Current Record: นายแสงสิน แพทย์ประพาฬ

นายแสงสิน แพทย์ประพาฬ

จากผลการวิจัยมีประเด็นเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำเสนอ ซึ่งควรนำมาอภิปรายดังนี้
     1. เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณรวมทุกหมวดรายจ่าย
          1.1 นโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ สอดคล้องกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญและผู้วิจัยเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการงบประมาณ ซึ่งความสำคัญของนโยบายต่อหลักเกณฑ์การพิจารณางบประมาณแผ่นดินนั้น ไพศาล ชัยมงคล (2526 : 85) กล่าวว่า ในการพิจารณางบประมาณแผ่นดินจะต้องดูว่ามีนโยบาย อะไรที่สนับสนุนงานที่จะปฏิบัติ และนโยบายจะเป็นแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงาน อันสำคัญที่จะต้องจัดไว้ในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เกิดการดำเนินการให้บรรลุ วัตถุประสงค์
          1.2 แนวทางพัฒนาสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นเกณฑ์ ที่ใช้ในการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบัน และผู้วิจัยเสนอให้นำมาใช้ประกอบการ พิจารณา เนื่องจากในการจัดทำเอกสารอังกล่าวผู้วิจัยเป็นผู้รับผิดชอบการจัดทำ ในฐานะเลขานุการโครงการ และเห็นว่าเนื้อหาในเอกสารจะระบุสภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการ วัสดุ ครุภัณฑ์ งบประมาณไว้อย่างละเอียด จำแนกตามรายการและระบุ เป้าหมายของการพัฒนาเป็นรายปี สอดคล้องกับแผนพัฒนาระยะ 5 ปี บุคลากรที่มีส่วนจัดทำเอกสารดังกล่าวประกอบด้วย บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการทั้งส่วนกลาง และภูมิภาค และมีบุคลากรจากหน่วยงานภายนอกมาร่วมด้วย เมื่อเอกสารดังกล่าว เสร็จก็ได้จัดส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ทราบแนวทางการ พัฒนา และขอความสนับสนุนในการจัดตั้งงบประมาณ และได้ส่งให้สำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอทุกแห่ง ได้ใช้เป็นข้อมูลในการจัด ทำแผนพัฒนาประจำปีด้วย ข้อมูลในเอกสารดังกล่าว จึงควรใช้ประกอบการพิจารณา จัดสรรงบประมาณ
          1.3 แผนพัฒนาการศึกษา ในความหมายของผู้วิจัย หมายถึง แผนพัฒนาระยะ 5 ปี แผนพัฒนาประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ และของสำนักงานปลัดกระทรวง แผนพัฒนาประจำปีของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เหตุผลที่ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเอกสารแผนเป็นผลที่ได้จากกิจกรรมของการวางแผน ซึ่ง Vernon และ Hughes (Vernon A. Masselman and Eugene H. Hughes 1969 : 1770 อ้างถึงในสนานจิตร สุคนธทรัพย์ "การวางแผนการศึกษา" 2529, อัดสำเนา) กล่าวว่า การวางแผนเป็น ภารกิจทางการบริหารที่เกี่ยวกับการเตรียมกิจกรรมที่จะทำให้อนาคต ซึ่งภารกิจ ดังกล่าว ครอบคลุมถึงการควบคุมด้านการเงิน รวมทั้งการใช้งบประมาณและวิธีการควบคุม งบประมาณ การใช้แผนพัฒนาการศึกษาเป็นเกณฑ์จัดสรรงบประมาณจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม อย่างไรก็ดีจากากรวิจัยผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะให้ใช้แผนพัฒนาจังหวัดเป็นเกณฑ์ประการ หนึ่ง ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าเนื่องจากแผนพัฒนาจังหวัดในขณะนี้ยังมิได้ทำตามรูปแบบที่ควรจะ เป็นอย่างครบถ้วน ในขั้นนี้จึงยังไม่เสนอให้ใช้เอกสารดังกล่าว แต่ในระยะยาวหามี การวางแผนพัฒนาจังหวัดตามขั้นตอนและหลักการวางแผนรวมทั้งมีการวิเคราะห์แผนงาน/ โครงการก่อนรวมเป็นแผนของจังหวัดอย่างจริงจัง ก็ควรรวมแผนพัฒนาจังหวัดไว้เป็น ข้อหนึ่ง
          1.4 บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ผู้วิจัยเห็นว่ามี ความสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณา ดังที่ Getzels และ Cuba (Jacob W. Getzels and Egon G.Guba อ้างถึงใน นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์ 2527 : 49) ได้กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของ องค์การจะเป็นสิ่งกำหนดให้บุคคลปฏิบัติงานอย่างมีกฎและมีหลักการ ดังนี้การพิจารณา บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจะทำให้พิจารณากิจกรรม ที่จะต้องปฏิบัติได้ชัดเจน และสามารถจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจที่จะต้อง ปฏิบัติ
          1.5 จำนวนงบประมาณที่ได้รับ เกณฑ์ที่สอดคล้องกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญและผู้วิจัยเห็น ว่าจำเป็นต้องนำมาพิจารณาเนื่องจากโดยหลักการวางแผนจะต้องคำนึงถึงทั้งสิ่งที่ ประสงค์จะดำเนินการ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร
          1.6 คำขอของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ผู้วิจัยเสนอเกณฑ์นี้ เนื่องจากสำนักงานนี้เป็น หน่วยปฏิบัติงาน ย่อมทราบข้อมูลความจำเป็นของหน่วยงานในบางเรื่องได้ดีกว่าหน่วยงาน ในส่วนกลาง ดังนั้นการนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาจะทำให้สามารถพิจารณา ได้รอบคอบและตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น
     2. เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณจำแนกตามหมวดรายจ่าย
          2.1 หมวดเงินเดือน ค่าจ้างประจำและค่าจ้างชั่วคราว เกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำเสนอในหมวดเหล่า นี้สอดคล้องกับเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญซึ่งผู้วิจัย เห็นว่าจำเป็นทุกรายการที่นำเสนอมีความจำเป็นต้องใช้ในการพิจารณา
          2.2 หมวดค่าตอบแทน ใช้สอย และวัสดุ เกณฑ์ที่ผู้วิจัยเสนอ 4 รายการแรกได้แก่ จำนวนงบประมาณที่ได้รับรายจ่ายจริงจากปีงบประมาณที่ผ่านมา จำนวนบุคลากรที่ ปฏิบัติงาน จำนวนวัน/ครั้งที่ใช้ในการปฏิบัติงาน เป็นเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์ เกินครึ่งหนึ่งระบุไว้ และสอดคล้องกับเกณฑ์ที่ใช้อยู่ ส่วนอีก 4 รายการได้แก่สภาพ ภูมิศาสตร์ การคมนาคม ขนาดของจังหวัด ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจำนวนโรงเรียน หน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัด เป็นเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญต่ำกว่าครึ่งหนึ่งระบุไว้ และ 2 รายการ คือ สภาพภูมิศาสตร์ การคมนาคม และจำนวนโรงเรียน หน่วยงานทางการศึกษา เป็นเกณฑ์ที่ใช้อยู่ ซึ่งทั้ง 4 รายการนี้ ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจากขนาดของจังหวัดเป็นสิ่งสัมพันธ์กับประเภทและปริมาณของกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ ตลอดจน ำนวนบุคลากรที่ใช้ ส่วนสภาพภูมิศาสตร์และการคมนาคมในจังหวัดผู้วิจัยเห็นว่าเป็น การสัมพันธ์กับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เนื่องจากสภาพ ที่ต่างกันจะใช้ระยะเวลาต่าง กัน สำหรับระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การจ่ายค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ จะมีระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง การพิจารณาจากเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้การจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับความเป็นจริงตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด ไว้ เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าตอบแทนในเรื่องจำนวนโรงเรียนและหน่วยงานทางการ ศึกษาผู้วิจัยมีความเห็นว่า เกณฑ์ดังกล่าวจะสัมพันธ์กับลักษณะกิจกรรมและปริมาณงานที่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจะต้องปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การไปเยี่ยมเยียน การให้ บริการ
          2.3 หมวดสาธารณูปโภค เกณฑ์ทั้งหมดที่ผู้วิจัยนำเสนอในหมวดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอที่ ผู้เชี่ยวชาญเกินครึ่งระยะไว้ และสอดคล้องกับเกณฑ์ที่ใช้อยู่ทั้งหมด อย่างไรก็ดีมีผู้เชี่ยวชาญ ได้เสนอว่า การจัดสรรงบประมาณหมวดนี้ควรมีการสำรวจอุปกรณ์เครื่องใช้ในสำนักงาน เพื่อคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายจริง แต่ควรพิจารณาด้วยว่า การใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคเป็นไป อย่างประหยัดหรือไม่ ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าเป็นวิธีการที่ดี แต่อาจยังทำได้ยากในปัจจุบันจึงยังไม่ นำเสนอ
          2.4 หมวดค่าครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง เกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำเสนอในหมวดนี้ตรงกับ ที่ใช้อยู่ทั้งหมด และตรงกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญเกินครึ่ง รวม 3 รายการได้แก่ เกณฑ์ขั้นต่อที่กำหนดไว้ การจัดสรรทดแทนของเดิมที่ชำรุดหรือหมดอายุการใช้งาน และคำขอของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ส่วนจำนวนงบประมาณที่ได้รับ ที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ผู้วิจัยเห็นว่าจำเป็นเนื่องจากวงเงินงบประมาณเป็น ข้อจำกัดที่จะต้องคำนึงถึงตามหลักการจัดสรรงบประมาณ สำหรับค่าใช้จ่ายหมวดนี้มี ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ควรแยกประเภทของครุภัณฑ์ว่าเป็นครุภัณฑ์เสริมหรือครุภัณฑ์ทดแทน และครุภัณฑ์บางอย่างควรจัดให้เป็นชุด ซึ่งผู้วิจัยเห็นด้วยกับข้อเสนอ ดังกล่าว
          2.5 หมวดเงินอุดหนุนและรายจ่ายอื่น งบประมาณหมวดนี้โดยสภาพความเป็นจริงไม่ได้ จัดสรรให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เกณฑ์ที่นำเสนอ 3 รายการ มี 2 รายการที่ตรงกับ ข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญครึ่งหนึ่งขึ้นไป ได้แก่จำนวนงบประมาณที่ได้รับ และจำนวน บุคลากรที่ปฏิบัติงาน ส่วนจำนวนวัน/ครั้งที่ใช้ปฏิบัติงาน มีผู้เชี่ยวชาญเสนอต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ผู้วิจัยเห็นว่าจำเป็นเนื่องจากจำนวนวัน/ครั้งที่ปฏิบัติงานจะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงความ เป็นจริงที่จะต้องใช้งบประมาณ
     3. จากข้อเสนอเพิ่มเติมของผู้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกณฑ์มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
          3.1 การนำเกณฑ์ไปใช้
               3.1.1 จากผลการวิจัย ซึ่งพบว่าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณให้ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เสนอว่าเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาควรจะได้มีการกำหนด น้ำหนักกำกับ ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาและผู้เชี่ยวชาญก็ได้เสนอสอดคล้องกัน ว่าเกณฑ์ที่จะนำไปใช้ควรมีการเรียงลำดับความสำคัญและกำหนดน้ำหนักกำกับใน ประเด็นนี้ผู้วิจัยมีความเห็นตรงกันว่าการนำเกณฑ์ไปใช้ควรต้องมีการกำหนดน้ำหนัก กำกับเกณฑ์แต่ละรายการ โดยอาจกำหนดช่วงน้ำหนักระหว่าง 1-5 วิธีการกำหนด น้ำหนัก อาจทำโดยใช้มติของคณะกรรมการ/คณะทำงาน ซึ่งจะต้องคำนึงถึง นโยบายและสภาพความจำเป็นในแต่ละช่วงเวลา
               3.1.2 ระยะเวลาการนำเกณฑ์ไปใช้ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์เห็นว่า เกณฑ์ที่กำหนดขึ้น ควรจะนำไปใช้ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจึงติดตามผลการใช้ แล้วนำผลมาปรับปรุงเกณฑ์ ในประเด็นนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่า ก่อนนำเกณฑ์ไปใช้แต่ละปี คณะกรรมการควรทำงาน ควรมีการนำเกณฑ์ที่กำหนดไว้มาพิจารณาทบทวน และเมื่อนำไปใช้แล้วให้มีการติดตามผลการใช้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเกณฑ์ในระยะต่อไป
     4. วิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณ การนำเสนอวิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณของผู้วิจัย ตรงกับข้อเสนอทั้งของศึกษาธิการจังหวัดและผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งให้จัดทำในรูปคณะกรรมการ สำหรับองค์ประกอบด้านบุคลากรที่มีส่วนร่วม ศึกษาธิการระบุว่าควรมีบุคลากรจาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมาร่วมในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ แต่ผู้เชี่ยวชาญ เสนอว่า บุคลากรจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดควรมีส่วนร่วมในฐานะผู้ให้ข้อมูล และควรมีบุคลากรภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ผู้วิจัยได้นำเสนอว่าองค์ ประกอบผู้จัดสรรงบประมาณควรเป็นบุคลากรจากส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง สำหรับบุคลากร จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ควรมีส่วนร่วมในฐานะผู้ให้ข้อมูลมากกว่าเป็นผู้ร่วมจัดสรรเนื่องจากผู้แทนจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นกลุ่มที่จะมีผลได้ ผลเสียจากการจัดสรร สำหรับในประเด็นบุคลากรภายนอก ผู้วิจัยมีความเห็นว่าควรจะมี บุคลากรจากหน่วยงานอื่นมาร่วมเป็นคณะกรรมการหรือคณะทำงานในการพิจารณา จัดสรรงบประมาณด้วย เช่น จากสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่ง ชาติ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะการจัดสรรงบประมาณมีความสัมพันธ์กับนโยบายและแผน ทางการศึกษา และงบประมาณ ระเบียบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับบุคลากร การมีบุคลากรจาก ภายนอกจะทำให้ได้ข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นนโยบายการบรรจุข้าราชการ การก่อสร้างและเกณฑ์ที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจในระบบงาน ที่สัมพันธ์กันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้อาจยังไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ทันทีเนื่อง จากจะต้องผ่านการพิจารณาตัดสินใจจากระดับนโยบายก่อน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 3454
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณสำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
คำสำคัญ(keyword) การพัฒนา,เกณฑ์,การจัดสรรงบประมาณ,สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
ชื่อผู้วิจัย นายแสงสิน แพทย์ประพาฬ
ตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายแผนงานและติดตามประเมินผล
สถานที่ติดต่อ สำนักงานศึกษาธิการจัดหวัดสระบุรี อ.เมือง จ. สระบุรี 18000
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) มีนาคม 2530 - เมษายน 2533
ประเภท วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อเสนอต่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history)      ปัจจัยที่เป็นทรัพยากรพื้นฐานสำคัญในการบริหารงานโดยทั่ว ๆ ไปนั้น ย่อมประกอบด้วย คน เงิน วัสดุ และการจัดการ และทรัพยากรที่มีบทบาทมากในการบริหารองค์การ คือ เงินหรืองบประมาณ งบประมาณมีความสำคัญต่อการบริหารงานของรัฐบาลมาก เพราะ รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือสนองวัตถุประสงค์ต่าง ๆ คือ รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศ ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนินิบัญญัติให้ดีขึ้น โดยฝ่ายนิติบัญญัติจะใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือตรวจสอบและควบคุมการบริหาร งานต่าง ๆ ของรัฐ เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นเครื่องมือ ประสานสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล (ไพศาล ชัยมงคล, 2526 : 24) นอกจากนั้น การจัดงบประมาณแผ่นดินยังช่วยให้รัฐบาลบริหารการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพใน ขอบเขตของงบประมาณที่จัดทำขึ้น

     จากความสำคัญของงบประมาณดังกล่าวมาแล้ว ทำให้มีการพัฒนาระบบงบประมาณของ ประเทศไทย กล่าวคือ ในระยะก่อนปีงบประมาณ 2525 ระบบงบประมาณแผ่นดินของ ประเทศไทยเป็นระบบงบประมาณที่เน้นการควบคุมการใช้จ่ายเงิน หรือที่เรียกว่าระบบ งบประมาณแบบแสดงรายการ ปัญหาที่เกิดจากการใช้ระบบงบประมาณนี้คือบริหาร งบประมาณไม่เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาประเทศเท่าที่ควรการวิเคราะห์ การจัดสรรงบประมาณจะใช้วิธีพิจารณาส่วนที่เพิ่มจากปีก่อน (incremental budget) โดยไม่พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินอย่างจริงจัง ทำให้งบประมาณที่ จัดสรรให้ส่วนราชการในแต่ละปีจึงสูงขึ้นตลอดมา และอีกประการหนึ่งคือ การบริหาร ต้องได้รับการพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จากปัญหาดังกล่าวรัฐบาลโดยสำนักงบประมาณ จึงได้เปลี่ยนระบบงบประมากทลีใช้อยู่เดิมมาเป็นระบบงบประมาณแสดงแผนงาน เมื่อปีงบประมาณ 2525 เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และนโยบายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

     การเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณดังกล่าวสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการก็ได้บริหารงานงบประมาณของหน่วยงานตามโครงสร้างและแผนงานที่กำหนดโดยปฏิบัติ ทั้งในหน่วยงานส่วนกลางคือ กองต่าง ๆ และหน่วยงานในส่วนภูมิภาคคือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ แต่อย่างไรก็ตามการ ปฏิบัติตามระเบียบงบประมาณใหม่ ไม่ได้ทำอย่างจริงจังและประสบผลสำเร็จมากนัก ทำให้มีผลกระทบต่อหน่วยงานในสังกัดสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารราชการส่วนภูมิภาค ของกระทรวงศึกษา ที่พบปัญหาคือ งบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติภารกิจใน ฐานะตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการในระดับจังหวัดได้ การจัดสรรเงินประจำงวด ล่าช้า การใช้งบประมาณในหมวดเงินต่าง ๆ ไม่คล่องตัว ดังนั้นเมื่องบประมาณที่ได้รับไม่ เพียงพอ ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากการได้รับเงินงบ- ประมาณของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นการได้รับจัดสรรจากส่วนกลาง ดังนั้น เกณฑ์ที่ใช้ในการจัดสรรงบประมาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ จากการศึกษาพบว่า ในอดีตที่ผ่านมา ยังไม่มีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ สำหรับสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดว่าได้ใช้เกณฑ์อะไร และใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณอย่างไร ผู้วิจัยจึงมีความสนใจ ที่จะศึกษาในเรื่องนี้
วัตถุประสงค์(objective)      1. เพื่อศึกษาเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณและวิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณสำหรับ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ดำเนินการอยู่
     2. เพื่อพัฒนาเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณสำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยมี 3 กลุ่ม ได้แก่
     กลุ่มที่ 1 ประชากร ได้แก่ เจ้าหน้าที่กองคลังและกองแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ จำนวน 92 คน กลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบเจาะจง จากผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบใน การจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด รวม 6 คน จำนวนสัมภาษณ์จริง 6 คน
     กลุ่มที่ 2 ประชากร ได้แก่ศึกษาธิการจังหวัด 72 คน กลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบเจาะจง เป็น ศึกษาธิการจังหวัดในจังหวัดที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เป็นจังหวัดผู้นำทดลอง บริหารงานตามโครงสร้างใหม่ จำนวน 12 คน จำนวนที่สัมภาษณ์จริง 12 คน
     กลุ่มที่ 3 ประชากร ได้แก่ ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการวางแผนและงบประมาณ กลุ่มตัวอย่างสุ่มโดยวิธีเจาะจง จากคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 10 คน จำนวนสัมภาษณ์ จริง 10 คน กลุ่มที่ 4 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร ได้แก่ ผู้อำนวยการกอง สำนักปลัด กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 8 คน กลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบเจาะจงจากผู้อำนวยการกอง ที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 7 คน จำนวนที่สัมภาษณ์จริง 7 คน
เครื่องมือ(tool)      1. แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เกี่ยวกับเกณฑ์และวิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณ สำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดดำเนินการอยู่ ปัญหาและผลกระทบจากการจัดสรรงบประมาณต่อการบริหารงาน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเกณฑ์และวิธีการจัดสรรงบประมาณ
     2. แบบวิเคราะห์เอกสารที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยทำการสัมภาษณ์และเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารด้วยตนเอง
การวิเคราะห์(analysis) ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา แจกแจงความถี่ และการนำเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปตาราง ประกอบความเรียง ขั้นตอนในการพัฒนาเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดสรรงบประมาณ
     1. ผู้วิจัยศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับเกณฑ์และวิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณของหน่วย งานทางการศึกษาและข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง
     2. ผู้วิจัยร่างเกณฑ์และวิธีดำเนินการเพื่อใช้จัดสรรงบประมาณสำหรับ สำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัด
     3. นำเกณฑ์และวิธีดำเนินการที่ร่างเสนอให้ผู้อำนวยการกอง สำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดตั้งและจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำเกณฑ์และวิธีดำเนินการไปใช้
     4. นำข้อมูลจากข้อ 3. มาประกอบการพิจารณานำเสนอเกณฑ์และวิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณ
     1. เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณที่ดำเนินการอยู่ เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณสำหรับ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ดำเนินการอยู่ จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่มีหน้าที่ รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด พบว่า
          1.1 เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรวมทุกหมวดรายจ่ายได้แก่
          1. นโยบายของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
          2. งบประมาณที่ได้รับ
          3. เอกสารแนวทางพัฒนาสำนักงานปลัดกระทรวง
          4. นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ
          5. แผนพัฒนาประจำปีของสำนักงานปลัดกระทรวง
          6. ขนาดของจังหวัด
          7. กิจกรรมพิเศษ
          1.2 เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาจัดสรรงบประมาณจำแนกตามหมวดรายจ่าย
               1.2.1 หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ
               1. อัตราที่มีอยู่
               2. อัตราใหม่
               3. อัตราการขึ้นเงินเดือนประจำปี
               1.2.2 หมวดค่าจ้างชั่วคราว ได้แก่ อัตราที่จ้างจริง
               1.2.3 หมวดค่าตอบแทน ใช้สอย และวัสดุ
               1. จำนวนงบประมาณที่ได้รับ
               2. แผนพัฒนาประจำปีของสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัด
               3. รายจ่ายจริงจากปีงบประมาณที่ผ่านมา
               4. จำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงาน
               5. จำนวนวันหรือครั้งที่ใช้ปฏิบัติงาน
               6. สภาพภูมิประเทศ
               7. จำนวนโรงเรียนหรือหน่วยงานทางการศึกษาใน ท้องที่
               1.2.4 หมวดค่าสาธารณูปโภค
               1. จำนวนงบประมาณที่ได้รับ
               2. รายจ่ายจริงจากปีงบประมาณที่ผ่านมา
               3. คำขอของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
               1.2.5 หมวดค่าครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง
               1. เกณฑ์ขั้นต่ำที่ควรจะมี
               2. ทดแทนของเดิมที่ชำรุดหรือหมดอายุการใช้งาน
               3. คำขอของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
               4. จำนวนงบประมาณที่ได้รับ
               5. แผนพัฒนาการศึกษาของสำนักปลัด กระทรวง
               1.2.6 หมวดเงินอุดหนุนและหมวดรายจ่ายอื่น
               1. แผนพัฒนาการศึกษาของสำนักปลัด กระทรวง
               2. รายจ่ายจากปีงบประมาณที่ที่ผ่านมา
               3. คำขอของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
     เกณฑ์และวิธีการดำเนินการจัดสรรงบประมาณสำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ผู้วิจัยนำเสนอ
     จากข้อมูลการวิเคราะห์เอกสารการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานทางการศึกษา การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่มีหน้าที่จัดสรรงบประมาณให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดถึง สภาพที่ดำเนินการอยู่และข้อเสนอแนะ สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างศึกษาธิการจังหวัดในจังหวัด ผู้นำบริหารงานตามโครงสร้างที่กำหนดใหม่ถึงสภาพปัญหาและผลกระทบที่มีต่อการ บริหารงานอันมีสาเหตุมาจากการได้รับจัดสรรงบประมาณและข้อเสนอแนะการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการวางแผนและงบประมาณถึงเกณฑ์และ วิธีดำเนินการที่ควรใช้ในการจัดสรรงบประมาณ ผู้วิจัยได้นำมาพิจารณาประกอบการนำ เสนอเกณฑ์และวิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณสำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
     1. เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณรวมทุกหมวดรายจ่าย ได้แก่
          1.1 นโยบายของรัฐบาล
          1.2 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ
          1.3 แนวทางพัฒนาสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการส่วนภูมิภาค
          1.4 แผนพัฒนาการศึกษา
          1.5 แผนพัฒนาประจำปีของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
          1.6 บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
          1.7 จำนวนงบประมาณที่ได้รับ
          1.8 คำขอของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
     2. เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณจำแนกตามหมวดรายจ่าย ดังนี้
          2.1 หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ
               2.2.1 อัตราบุคลากรที่มีอยู่
               2.2.2 อัตราบุคลากรที่บรรจุใหม่
               2.2.3 อัตราการขึ้นเงินเดือนประจำ
     2. วิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณ จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่มีหน้าที่จัดสรรงบประมาณให้สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดพบว่า วิธีดำเนินการและองค์ประกอบที่ใช้ในการจัดสรรงบประมาณให้ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ดำเนินการอยู่มีดังนี้
          1. การดำเนินการจัดทำในรูปคณะกรรมการ
          2. องค์ประกอบคณะกรรมการได้แก่ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัด กระทรวงในส่วนกลางจากกองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมการ พิจารณาจะสรุปถามไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
ข้อสรุป(summary) จากผลการวิจัยมีประเด็นเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำเสนอ ซึ่งควรนำมาอภิปรายดังนี้
     1. เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณรวมทุกหมวดรายจ่าย
          1.1 นโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ สอดคล้องกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญและผู้วิจัยเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการงบประมาณ ซึ่งความสำคัญของนโยบายต่อหลักเกณฑ์การพิจารณางบประมาณแผ่นดินนั้น ไพศาล ชัยมงคล (2526 : 85) กล่าวว่า ในการพิจารณางบประมาณแผ่นดินจะต้องดูว่ามีนโยบาย อะไรที่สนับสนุนงานที่จะปฏิบัติ และนโยบายจะเป็นแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงาน อันสำคัญที่จะต้องจัดไว้ในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เกิดการดำเนินการให้บรรลุ วัตถุประสงค์
          1.2 แนวทางพัฒนาสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นเกณฑ์ ที่ใช้ในการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบัน และผู้วิจัยเสนอให้นำมาใช้ประกอบการ พิจารณา เนื่องจากในการจัดทำเอกสารอังกล่าวผู้วิจัยเป็นผู้รับผิดชอบการจัดทำ ในฐานะเลขานุการโครงการ และเห็นว่าเนื้อหาในเอกสารจะระบุสภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการ วัสดุ ครุภัณฑ์ งบประมาณไว้อย่างละเอียด จำแนกตามรายการและระบุ เป้าหมายของการพัฒนาเป็นรายปี สอดคล้องกับแผนพัฒนาระยะ 5 ปี บุคลากรที่มีส่วนจัดทำเอกสารดังกล่าวประกอบด้วย บุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการทั้งส่วนกลาง และภูมิภาค และมีบุคลากรจากหน่วยงานภายนอกมาร่วมด้วย เมื่อเอกสารดังกล่าว เสร็จก็ได้จัดส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ทราบแนวทางการ พัฒนา และขอความสนับสนุนในการจัดตั้งงบประมาณ และได้ส่งให้สำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอทุกแห่ง ได้ใช้เป็นข้อมูลในการจัด ทำแผนพัฒนาประจำปีด้วย ข้อมูลในเอกสารดังกล่าว จึงควรใช้ประกอบการพิจารณา จัดสรรงบประมาณ
          1.3 แผนพัฒนาการศึกษา ในความหมายของผู้วิจัย หมายถึง แผนพัฒนาระยะ 5 ปี แผนพัฒนาประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ และของสำนักงานปลัดกระทรวง แผนพัฒนาประจำปีของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เหตุผลที่ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเอกสารแผนเป็นผลที่ได้จากกิจกรรมของการวางแผน ซึ่ง Vernon และ Hughes (Vernon A. Masselman and Eugene H. Hughes 1969 : 1770 อ้างถึงในสนานจิตร สุคนธทรัพย์ "การวางแผนการศึกษา" 2529, อัดสำเนา) กล่าวว่า การวางแผนเป็น ภารกิจทางการบริหารที่เกี่ยวกับการเตรียมกิจกรรมที่จะทำให้อนาคต ซึ่งภารกิจ ดังกล่าว ครอบคลุมถึงการควบคุมด้านการเงิน รวมทั้งการใช้งบประมาณและวิธีการควบคุม งบประมาณ การใช้แผนพัฒนาการศึกษาเป็นเกณฑ์จัดสรรงบประมาณจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม อย่างไรก็ดีจากากรวิจัยผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะให้ใช้แผนพัฒนาจังหวัดเป็นเกณฑ์ประการ หนึ่ง ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าเนื่องจากแผนพัฒนาจังหวัดในขณะนี้ยังมิได้ทำตามรูปแบบที่ควรจะ เป็นอย่างครบถ้วน ในขั้นนี้จึงยังไม่เสนอให้ใช้เอกสารดังกล่าว แต่ในระยะยาวหามี การวางแผนพัฒนาจังหวัดตามขั้นตอนและหลักการวางแผนรวมทั้งมีการวิเคราะห์แผนงาน/ โครงการก่อนรวมเป็นแผนของจังหวัดอย่างจริงจัง ก็ควรรวมแผนพัฒนาจังหวัดไว้เป็น ข้อหนึ่ง
          1.4 บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ผู้วิจัยเห็นว่ามี ความสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณา ดังที่ Getzels และ Cuba (Jacob W. Getzels and Egon G.Guba อ้างถึงใน นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์ 2527 : 49) ได้กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของ องค์การจะเป็นสิ่งกำหนดให้บุคคลปฏิบัติงานอย่างมีกฎและมีหลักการ ดังนี้การพิจารณา บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจะทำให้พิจารณากิจกรรม ที่จะต้องปฏิบัติได้ชัดเจน และสามารถจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจที่จะต้อง ปฏิบัติ
          1.5 จำนวนงบประมาณที่ได้รับ เกณฑ์ที่สอดคล้องกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญและผู้วิจัยเห็น ว่าจำเป็นต้องนำมาพิจารณาเนื่องจากโดยหลักการวางแผนจะต้องคำนึงถึงทั้งสิ่งที่ ประสงค์จะดำเนินการ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร
          1.6 คำขอของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ผู้วิจัยเสนอเกณฑ์นี้ เนื่องจากสำนักงานนี้เป็น หน่วยปฏิบัติงาน ย่อมทราบข้อมูลความจำเป็นของหน่วยงานในบางเรื่องได้ดีกว่าหน่วยงาน ในส่วนกลาง ดังนั้นการนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาจะทำให้สามารถพิจารณา ได้รอบคอบและตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น
     2. เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณจำแนกตามหมวดรายจ่าย
          2.1 หมวดเงินเดือน ค่าจ้างประจำและค่าจ้างชั่วคราว เกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำเสนอในหมวดเหล่า นี้สอดคล้องกับเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญซึ่งผู้วิจัย เห็นว่าจำเป็นทุกรายการที่นำเสนอมีความจำเป็นต้องใช้ในการพิจารณา
          2.2 หมวดค่าตอบแทน ใช้สอย และวัสดุ เกณฑ์ที่ผู้วิจัยเสนอ 4 รายการแรกได้แก่ จำนวนงบประมาณที่ได้รับรายจ่ายจริงจากปีงบประมาณที่ผ่านมา จำนวนบุคลากรที่ ปฏิบัติงาน จำนวนวัน/ครั้งที่ใช้ในการปฏิบัติงาน เป็นเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์ เกินครึ่งหนึ่งระบุไว้ และสอดคล้องกับเกณฑ์ที่ใช้อยู่ ส่วนอีก 4 รายการได้แก่สภาพ ภูมิศาสตร์ การคมนาคม ขนาดของจังหวัด ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจำนวนโรงเรียน หน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัด เป็นเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญต่ำกว่าครึ่งหนึ่งระบุไว้ และ 2 รายการ คือ สภาพภูมิศาสตร์ การคมนาคม และจำนวนโรงเรียน หน่วยงานทางการศึกษา เป็นเกณฑ์ที่ใช้อยู่ ซึ่งทั้ง 4 รายการนี้ ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจากขนาดของจังหวัดเป็นสิ่งสัมพันธ์กับประเภทและปริมาณของกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ ตลอดจน ำนวนบุคลากรที่ใช้ ส่วนสภาพภูมิศาสตร์และการคมนาคมในจังหวัดผู้วิจัยเห็นว่าเป็น การสัมพันธ์กับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เนื่องจากสภาพ ที่ต่างกันจะใช้ระยะเวลาต่าง กัน สำหรับระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การจ่ายค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ จะมีระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง การพิจารณาจากเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้การจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับความเป็นจริงตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด ไว้ เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าตอบแทนในเรื่องจำนวนโรงเรียนและหน่วยงานทางการ ศึกษาผู้วิจัยมีความเห็นว่า เกณฑ์ดังกล่าวจะสัมพันธ์กับลักษณะกิจกรรมและปริมาณงานที่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจะต้องปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การไปเยี่ยมเยียน การให้ บริการ
          2.3 หมวดสาธารณูปโภค เกณฑ์ทั้งหมดที่ผู้วิจัยนำเสนอในหมวดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอที่ ผู้เชี่ยวชาญเกินครึ่งระยะไว้ และสอดคล้องกับเกณฑ์ที่ใช้อยู่ทั้งหมด อย่างไรก็ดีมีผู้เชี่ยวชาญ ได้เสนอว่า การจัดสรรงบประมาณหมวดนี้ควรมีการสำรวจอุปกรณ์เครื่องใช้ในสำนักงาน เพื่อคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายจริง แต่ควรพิจารณาด้วยว่า การใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคเป็นไป อย่างประหยัดหรือไม่ ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าเป็นวิธีการที่ดี แต่อาจยังทำได้ยากในปัจจุบันจึงยังไม่ นำเสนอ
          2.4 หมวดค่าครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง เกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำเสนอในหมวดนี้ตรงกับ ที่ใช้อยู่ทั้งหมด และตรงกับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญเกินครึ่ง รวม 3 รายการได้แก่ เกณฑ์ขั้นต่อที่กำหนดไว้ การจัดสรรทดแทนของเดิมที่ชำรุดหรือหมดอายุการใช้งาน และคำขอของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ส่วนจำนวนงบประมาณที่ได้รับ ที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ผู้วิจัยเห็นว่าจำเป็นเนื่องจากวงเงินงบประมาณเป็น ข้อจำกัดที่จะต้องคำนึงถึงตามหลักการจัดสรรงบประมาณ สำหรับค่าใช้จ่ายหมวดนี้มี ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ควรแยกประเภทของครุภัณฑ์ว่าเป็นครุภัณฑ์เสริมหรือครุภัณฑ์ทดแทน และครุภัณฑ์บางอย่างควรจัดให้เป็นชุด ซึ่งผู้วิจัยเห็นด้วยกับข้อเสนอ ดังกล่าว
          2.5 หมวดเงินอุดหนุนและรายจ่ายอื่น งบประมาณหมวดนี้โดยสภาพความเป็นจริงไม่ได้ จัดสรรให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เกณฑ์ที่นำเสนอ 3 รายการ มี 2 รายการที่ตรงกับ ข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญครึ่งหนึ่งขึ้นไป ได้แก่จำนวนงบประมาณที่ได้รับ และจำนวน บุคลากรที่ปฏิบัติงาน ส่วนจำนวนวัน/ครั้งที่ใช้ปฏิบัติงาน มีผู้เชี่ยวชาญเสนอต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ผู้วิจัยเห็นว่าจำเป็นเนื่องจากจำนวนวัน/ครั้งที่ปฏิบัติงานจะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงความ เป็นจริงที่จะต้องใช้งบประมาณ
     3. จากข้อเสนอเพิ่มเติมของผู้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเกณฑ์มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
          3.1 การนำเกณฑ์ไปใช้
               3.1.1 จากผลการวิจัย ซึ่งพบว่าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณให้ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เสนอว่าเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาควรจะได้มีการกำหนด น้ำหนักกำกับ ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาและผู้เชี่ยวชาญก็ได้เสนอสอดคล้องกัน ว่าเกณฑ์ที่จะนำไปใช้ควรมีการเรียงลำดับความสำคัญและกำหนดน้ำหนักกำกับใน ประเด็นนี้ผู้วิจัยมีความเห็นตรงกันว่าการนำเกณฑ์ไปใช้ควรต้องมีการกำหนดน้ำหนัก กำกับเกณฑ์แต่ละรายการ โดยอาจกำหนดช่วงน้ำหนักระหว่าง 1-5 วิธีการกำหนด น้ำหนัก อาจทำโดยใช้มติของคณะกรรมการ/คณะทำงาน ซึ่งจะต้องคำนึงถึง นโยบายและสภาพความจำเป็นในแต่ละช่วงเวลา
               3.1.2 ระยะเวลาการนำเกณฑ์ไปใช้ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์เห็นว่า เกณฑ์ที่กำหนดขึ้น ควรจะนำไปใช้ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจึงติดตามผลการใช้ แล้วนำผลมาปรับปรุงเกณฑ์ ในประเด็นนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่า ก่อนนำเกณฑ์ไปใช้แต่ละปี คณะกรรมการควรทำงาน ควรมีการนำเกณฑ์ที่กำหนดไว้มาพิจารณาทบทวน และเมื่อนำไปใช้แล้วให้มีการติดตามผลการใช้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเกณฑ์ในระยะต่อไป
     4. วิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณ การนำเสนอวิธีดำเนินการจัดสรรงบประมาณของผู้วิจัย ตรงกับข้อเสนอทั้งของศึกษาธิการจังหวัดและผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งให้จัดทำในรูปคณะกรรมการ สำหรับองค์ประกอบด้านบุคลากรที่มีส่วนร่วม ศึกษาธิการระบุว่าควรมีบุคลากรจาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมาร่วมในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ แต่ผู้เชี่ยวชาญ เสนอว่า บุคลากรจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดควรมีส่วนร่วมในฐานะผู้ให้ข้อมูล และควรมีบุคลากรภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ผู้วิจัยได้นำเสนอว่าองค์ ประกอบผู้จัดสรรงบประมาณควรเป็นบุคลากรจากส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง สำหรับบุคลากร จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ควรมีส่วนร่วมในฐานะผู้ให้ข้อมูลมากกว่าเป็นผู้ร่วมจัดสรรเนื่องจากผู้แทนจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นกลุ่มที่จะมีผลได้ ผลเสียจากการจัดสรร สำหรับในประเด็นบุคลากรภายนอก ผู้วิจัยมีความเห็นว่าควรจะมี บุคลากรจากหน่วยงานอื่นมาร่วมเป็นคณะกรรมการหรือคณะทำงานในการพิจารณา จัดสรรงบประมาณด้วย เช่น จากสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่ง ชาติ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะการจัดสรรงบประมาณมีความสัมพันธ์กับนโยบายและแผน ทางการศึกษา และงบประมาณ ระเบียบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับบุคลากร การมีบุคลากรจาก ภายนอกจะทำให้ได้ข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นนโยบายการบรรจุข้าราชการ การก่อสร้างและเกณฑ์ที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจในระบบงาน ที่สัมพันธ์กันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้อาจยังไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ทันทีเนื่อง จากจะต้องผ่านการพิจารณาตัดสินใจจากระดับนโยบายก่อน
ข้อเสนอแนะ(suggestion)      1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
     1.1 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการควรมีการกำหนดน้ำหนักกำกับเกณฑ์ในกรณีที่ จะนำไปใช้ แต่ละรายการโดยอาจกำหนดช่วงน้ำหนักระหว่าง 1-5 วิธีการ กำหนดอาจจะ ให้คณะกรรมการ/คณะทำงาน เป็นผู้พิจารณาโดยคำนึงถึงนโยบายและสภาพความจำเป็น แต่ละช่วงเวลา แล้วนำเสนอผู้บริหารระดับสูงให้ความเห็นชอบ
     1.2 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ควรกำหนดระยะเวลาในการใช้เกณฑ์โดยในแต่ละ ปีก่อนนำเกณฑ์ไปใช้ คณะกรรมการ/คณะทำงาน ควรนำเกณฑ์ที่กำหนดไว้มาพิจารณา บทวนและเมื่อนำไปใช้แล้วควรให้มีการติดตามผลการใช้ นำข้อมูลจากการติดตามผลมา รวบรวมไว้และอาจมีการพิจารณาปรับปรุงเกณฑ์เป็นระยะ เช่น ทุกช่วง 2 ปี
     1.3 ในระยะยาวสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการควรพิจารณาถึง ความเป็นไปได้ ในการให้บุคลากรจากหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องมามีส่วนร่วมในการจัดสรร งบประมาณให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
     2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป
     2.1 หากมีการนำเกณฑ์ที่นำเสนอไปใช้หลังจากการใช้ประมาณ 2 ปี น่าจะมีการศึกษาผล ของการใช้เกณฑ์ดังกล่าว
     2.2 ควรมีการวิจัยการบริหารงบประมาณของสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดที่สามารถ ใช้เป็นแบบอย่างได้ เพื่อนำข้อมูลจากการวิจัยมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุง เกณฑ์ต่อไป
ปี 2533
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved