Current Record: นางกัลยา มูลจนะบาตร

นางกัลยา มูลจนะบาตร

1. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ มีคุณภาพสูงกว่าแบบทดสอบเลือกตอบที่ มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด เฉพาะในกลุ่มประชากร ระดับความสามารถต่ำและปานกลาง และแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด กลับมีคุณภาพสูงกว่าแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ เฉพาะในกลุ่มประชากรระดับความสามารถสูง
2. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด มีคุณภาพสูงกว่าแบบ ทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบเป็นผลสำเร็จ ทุกกลุ่มประชากรระดับความสามารถ
3. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด มีคุณภาพสูงกว่าแบบ ทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบเป็นผลสำเร็จ ทุกกลุ่มประชากรระดับความสามารถ
4. ในกลุ่มประชากรระดับความสามารถสูง แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ แบบปลายเปิด มีคุณภาพสูงสุด รองลงไป คือ แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด และรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ ตามลำดับในกลุ่มประชากรระดับความสามารถต่ำและปานกลาง แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด มีคุณภาพสูงสุด รองลงไปคือ แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จและที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด
5. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ มีค่าความเที่ยงตรงไม่แตกต่างกับแบบ ทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด และกระบวนการคิดแบบปลายเปิด และแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด กับกระบวนการคิดแบบปลายเปิด มีค่าความเที่ยงตามทฤษฎีคลาสสิคอลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2930
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบที่มีรูปแบบตัวเลือกแตกต่างกัน
หัวข้อ(Eng) A Study of the Quality of The Different Types of Multiple Choice Tests
คำสำคัญ(keyword) ค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ของแบบทดสอบ ค่าฟังก์ชั่นสารสนเทศของข้อสอบ โค้งลักษณะข้อสอบ รูปแบบตัวเลือกแตกต่างกัน ปี2539
ชื่อผู้วิจัย นางกัลยา มูลจนะบาตร
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs. Kallaya Moolchanabatr
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 5
การศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
สถานที่ติดต่อ (ที่ทำงาน) โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

(ที่บ้าน) 432/37 หมู่ 2 ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2539
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร
ประวัติความเป็นมา(history) งานสร้างแบบทดสอบเป็นกระบวนการที่สำคัญและค่อนข้างลำบาก ที่ว่าสำคัญก็คือแม้จะตั้งวัตถุประสงค์การเรียนการสอนไว้ดีเพียงใดก็ตาม ถ้าข้อคำถามในแบบทดสอบนั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ผลการสอบที่ได้ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า นักเรียนที่ตอบข้อสอบบรรลุวัตถุประสงค์เหลานั้นแล้วหรือยัง ส่วนที่ลำบากนั้นก็เพราะว่าต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ หลายขั้นตอน เพื่อให้ได้คำถามที่สมบูรณ์คำถามของข้อสอบแบบเลือกตอบที่ดีนั้น ควรจะให้นักเรียนได้เลือกชั่งน้ำหนักและใช้ความรู้ในการตอบคำถาม นอกจากนี้ผู้เขียนข้อสอบยังต้องใช้คำถามและตัวเลือก ซึ่งผู้สอบที่รู้จริง ๆ จึงจะสามารถตอบได้ถูกต้อง ส่วนผู้ที่ไม่รู้จะตอบิด ศิลปะในการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ ต้องอาศัยความรู้ในเนื้อหาวิชาและรู้ว่าวิชานั้นสอนอย่างไร ในระดับการศึกษาที่ตั้งใจจะถาม ยิ่งกว่านั้นผู้เขียนข้อสอบควรจะทราบว่าสิ่งใดนักเรียนควรจะรู้ สิ่งใดที่นักเรียนน่าจะไม่รู้หรือยังไม่ได้นักเรียน นั่นคือควรจะตั้งคำถามที่สามารถจำแนกนักเรียนที่ไม่เข้าใจเนื้อหาสาระของข้อสอบหรือเข้าใจผิด ออกจากผู้ที่มีความรู้หรือเข้าใจเนื้อหาสาระนั้น ๆ แต่ละตัวเลือกในข้อสอบแบบเลือกตอบ ควรมีส่วนช่วยในการจำแนกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ออกจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้อยกว่า อำนาจในการจำแนกเช่นนี้ขึ้นอยู่กับคำตอบที่ผิดว่าจะสามารถเร้าความสนใจของผู้สอบที่มีความสามารถต่ำได้เพียงใด (วดาภรณ์ พูลผลอำนวย, 43 – 44 ; อ้างอิงมาจาก Educational Testing Service, 1972 : 151-152)

การศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบเลือกตอบ ตามแนวทฤษฎีคลาสสิคอล (Classical Theory) มีวิธีการพิจารณาเปรียบเทียบคุณภาพแบบทดสอบ โดยแยกพิจารณาเป็นประเด็น ๆ ไปอย่างมีอิสระจากกัน เช่น ค่าความเที่ยง ความตรง ความยาก ฯลฯ ซึ่งบางครั้งพบว่าคุณภาพในประเด็นหนึ่งดีกว่า แต่กลับด้อยกว่าในอีกประเด็นหนึ่ง ทำให้ยากแก่การสรุปข้อความรู้เกี่ยวกับคุณภาพของข้อสอบชนิดนั้น ๆ ได้ นอกจากนั้นค่าสถิติต่าง ๆ ของข้อสอบที่วิเคราะห์ โดยอาศัยทฤษฎีคลาสสิคอล มักจะมีค่าแปรเปลี่ยนไปตามกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับความสามารถแตกต่างกัน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของทฤษฎีคลาสสิคอลในการวิเคราะห์ข้อสอบ ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะสรุปคุณภาพของแบบทดสอบที่ชัดเนและสมบูรณ์ได้โดยทฤษฎีนี้ จึงทำให้เกิดทฤษฎีการวัดใหม่ที่สามารถแก้จุดอ่อนของทฤษฎีคลาสสิคอล และสามารถนำไปประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาการวัดผลทางการศึกษาและจิตวิทยาได้หลายเรื่อง และทฤษฎีการวัดใหม่นั่นก็คือ ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (Item Response Theory) เป็นทฤษฎีการวัดทฤษฎีหนึ่งที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการวัดผลทางการศึกษาและจิตวิทยา ในช่วงทศวรรษ 1950 – 1960 และเพิ่มบทบาทมากขึ้นในปัจจุบันทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่าพฤติกรรที่บุคคลตอบสนองต่อข้อสอบนั้น ถูกกำหนดโดยลักษณะบางอย่างภายในตัวบุคคล (Latent Trait) ซึ่งไม่สามารถที่จะสังเกตได้ จึงพยายามที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะภายในตัวบุคคล (Latent Trait) กับพฤติกรรมตอบสนองต่อข้อสอบ (Performance) การอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าวใช้รูปแบบของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ได้หลายรูปแบบ จุดสำคัญของทฤษฎีนี้คือ มุ่งที่จะสรุปเกี่ยวกับลักษณะในตัวของบุคคล โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมการตอบสนองต่อข้อสอบของบุคคลนั้น โดยอาศัยรูปแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เป็นตัวเชื่อมที่สำคัญ และจุดเด่นของทฤษฎีนี้ก็คือ ค่าพารามิเตอร์ของข้อสอบไม่แปรเปลี่ยนไปตามลักษณะของกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบข้อสอบ การประมาณค่าความสามารถของบุคคล ไม่ขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวอย่างของข้อสอบ นั่นหมายความว่า แม้ผู้สอบจะตอบข้อสอบที่ไม่ใช่ชุดเดียวกัน ก็สามารถประมาณค่าความสามารถเปรียบเทียบกันได้ นอกจากนี้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ยังได้ให้แนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปรียบเทียบคุณภาพของแบบทดสอบไว้ด้วย

การเปรียบเทียบคุณภาพหรือประสิทธิภาพของแบบทดสอบ ทำได้โดยการนำเอาค่าฟังก์ชั่นสารสนเทศ ณ ระดับความสามารถเดียวกันของแบบทดสอบ ที่ต้องการเปรียบเทียบกันมาหาค่าอัตราส่วนกัน ค่าอัตราส่วนระหว่างค่าฟังก์ชันสารสนเทศของแบบทดสอบ 2 ฉบับใด ๆ ที่ระดับความสามารถใด ก็คือ ค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ (Relative Efficiency) ของแบบทดสอบฉบับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบแบบทดสอบอีกฉบับหนึ่ง ณ ระดับความสามารถนั้น ๆ ถ้าค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ในการประมาณค่าความสามารถไม่เท่ากัน ส่วนแบบใดจะมีประสิทธิภาพมากกว่าหรือน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราคำนวณคาประสิทธิภาพสัมพัทธ์ โดยใช้ค่าฟังก์ชันสารสนเทศเป็นตัวกำหนดคุณภาพของแบบทดสอบ เป็นการเปรียบเทียบคุณภาพของแบบทดสอบโดยสรุปจากทุกแง่ทุกมุม เนื่องจากค่าฟังก์ชันสารสนเทศเป็นฟังก์ชันของค่าพารามิเตอร์ของข้อสอบ จึงมีลักษณะเป็นดัชนีผสมที่สร้างจากดัชนีที่กำหนดคุณภาพข้อสอบหลาย ๆ ดัชนีด้วยกัน การเปรียบเทียบคุณภาพของข้อสอบหรือแบบทดสอบ จึงไม่ต้องเปรียบเทียบคุณลักษณะทีละประเด็นอีกต่อไป

จากแนวคิดตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะเปรียบเทียบคุณภาพแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกแตกต่างกัน คือ แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด และแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด โดยใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบและทฤษฎีคลาสสิคอล โดยที่การเปรียบเทียบค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ของแบบทดสอบเลือกตอบ ตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ และหาค่าความเที่ยงของแบบทดสอบเลือกตอบตามแนวทฤษฎีคลาสสิคอล

แนวคิด(concept) 1. ลักษณะและรูปแบบต่าง ๆ ของแบบทดสอบเลือกตอบ

2. การสร้างตัวเลือกของแบบทดสอบเลือกตอบ

3. ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ

3.1 ข้อตกลงเบื้องต้นของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ

3.2 พารามิเตอร์ของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ

3.3 โมเดลในทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ

3.4 การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบตามแนวทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ

4. ประสิทธิภาพของแบบทดสอบและการเปรียบเทียบค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ของแบบทดสอบ

5. วิธีการประมาณค่าความเที่ยงแบบคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ของแบบทดสอบแบบเลือกตอบ วิชาคณิตศาสตร์ชนิด 5 ตัว เลือกที่มีรูปแบบของตัวเลือกแตกต่างกัน 3 แบบ คือ
1.1 แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จทั้งฉบับ
1.2 แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด
1.3 แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด
2. เพื่อศึกษาค่าความเที่ยงของแบบทดสอบเลือกตอบวิชาคณิตศาสตร์ชนิด 5 ตัวเลือก ที่มีรูปแบบตัว เลือกแตกต่างกัน 3 แบบ ดังที่กล่าวไว้ในข้อ 1 ตามแนวทฤษฎีคลาสสิคอล
สมมุติฐาน(assumption) 1. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบเป็นผลสำเร็จ จะมีคุณภาพสูงกว่าแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด ทุกกลุ่มประชากรระดับความสามารถ
2. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบเป็นผลสำเร็จ จะมีคุณภาพสูงกว่าแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด ทุกกลุ่มประชากรระดับความสามารถ
3. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบเป็นผลสำเร็จปลายเปิด จะมีคุณภาพสูงกว่าแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด ทุกกลุ่มประชากรระดับความสามารถ
4. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด และแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด มีค่าความเที่ยงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงบรรยาย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2535 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 6,715 คน จำนวนโรงเรียนทั้งหมด 30 โรงเรียน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2535 ในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 600 คน จากประชากรทั้งหมด 1,380 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือ รูปแบบตัวเลือกของแบบทดสอบเลือกตอบ
ตัวแปราตาม คือ ค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ของแบบทดสอบ และค่าความเที่ยงของแบบทดสอบตามแนวทฤษฎีคลาสสิคอล
คำนิยาม(defination) ค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ของแบบทดสอบ หมายถึง อัตราส่วนระหว่างค่าฟังก์ชันสารสนเทศของแบบทดสอบที่นำมาเปรียบเทียบกัน
ค่าฟังก์ชันสารสนเทศขอข้อสอบ หมายถึง ความแม่นยำในการประมาณค่าความสามารถจริงของผู้สอบ ด้วยผลการตอบสนองข้อสอบข้อนั้น ๆ ซึ่งมีค่าเท่ากับ อัตราส่วนของกำลังสองของความชันของเส้นโค้งลักษณะของข้อสอบต่อค่าความแปรปรวนของข้อสอบข้อนั้น
โค้งลักษณะของข้อสอบ หมายถึง กราฟของฟังก์ชันการตอบสนองข้อสอบซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความสามารถของผู้สอบ กับความน่าจะเป็นผู้ที่สอบมีความสามารถระดับนั้นจะตอบข้อสอบข้อหนึ่ง ๆ ได้ถูกต้อง
ค่าความเที่ยง หมายถึง ความคงที่ของคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบโดยวิธีสอบเพียงครั้งเดียว และแบบทดสอบชุดเดียว การคำนวณค่าความเที่ยงโดยใช้สูตร คูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 (KR 20)
รูปแบบของแบบทดสอบเลือกตอบ หมายถึง ลักษณะของตัวเลือกที่ใช้ในแบบทดสอบแต่ละฉบับ ซึ่งแตกต่างกัน ดังนี้
1. รูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จทั้งฉบับ หมายถึง ลักษณะของตัวเลือกที่แสดงคำตอบ ซึ่งเป็นผล ลัพธ์จากการคำนวณ
2. รูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด หมายถึง ลักษณะของตัวเลือกที่แสดงคำตอบ ซึ่งเป็น ผลลัพธ์จากการคำนวณ แต่ตัวเลือกที่ 5 เป็น “ไม่มีข้อใดถูก”
3. รูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด หมายถึง ลักษณะของตัวเลือกที่แสดงถึงขั้น ตอนในการคิด หรือวิธีการแก้ปัญหาของคำถาม โดยคำตอบจะอยู่ในรูปตัวเลขหรือสัญลักษณ์แสดงการกระทำ (Operation) ทางคณิตศาสตร์แต่ตัวเลือกที่ 5 เป็น “ไม่มีข้อใดถูก”
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง “สมการ” และ “ร้อยละ” ซึ่งปรับปรุงมาจากของชมนาด สืบศรี เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบที่มี 5 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ โดยแต่ละฉบับจะมีตอบนำหรือข้อคำถามที่เหมือนกัน และมีจำนวนข้อเท่ากัน แต่มีรูปแบบตัวเลือกของแต่ละฉบับไม่เหมือนกัน ในที่นี้ผู้วิจัยได้นำเอาแบบทดสอบเลือกตอบ ที่ใช้ตัวเลือกเป็นผลสำเร็จจากขั้นตอนในการคิดคำนวณ มาสร้างเป็นแบบทดสอบที่ใช้ตัวเลือกปลายเปิด โดยส่วนหนึ่งตัดตัวลวงที่มีค่าอำนาจจำแนกที่มากออกแล้วเติมตัวเลือกตัวที่ 5 เป็น “ไม่มีข้อถูก” และอีกส่วนหนึ่งตัดตัวถูกออกแล้วเติม “ไม่มีข้อใดถูก” เป็นตัวเลือกที่ 5 เพื่อ่ให้มีตัวเลือก “ไม่มีข้อใดถูก” เป็นตัวถูกบ้าง และแบบทดสอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดนั้น สร้างโดยการนำเอาตัวเลือกของข้อคำถามที่อยู่ในขั้นตอนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มาเขียนให้อยู่ในรูปสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ตามกระบวนการคิด แล้วเติบตัวเลือกตัวที่ 5 เป็น “ไม่มีข้อใดถูก” ดังนั้นจะได้แบบทดสอบที่มีคำถามที่เหมือนกัน จำนวนข้อเท่ากัน แต่รูปแบบตัวเลือกแตกต่างกัน 3 ฉบับ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยนำแบบทดสอบทั้ง 3 ฉบับ คือ แบบทดสอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ รูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด และรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด ไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้ง 600 คน โดยมีการดำเนินการสอบตามลำดับขั้น ดังนี้
1. ติดต่อโรงเรียนที่ถูกเลือกให้เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อกำหนดวัน เวลาที่ทำการสอบ
2. จัดเตรียมแบบทดสอบให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่จะสอบในแต่ละครั้ง
3. วางแผนดำเนินการสอบ โดยผู้วิจัยดำเนินการสอบด้วยตนเอง
4. ชี้แจงให้นักเรียนในกลุ่มตัวอย่างเข้าใจ และทราบถึงจุดประสงค์ในการสอบและขอความร่วมมือใน การสอบ เพื่อให้ได้ผลตามความเป็นจริง
5. ในแต่ละห้องเรียนจะทดสอบด้วยแบบทดสอบทั้ง 3 ฉบับ โดยแบ่งนักเรียนเป็น 3 กลุ่มด้วยการสุ่ม
การวิเคราะห์(analysis) ตรวจสอบความเป็นมิติเดี่ยวของแบบทดสอบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS/PC+ และหาค่าพารามิเตอร์ของข้อสอบ คือ ค่าอำนาจจำแนก ค่าความยาก และค่าการเดาของข้อสอบโดยโปรแกรม TRT BAY Version 1.0 และโปรแกรม Lotus ตามลำดับ นำค่าพารามิเตอร์ของข้อสอบมาคำนวณค่าฟังก์ชันสารสนเทศแบบทดสอบ แล้วนำค่าฟังก์ชันสารสนเทศแบบทดสอบไปคำนวณค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ของแบบทดสอบ และค่าความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าความสามารถของแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ เปรียบเทียบกับแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ เปรียบเทียบกับแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิดและแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด เปรียบเทียบกับแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด และยังได้หาค่าความเที่ยงของแบบทดสอบทั้ง 3 ฉบับ ด้วยวิธีการแปลงให้อยู่ในรูปของคะแนนมาตรฐานฟิชเชอร์ซี แล้วทดสอบด้วยค่าไคว์สแควร์
ข้อสรุป(summary) 1. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ มีคุณภาพสูงกว่าแบบทดสอบเลือกตอบที่ มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด เฉพาะในกลุ่มประชากร ระดับความสามารถต่ำและปานกลาง และแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด กลับมีคุณภาพสูงกว่าแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ เฉพาะในกลุ่มประชากรระดับความสามารถสูง
2. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด มีคุณภาพสูงกว่าแบบ ทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบเป็นผลสำเร็จ ทุกกลุ่มประชากรระดับความสามารถ
3. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด มีคุณภาพสูงกว่าแบบ ทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบเป็นผลสำเร็จ ทุกกลุ่มประชากรระดับความสามารถ
4. ในกลุ่มประชากรระดับความสามารถสูง แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ แบบปลายเปิด มีคุณภาพสูงสุด รองลงไป คือ แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด และรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ ตามลำดับในกลุ่มประชากรระดับความสามารถต่ำและปานกลาง แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด มีคุณภาพสูงสุด รองลงไปคือ แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จและที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด
5. แบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ มีค่าความเที่ยงตรงไม่แตกต่างกับแบบ ทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด และกระบวนการคิดแบบปลายเปิด และแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด กับกระบวนการคิดแบบปลายเปิด มีค่าความเที่ยงตามทฤษฎีคลาสสิคอลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ในการสร้างรูปแบบตัวเลือกที่เหมาะสมของแบบทดสอบเลือกตอบ ตามแนวทฤษฎีการตอบสนอง ข้อสอบ เพื่อให้แบบทดสอบมีคุณภาพสูงสุด ในกลุ่มประชากรระดับความสามารถสูง ควรสร้างแบบทดสอบแบบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จแบบปลายเปิด รองลงไปคือ ตัวเลือกเป็นกระบวนการคิดแบบปลายเปิด และตัวเลือกเป็นผลสำเร็จตามลำดับ ในกลุ่มประชากรระดับความสามารถต่ำและปานกลาง ควรสร้างแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จมีคุณภาพสูงสุด รองลงไปคือตัวเลือกเป็นผลสำเร็จและตัวเลือกเป็นกระบวนการการคิดแบบปลายเปิด ตามลำดับ
2. ในการสร้างรูปแบบตัวเลือกที่เหมาะสมของแบบทดสอบเลือกตอบ ตามแนวทฤษฎีคลาสสิคอล เพื่อให้แบบทดสอบมีคุณภาพสูงสุด ในทุกกลุ่มประชากรระดับความสามารถควรสร้างแบบทดสอบเลือกตอบที่มีรูปแบบตัวเลือกเป็นผลสำเร็จปลายเปิด รองลงไปคือตัวเลือกเป็นผลสำเร็จ และกระบวนการคิดแบบปลายเปิด ตามลำดับ
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาวิจัยในทำนองเดียวกันนี้ โดยใช้แบบทดสอบที่มีความเหมาะสมกับนักเรียนในกลุ่ม ประชากรระดับความสามารถปานกลางและต่ำ ว่าจะได้ผลสอดคล้องกันหรือไม่
2. ควรศึกษาวิจัยในทำนองเดียวกันกับแบบทดสอบที่มีรูปแบบตัวเลือกชนิดอื่น ๆ เช่น ตัวเลือกเฉียด ตัวเลือกแปลก และตัวเลือกให้เติมเป็นต้น ว่าจะได้ผลสอดคล้องกันหรือไม่
ปี 2539
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved