Current Record: นางสาววันเพ็ญ ปุลพัฒน์

นางสาววันเพ็ญ ปุลพัฒน์

1. พฤติกรรมทางสังคมด้านการแบ่งปัน ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่นสมมติแบกึ่งชี้แนะ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเล่นสมมติแบบอิสระ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2. พฤติกรรมทางสังคมด้านการช่วยเหลือ ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ สูงกว่ากลุ่มเด็กที่ได้รับการเล่นสมมติแบบอิสระ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. พฤติกรรมทางสังคมด้านการร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ สูงกว่ากลุ่มเด็กที่ได้รับการเล่นสมมติแบบอิสระ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 3858
ชื่อผลงานวิจัย การเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย

หัวข้อ(Eng) (The Effect of Semi-Structured Dramatic Play on Pre-school children’ s Prosocial Behavior)

คำสำคัญ(keyword) การเล่มสมมติ, การเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ, พฤติกรรมทางสังคม, เด็กปฐมวัย , ก่อนประถมศึกษา

ชื่อผู้วิจัย นางสาววันเพ็ญ ปุลพัฒน์
ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์
สถานที่ติดต่อ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสระบุรี

ถ. พหลโยธิน อ.เมือง จ.สระบุรี 18000

โทรศัพท์ (036) 211524 โทรสาร (036) 212122

บ้าน เลขที่ 11 อุไรรัตน์ ซอย 3 ต.แก่งคอย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี 18110 โทรศัพท์ (036) 245116

ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) กุมภาพันธ์ 2538 - เมษายน 2539
ประเภท วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท
สถานที่จัดเก็บผลงาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร

ประวัติความเป็นมา(history) สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญทางด้านวัตถุอย่างรวดเร็ว การดำเนินชีวิตในปัจจุบันมุ่งเน้นในด้านการแข่งขันกันมาก ขาดความมีน้ำใจและช่วยเหลือกัน แสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองมากกว่าส่วนรวม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของสังคม ควรที่จะต้องหาทางป้องกัน และสนับสนุนส่งเสริมตั้งแต่เด็กให้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี โดยการปลูกฝังในการเล่น ซึ่งเด็กในวัย 4-6 ขวบ จะชอบเล่นเลียนแบบและเล่นสมมติ และเด็กในวัยนี้ จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้จากการเล่น

การเล่นสมมติมี 2 แบบ คือแบบกึ่งชี้แนะ และแบบอิสะ การเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ เป็นการที่ครูเข้าไปเกี่ยวข้องกับเด็กในช่วงโอกาสและสถานการณ์อันเหมาะสมในขณะที่เด็กเล่นและรวมทั้งในขั้นตอนสุดท้าย ส่วนการเล่นสมมติแบบอิสระ ครูให้เด็กเล่นด้วยกันเอง ในขณะเด็กเล่นครูไม่เข้าไปมีบทบาทในการเล่นกับเด็ก

จึงเป็นเหตุผลให้ผู้วิจัยตระหนักถึงความสำคัญ ในการส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมแก่เด็กปฐมวัยและมีความสนใจที่จะศึกษาว่า การเล่นสมมติซึ่งมีการจัดสื่อโดยมีการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ตามรูปแบบการเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ และการเล่นสมมติแบบอิสระ จะมีผลต่อพฤติกรรมทางสังคม ด้านการแบ่งปันการช่วยเหลือ และการร่วมมือ แตกต่างกันหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครู ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ในการส่งเสริมพัฒนาากรทางสังคมแก่เด็กอย่างเต็มที่ต่อไป

แนวคิดหรือทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย พร้อมทั้งโมเดล แสดงความสัมพันธ์ตัวแปร

1. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูรา (BANDURA , 1977)

2. ทฤษฎีปัญญาทางสังคมของแบนดูรา (BANDURA. 1986)

หลักการของทั้ง 2 ทฤษฎี ดังกล่าวคือ “การเรียนรู้ที่เป็นหลักของมนุษย์ คือการเรียนรู้จากการสังเกตจากตัวแบบ”

3. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอีริคสัน, ทฤษฎีพัฒนาการสังคมของฮาวิกเฮิร์ทส

4. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเล่น และยึดหลัก “การเล่นของเด็กปฐมวัยคือการเรียนรู้”

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมด้านการแบ่งปัน การช่วยเหลือ และการร่วมมมือ ของเด็กปฐมเด็ก ที่ได้รับการเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ และการเล่นสมมติแบบอิสระ
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) PRETEST - POSTTEST CONTROL GROUP DESTGN O 1E x O 2 E
O 1C - O 2 C
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร เป็นนักเรียนชาย-หญิง อายุ 5-6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2538 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี จำนวนโรงเรียน 11 โรง จำนวนห้องเรียน 12 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 244 คน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชาย-หญิง อายุ 5-6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2538 โดย
1. สุ่มโรงเรียน 1 โรง จาก 11 โรง ได้โรงเรียนวัดสูง (สูงสง่าวิทยาคาร) มี 2 ห้อง
2. สุ่มห้องเรียน 1 ห้อง จากจำนวน 2 ห้อง
3. นำรายชื่อเด็กจากข้อ 2 มาทำการสุ่ม โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified Random Sampling ) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 15 คน รวม 30 คน
4. กลุ่มแรกเป็นกลุ่มทดลอง กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองได้รับการเล่นสมมติ แบบกึ่งชี้แนะ กลุ่มควบคุมได้รับการเล่นสมมติแบบอิสระ
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือการเล่นสมมติ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะและ การเล่นสมมติแบบอิสระ
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมทางสังคม แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1.) ด้านการแบ่งปัน (2.) ด้านการช่วยเหลือ (3.) ด้านการร่วมมือ
คำนิยาม(defination) นิยามปฏิบัติการ
การเล่นสมมติ หมายถึง การเล่นของเด็กที่ครูจัดสื่อของจริง และของจำลองให้ ในช่วงเวลาก่อนทำกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์และเล่นตามมุม โดยจัดเป็นสถานการณ์และอาชีพที่เด็กได้พบเห็นในชุมชน ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงสื่อทุกสัปดาห์ เพื่อให้เด็กได้คิดเรื่องราว คำพูด เปลี่ยนบทบาทในการเล่น และรับรู้ร่วมกันการศึกษาครั้งนี้ จำแนกการเล่นสมมติ เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
การเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ หมายถึง การเล่นที่มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นเตรียมดำเนินกิจกรรมครูแนะนำสถานการณ์และสื่อต่าง ๆ ขั้นดำเนินกิจกรรม ครูกับเด็กวางแผนและเล่นร่วมกัน ในขณะที่เด็กเล่นครู สังเกตใช้คำถาม คำชมเชย ให้กำลังใจ กระตุ้นความคิดให้เด็กดำเนินการเล่นต่อไปด้วยดี รวมทั้งรับฟังความคิดของเด็ก ขั้นสิ้นสุดกิจกรรม ครูใช้คำถามให้เด็กบอกว่าได้รับความรู้อะไรจากการเล่น
การเล่นสมมติแบบอิสระ หมายถึง การเล่นที่มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นเตรียมดำเนินกิจกรรมครูแนะนำสถานการณ์ และสื่อต่าง ๆ ขั้นดำเนินกิจกรรม เด็กกับเด็กคิดแสดงบทบาทในการเล่นร่วมกันอย่างอิสระ มีครูคอยสังเกตและดูแลความปลอดภัย โดยไม่เข้าไปชี้แนะเกี่ยวกับการเล่น ขั้นสิ้นสุดกิจกรรม ครูใช้คำถามให้เด็กบอกว่า ได้รับความรู้อะไรจากการเล่น
พฤติกรรมทางสังคม หมายถึง การพูดและการแสดงออกระหว่างเด็กกับเด็ก หรือเด็กกับครู โดยจำแนกพฤติกรรมทางสังคม ดังนี้
การแบ่งปัน หมายถึง การที่เด็กแบ่งหรือให้ยืมสื่อการเล่นที่ตนเองครอบครองอยู่ เช่น ของกินของใช้ ของเล่น ให้เพื่อนไปส่วนหนึ่ง หรือบางส่วน โดยไม่ขอให้เพื่อนตอบแทน
การช่วยเหลือ หมายถึง การที่เด็กแสดงออก เพื่อตอบสนองความต้องการของเพื่อนในการแก้ปัญหา โดยใช้คำพูดหรือกิริยาท่าทาง เพื่อให้เพื่อนประสบความสำเร็จในกิจกรรมที่กำลังกระทำอยู่ ทั้งเป็นการขอร้องและไม่ได้ขอร้อง
การร่วมมือ หมายถึง การที่เด็กเข้าไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ซึ่งเป็นการพูดคุย การแสดงความคิดเห็น หรือร่วมลงมือกระทำ เพื่อให้กิจกรรมที่กำลังกระทำอยู่ประสบผลสำเร็จ
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือวิจัย มี (1) แผนการจัดกิจกรรมการเล่นสมมติ แบบกึ่งชี้แนะ และแบบอิสระ (2.) แบบทดสอบวัดพฤติกรรมทางสังคม ด้านการแบ่งปัน การช่วยเหลือ การร่วมมือ
แผนการจัดกิจกรรมการเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ และการเล่มสมมติแบบอิสระ
1. ศึกษาทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก พัฒนาการทางสังคม ทฤษฎีการเล่น การจัดประสบการณ์การเล่น
2. ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่กี่ยวข้องกับการเล่น ได้แก่ การเล่นสมมติ การเล่นแบบอิสระ การเล่นแบบกึ่งชี้แนะ การเล่นแบบชี้แนะ
3. สร้างแผนการเล่นสมมติเป็นรายสัปดาห์ โดยจัดเป็นสถานการณ์และอาชีพที่เด็กได้พบเห็น ในชุมชน 10 กิจกรรม ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พิจารณาความเหมาะสม แล้วปรับปรุงตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ คงเหลือ 8 กิจกรรม แล้วนำไปทดลองกับกลุ่มเด็กที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของเวลา สื่ออุปกรณ์ การใช้ภาษา และความสนใจของกิจกรรม
แบบทดสอบวัดพฤติกรรมทางสังคม
1.ศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ พัฒนาการด้านสังคม และ
พฤติกรรมทางทางสังคม ด้านการแบ่งปัน การช่วยเหลือ และการร่วมมือ และจากผู้มีประสบการณ์ในการสอนระดับอนุบาล
2. กำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของพฤติกรรมทางสังคม ด้านการแบ่งปัน การช่วยเหลือ และการร่วมมือ
3. ศึกษาแบบทดสอบพฤติกรรมการช่วยเหลือของเด็กก่อนประถมศึกษา ของบังอร จำปา (2538) และแบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ด้านการแบ่งปัน การช่วยเหลือ และการร่วมมือ ของจันทร์เพ็ญ สุภาผล (2535) เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบพฤติกรรมทางสังคม
4. สร้างแบบทดสอบวัดพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยมีลักษณะเป็นข้อคำถาม เป็นสถานมีลักษณะเป็นข้อคำถาม เป็นสถานการณ์ และมีตัวเลือกเป็นภาพ 3 ภาพ ให้เลือกตอบ จำนวน 45 ข้อ คำถาม 3 ตอน ตอนที่ 1 ด้านการแบ่งปัน 15 ข้อ ตอนที่ 2 ด้านการช่วยเหลือ 15 ข้อ ตอนที่ 3 ด้านการร่วมมือ 15 ข้อ
5. ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแบบทดสอบพฤติกรรมทางสังคม ทั้ง 3 ตอน จำนวน 3 ท่าน แล้วปรับปรุง
6. หาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ เพื่อคัดเลือกแบบทดสอบไว้ 30 ข้อ ซึ่งมีค่า t - test ระหว่าง 4.07 - 10.21 ตอนละ 10 ข้อ
7. ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามสถานการณ์ โดยนำแบบทดสอบไปทดสอบกับเด็กกลุ่มตัวอย่างของประชากรเดียวกันที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างทดลอง และให้ครูประจำชั้นประเมินพฤติกรรมของนักเรียน แล้วนำไปหาค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ โดยใช้สูตร Pearson Produc-moment Coefficien Correlation ได้ค่าความเที่ยงตรงตามสถานการณ์ ของแบบทดสอบ เท่ากับ .83
8. หาค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีหาสัมประสิทธิแแอลฟาได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .81
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ผู้วิจัยทำความคุ้นเคยกับเด็กที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 1 สัปดาห์
2 . ทดสอบก่อนการทดลองของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง
3. ทดลองโดยการจัดกิจกรรมการเล่นสมมติ ตามแผนการจัดกิจกรรมการเล่นสมมติ
4.ทดสอบหลังการทดลองของกลุ่มตัวอย่าง ทั้ง 2 กลุ่ม
การวิเคราะห์(analysis) 1. หาค่าเฉลี่ย หาค่าความแปรปรวน
2. เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย ความแปรปรวน โดยใช้ t-test
แบบ difference Score
วิธีการทดลอง ผู้วิจัย ทำการทดลองด้วยตนเอง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ
5 วันๆ ละ 1 ครั้งๆ ละ 30 นาที รวม 40 ครั้ง ในช่วงเวลาก่อนทำกิกจรรมศิลปสร้างสรรค์
ข้อสรุป(summary) 1. พฤติกรรมทางสังคมด้านการแบ่งปัน ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่นสมมติแบกึ่งชี้แนะ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเล่นสมมติแบบอิสระ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2. พฤติกรรมทางสังคมด้านการช่วยเหลือ ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ สูงกว่ากลุ่มเด็กที่ได้รับการเล่นสมมติแบบอิสระ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. พฤติกรรมทางสังคมด้านการร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ สูงกว่ากลุ่มเด็กที่ได้รับการเล่นสมมติแบบอิสระ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ควรศึกษาความคงทนของพฤติกรรมทางสังคมด้านการแบ่งปัน การช่วยเหลือ และการร่วมมือ
2. ควรใช้แบบสังเกตพฤติกรรมเป็นเครื่องมือในการวิจัยเพิ่มขึ้น ควบคู่กับแบบทดสอบวัดพฤติกรรมทางสังคม
3. ควรศึกษาวิจัย ผลการเล่นสมมติแบบกึ่งชี้แนะ ที่มีต่อพัฒนาการด้านภาษา ซึ่งได้แก่ การฟัง การพูด การเล่าเรื่อง และพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์
4. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้จากตัวแบบ ตามทฤษฎีปัญญาทางสังคมของแบนดูรา (BANDURA. 1986) เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคม และเป็นการศึกษาพฤติกรรมเด็ก โดยศึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับ กระบวนการใส่ใจ กระบวนการเก็บจำ กระบวนการกระทำ และกระบวนการจูงใจ
ปี 2538
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved