Current Record: นายอรรถพล เรืองบุรพ

นายอรรถพล เรืองบุรพ

     1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่มที่เรียนจากสไลด์เทป ที่มีรูปแบบคำบรรยายต่างกัน มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีระดับความสามารถทางการเรียนต่างกันทั้ง 3 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
     2. ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความสามารถทางการเรียนสูงและต่ำ และรูปแบบของ คำบรรยายสไลด์เทป 3 แบบ มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 3526
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองเรื่อง ภัยจากยาเสพติดให้โทษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
คำสำคัญ(keyword) การศึกษา,ผลสัมฤทธิ์,การเรียน,วิชาหน้าที่พลเมือง,ภัยจากยาเสพติดให้โทษ,นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้วิจัย นายอรรถพล เรืองบุรพ
ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ 6
สถานที่ติดต่อ หัวหน้างานวิจัยประเมินผลและบริหาร หน่วยศึกษา นิเทศก์ สำนักงานประถมศึกษาอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) มีนาคม 2523 - มกราคม 2524
ประเภท วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อเสนอต่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
ประวัติความเป็นมา(history)      ปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การจัดการศึกษา มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่งานวิจัยเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอนยัง มีน้อย และเท่าที่มีอยู่ก็เป็นการวิจัยของต่างประเทศซึ่งใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศทางยุโรปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีหลายสิ่งที่อาจจะ นำมาใช้กับเด็กนักเรียนในประเทศไทยไม่ค่อยเหมาะสมนัก

     ผู้วิจัยเห็นว่าสไลด์เทปมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อการศึกษาและเป็นสื่อที่ได้รับ ความนิยมอย่างกว้างขวาง เพราะตัวเครื่องขยายและแผ่นภาพสไลด์มีราคาไม่สูงเกินไป นัก โรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาสามารถจัดซื้อหาได้ไม่ยากนัก

     จากการศึกษาและสำรวจดูลักษณะคำบรรยายสไลด์เทปพบว่า เท่าที่มีอยู่เกือบทั้งหมด จะเป็นการพูดบรรยาย ซึ่งมีลักษณะไม่สอดคล้องกับความสนใจ ความชอบของ เด็กระดับประถมศึกษา ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาวิจัยเพื่อเปรียบเทียบรูปแบบของ คำบรรยายสไลด์เทปว่า ระหว่างคำบรรยายสามรูปแบบคือ การพูดบรรยาย การสนทนา หรือคำคล้องจองรูปแบบใดจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้ดีกว่ากัน
วัตถุประสงค์(objective)      1. เพื่อศึกษาความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองเรื่อง ภัยจากยาเสพติดให้โทษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการเรียนจากสไลด์เทป ที่มีเสียงคำบรรยายที่มีรูปแบบต่างกัน 3 แบบ คือ การพูดบรรยาย (talk) การสนทนา (dialogue) และคำคล้องจอง (poetry)
     2. เพื่อศึกษาว่า รูปแบบของคำบรรยายสไลด์เทปทั้ง 3 แบบนั้น จะเหมาะสมกับเด็กนักเรียน ที่มีความสามารถทางการเรียนสูง หรือเด็กนักเรียนที่มีระดับความสามารถทางการเรียนต่ำ
สมมุติฐาน(assumption)      1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องภัยจากยาเสพติดให้โทษในวิชาหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนจากสไลด์เทปที่มีรูปแบบคำบรรยายที่แตกต่าง กันจะแตกต่างกัน
     2. นักเรียนกลุ่มที่มีความสามารถทางการเรียนสูงที่เรียนจากสไลด์เทปที่มีคำบรรยาย แบบคล้องจอง จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มที่มีความสามารถทางการเรียน สูงที่เรียนจากสไลด์เทปแบบอื่น และสูงกว่ากลุ่มที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำที่เรียน จากสไลด์เทปที่มีคำบรรยายทุกรูปแบบ
กลุ่มตัวอย่าง(sample)      กลุ่มตัวอย่าง ในการทดลองครั้งนี้ผู้วิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ปีการศึกษา 2522 จำนวน 120 คน ได้ดำเนินการแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามขั้นตอนดังนี้
     1. นำคะแนนรวมผลสอบปลายปี (G.P.A.) ของประชากรซึ่งเป็นนักเรียนในชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ทั้งหมดซึ่งมีจำนวน 184 คน มาจัดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย
     2. แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มีระดับการเรียนสูงและกลุ่มที่ระดับการ เรียนต่ำจำนวนกลุ่มละ 60 คน รวม 120 คน โดยกลุ่มสูงนำมาจากผู้ที่ได้คะแนนสูงจาก ลำดับที่ 1 ถึง 60 และกลุ่มต่ำนำมาจากผู้ที่ได้คะแนนต่ำตั้งแต่ลำดับที่ 125 ถึง 184 โดยตัดผู้ที่อยู่ช่วงกลางออกไป
     3. กำหนดหมายเลขให้กับนักเรียนแต่ละคน ทั้งกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ โดยใช้ตารางเลขสุ่ม เพื่อส่งเข้ากลุ่มทดลองทั้งสามกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มมีจำนวน40 คน โดยเป็นนักเรียน กลุ่มสูง 20 คน และกลุ่มต่ำ 20 คน
     4. ทำการสุ่มอย่างง่ายอีกครั้งหนึ่งเพื่อนำกลุ่มตัวอย่างมาใส่ในกลุ่มทดลองทั้งสามกลุ่ม กลุ่มทดลอง ก.(สไลด์คำบรรยาย) กลุ่มทดลอง ข.(สไลด์คำสนทนา) และกลุ่มทดลอง ค.(สไลด์คำคล้องจอง) เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการทดลอง ผู้วิจัยได้เลือกเนื้อหาวิชาสังคมศึกษา โดยศึกษาจากหลักสูตรและโครงการสอนวิชาสังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องภัยจากยาเสพติดให้โทษ โดยได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ตอนด้วยกันคือ
          1. ความหมายของยาเสพติดให้โทษ
          2. สาเหตุที่ทำให้ติดยาเสพติดให้โทษ
          3. ผลร้ายของยาเสพติดให้โทษ
          4. การป้องกันการเสพติด
การรวบรวมข้อมูล(gathering)      1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้ดำเนินการสร้างสไลด์เทป โดยได้ศึกษารายละเอียด ของเนื้อหา และลักษณะของคำบรรยายแต่ละแบบ เขียนสคริปต์ เขียนคำบรรยายถ่ายภาพ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสคริปต์และภาพ แล้วจึงนำไปบันทึกเสียง และนำไปทดลอง ใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 คน และทำการแก้ไขภาษาและถ่ายภาพ ซ่อมอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงนำไปใช้ทดลองจริง
     2. สร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยสร้างแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก ได้นำไป ทดลองและคัดเลือกข้อสอบที่มีความยากง่ายระหว่าง .20 ถึง .80 และมีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ .20 ขึ้นไป และคัดเลือกเพื่อนำไปใช้ในการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 50 ข้อ วิธีการดำเนินการทดลอง เมื่อได้ดำเนินการแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง ก. กลุ่มทดลอง ข. และกลุ่มทดลอง ค. แล้วผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองดังนี้ 1. ดำเนินการทดลองโดยให้กลุ่มทดลอง ก. เรียนจากสไลด์เทปแบบพูดบรรยาย กลุ่มทดลอง ข. เรียนจากสไลด์เทปแบบสนทนา และกลุ่มทดลอง ค. เรียนจากสไลด์เทปที่มีถ้อยคำคล้องจอง
     2. วิธีการสอนในแต่ละครั้งจะเริ่มด้วยการสอนเนื้อหา นำเข้าสู่บทเรียน ความคิดรวบยอด ประมาณ 20 นาที แล้วจึงดำเนินการฉายสไลด์เทปอีก 30 นาที รวมเวลาที่ใช้ในการทดลอง ครั้งละประมาณ 50 นาที จำนวนกลุ่มละ 4 ครั้ง และทำการสอนติดต่อกันเป็นเวลา 4 วัน
     3. ทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องภัยจากยาเสพติดให้โทษ จำนวน 50 ข้อ ในวันต่อมาหลังจากดำเนินการทดลองครบทั้ง 4 ครั้งแล้ว
การวิเคราะห์(analysis)      1. ค่าสถิติพื้นฐาน
     2. ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบแบบแบ่งครึ่ง (Split Half)
     3. ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการวัด (Standard Error of Measurement)
     4. วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสององค์ประกอบ (Two-way Analysis of Variance)
ข้อสรุป(summary)      1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่มที่เรียนจากสไลด์เทป ที่มีรูปแบบคำบรรยายต่างกัน มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีระดับความสามารถทางการเรียนต่างกันทั้ง 3 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
     2. ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความสามารถทางการเรียนสูงและต่ำ และรูปแบบของ คำบรรยายสไลด์เทป 3 แบบ มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ข้อเสนอแนะ(suggestion)      1. ในการผลิตสไลด์เทปเพื่อใช้ในการเรียนการสอน ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ของคำบรรยายบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซาก และน่าเบื่อหน่าย โดยใช้คำบรรยายสนทนา คำคล้องจองและคำบรรยายสับเปลี่ยนกันไปบ้างแทนการใช้วิธีบรรยายแต่เพียงอย่างเดียว
     2. ควรจะมีการวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทางการเรียน โดยใช้สไลด์เทปที่มีคำบรรยายทั้ง 3 รูปแบบ กับเนื้อหาวิชาที่มีลักษณะแตกต่างกัน และทดลองในระดับชั้นอื่น ๆ เพื่อดูผลการ วิจัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
     3. น่าจะมีการศึกษาใช้คำบรรยายทั้ง 3 รูปแบบ กับสื่อการสอนประเภทอื่นๆ บ้าง เช่น บทเรียนโปรแกรม หนังสือการ์ตูน ฟิล์มสตริป และภาพโปสเตอร์ ว่าจะส่งผลต่อการเรียน รู้แตกต่างกันหรือไม่ และคำบรรยายรูปแบบใดจะให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ดีกว่ากัน
ปี 2524
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved