Current Record: นางสาวนงลักษณ์ เรือนทอง

นางสาวนงลักษณ์ เรือนทอง


1. ระดับวัฒนธรรมองค์การในสำนักงานศึกษาธิการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อแยกพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากเช่นกัน สำหรับระดับการ ปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอพบว่าอยู่ในระดับมากทั้งโดยภาพรวมและ เป็นรายด้าน เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ย(X) โดยเรียงลำดับทั้ง 3 ด้าน พบว่า ด้านที่มีลำดับสูง สุดคือ งานบริหารทั่วไป รองลงมา คืองานแผนงานและพัฒนาชนบท และลำดับสุดท้าย คือ งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2. เปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์การตามความคิดเห็นของศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ กับหัวหน้างานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ พบว่า โดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างเช่นกัน
3. ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับการปฏิบัติงานของสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ ตามความคิดเห็นของศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการ อำเภอ และหัวหน้างานในสำนักงานศึกษา โดยแยกพิจารณาตามความคิดเห็นรวมทั้ง สองกลุ่มตัวอย่างและของแต่ละกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มของศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ และหัวหน้างานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ มี ความคิดเห็นว่า โดยภาพรวมตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .001 โดยความสัมพันธ์อยู่ในระดับมาก กลุ่มศึกษาธิการอำเภอและ/หรือผู้ ช่วยศึกษาธิการอำเภอ มีความคิดเห็นว่าโดยภารวมตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยสัมพันธ์กันอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้าง สูง
4. ดัชนีของวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของสำนัก งานศึกษาธิการอำเภอโดยภาพรวม ตามความคิดเห็นของศึกษาธิการอำเภอและ/หรือผู้ ช่วยศึกษาธิการอำ-เภอ และหัวหน้างานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอพบว่า ดัชนีของ วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ มี 5 ด้าน คือ ด้านบูรณภาพคุณภาพ ความไว้วางใจ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ องค์การ และนานาคติ และเมื่อแยกวิเคราะห์เป็นรายด้าน พบว่า ดัชนีของวัฒนธรรม องค์การ ที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานบริหารทั่วไปมี 2 ด้าน คือ บูรณภาพ และคุณภาพ ส่วนงานด้านงานแผนงานและพัฒนาชนบท มี 5 ด้าน คือ ด้านคุณภาพ บูรณภาพ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ ความไว้วางใจ และนานาคติสำหรับ งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มี 4 ด้าน คือ ด้านคุณภาพ ความไว้วางใจ บูรณ-ภาพ และการให้อำนาจ

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 3072
ชื่อผลงานวิจัย วัฒนธรรมองค์การที่มีอทิธิพลต่อการปฏิบัติงานในสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ:
หัวข้อ(Eng) Oraganizational Culture Influence the District Education Office
ชื่อผู้วิจัย นางสาวนงลักษณ์ เรือนทอง
ตำแหน่ง ศึกษาธิการอำเภอ
สถานที่ติดต่อ ศึกษาธิการกิ่งอำเภอท่าตะเกียบ จ. ฉะเชิงเทรา
โทร . 035-551244
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ตุลาคม 2534 - กุมภาพันธ์ 2536
ประเภท วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยศิลปากร
สถานที่จัดเก็บผลงาน
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1. ผู้วิจัยทำหนังสือถึงคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ทำหนังสือ ขอความร่วมมือไปยังศึกษาธิการจังหวัดที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง แจ้งให้สำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอที่เป็นกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามในการวิจัย

2. ผู้วิจัยขอความร่วมมือจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอเป็นกลุ่มตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ให้

3. ผู้วิจัยเดินทางไปเก็บข้อมูลด้วยตนเอง สำหรับจังหวัดและอำเภอที่การคมนาคม ไม่สะดวก ผู้วิจัยได้มอบหมายให้ตัวแทนเป็นผู้เก้บรวบรวมข้อมูล เพื่อส่งกลับมายังผู้ วิจัย
ประวัติความเป็นมา(history)
การจัดการศึกษาของรัฐในปัจจุบันมีองค์กรรับผิดชอบหลายองค์กร อันได้แก่ กระทรวง ศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และทบวงมหาวิทยาลัย สำหรับกระทรวง ศึกษาธิการมีหน้าที่เกี่ยวกับ การจัดการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม ในการ ดำเนินการดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการได้ แบ่งหน่วยงานออกเป็นกรม โดยให้แต่ละ กรมรับผิดชอบตามลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานกำกับดูแลทั่วไป รวมทั้ง ปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยแบ่งส่วนราชการเป็นราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนกลาง สำหรับราชการ ส่วนภูมิภาคได้แบ่งส่วน ราชการออกเป็นสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ

จัดการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรมตามภารกิจของกรมต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในส่วน กลางมาปฏิบัติภายในเขตจังหวัดและอำเภอ ดังนั้น สำนักงานศึกษาธิการอำเภอจึงเป็น หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญระดับหนึ่งในการบริหารและพัฒนาการศึกษาในส่วน ภูมิภาค เพราะเป็นผู้นำนโยบาย แผนงานและโครงการต่าง ๆ ในเรื่องของการศึกษา การ ศาสนาและการวัฒนธรรมไปสู่การปฏิบัติ

เมื่อพิจารณาสภาพการดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ และโครงสร้างการบริหาร งานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแล้ว ในปัจจุบันพบว่า สำนักงานศึกษาธิการ อำเภอยังไม่สามารถปฏิบัติงานได้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีสาเหตุมา จากการรวมอำนาจไว้ส่วนกลางขาดเอกภาพในการบริหาร ความไม่ชัดเจนของอำนาจ หน้าที่ ขาดทรัพยากรการบริหารและไม่มีรูปแบบหรือแนวทางการดำเนินงานไปในทิศ ทางเดียวกันนอกจากนี้แล้วจากผลการประชุมสัมมนาผู้ช่วยศึกษาธิการเขตและผู้ช่วย ศึกษาธิการจังหวัดทั่วราชอาณาจักร ประจำปีงบประมาณ 2532 ได้ประมวลปัญหาและ อุปสรรคในการปฏิบัติงานในฐานะผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการของสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ดังน

ี้ (1) สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์กรกลาง ทางการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีรองรับในการกำหนดอำนาจหน้าที่ เพื่อให้องค์กรกลางในการกำกับ ควบคุม ดูแลด้านนโยบายและแผน พร้อมทั้งการควบ คุมมาตรฐานการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาได้

(2) หน่วยงานทางการศึกษา สังกัดกรมต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งอยู่ในจังหวัดและอำเภอต่างก็พยายามที่ จะหนี้จากศูนย์กลาง ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ โดยจะเรียกร้อง ความเป็นหน่วยงานอิสระ พร้อมทั้งกำหนดกฎหมาย ระเบียบ ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดใน การที่จะทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เป็นราชการส่วนภูมิภาคและหน่วยงานที่ เป็นราชการส่วนกลาง

(3) สถานภาพของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอไม่เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานทางการศึกษา สถานศึกษาและบุคคล อื่น ๆ เพราะหน่วยงานและบุคลากรดังกล่าวไม่มั่นใจว่าสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ จะทำหน้าที่ในการปฏิบัติงานเป็นผู้แทนกระทรวง ศึกษาธิการหรือปฏิบัติงานในลักษณะศูนย์ 3 ศูนย์ดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นความเชื่อถือ ได้รับการสั่งสมมาจากอดีตที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอมิได้สร้างการยอมรับให้เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของการบริหาร การจัดการและด้าน วิชาการ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากระบบบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ การขาด บุคลากร งบประมาณ วัสดุ ครุภัณฑ์และระบบการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ

(4) ผู้ที่ดำรง ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานส่วนมากจะปฏิบัติตนเป็นผู้บริหารมากกว่าปฏิบัติตนเป็นผู้ นำซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จนทำให้บุคลากรในสำนักงานขาดความคิดริเริ่มสร้าง สรรค์เป็นผู้คอยปฏิบัติตามคำสั่งเบื้องบนมากกว่าที่จะค้นคิดวิธีการ เทคนิคใหม่ ๆ ใน การพัฒนางาน และในการบริหารงานมักจะบริหารระเบียบมากกว่าจะบริหารเป้าหมาย ของงาน ตลอดถึงบุคลากรในหน่วยงานได้รับการพัฒนาอย่างไม่มีระบบและ จากรายงานผลการประชุมสามัญประจำปี 2533 ของสมาคมศึกษาธิการแห่งประเทศ ไทย ได้รายงานว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ศึกษาอำเภอมี ประสิทธิภาพต่ำ คือ ปัญหาโครงสร้างการจัดการภายในองค์การ และการ ขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงาน ซึ่งส่งผลต่อการขาด ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและภาพพจน์ของหน่วยงานทั้งสิ้น

จากสภาพปัญหาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า สำนักงานศึกษาธิการอำเภอไม่สามารถทำ หน้าที่ตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการในส่วนภูมิภาคระดับอำเภอได้อย่างสมบูรณ์ตามที่ กระทรวงศึกษาธิการมุ่งหวัง ทั้งนี้อันเนื่องมาจากปัญหาด้านโครงสร้าง และพฤติกรรม การบริการงานในสำนักงานศึกษาธิ-การอำเภอเป็นสำคัญ โดยเฉพาะพฤติกรรมการ บริหารที่ด้อยประสิทธิภาพของผู้บริหารที่เป็นผลมาจากค่านิยม ความเชื่อที่เข้าไปมี บทบาทต่อพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งเราเรียกว่า "วัฒนธรรม" นั่นเองไพบูลย์ช่างเรียน ได้ ให้แนวความคิดว่า ระบบของวัฒนธรรมในสังคมเป็นสิ่งที่มีบทบาทต่อระบบการ บริหาร ในลักษณะที่เป็นเป้าหมายในเรื่องค่านิยม ความเชื่อ ความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี การ ตัดสินใจ การประพฤติปฏิบัติ ทั้งในระดับบุคคล กลุ่มและองค์การ โดยที่สำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอเป็นองค์การหนึ่งที่ทำหน้าที่กำกับความประพฤติและการปฏิบัติของ สมาชิกในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑ์โดยส่วนรวมจึงกล่าวได้ว่าระบบวัฒนธรรมมี อิทธิพลต่อโครงสร้างและระบบการบริหารของสำนักงานศึกษาธิการอำเภออย่างแท้ จริง ตามที่พาร์สัน (Parsons) กล่าวว่าโครงสร้างระบบการบริหารประกอบด้วย2 ลักษณะคือ

1) วัฒนธรรมและแบบแผนที่สังคมสร้างขึ้นมา(cultural institution)

2) บทบาทของบุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วนในการทำให้องค์การดำเนินไปได้ นอกจากนี้แล้ว ปราโมทย์นาครทรรพ ได้ให้ทัศนะว่าวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของบุคคลใน องค์กร ซึ่งขึ้นอยู่กับความคิดและค่านิยม (value) ของผู้ตัดสินใจเป็นสำคัญ และ วัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อระบบการบริหาร ฟิฟเนอร์ (Pfiffner) ได้กล่าวว่ามี 2 ประเภท คือ

1. วัฒนธรรมทางวัตถุ (material culture) ได้แก่ การถ่ายทอดทางวักตถุที่ยรอมรับ เป็นมรดกตกทอดกันมา

2. วัฒนธรรมทางจิตใจ (non-materialCulture) ได้แก่ การถ่าย ทอดความเชื่อถืออันเกี่ยวกับภาวะทางจิตใจเป็นสำคัญ เช่น ความเชื่อถือ ค่านิยม รวมทั้ง ประเพณีต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เข้าใจถึงสภาพความแตกต่างตลอดจนลักษณะการบริหาร องค์การในสังคมนั้น

จากแนวคิดของนักการศึกษาดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมองค์การ ซึ่ง ได้แก่ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม อารมณ์ และความรู้สึก ตลอดจนการปฏิบัติต่อกันของ บุคคลภายในองค์การจะเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่เป็นบุคลิกภาพขององค์การ อันเป็นขบวนการที่นำไปสู่ความเป็นสถาบัน ในลักษณะของการก่อตั้งและการเสริม สร้างองค์การนั้น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของเซอร์จิโอวานนี่ (Sergiovanni) ได้ทำ ารศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริหารหรือต่อตัวผู้นำและพบว่า วัฒนธรรมเป็นตัวการที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อพฤติกรรมการบริหาร ทั้งนี้เพราะพฤติ- กรรมการบริหารจำเป็นที่จะต้องตอบสนองต่อวัฒนธรรม และความแตกต่างของกลุ่มผู้ ปฏิบัติงาน การเข้าใจถึงวัฒนธรรมภายในองค์การโดยฝ่ายบริหารนั้น จะทำให้ พฤติกรรมการบริหารมีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับกลุ่มผู้ปฏิบัติงานมากขึ้น อันจะ นำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานขององค์การ

จากสภาพปัญหาและแนวคิดดังกล่าวข้างต้นทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษา วัฒนธรรมองค์การที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ทั้งนี้ เนื่องจากสำนักงานศึกษาธิการอำเภอเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการควบคุม กำกับ ดูแล รับนโยบายทางด้านการบริ-หารการศึกษามาสู่การปฏิบัติในส่วนภูมิภาค ระดับอำเภออย่างใกล้ชิด และเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติ งานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอให้สูงขึ้น
แนวคิด(concept)
ใช้แนวคิดเกี่ยวกับดัชนีของวัฒนธรรมองค์การของแพตเตอร์สัน (Patterson) มี 10 ประการ คือ

1. ความมุ่งประสงค์ขององค์การ (organizational purposes)

2. การให้ อำนาจ (empowerment)

3. การตัดสินใจ (decision making)

4. ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ขององค์การ (sense of community)

5. ความไว้วางใจ (trust)

6. คุณภาพ (quality)

7. การยอมรับ (recognition)

8. ความเอาใจใส่ดูแล (caring)

9. บูรณภาพ (integrity)

10. นานาชาติ (diversity) โดยดัชนีของวัฒนธรรมองค์การทั้ง 10 ประการดังกล่าวจะเป็น ตัวแปรที่อาจจะส่งผลโดยตรงกับตัวแปร ที่เป็นผลการปฏิบัติงานตามลักษณะงานที่ ปฏิบัติซึ่งกำหนดโดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิกาาร ทั้ง3 งาน คือ

1. งานบริหาร ทั่วไป

2. งานแผนงานและพัฒนาชนบท

3. งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรมซึ่งแสดงเป็นแผนภูมิได้ดังนี้

ดัชนีของวัฒนธรรมองค์การ (Xtot)

1. ความมุ่งประสงค์ขององค์การ (X1)

2. การให้อำนาจ (X1) การปฏิบัติงานในสำนักงาน

3. การตัดสินใจ (X3) ศึกษาธิการอำเภอ (Ytot)

4. ความรูสึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ (X4) 1. งานบริหารทั่วไป (Y1)

5. ความไว้วางใจ (X5) 2. งานแผนงานและพัฒนา

6. คุณภาพ (X6) ชนบท (Y2)

7. การยอมรับ (X7) 3. งานส่งเสริมการศึกษา

8. ความเอาใจใส่ดูแล (X8) ศาสนา และวัฒนธรรม

9. บูรณภาพ (X9) (Y3)

10. นานาคติ (X10)

แผนภูมิแสดงขอบข่ายทางฤทษฎีของการวิจัย
วัตถุประสงค์(objective)
1. เพื่อศึกษาระดับวัฒนธรรมองค์การ และการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอตามความคิดของศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอและหัวหน้า งานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์การของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ตาม ความคิดเห็นของศึกษาธิการอำเภอ หรือ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอและหัวหน้างาน ในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ
3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับการปฏิบัติงานของสำนัก งานศึกษาธิการอำเภอ
4. เพื่อศึกษาดัชนีของวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลหรือมีอิทพลต่อการปฏิบัติงานของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ
สมมุติฐาน(assumption)
1. วัฒนธรรมองค์การของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอตามความคิดเห็นของ ศึกษาธิการอำเภอ และ/ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ และหัวหน้างานในสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอไม่แตกต่างกัน
2. วัฒนธรรมองค์การกับการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอมีความ สัมพันธ์กัน
3. ดัชนีของวัฒนธรรมองค์การส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของสำนักงาน ศึกษาธิ-การอำเภอ
แนวทางการปฏิบัติ(regulation)
ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอใน ภาคกลาง 25 จังหวัด จำนวน 200 สำนักงาน ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ศึกษาธิการอำเภอ และหัวหน้างานในำสนักงานศึกษาธิการอำเภอ 800 คน
กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย สุ่มมาจากประชากรตามขนาดกลุ่ม ตัวอย่างที่ได้จากการคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่มีความเชื่อมั่นร้อยละ 95 จากสูตร ของยามาเน่ (Yamane)คือใช้สูตร n = n ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 133 สำนัก งานศึกษาธิการอำเภอ การ 1+Ne2 สุ่มสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ใช้วิธีการสุ่ม ตามสัดส่วนของจำนวนอำเภอ ในแต่ละจังหวัด (proportional stratified random sampling) โดยผู้ให้ข้อมูลในส่วนที่ 1 ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์การในการทำงานของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ เป็นศึกษาธิการอำเภอและ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ จำนวน 133 คน หัวหน้างานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ จำนวน133 คน ซึ่งสุ่ม ตัวอย่างจากการปฏิบัติงานใน 3 งานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอรวม 266 คน ผู้ให้ ข้อมูลในส่วนที่ 2 ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ เป็นหัวหน้า งาน 3 งาน ในนแต่ละสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ 133 อำเภอ จำนวน 399 คน
ตัวแปรที่ใช้ศึกษาวิจัยประกอบด้วย ตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ซึ่งมีรายละเอียด ดัง นี้ ตัวแปรต้น
1. ตัวแปรพื้นฐาน เป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน และระดับการศึกษา
2. ตัวแปรเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์การ ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรย่อย 10 ตัว คือ
2.1 ความมุ่งประสงค์ขององค์การ (Organization Purposes)
2.2 การให้อำนาจ (Empowerment)
2.3 การตัดสินใจ (Decision Making)
2.4 ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ (Sense of Community)
2.5 ความไว้วางใจ (Trust)
2.6 คุณภาพ (Quality)
2.7 การยอมรับ (Recognition)
2.8 ความเอาใจใส่ดูแล (Caring)
2.9 บูรณภาพ (Interity)
2.10 นานาคติ (Diversity)
ตัวแปรตาม ตัวแปรตาม ได้แก่ การปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ตามลักษณะงาน ที่ปฏิบัติทั้ง 3 ด้าน คือ
1. งานบริหารทั่วไป
2. งานแผนงานและพัฒนาชนบท
3. งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
ฉบับที่ 1 เป็นแบบสอบถามสำหรับศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการ อำเภอและหัวหน้างาน เป็นผู้ตอบ มี 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ในเรื่อง เพศ อายุ ประสบกาณณ์ในการทำงาน ระดับการศึกษา และตำแหน่งหน้าที่การ งานเป็นแบบตัวเลือก ที่กำหนดไว้ให้เป็นตัวเลือก (force choice) จำนวน 5 ข้อ
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์การในการปฏิบัติงานของ สำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ ที่ผู้วิจัยปรับปรุงจากแนวคิดของแพตเตอร์สัน (Patterson) โดยจำแนกข้อคำถามตามตัวแปรย่อย จำนวน 30 ข้อ
ฉบับที่ 2 เป็นแบบสอบถามสำหรับหัวหน้างาน 3 งาน ในสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ เป็นผู้ตอบ มี 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามใน เรื่อง เพศ อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน ระดับการศึกษา และตำแหน่งหน้าที่การงาน เป็นแบบเลือกตัวเลือกที่กำหนดไว้ให้เป็นตัวเลือก (force choice) จำนวน 5 ข้อ
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ ในส่วนที่เกี่ยวกับงานบริหารทั่วไป จำนวน 13 ข้อ งานแผนงานและพัฒนา ชนบท จำนวน 14 ข้อ และ งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 8 ข้อ รวมทั้งสิ้น 35 ข้อ
แบบสอบถามในตอนที่ 2 ของฉบับที่ 1 และแบบสอบถามฉบับที่ 2 เป็นแบบสอบ ถามชนิดจัดอันดับคุณภาพ 5 ระดับ ของลิเคอร์ท (Likert) โดยผู้วิจัยกำหนดค่าคะแนน ของช่วงน้ำหนักเป็น 5 ระดับ ซึ่งมีความหมายดังนี้ น้ำหนัก 1 หมายถึง พฤติกรรมหรือ กิจกรรมที่ได้ปฏิบัติน้อยที่สุดน้ำหนัก 2 หมายถึง พฤติกรรมหรือกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติ น้อย น้ำหนัก 3 หมายถึง พฤติกรรมหรือกิจ-กรรมที่ได้ปฏิบัติปานกลาง น้ำหนัก 4 หมายถึง พฤติกรรมหรือกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติมาก น้ำหนัก 5 หมายถึง พฤติกรรมหรือ กิจกรรมที่ได้มากที่สุด
สำหรับในตอนที่ 2 ของฉบับที่ 2 งานบริหารทั่วไปข้อ 8, 11, 13 งานแผนงานและ พัฒนาชนบทข้อ 4, 9, 13 และงานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมข้อ 7 คะแนนจะเป็นปฏิบัติภาคกับพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่ปฏิบัติ
เครื่องมือ(tool)
ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือเป็นแบบสอบถาม โดยมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง แล้วนำผลการศึกษามาสร้างเป็นเครื่อง มือ ภายใต้คำปรึกษาของอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (content validty) ของแบบ สอบถาม โดยนำแบบสอบถามที่ผู้วิจัยปรับมาจากแบบสอบถามของแพตเตอร์สัน ไป ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ พิจาร-ณาปรับปรุงแก้ไขตามรายละเอียด ของตัวแปรที่นิยามไว้ในบท ที่ 1
ขั้นตอนที่ 3 นำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแกไขแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ และหัวหน้างานในสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอซึ่งไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน
ขั้นตอนที่ 4 หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยวิธีของ ครอนบาค (Cronbach) โดยใช้สัมประสิทธิแอลฟา (€ Coefficient)
การวิเคราะห์(analysis)
การวิจัยครั้งนี้ใช้สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ จำนวน 133 อำเภอ เป็นหน่วยในการ วิเคราะห์ (unit of analysis) โดยมีผู้รับผิดชอบแบบสอบถาม (respondence) จำนวน665 คน เป็นศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ และหัวหน้างาน จำนวน 266คน และหัวหน้างานที่รับผิดชอบการปฏิบัติงานในแต่ละงาน จำนวน 399 คน จาก แบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนมา ผู้วิจัยได้นำมาจัดระเบียบข้อมูล ลงรหัส และตรวจ สอบขั้นต้น แล้วนำข้อมูลดังกล่าวไปคำนวณหาค่าสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSSX (Statistical Package For The Social Science)
สถิติที่ใช้ในการวิจัย

1. การวิเคราะห์สถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้ค่าร้อยละ
2. การวิเคราะห์ระดับวัฒนธรรมองค์การและการปฏิบัติงานของสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ ใช้ค่าเฉลี่ย (X) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทั้งนี้ ในการ วิเคราะห์ถือว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการตอบแบบสอบถามของผู้ให้ข้อมูลตกอยู่ ในช่วงพฤติกรรมใด ก็แสดงว่า วัฒน-ธรรม องค์การในการปฏิบัติงานของสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ และการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอเป็นแบบนั้น โดย ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ในการวิเคราะห์ตามเกณฑ์ของเบสท์ (Best) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
2.1 วัฒนธรรมองค์การในการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ
ค่าเฉลี่ย 1.00 ถึง 1.49 แสดงว่า วัฒนธรรมองค์การในการปฏิบัติงาน ของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภออยู่ใน ระดับน้อยที่สุด
ค่าเฉลี่ย 1.50 ถึง 2.49 แสดงว่า วัฒนธรรมองค์การในการปฏิบัติงาน ของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภออยู่ใน ระดับน้อย
ค่าเฉลี่ย 2.50 ถึง 3.49 แสดงว่า วัฒนธรรมองค์การในการปฏิบัติงาน ของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภออยู่ใน ระดับปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 3.50 ถึง 4.49 แสดงว่า วัฒนธรรมองค์การในการปฏิบัติงาน ของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ อยู่ในระดับมาก
ค่าเฉลี่ย 4.50 ถึง 5.00 แสดงว่า วัฒนธรรมองค์การในการปฏิบัติงานของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ อยู่ในระดับมากที่สุด
2.2 การปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ
ค่าเฉลี่ย 1.00 ถึง 1.49 แสดงว่า การปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ อยู่ในระดับน้อยที่สุด
ค่าเฉลี่ย 1.50 ถึง 2.49 แสดงว่า การปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ อยู่ในระดับน้อย
ค่าเฉลี่ย 2.50 ถึง 3.49 แสดงว่า การปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ อยู่ในระดับปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 3.50 ถึง 4.49 แสดงว่า การปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ อยู่ในระดับมาก
ค่าเฉลี่ย 4.50 ถึง 5.00 แสดงว่า การปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ อยู่ในระดับมากที่สุด
3. การวิเคราะห์เปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์การตามความคิดเห็น ของศึกษาธิการ อำเภอและ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ และหัวหน้างานในสำนักงานการศึกษาธิการ อำเภอ ใช้การทดสอบแบบที (T-Test)
4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับการปฏิบัติงานของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ หรือเรียกว่า Rxy ของเพียร์สัน (Perarson's Product Moment Correlation Coefficient) โดยทดสอบ ความมีนัยสำคัญของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ดังกล่าว แนะนำค่าสัมประสิทธิ์สห สัมพันธ์ที่คำนวณได้มาแปลผลในรูปของความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์ดังนี้ คือ ถ้าหากค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เป็น 0 แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์ แต่ถ้าไม่เป็น 0 แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กันโดยทิศทางของความสัมพันธ์พิจารณามี ความสัมพันธ์กันในลักษณะที่คล้อยตามกัน ถ้าเป็นไปในทางลบ แสดงว่าตัวแปรทั้ง สองมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามหรือผูกผันกัน สำหรับการพิจารณาระดับรวม สัมพันธ์พิจารณาจากค่าสหสัมพันธ์ที่คำนวณได้ ดังนี้คือ
ค่าสหสัมพันธ์ 0.30 หรือต่ำกว่า แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน อยู่ ใน ระดับน้อย
ค่าสหสัมพันธ์ 0.31 ถึง 0.70 แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน อยู่ใน ระดับปานกลาง
ค่าสหสัมพันธ์ 0.71 ขึ้นไป แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน อยู่ใน ระดับ
5.การวิเคราะห์ดัชนีของวัฒนธรรมองค์การส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงาน ของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (stepwise multiple regression)
ข้อสรุป(summary)
1. ระดับวัฒนธรรมองค์การในสำนักงานศึกษาธิการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อแยกพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากเช่นกัน สำหรับระดับการ ปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอพบว่าอยู่ในระดับมากทั้งโดยภาพรวมและ เป็นรายด้าน เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ย(X) โดยเรียงลำดับทั้ง 3 ด้าน พบว่า ด้านที่มีลำดับสูง สุดคือ งานบริหารทั่วไป รองลงมา คืองานแผนงานและพัฒนาชนบท และลำดับสุดท้าย คือ งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2. เปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์การตามความคิดเห็นของศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ กับหัวหน้างานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ พบว่า โดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างเช่นกัน
3. ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับการปฏิบัติงานของสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ ตามความคิดเห็นของศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการ อำเภอ และหัวหน้างานในสำนักงานศึกษา โดยแยกพิจารณาตามความคิดเห็นรวมทั้ง สองกลุ่มตัวอย่างและของแต่ละกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มของศึกษาธิการอำเภอ และ/หรือผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ และหัวหน้างานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ มี ความคิดเห็นว่า โดยภาพรวมตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .001 โดยความสัมพันธ์อยู่ในระดับมาก กลุ่มศึกษาธิการอำเภอและ/หรือผู้ ช่วยศึกษาธิการอำเภอ มีความคิดเห็นว่าโดยภารวมตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยสัมพันธ์กันอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้าง สูง
4. ดัชนีของวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของสำนัก งานศึกษาธิการอำเภอโดยภาพรวม ตามความคิดเห็นของศึกษาธิการอำเภอและ/หรือผู้ ช่วยศึกษาธิการอำ-เภอ และหัวหน้างานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอพบว่า ดัชนีของ วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอ มี 5 ด้าน คือ ด้านบูรณภาพคุณภาพ ความไว้วางใจ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ องค์การ และนานาคติ และเมื่อแยกวิเคราะห์เป็นรายด้าน พบว่า ดัชนีของวัฒนธรรม องค์การ ที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานบริหารทั่วไปมี 2 ด้าน คือ บูรณภาพ และคุณภาพ ส่วนงานด้านงานแผนงานและพัฒนาชนบท มี 5 ด้าน คือ ด้านคุณภาพ บูรณภาพ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ ความไว้วางใจ และนานาคติสำหรับ งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มี 4 ด้าน คือ ด้านคุณภาพ ความไว้วางใจ บูรณ-ภาพ และการให้อำนาจ
ข้อเสนอแนะ(suggestion)
จากข้อค้นพบของการวิจัยจากการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและจากผลการ วิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งการอภิปรายผลจากข้อค้นพบของการวิจัยดังกล่าว ผู้วิจัยมีข้อ เสนอแนะเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์การในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ เพื่อให้สามารถนำ ไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงวัฒนธรรมองค์การในการปฏิบัติงาน และเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน ดังนี้
1. จากข้อค้นพบของการวิจัยในครั้งนี้พบว่า ดัชนีของวัฒนธรรมองค์การในสำนัก งานศึก-ษาธิการอำเภอ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีดัชนีด้านความมุ่งประสงค์ ขององค์การอยู่ในระดับสูงสุด และด้านนานาคติอยู่ในระดับต่ำสุด ซึ่งแสดงถึงสภาพ ของวิธีการทำงานในบางงานและบางเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ยังขาดความยืดหยุ่นในวิธีการ ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและคล่องตัวโดยไม่ขัดต่อระเบียบปฏิบัติ ดังนั้น จากผล การวิจัยปรากฏ และเพื่อปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้ดัชนีของวัฒนธรรมองค์การด้าน นานาคติสูงขึ้น สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนิน งานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ ควรได้มีการศึกษาการลดขั้นตอนวิธีการปฏิบัติ งานตามกฎ ระเบียบที่บังคับใช้โดยไม่ขัดต่อระเบียนและไม่เกิดความเสียหายต่องาน นั้น ๆ นอกจากนี้ควรมีการฝึกอบรมในเรื่องทักษะและวิธีการปฏิบัติงานที่มี ประสิทธิภาพแก่บุคลากรในสังกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานยิ่งขึ้น
2. จากข้อค้นพบของการวิจัยที่พบว่า ดัชนีของวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลหรือมี อิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอสูงสุด ได้แก่ ด้านคุณภาพและรองลงมา คือ ด้านบูรณภาพ ที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ ซึ่งแสดงว่าคุณภาพของบุคลากรในการปฏิบัติงาน และความเป็นผู้มี คุณธรรมเป็นสิ่งที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำผลการวิจัย ครั้งนี้ไปพัฒนาปรับปรุงส่งเสริมให้บุคลากรมีคุณภาพในการปฏิบัติงาน เช่น จัดให้มี เกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติงานของบุคลากร มีเกณฑ์ในการประเมินการปฏิบัติงาน ของแต่ละบุคลากรแต่ละคน หรือจัดฝึกอบรมให้บุคลากร มีความรู้ความสามารถและ ทักษะที่มีคุณภาพในการปฏิบัติงาน สำหรับในด้านบูรณภาพซึ่งเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ สุจริตในการปฏิบัติงานบรรทัดฐานในการปฏิบัติงานที่แน่นอน และความมีเอกภาพใน การปฏิบัติงาน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ควรมีการจัดฝึกอบรมหรือพัฒนาด้านคุณธรรม เพื่อให้บุคลากรมีจิตสำนึกในการปฏิบัติ งาน และปฏิบัติงานได้ถูกต้องและดีงาม
3. จากข้อค้นพบของการวิจัยที่พบว่า การปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการ อำเภอตามลักษณะงานที่ปฏิบัติทั้ง 3 งาน คือ งานบริหารทั่วไป งานแผนงานและพัฒนา ชนบท และงานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งมีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มากทุกงาน แต่งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อยู่ในระดับต่ำสุดนั้น เนื่องจากความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติ งาน งานบางอย่างแม้จะเป็นหน้าที่ของสำนักงาน ศึกษาธิการอำเภอ แต่กรมเจ้าสังกัดของหน่วยงาน/สถานศึกษาก็ปฏิบัติอยู่ด้วย เมื่อขาด การประสานงานที่ดี ความซ้ำซ้อนของงานจึงเกิดขึ้นและส่งผลถึงการไม่ยอมรับ และ การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอจากหน่วย งาน/สถานศึกษาในสังกัด ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงควรปรับปรุงระบบการ บริหารงานและการปฏิบัติงานของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ โดยมีการประสานงาน ทั้งในระดับหน่วยเหนือและระดับปฏิบัติ เช่น การร่วมประชุมปรึกษาหารือในเรื่องของ งานที่ปฏิบัติระหว่างหน่วยงานต่าง ๆเพื่อให้ทราบแนวทางการปฏิบัติงาน
ข้อเสอนแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจัยวัฒนธรรมองค์การในหน่วยงานหรือองค์การอื่น หรือใน ระดับอื่น เช่น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นต้น
2. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับดัชนีของวัฒนธรรมองค์การในด้านต่าง ๆ แต่ละด้าน ที่ส่งผลหรืออิทธิพลต่อการปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอในแนวลึก เชิง คุณภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ในด้านวัฒนธรรมองค์การ

ปี 2536
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved