Current Record: นายตระกูล สุวรรณดี

นายตระกูล สุวรรณดี

1. ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 ส่วนใหญ่ร้อยละ 78 มีความเห็นว่าผู้บริหารโรงเรียนมีแบบผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง รองลงมาได้แก่ แบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำร้อยละ 11.20 ส่วนแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง และแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ มีเพียงร้อยละ 5.40
2. ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมีความพึงพอใจในแบบผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน โดยภาพรวมและผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ส่วนผู้นำแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ
แบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ และแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง ผู้ช่วยผู้บริหารมีความพึงพอใจในระดับปานกลาง
3. ผู้บริหารโรงเรียนที่มีแบบผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนผู้บริหารที่มีแบบผู้นำมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ แบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ และแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง ไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2907
ชื่อผลงานวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างแบบผู้นำของผู้บริหารกับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9


หัวข้อ(Eng) THE RELATIONSHIPS BETWEEN LEADERSHIP STYLES OF SCHOOL ADMINISTRATORS AND SATISFACTION OF ASSISTANT ADMINISTRATORS IN SCHOOLS UNDER THE DEPARTMENT OF GENERAL EDUCATION IN EDUCATIONAL REGION 9
คำสำคัญ(keyword) สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ความสัมพันธ์ แบบผู้นำของผู้บริหาร ความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารกรมสามัญศึกษา


ชื่อผู้วิจัย นายตระกูล สุวรรณดี


ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. TRAKOOL SUWANDEE


สถานที่ติดต่อ 48/17 บ้านพักครูโรงเรียนเชียงคาน หมู่ 2 ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ. เลย 42110


ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) มีนาคม 2538


ประเภท วิทยานิพนธ์


สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม


ประวัติความเป็นมา(history) การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น ผู้บริหารโรงเรียนนับว่าเป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการที่จะทำให้บุคลากรทุกฝ่ายได้แสดงออกถึงความสามารถของตน เพื่อทำงานตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเต็มความสามารถ แต่อย่างไรก็ตามผู้บริหารโรงเรียนเพียงผู้เดียวก็มิอาจที่จะดำเนินการบริหารโรงเรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นกรมสามัญศึกษาจึงกำหนดให้มีตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้บริหารโรงเรียน บริหารงานด้านต่าง ๆ ให้สมบูรณณ์ยิ่งขึ้น โดยกรมสามัญศึกษาได้กำหนดให้มีผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน 4 ฝ่าย แต่ละโรงเรียนจะกำหนดบทบาทหน้าที่และความรรับผิดชอบของผู้ช่วยฝ่ายต่าง ๆ ตามโครงสร้างหลักของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา เมื่อพิจารณาบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนแล้ว จะเห็นว่า ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำเนินงานประสานงานระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรในโรงเรียน อีกทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยสั่งการต่าง ๆ ได้ตามที่ผู้บริหารมอบหมาย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 4 ฝ่าย ก็ยังไม่ได้สนองตอบตามเจตนารมณ์ของกรมสามัญศึกษาเท่าที่ควร และยังมีปัญหาการปฏิบัติงานอีกมาก


ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องมาจากผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนไม่มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งถ้าไม่มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานแล้วจะมีผลทำให้การปฏิบัติงานเสื่อมลง งานจะดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่น ความรับผิดชอบต่องานหรือผลสำเร็จของงานมีน้อย การที่จะบริหารงานในโรงเรียนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้นองค์ประกอบหนึ่งคือ ผู้บริหารจะต้องแสดงบทบาทความเป็นผู้นำในโรงเรียนด้วย เพราะถ้าหากผู้บริหารโรงเรียนบริหารงานโดยปราศจากความเป็นผู้นำแล้ว การบริหารงานในโรงเรียนก็จะประสบผลสำเร็จได้ยาก การที่จะได้รับความร่วมมือกับผู้ช่วยผู้บริหารตลอดจนบุคลากรในโรงเรียนมากน้อยเพียงใดย่อมจะขึ้นอยู่กับบทบาทผู้นำของผู้บริหาร ซึ่ง พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารจึงมีความสำคัญต่อการบริหารงานในโรงเรียนเป็นอย่างมาก ดังนั้น ความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารและแบบผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนล้วนเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่งต่อประสิทธิภาพการบริหารงานในโรงเรียน และจากสภาพการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในปัจจุบัน มีผู้บริหารจำนวนไม่น้อยที่บริหารโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ช่วยผู้บริหาร ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่เข้าใจกัน และขัดแย้งกันอยู่เสมอ


จากสภาพและปัญหาการปฏิบัติงานของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ความสำคัญของความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ตลอดจนแบบผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างแบบผู้นำของผู้บริหารกับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน ในสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้จะใช้เป็นข้อสนเทศอย่างดียิ่งต่อการพัฒนาการบริหารงานในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แนวคิด(concept) ในการวิจัยใช้กรอบแนว จำแนกเป็น


1. กรอบแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 ผู้วิจัยได้พัฒนามาจากแนวคิดของแฮทฟิลด์ และฮิวส์แมน (Hatfield and Huseman) โดยศึกษาจากโครงสร้างการบริหารงานของโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา โดยแบ่งกรอบแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจออกเป็น 7 ด้าน คือ


1.1 ด้านงานที่ทำในปัจจุบัน

1.2 ด้านรายได้และผลประโยชน์ที่ได้รับ

1.3 ด้านการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

1.4 ด้านการเลื่อนขั้นเงินเดือน

1.5 ด้านผู้บังคับบัญชาชั้นต้น

1.6 ด้านเพื่อนร่วมงาน

1.7 ด้านที่ทำงาน


2. กรอบแนวคิดเกี่ยวกับแบบผู้นำ ผู้วิจัยได้ทำการแบ่งแบบผู้นำของฮัลบิน และไวเนอร์ เป็น 4 ลักษณะ คือ

2.1 ผู้นำแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ

2.2 ผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ

2.3 ผู้นำแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง

2.4 ผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง
วัตถุประสงค์(objective) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแบบผู้นำของผู้บริหาร กับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน ในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9
สมมุติฐาน(assumption) ผู้บริหารโรงเรียนที่มีแบบผู้นำ แบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ ผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ ผู้นำแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง ผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง จะมีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนแตกต่างกัน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) วิจัยเชิงปริมาณ วิจัยเชิงปริมาณ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร ได้แก่ ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 จำนวน 904 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 จำนวน 452 คน คิดเป็นร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น
ตัวแปร(variable) 1. ตัวแปรที่เกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน แบ่งเป็น 7 ด้าน คือ
1.1 ด้านงานที่ทำในปัจจุบัน
1.2 ด้านรายได้และผลประโยชน์ที่ได้รับ
1.3 ด้านการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
1.4 ด้านการเลื่อนขั้นเงินเดือน
1.5 ด้านผู้บังคับบัญชาชั้นต้น
1.6 ด้านเพื่อนร่วมงาน
1.7 ด้านที่ทำงาน
2. ตัวแปรที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแบบผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน จำแนกเป็น 4 แบบ คือ
2.1 ผู้นำแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ
2.2 ผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ
2.3 ผู้นำแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง
2.4 ผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง
เครื่องมือ(tool) เป็นแบบสอบถาม จำนวน 2 ฉบับ คือ
ฉบับที่ 1 เป็นแบบสอบถามวัดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยดัดแปลงและปรับปรุงจากเครื่องมือของ แฮทฟิลด์ และฮิวส์แมน (Hatfield and Huseman) เป็นประเภทมาตราวัดความแตกต่างทางภาษา ที่สร้างตามวิธีการของออสกูด มีจำนวน 7 องค์ประกอบ
ฉบับที่ 2 เป็นแบบสอบถามวัดพฤติกรรมผู้นำ ใช้แบบสอบถามของ LBDQ (Leader Behavior Description Questionnaire) ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดย วิจิตร ธีระกุล มีลักษณะเป็นแบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบสอบถาม
การวิเคราะห์(analysis) หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย
ข้อสรุป(summary) 1. ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 ส่วนใหญ่ร้อยละ 78 มีความเห็นว่าผู้บริหารโรงเรียนมีแบบผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง รองลงมาได้แก่ แบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำร้อยละ 11.20 ส่วนแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง และแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ มีเพียงร้อยละ 5.40
2. ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมีความพึงพอใจในแบบผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน โดยภาพรวมและผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ส่วนผู้นำแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ
แบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ และแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง ผู้ช่วยผู้บริหารมีความพึงพอใจในระดับปานกลาง
3. ผู้บริหารโรงเรียนที่มีแบบผู้นำแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนผู้บริหารที่มีแบบผู้นำมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ แบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์ต่ำ และแบบมุ่งงานต่ำและมุ่งสัมพันธ์สูง ไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
ผู้บริหารควรพัฒนารูปแบบวิธีการในการปรับปรุงตนเองให้เข้าสู่รูปแบบของผู้บริหารแบบมุ่งงานสูงและมุ่งสัมพันธ์สูง ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารที่ประสานประโยชน์ระหว่างโรงเรียนกับบุคลากรได้เป็นอย่างดี อันจะส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน ครูอาจารย์ นักการภารโรง ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ซึ่งความพึงพอใจเหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานและการบริหารงานในโรงเรียนได้ในที่สุด
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแบบผู้นำของผู้บริหารกับความพึงพอใจของครู-อาจารย์ในโรงเรียน
2. ควรทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง ความสัมพันธ์ระหว่างแบบผู้นำของผู้บริหารกับความพึงพอใจของผู้ช่วยผู้บริหารกับความสัมพันธ์ระหว่างแบบผู้นำของผู้บริหารกับความพึงพอใจของครู-อาจารย์ในโรงเรียน
3. ควรทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจของครู-อาจารย์ในโรงเรียนกับแบบผู้นำของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน
4. ควรทำการศึกษาถึงแบบผู้นำของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน
5. การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ อาจทำได้ในรูปแบบอื่นในเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตหรือการมีส่วนร่วมในการบริหารหรือการทำการศึกษาเฉพาะกรณี
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved