากมีชั่วโมงสอนมาก ส่วนปัญหาของครูบรรณารักษ์มัธยมศึกษาที่พบมากที่สุด คือ ขาดงบประมาณในการจัดซื้อหนังสือและปรับปรุงห้องสมุด ในส่วนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน พบว่า ครูบรรรารักษ์ประถมศึกษาจะมีความถี่ในการจัดกิจกรรมกว่าครูมัธยมศึกษา โดยครูบรรณารักษ์ประถมศึกษาจะจัดกิจกรรมเดือนละครั้ง ได้แก่ การแนะนำหนังสือ และครูบรรณารักษ์มัธยมศึกษาจะจัดกิจกรรมภาคเรียนละครั้ง ได้แก่ การแข่งขันตอบปัญหาเกี่ยวกับหนังสือและการจำหน่ายหนังสือราคาถูก นอกจากนี้พบว่าปัญหาในการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านของครูบรรณารักษ์ประถมศึกษา ได้แก่ ขาดงบประมาณ และไม่มีเวลาจัดกิจกรรม ส่วนครูบรรณารักษ์มัธยมศึกษา ได้แก่ ไม่มีเวลาจัดกิจกรรม และขาดผู้ช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม โรงเรียนยังให้ความสำคัญในการอ่านโดยมีการจัดทำโครงการกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4104
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาสภาพการอ่านของนักเรียนและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียน

คำสำคัญ(keyword) สภาพการอ่าน

กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

ปี2545
ชื่อผู้วิจัย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
สถานที่ติดต่อ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2545
ประเภท งานวิจัยของหน่วยงาน
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300
ประวัติความเป็นมา(history) การอ่าน มีความสำคัญอย่างมากในการเรียนรู้ ทั้งที่เป็นการเรียนรู้ทางวิชาการและการรับรู้ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งของการจัดการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพของประชากร แต่ปัจจุบันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีนิสัยรักการอ่าน และไม่รู้จักใช้การอ่านเพื่อพัฒนาจิตใจของตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การพัฒนาประเทศล่าช้า และไม่มีดุลยภาพของการพัฒนาในแต่ละกลุ่มหรือแต่ละสังคม ทั้งนี้ เป็นเพราะปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น สภาพเศรษฐกิจ หนังสือราคาแพง ไม่มีหนังสืออ่าน ไม่เห็นประโยชน์ในการอ่าน สนใจสื่อมากกว่าหนังสือ สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการอ่าน เป็นต้น กรมวิชาการซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ความสามารถ จึงต้องส่งเสริมให้เยาวชนมีนิสัยรักการอ่าน ตลอดจนรู้จักศึกษาค้นคว้าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ ด้วยความสำคัญดังกล่าว กรมวิชาการได้เริ่มโครงการรณรงค์เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา ได้มีการเผยแพร่เทคนิควิธีการจักกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านไปอย่างกว้างขวาง ทำให้มีการส่งเสริมการอ่านเท่าที่ควร ทั้งนี้ อาจมีปัจจัยหลายประการที่ไม่เอื้อต่อการอ่าน กอปรกับกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายเร่งรัดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนการสอนของครูใหม่โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด จึงต้องมีการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้ เป็นคนคิดเป็น ทำเป็น มีนิสัยรักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น กรมวิชาการจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องศึกษาสภาพการอ่านของนักเรียน ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียน ข้อค้นพบที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานซึ่งจะเป็นทิศทางในการกำหนดนโยบายและแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาการอ่าน รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น
แนวคิด(concept) 1. ความสำคัญและประโยชน์ของการอ่าน

2. ความสนใจและความต้องการในการอ่าน

3. ปัญหาในการอ่าน

4. การสร้างนิสัยรักการอ่าน
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาสภาพการอ่านของนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
2. เพื่อศึกษาการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนของครูประถมศึกษา ครูมัธยม ศึกษา และครูบรรณารักษ์
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ครูบรรณารักษ์ หัวหน้าหมวดวิชาภาษาไทยหรือครูผู้สอนวิชาภาษาไทย ครูประจำชั้นหรือครูผู้สอนวิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - 6 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กรมสามัญศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน โรงเรียนสังกัดเทศบาลและเมืองพัทยา กรมการปกครอง และกรุงเทพมหานคร
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย นักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ครูประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ครูบรรณารักษ์ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ใน 4 ภาค ๆ ละ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิจิตร กำแพงเพชร ชุมพร ระนอง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด สมุทรสงคราม เพชรบุรี รวมจังหวัด ๆ ละ 13 โรง และกรุงเทพมหานคร รวม 116 โรง ได้กลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 – 6 จำนวน 2,499 คน
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 1,418 คน
3. ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 – 6 จำนวน 73 คน
4. หัวหน้าหมวดวิชาภาษาไทยหรือครูผู้สอนวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 จำนวน 34 คน
5. ครูบรรณารักษ์โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 73 คน
6. ครูบรรณารักษ์โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 34 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่สนใจศึกษา คือ สภาพการอ่านของนักเรียน และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียน
คำนิยาม(defination) สภาพการอ่าน หมายถึง ความสนใจและพฤติกรรมการอ่านหนังสือของนักเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา
กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึง การกระทำต่าง ๆ ที่โรงเรียนหรือผู้ปกครองจัดขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจและเห็นความสำคัญในการอ่าน และพยายามพัฒนาการอ่านของตนเองจนมีนิสัยรักการอ่าน เช่น การอ่านหนังสือให้ฟัง การเล่านิทานให้ฟัง การเล่าเรื่องจากหนังสือให้ฟัง เป็นต้น
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีทั้งหมด 5 ฉบับ ดังนี้
1. แบบสอบถามนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 – 6 ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐาน ความสนใจและพฤติกรรมการอ่าน และปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านของนักเรียน
2. แบบสอบถามนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐาน ความสนใจและพฤติกรรมการอ่าน และปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านของนักเรียน
3. แบบสอบถามครูประจำชั้นหรือครูผู้สอนวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 – 6 ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐาน และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
4. แบบสอบถามหัวหน้าหมวดวิชาภาษาไทยหรือครูผู้สอนวิชาภาษาไทยมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐาน และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
5. แบบสอบถามครูบรรณารักษ์ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐาน การให้บริการของห้องสมุด และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นการออกภาคสนามในจังหวัดที่เลือกสุ่มเป็นตัวแทนภาค 4 ภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร โดยนักวิชาการศึกษาจากศูนย์พัฒนาหนังสือ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ และศึกษานิเทศก์จากสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด และสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด ช่วงเวลาที่เก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน 2542
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC เพื่อหาค่าความถี่และค่าร้อยละ
ข้อสรุป(summary) 1. สภาพการอ่านของนักเรียนประถมศึกษา ส่วนใหญ่มีความสนใจในการอ่านหนังสือถึงร้อยละ 97 โดยให้เหตุผลในการอ่าน เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ ช่วยเพิ่มพูนความรู้ ได้รับความสนุกสนานและเพลิดเพลิน และชอบอ่าน สำหรับหนังสือที่นักเรียนประถมศึกษาชอบอ่านและอ่านในชีวิตประจำวัน ได้แก่ หนังสือเรียน หนังสือการ์ตูน นิทาน และหนังสือประเภทศิลปะ กีฬา ดนตรี สถานที่ที่นักเรียนประถมศึกษาชอบอ่านมากที่สุด คือ ห้องสมุดโรงเรียน และบ้าน อุปสรรคในการอ่านของนักเรียนประถมศึกษา ได้แก่ นักเรียนต้องทำงานบ้าน มีการบ้านมาก และหาหนังสือที่ถูกใจอ่านไม่ได้ นอกจากนี้พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านของนักเรียนประถมศึกษา คือ การบริการของห้องสมุดเปิดเวลาจำกัด และไม่มีหนังสือที่ต้องการ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมีช่วงเวลาจัดไม่เหมาะสม และนักเรียนไม่มีส่วนร่วมกิจกรรม กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่นักเรียนประถมศึกษาต้องการให้ครูจัดมากที่สุด คือ การเล่านิทาน และการแนะนำหนังสือ
2. สภาพการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษา ส่วนใหญ่มีความสนใจในการอ่านหนังสือมากถึงร้อยละ 94.99 โดยให้เหตุผลในการอ่าน เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ นักเรียนได้รับความสนุกสนานและเพลิดเพลิน ช่วยเพิ่มพูนความรู้ และชอบอ่าน สำหรับหนังสือที่นักเรียนมัธยมศึกษาชอบมากที่สุด คือ หนังสือการ์ตูน นิทาน หนังสือพิมพ์ และหนังสือเรียน แต่หนังสือที่นักเรียนมัธยมศึกษาชอบอ่านในชีวิตประจำวัน คือ หนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ และหนังสือการ์ตูน นิทาน สถานที่ที่นักเรียนมัธยมศึกษาชอบไม่อ่านหนังสือมากที่สุด คือ บ้าน และห้องสมุดโรงเรียน อุปสรรคในการอ่านหนังสือของนักเรียนมัธยมศึกษา ได้แก่ นักเรียนมีการบ้านมาก ต้องช่วยทำงานบ้าน และอ่านหนังสือแล้วไม่เข้าใจ นอกจากนี้พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษา คือ การบริการของห้องสมุดไม่มีหนังสือที่ต้องการ และห้องสมุดเปิดในเวลาจำกัด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านไม่น่าสนใจ และช่วงเวลาจัดไม่เหมาะสม กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่นักเรียนมัธยมศึกษาต้องการให้ครูจัดมากที่สุด คือ การแนะนำหนังสือ และการจัดนิทรรศการหนังสือ
3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนของครูประถมศึกษาและครูมัธยมศึกษา ส่วนใหญ่มีการจัดกิจกรรมอยู่เป็นประจำ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ครูประถมศึกษาจัดขึ้น เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ การเล่าเรื่องในหนังสือให้นักเรียนฟัง การแนะนำการอ่าน และการแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ครูมัธยมศึกษาจัดขึ้น เรียงจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้ การจัดป้ายวิชาการหรือป้ายนิเทศ การแนะนำการอ่าน และการประกวดเขียนเรียงความหรือบทความ นอกจากนี้พบว่าครูประถมศึกษามีปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมากที่สุด คือ ขาดงบประมาณ รองลงมาขาดผู้ช่วยเหลือ และไม่มีเวลาจัดกิจกรรม ส่วนปัญหาของครูมัธยมศึกษา ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทมากที่สุด คือ ขาดงบประมาณ รองลงมาไม่มีเวลาจัดกิจกรรม และขาดผู้ช่วยเหลือ ในส่วนการมอบหมายให้นักเรียนไปอ่านหนังสือ หรือนำหนังสือจากห้องสมุดมาให้นักเรียนค้นคว้าทั้งครูประถมศึกษาและครูมัธยมศึกษาพบว่าส่วนใหญ่จะทำกันเป็นประจำ
4. การดำเนินงานห้องสมุด ส่วนใหญ่ห้องสมุดทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีการจัดหมวดหมู่ระบบทศนิยมของดิวอี้ และการจัดทำบัตรรายการ แต่พบว่าปัญหาในการดำเนินงานห้องสมุดของครูบรรณารักษ์ประถมศึกษามากที่สุด คือ ครูบรรณารักษ์ไม่สามารถดำเนินงานห้องสมุดได้เต็มที่เนื่องจากมีชั่วโมงสอนมาก ส่วนปัญหาของครูบรรณารักษ์มัธยมศึกษาที่พบมากที่สุด คือ ขาดงบประมาณในการจัดซื้อหนังสือและปรับปรุงห้องสมุด ในส่วนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน พบว่า ครูบรรรารักษ์ประถมศึกษาจะมีความถี่ในการจัดกิจกรรมกว่าครูมัธยมศึกษา โดยครูบรรณารักษ์ประถมศึกษาจะจัดกิจกรรมเดือนละครั้ง ได้แก่ การแนะนำหนังสือ และครูบรรณารักษ์มัธยมศึกษาจะจัดกิจกรรมภาคเรียนละครั้ง ได้แก่ การแข่งขันตอบปัญหาเกี่ยวกับหนังสือและการจำหน่ายหนังสือราคาถูก นอกจากนี้พบว่าปัญหาในการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านของครูบรรณารักษ์ประถมศึกษา ได้แก่ ขาดงบประมาณ และไม่มีเวลาจัดกิจกรรม ส่วนครูบรรณารักษ์มัธยมศึกษา ได้แก่ ไม่มีเวลาจัดกิจกรรม และขาดผู้ช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม โรงเรียนยังให้ความสำคัญในการอ่านโดยมีการจัดทำโครงการกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ห้องสมุดโรงเรียนเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าที่สำคัญยิ่ง โรงเรียนควรให้ความสำคัญแก่ห้องสมุด โดยจัดให้มีครูบรรณารักษ์ที่มีวุฒิหรือได้รับการอบรมทางบรรณารักษศาสตร์ ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการจัดห้องสมุดให้ได้มาตรฐานและใช้ประโยชน์สูงสุด ตลอดจนตระหนักถึงคุณสมบัติของครูบรรณารักษ์พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือนักเรียนมในการอ่านได้
2. โรงเรียนควรจัดครูบรรณารักษ์ให้ทำงานห้องสมุดเต็มเวลา เพื่อจะได้มีเวลาดำเนินงานห้องสมุดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น มีการเปิดห้องสมุดให้นักเรียนเข้าใช้ตลอดทั้งวัน มีการจัดบริการและกิจกรรมห้องสมุดหลากหลายอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น
3. โรงเรียนควรจัดงบประมาณในการจัดซื้อหนังสือให้มีจำนวนเพียงพอกับนักเรียนและตรงตามความสนใจและความต้องการของนักเรียน
4. ควรมีการอบรมแนะนำครูให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่หลากหลาย และมีการติดตาม ประเมินและขยายผล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
5. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ครูควรคำนึงถึงลักษณะกิจกรรมที่จัดให้มีความเหมาะสมกับวัย และให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย
6. การสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ควรเป็นนโยบายหลักของโรงเรียนทุกโรงเรียนที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และทำให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น
7. ผู้ปกครอง ครูผู้สอน และครูบรรณารักษ์มีบทบาทสำคัญในการที่จะช่วยส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ควรร่วมมือกันอย่างจริงจังในการสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาเาะลึกเน้นการวิจัยเชิงคุณภาพในเรื่องปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียน
2. ควรศึกษาเจาะลึกถึงสาเหตุที่นักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไม่ชอบอ่านหนังสือ
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved