Current Record: รศ.ดร.สุพัฒน์ สุกมลสันต์

รศ.ดร.สุพัฒน์ สุกมลสันต์

ก. ด้านการประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีการอ้างอิงสรุปเพื่อการตรวจข้อทดสอบ เรียงความ
1.ในกรณีที่กำหนดให้ผู้ตรวจข้อทดสอบทุกประเภทตรวจข้อทดสอบทุกข้อ ของผู้ทดสอบทุก คน หรือ [PxIxR]
1.1 เมื่อ R=fixed และ P,l =random ปรากฏว่า ผลการตรวจให้คะแนนแบบ ทดสอบเรียงความของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดย เฉลี่ยและสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสูงกว่าผลการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มี ประสบการณ์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ
1.2 เมื่อ l,P,R = random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความ ของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดยเฉลี่ยและ สัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสูงกว่าผลการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มี ประสบการณ์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกันกับข้อ 1.1 กล่าวคือ
2. ในกรณีที่กำนหดให้ผู้ตรวจข้อทดสอบบางประเภทตรวจข้อสอบบางข้อมูลทุก คนหรือ (Px(R:l)
2.1 เมื่อ R=fixed และ P,l = random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบ ทดสอบเรียงความของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดย เฉลี่ยและสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสูงกว่าผลการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มี ประสบการณ์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ
2.2 เมื่อ l,P,R=random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความ ของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดยเฉลี่ยและ สัมประสิทธิการอ้างอิงสรุปสูงกว่าผลการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มี ประสบการณ์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกันข้อ 2.1
3. เมื่อกำหนดให้ผู้ตรวจบางประเภท ตรวจข้อทดสอบทุกข้อของผู้สอบบางคน หรือ lx(P:R)
3.1 เมื่อ R=fiexed และ P,l=random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบ ทดสอบเรียงความของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดย เฉลี่ยเท่ากับค่าดังกล่าวของผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความของผู้ตรวจ ที่มีประสบการณ์ตรวจทางอ้อมและมีสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปต่ำกว่าอย่างมีนัย สำคัญ
3.2 เมื่อ l,P,R=random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความ ของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดยเฉลี่ยต่ำกว่าค่าดัง กล่าวของผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ทาง อ้อมแต่มีสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ข.ด้านการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งาน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 3761
ชื่อผลงานวิจัย การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการอ้างอิงสรุปเพื่อให้คะแนนการสอบเรียงความและการ
พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใช้งาน
หัวข้อ(Eng) (AN APPLICATION OF GENERALIZABILITY THORY FOR MARKING ON ZSSAY TEST AND A COMPUTER WORKING PROGRAM CONSTRUCTION)
ชื่อผู้วิจัย รศ.ดร.สุพัฒน์ สุกมลสันต์
ตำแหน่ง อาจารย์ประจำ
สถานที่ติดต่อ สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ.พญาไท ปทุมวันกทม. 10330

โทรศัพท์ 218-6091

โทรสาร 218-6027

บ้าน 273/32 ถ.พัฒนาการ ปากคอลง ภาษีเจริญ กทม. 10160

โทรศัพท์ 457-5151

โทรสาร 457-4978

ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ตุลาคม 2538 - ตุลาคม 2539
ประวัติความเป็นมา(history) แบบทดสอบเรียงความเป็นเครื่องมือการทดสอบที่มีความสำคัญมากเพราะสามารถ วัดความรู้ความสามารถในระดับสูง เช่น การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่า ได้ แต่ว่าทดสอบแบบเรียงความมีความเที่ยงในการทดสอบต่ำและเสียเวลาในการ ตรวจมากปัจจัยที่ทำให้แบบทดสอบชนิดมีความเที่ยงต่ำเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น คำ ถามไม่ครอบคลุมเนื้อหาความไม่จำเพาะเจาะจงของคำถามและความเป็นอัตนัยของ การตรวจให้คะแนนเป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้นักทดสอบแสวงหาวิธีการที่จะทำให้ ความเที่ยงในการทดสอบสูงขึ้น เช่น การสร้างเกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนและการ เพิ่มจำนวนข้อทดสอบให้มากขึ้นหรือเพิ่มจำนวนผู้ตรวจข้อทดสอบขึ้น เป็นต้น แต่ วิธีต่าง ๆ เหล่านี้มักก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น ทำให้เสียเวลาในการตรวจเพิ่มขึ้น และต้องเพิ่มบุคลากรในการตรวจขึ้น เป็นต้น ปัจจุบันนี้มีทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับการ ทดสอบและประเมินผลชื่อทฤษฎีการอ้างอิงสรุป (Generalizability theory) ซึ่ง สามารถวิเคราะห์ความแปรปรวนจากปัจจัยประกอบหลายแห่ง (multifacet analysis of varience) ที่เกี่ยวกับผลของคะแนนที่ได้จากทดสอบ เช่น จำนวนข้อทดสอบ จำนวนผู้ตรวจข้อทดสอบจำนวนผู้สอบข้อทดสอบ เวลาในการสอบและการได้มา ของปัจจัยประกอบ(facet) เหล่านี้ว่า สามารถเป็นแบบจำลองคงที่ (fixed model) หรือ แบบจำลองสุ่ม (random model) หรือรูปแบบผสม (mixed model) ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อใช้ คำนวณ หาค่าสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุป (generalizability coefficient) ซึ่งมีลักษณะ คล้ายกับค่าความเที่ยงของแบบทดสอบอย่างหนึ่งแต่จะถูกต้องมากยิ่งขึ้นเนื่องจาก สามารถนำเอาปัจจัยประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบมาร่วมในการคำนวณ หาค่าดังกล่าวได้ด้วย


ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทำการประยุกต์แนวความคิดของทฤษฎีการอ้าง อิงสรุปมาใช้ในการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความภาษาอังกฤษของสถาบัน ภาษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้บริการทดสอบแก่นิสิตนักศึกษาและบุคคลทั่วไป คือ แบบทดสอบวัดสมิทธิภาพทั่วไปทางภาษาอังกฤษของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University Test of English Proficiency : CU-TEP) และเพื่อเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้คำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสำหรับ เงื่อนไขต่างๆ ด้วย



แนวคิด(concept) 1. ปัจจัยประกอบ (facet) มีเพียง 3 อย่าง คือ ผู้สอบ ข้อทดสอบ และผู้ตรวจข้อ ทดสอบ


2. เงื่อนไขที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติไม่เกิน 6 อย่าง


3. จุดตัดของคะแนนอยู่ระหว่าง 0.0 % -100 % เมื่อมีพิสัย =10 %


4.การตรวจข้อทดสอบเป็นแบบสังเคราะห์โดยอาศัยแถบความสามารถ (ability band) เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนนผลการทดสอบ

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อประยุกต์แนวความคิดของทฤษฎีการอ้างอิงสรุปมาใช้ในการตรวจให้ คะแนนการสอบแบบเรียงความภาษาอังกฤษในหลาย ๆ เงื่อนไข เพื่อศึกษาว่าเงื่อนไข ใดทำให้การตรวจมีความเที่ยงมากที่สุด
2. เพื่อสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์ การอ้างอิงสรุปในเงื่อนไขต่าง ๆ ในการทดสอบ
สมมุติฐาน(assumption) สมมุติฐานการวิจัย กล่าวคือ
1.PxlxR เมื่อ R=fixed และ P,l=random
2.PxlxR เมื่อ l,P,R=random
3. Px(R:l) เมื่อ R=fixed และ P,l= random
4. Px(R:l) เมื่อ l,P,R=random
5.lx(P:R) เมื่อ R=fixed และ P,l=random
6.lx(P:R) เมื่อ l,P,R=random
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) 1. เอกภพของการวิจัย (จำนวนประชากร)
1.1 เอกภพของสิ่งสังเกตที่ยอมรับได้ (universe of admissible observation) ได้แก่ เงื่อนไขผสมที่เป็นไปได้ระหว่างปัจจัยประกอบด้านข้อทดสอบ ผู้ตรวจข้อทดสอบ และผู้สอบตามเงื่อนไขที่มีอยู่จริง ได้แก่
1.ข้อทดสอบจำนวนอนันต์
2. ผู้ตรวจข้อทดสอบ 2 ประเภท คือ ผู้มีประสบการณ์ตรวจข้อทดสอบ CU-TEP โดยตรงและผู้มีประสบการณ์ตรวจทางอ้อม
3. ผู้สอบจำนวนอนันต์
1.2 เอกภพของการอ้างอิงสรุป (universe of generalizability) ได้แก่เงื่อนไขหรือ สถานการณ์ผสมที่อาจเป็นไปได้ของแต่ละปัจจัยประกอบที่ต้องการอ้างอ้างสรุป (generalize) ซึ่งในการวิจัยนี้ได้แก่ 6 เงื่อนไขที่ระบุไว้ใน
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ตัวอย่าง ได้แก่ ผลคูณของปัจจัยประกอบที่ทำให้เกิดเงื่อนไขหรือสถานการณ์ คือ (n1 x np x nr) = 3 x 2 x 200 = 1,200 เงื่อนไขหรือปรากฎการณ์
ตัวแปร(variable) ก.ตัวแปรต้น ได้แก่ ปัจจัยประกอบ 3 อย่าง คือ
1. ข้อสอบจำนวน 3 ข้อ ซึ่งเป็นแบบสุ่ม (random design)
2. ผู้ตรวจข้อทดสอบจำนวน 2 ประเภท ซึ่งเป็นแบบคงที่ (fixed design)
3. ผู้สอบจำนวน 200 คน ซึ่งเป็นสุ่ม (random design)
ข.ตัวแปรตาม ได้แก่
1. ค่าสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุป ของการตรวจคะแนนแต่ละเงื่อนไข
2. ค่าดัชนีความเชื่อถือ ของผลการตรวจคะแนนแต่ละเงื่อนไข
เครื่องมือ(tool) ได้แก่ ข้อทดสอบ CU-TEP ซึ่งเป็นแบบสอบแบบเรียงความภาษาอังกฤษจำนวน 3 ข้อที่คณะกรรมการสร้างและพัฒนาแบบทดสอบวัดสมิทธิภาพทั่วไปทางภาษา อังกฤษของสถาบันภาษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างและพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ทดสอบ ความสามารถทางด้านการเขียนของนิสิตนักศึกษา และบุคคลที่สนใจทั่วไป
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1.สุ่มกระดาษคำตอบของแบบทดสอบ CU-TEP ซึ่งเป็นแบบทดสอบเรียงความ ภาษาอังกฤษจำนวน 3 ข้อ ที่คณะกรรมการสร้างและพัฒนาแบบทดสอบวัดสมิทธิ ภาพทั่วไปทางภาษาอังกฤษของสถาบันภาษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างและพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ทดสอบความสามารถทางด้านการเขียนของนิสิต นักศึกษา และ บุคคลที่สนใจทั่วไป
การเก็บรวบรวมข้อมูล
1.สุ่มกระดาษคำตอบของแบบทดสอบ CU-TEP จำนวน 200 ฉบับ จากจำนวน 343 ฉบับจากผู้ทดสอบที่เป็นนิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปที่สมัครสอบเชิงทุน รัฐบาลเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ประจำปี 2535 ของคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน (ก.พ.) อนึ่ง กระดาษคำตอบเหล่านี้แต่ละฉบับได้รับการตรวจให้คะแนนโดยผู้ตรวจ 2 ท่าน ที่มีประสบการณ์ในการตรวจแบบทดสอบเรียงความของแบบทดสอบ CU-TEP มาก่อนโดยอาศัยเกณฑ์การให้คะแนนแต่ละข้อเป็นแบบเกณฑ์ความสามารถ (ability band) ผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีทั้งหมด 6 ท่าน
2. มอบหมายให้ผู้ตรวจข้อทดสอบเรียงความที่ไม่เคยตรวจข้อทดสอบ CU-TEP มาก่อนแต่เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่เคยตรวจข้อทดสอบเรียงความมาก่อนเพื่อ ทำการตรวจข้อทดสอบแต่ละฉบับ 2 ท่าน โดยอาศัยเกณฑ์การให้คะแนนข้อทดสอบ แต่ละข้อแบบเกณฑ์ความสามารถเช่นเดียวกัน ผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจทาง อ้อมมีทั้งหมด 6 ท่าน
3. นำคะแนนที่ได้จากการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดย ตรงและทางอ้อมมาเตรียมข้อมูล เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่อไป
การสร้างและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์
1. ศึกษาแนวคิดของทฤษฎีการอ้างอิงสรุปจากหนังสือที่เกี่ยวข้อง เช่น Elements of Generalizability theory (Brennn, 1983) และ Some Applications of Generalizability theory to the Dependability of Domain-Referenced tests (Brennan, 1979) เป็นต้น
2. เขียนโปแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นด้วยภาษา FORTRAN 77 ตามสูตร และแนวคิด ในหนังสือดังกล่าวแล้วข้างต้น (Brennan,1979:54-58 ; Brennan, 1983 : 7-90,142- 153 ) โดยมุ่งที่จะใช้โปรแกรมดังกล่าวกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจาก โปรแกรมมีขนาดยาวมาก จึงเกินขีดจำกัดของโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่อง (compiler) ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนไปเขียนโปรแกรมด้วยภาษา FORTRAN เพื่อใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (mainframe) แทน
3. ทำการทดสอบการทำงานของโปรแกรมโดยอาศัยข้อมูลและผลลัพธ์ที่แสดงไว้ ในหนังสือทั้ง 2 เล่ม ดังกล่าว เป็นเครื่องตรวจสอบความถูกต้องแล้วปรับปรุงแก้ไข โปรแกรมเพื่อให้สามารถทำงานให้ได้ผลถูกต้องเหมือนกับที่แสดงไว้ในหนังสือดัง กล่าวแล้ว
การวิเคราะห์(analysis) 1. ใช้โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อคำนวณหาค่าดัชนีความเชื่อถือและค่าสัมประสิทธิ์ การอ้างอิงสรุปของปัจจัยประกอบต่าง ๆ ในเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษา
2. ทดสอบความแตกต่างของค่าดัชนีความเชื่อถือและค่าสัมประสิทธิ์การอ้างอิง สรุปที่ได้จากการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงกับผู้ ตรวจข้อทดสอบที่มีประสบการณ์ตรวจทางอ้อมด้วย t-test 3. ทดสอบความแตกต่างของค่าดัชนีความเชื่อถือและค่าสัมประสิทธิ์การอ้างอิง สรุปที่ได้จากโปรแกรมที่เขียนขึ้นกับค่าต่าง ๆ ดังกล่าวที่ปรากฏในหนังสือทั้ง 2 เล่ม ดังกล่าว แล้วด้วย t-test เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของโปรแกรม
ข้อสรุป(summary) ก. ด้านการประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีการอ้างอิงสรุปเพื่อการตรวจข้อทดสอบ เรียงความ
1.ในกรณีที่กำหนดให้ผู้ตรวจข้อทดสอบทุกประเภทตรวจข้อทดสอบทุกข้อ ของผู้ทดสอบทุก คน หรือ [PxIxR]
1.1 เมื่อ R=fixed และ P,l =random ปรากฏว่า ผลการตรวจให้คะแนนแบบ ทดสอบเรียงความของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดย เฉลี่ยและสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสูงกว่าผลการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มี ประสบการณ์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ
1.2 เมื่อ l,P,R = random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความ ของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดยเฉลี่ยและ สัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสูงกว่าผลการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มี ประสบการณ์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกันกับข้อ 1.1 กล่าวคือ
2. ในกรณีที่กำนหดให้ผู้ตรวจข้อทดสอบบางประเภทตรวจข้อสอบบางข้อมูลทุก คนหรือ (Px(R:l)
2.1 เมื่อ R=fixed และ P,l = random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบ ทดสอบเรียงความของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดย เฉลี่ยและสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสูงกว่าผลการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มี ประสบการณ์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ
2.2 เมื่อ l,P,R=random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความ ของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดยเฉลี่ยและ สัมประสิทธิการอ้างอิงสรุปสูงกว่าผลการตรวจให้คะแนนของผู้ตรวจที่มี ประสบการณ์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกันข้อ 2.1
3. เมื่อกำหนดให้ผู้ตรวจบางประเภท ตรวจข้อทดสอบทุกข้อของผู้สอบบางคน หรือ lx(P:R)
3.1 เมื่อ R=fiexed และ P,l=random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบ ทดสอบเรียงความของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดย เฉลี่ยเท่ากับค่าดังกล่าวของผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความของผู้ตรวจ ที่มีประสบการณ์ตรวจทางอ้อมและมีสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปต่ำกว่าอย่างมีนัย สำคัญ
3.2 เมื่อ l,P,R=random ปรากฏว่าผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความ ของผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ตรวจโดยตรงมีดัชนีความเชื่อถือโดยเฉลี่ยต่ำกว่าค่าดัง กล่าวของผลการตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเรียงความผู้ตรวจที่มีประสบการณ์ทาง อ้อมแต่มีสัมประสิทธิ์การอ้างอิงสรุปสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ข.ด้านการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งาน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ก. เพื่อการนำไปใช้
1. การตรวจข้อทดสอบเรียงความภาษาอังกฤษควรจะต้องตรวจโดยผู้ตรวจที่มี ความรู้ความสามารถในการตรวจ ซึ่งอาจเกิดจากมีประสบการณ์ในการตรวจโดยตรง หรือเกิดจากการเข้าใจเกณฑ์การตรวจเป็นอย่างดีรวมทั้งมีพื้นความรู้ภาษาอังกฤษเป็น อย่างดีด้วยหากจำเป็นต้องอาศัยผู้ตรวจอื่นที่ไม่มีความรู้หรือความสามารถดังกล่าว บุคคลเหล่านั้นควรได้รับการฝึกฝนการตรวจให้คะแนนข้อทดสอบเรียงความมาก่อน ด้วยจึงได้ผลดี
2. วิธีการตรวจให้คะแนนข้อทดสอบเรียงความที่ดีที่สุด ในกรณีที่มีปัจจัย ประกอบ 3 อย่าง คือ ผู้ตรวจ ข้อทดสอบ และผู้สอบ ควรที่จะกำหนดให้ผู้ตรวจเป็นผู้ ที่ประสบการณ์ในการตรวจโดยตรงหรือทางอ้อมและมีพื้นความรู้ความสามารถดี ได้ รับการคัดสรรมาแล้วและมีจำนวนจำกัด(fixed) โดยให้ผู้ตรวจบางประเภทตรวจข้อ ทดสอบทุกข้อ ของผู้สอบบางคน กล่าวคือ lx(P:R) เมื่อ R=fixed และ P,l=random เช่น แบ่งกระดาษคำตอบของผู้สอบออกเป็นกลุ่มย่อยหลาย ๆ กลุ่มแล้วให้ผู้ตรวจที่มี ความสามารถดังกล่าวตรวจโดยผู้ตรวจแต่ละคนตรวจข้อทดสอบทุกข้อของผู้สอบ เสร็จแล้วให้ผู้ตรวจอีกคนหนึ่งทำการตรวจซ้ำ และนำคะแนนของผู้ตรวจทั้ง 2 คน มา รวมกัน
3. หากไม่จำเป็นไม่ควรสุ่มผู้ตรวจที่คิดว่ามีความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษ เท่านั้นมาเป็นกรรมการตรวจข้อทดสอบเรียงความ เพราะจะทำให้ความเที่ยงในการ ตรวจต่ำซึ่งเกิดจากการให้คะแนนไม่คงเส้นคงวาเท่าที่ควร
4. ในอนาคตถ้ามีโปรแกรมที่สามารถเปลี่ยนโปรแกรมภาษา FORTRAN ที่มี ขนาดใหญ่เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเอร์ได้ (FORTRAN COMPLIER) ควรที่จะทำ การเปลี่ยนโปรแกรมดังกล่าว เพื่อให้สามารถใช้งานได้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะสะดวกกว่าการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่แต่โปรแกรมต้องมีการปรับ ปรุงแก้ไขบ้างเล็กน้อย ขณะนี้ผู้วิจัยทราบว่าบริษัท Microsoft กำลังพัฒนา Compiler ดังกล่าว อยู่คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้โปรแกรมดังกล่าวคงจะนำออกวางตลาดได้
อนึ่ง สำหรับท่านที่เชี่ยวชาญภาษาคอมพิวเตอร์อย่างอื่นท่านก็อาจจะเปลี่ยนภาษา ORTRAN เป็นภาษาอื่นที่เหมาะกับการคำนวณก็ได้ เช่น ภาษา BASIC และ Quick BASIC เป็นต้น แต่ผู้วิจัยไม่ทราบว่าทั้ง 2 ภาษา นี้ โปรแกรม สำหรับเปลี่ยนรหัสเป็น ภาษาเครื่อง (compiler) มีขัดจำกัดมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ท่านที่สนใจควรต้องการ ศึกษาเรื่องนี้ก่อนล่วงหน้าด้วย
ข. เพื่อการวิจัยต่อไป
1. ควรทำการศึกษาเรื่องในทำนองเดียวกันนี้อีกแต่ควรเพิ่มเงื่อนไขของการ ทดสอบให้มากขึ้น รวมทั้งควรเพิ่มจำนวนปัจจัยประกอบ(facet) ที่เกี่ยวข้องให้มาก ขึ้น เช่นเวลาในการสอบ เวลาในการตรวจให้คะแนนความรู้ความสามารถของผู้ตรวจ และวิธีการตรวจให้คะแนนเป็นต้น เพื่อศึกษาว่าเงื่อนไขใดบ้างจะทำให้ความเที่ยงใน การให้คะแนนสูงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และสะดวกในทางปฏิบัติทั้งนี้เพื่อเป็นการ กระตุ้นให้นักทดสอบนำข้อทดสอบแบบเรียงความมาใช้ให้มากยิ่งขึ้น
2. ควรทำการศึกษาด้วยว่าในกรณีที่เป็นข้อทดสอบเรียงความภาษาอื่นที่ไม่ใช่ ภาษาอังกฤษข้อค้นพบต่าง ๆ จากการศึกษาครั้งนี้รวมทั้งที่ได้เสนอแนะไว้ในข้อที่ 1 ข้างต้นนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ทั้งนี้เพื่อจะได้มีผู้สนใจนำผลการศึกษาไป ใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนหรือการทดสอบแต่ละภาษาต่อไป
ปี 2538
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved