Current Record: นางสาวจันทนา นนทิกร

นางสาวจันทนา นนทิกร

1. ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 89.60/87.32 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 85/85 ที่ตั้งไว้
2. นักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอนมีความสามารถด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหา สูงกว่านักเรียน ที่เรียนโดยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001
3. นักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอน ชั้น ม.5 มีความสามารถด้านกระบวนการคิด แก้ปัญหา สูงกว่านักเรียน ชั้น ม.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. นักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอน ชั้น ม.4 และ ม.5 มีพัฒนาการด้านกระบวนการ คิดแก้ ปัญหาสูงกว่านักเรียน ระดับชั้นเดียวกันในกลุ่มที่เรียนโดยวิธีปกติอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลำดับ แต่นักเรียนชั้น ม.6 ไม่ปรากฏผล พัฒนาการของกระบวนการคิดแก้ปัญหาที่แตก-ต่างกันอย่างชัดเจน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2770
ชื่อผลงานวิจัย การวิจัยและพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อสร้างเสริมกระบวนการคิดปัญหา สำหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย :

หัวข้อ(Eng) The Research and Development of Instructional Modules for Improving the Process of the Problem Solving of the Upper Secondary School Students
ชื่อผู้วิจัย นางสาวจันทนา นนทิกร
ตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายวิชาการ
สถานที่ติดต่อ แผนงาน วิจัยและพัฒนาหลักสูตร หน่วย ศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 5 ราชบุรี
โทร 032-338984
โทรสาร 032-338984
สถานศึกษา นายชัยวัฒน์ วรรณพงษ์
นางสาวพรรณีย์ บัวโต

นางสุนันทา นิสยันตี

นางจินตนา คำพุด
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) มีนาคม 2533 - พฤศจิกายน 2534
ประเภท ผลงานวิจัยของหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการ ศึกษา 1
ประวัติความเป็นมา(history) ผลจากการประเมินการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 โดยการสังเคราะห์กระบวนหลักสูตร พบว่า ด้านคุณลักษณะของนักเรียน และ พฤติกรรมการสอนของครูยังไม่ตอบสนองต่อจุดหมาย และแนวดำเนินการของหลัก สูตรที่พึงประสงค์ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการนำกระบวนการคิดแก้ ปัญหาไปใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนควรต้องได้รับการพัฒนา ขณะเดียวกัน เทคนิควิธีการสอนที่เน้นการบรรยายมากกว่าเน้นกระบวนการของครู ควรต้องได้รับ การส่งเสริมหรือให้แนวทางดำเนินการโดยเร่งด่วน ดังนั้น หลักสูตรมัธยมศึกษาตอน ปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) จึงกำหนดจุดหมายให้นักเรียนได้ รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้สามารถทำประโยชน์ต่อสังคมตามบทบาทและหน้าที่ ของตน โดยให้ผู้เรียนได้พัฒนาเชาว์ปัญญา มีความรู้และทักษะเฉพาะด้านตาม ศักยภาพเห็นช่องทางประกอบอาชีพ ร่วมพัฒนาสังคม ด้วยแนวทาง และวิธีการใหม่ ๆ " เพื่อให้การจัดการศึกษาตามหลักสูตรนี้ประสบความสำเร็จจุดหมายข้างต้น กรม วิชาการจึงกำหนดแนวดำเนินการให้มีการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ ทดลองใช้วิธีการ ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยใช้วิธีการผสมผสานการให้ความรู้กับการปฏิบัติ จริงโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลและกระบวนกลุ่มที่ หลากหลาย


คณะผู้วิจัยจึงมีแนวคิดว่า หากนำจุดหมายของหลักสูตรมากำหนดเป็นจุด ประสงค์การเรียนรู้ ที่ชัดเจน และเสนอแนวทางหรือรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวน การคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยใช้ ชุดการสอนแบบสื่อประสม (multi - media) จัดให้นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมเป็นส่วนใหญ่ จะสามารถเร้าความสนใจและให้ โอกาสแก่นักเรียนในการฝึกทักษะด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องใน สถานการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งกำหนดเนื้อหาตามจุดประสงค์การเรียนรู้ของหลักสูตร ย่อมจะส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการใช้กระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็น ระบบมากขึ้นและครูมีแนว ทางเลือกและตัวอย่างที่ชัดเจนในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนอย่างเป็นกระบวนการต่อไป


แนวคิด(concept) 1. แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการคิดแก้ปัญหาจากทฤษฎีของแอทคินสัน (Atkinson) บรูเนอร์ (Bruner) กานเย (Gane) พวนคาเร (Poincare) ดิวอี้ (Dewey) และ บลูม (Bloom)


2. แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการคิดแก้ปัญหาจากนักวิชาการไทย คือ สำเริง บุญ เรืองรัตน์ มังกร ทองสุขดี พรรณทิพย์ เทอดพิทักษ์พงษ์ สมบูรณ์ ศาลยาชีวิน โกวิท วรพิพัฒน์ ศุภร ศรีแสน (อ้างอิงจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) และสถาบันทาง การศึกษา คือ ทบวงมหาวิทยาลัย และ หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา


3. แนวคิดเกี่ยวกับผลิตชุดการสอนของ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคนอื่น ๆ ที่อ้าง ถึงทฤษฎี ความแตกต่างระหว่างบุคคล แนวความคิดที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แนวคิด จากทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ แนวคิดในการผลิตสื่อการสอน และแนวคิดการจัดสภาพ แวดล้อมตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้


วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อพัฒนาชุดการสอนแบบสื่อประสมที่เน้นกระบวนการคิดแก้ปัญหาสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายให้มีประสิทธิภาพ 85/85
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านกระบวนคิดแก้ปัญหาของนักเรียนที่เรียน โดยชุดการ สอนและเรียนโดยวิธีปกติ
3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน ระหว่างชั้น ม.4 ม.5 และ ม.6 ของกลุ่มที่เรียนโดยชุดการสอน
4. เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนในระดับ ชั้น ม.4 ม.5 และ ม.6 ระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยชุดการสอนและเรียนโดยวิธีปกติ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด กรมสามัญ ศึกษา เขตการศึกษา 1 ปีการศึกษา 2533 ใน 3 โรงเรียน จำนวน 2,744 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาด ใหญ่ เลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) จำนวน 3 โรงเรียน ต่อจากนั้นใช้วิธีการ สุ่มแบบง่าย (simple random sampling) เพื่อให้ได้โรงเรียนละ 1 ระดับชั้น และสุ่ม แบบง่ายให้ได้ ระดับชั้นละ 2 ห้องเรียน และสุ่มแบบง่ายครั้งสุดท้ายเพื่อแยกเป็นกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุมระดับ ชั้นละ 1 ห้องเรียนต่อกลุ่ม รวมเป็นนักเรียนกลุ่ม ทดลอง 117 คน นักเรียนกลุ่มควบคุม 118 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 235 คน ปรากฏ รายละเอียดดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 จำนวนโรงเรียนและนักเรียน จำแนกตามระดับชั้นและกลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง
ลำดับ โรงเรียน จังหวัด ระดับชั้น รวม ทดลองควบคุม
1 สตรีนนทบุรี นนทบุรี ม.4 38 40 78
2 มัธยมด่านสำโรง สมุทรปราการ ม.5 44 28 72
3 วัดไร่ขิงวิทยา นครปฐม ม.6 35 50 85
รวม 117 118 235
การพัฒนาเครื่องมือวิจัยและวิธีวัดค่าตัวแปร
1. การพัฒนาชุดการสอน โดยศึกษาทฤษฎี เอกสารงานวิจัยและผลงานทาง วิชาการที่เกี่ยว ข้องกับการคิดแก้ปัญหา แล้วสังเคราะห์กำหนดเป็นรูปแบบการ สอนกระบวนการคิดแก้ปัญหา 5ขั้นตอน จากนั้นวิเคราะห์จุดหมายของหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2534) กำหนดเป็นจุด ประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรม สื่อและเวลา แล้วจัดทำเป็นชุดการสอน เแบบสื่อ ประสม โดยใช้กระบวนการคิดแก้ปัญหา 5 ขั้นตอนเป็นหลัก จำนวน 5 ชุด มีแบบ ประเมิน ตนเองก่อนและหลังเรียนในชุดการสอนแต่ละชุด กำหนดชื่อชุดการสอน สอดคล้องกับจุดหมายของหลักสูตร ดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 การกำหนดชื่อชุดการสอนให้สอดคล้องกับจุดหมายของหลักสูตร
ชื่อชุดการสอน จุดหมายของหลักสูตร
ชุดที่ 1 ชีวิตสดใน 1. สามารถเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้บริการชุมชนเกี่ยวกับ สุขภาพอนามัย ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม
ชุดที่ 2 ใจประสานใจ 2. มีความภูมิใจในความเป็นไทย เสียสละเพื่อส่วนรวม ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเท่าเทียมกัน
ชุดที่ 3 ฝันที่เป็นจริง 3. มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพและเห็นช่องทางในการประกอบ อาชีพ
ชุดที่ 4 มันอยู่ที่ใจ 4. มีนิสัยรักการทำงาน เต็มใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และมีทักษะในการจัดการ
ชุดที่ 5 ป่าขจี นทีชุม 5. เข้าใจสภาพและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในประเทศ และโลก มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศตามบทบาทและ หน้าที่ของ ตน ตลอดจนอนุรักษ์และเสริมสร้างทรัพยากร ศิลปะ วัฒนธรรมของประเทศ
จากนั้นนำชุดการสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น ม.4 ม. 5 และ 6 โรงเรียนสาย ปัญญารังสิต จังหวัดปทุมธานี ชุดละ 45 คน เพื่อหาคุณภาพของชุดการสอนด้วยค่า ดัชนี ความไวของการ สอน (index of instructional sensitivity) และปรับปรุงชุดการ สอน โดยพิจารณาค่า ดัชนีความไวที่ต่ำกว่า 80 % การวิเคราะห์ฐานนิยมจากแบบ สอบถามคุณภาพชุดการสอนตามความคิด เห็นของครูและนักเรียนผู้ใช้ชุดการสอน จัดพิมพ์ใหม่เพื่อนำไปใช้ทดลองภาคสนาม
2. แบบทดสอบกระบวนการคิดแก้ปัญหา มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัยที่ กำหนดสถานการณ์ ที่เป็นปัญหาให้ แล้วสร้างคำถามตามขั้นตอนของกระบวนการคิด แก้ปัญหา 5 ขั้น มีคำตอบที่เหมาะสม เพียงคำตอบเดียว จากตัวเลือก 4 คำตอบในแต่ละ ขั้น แบบทดสอบนี้มี 10 สถานการณ์ ตามสาระจุด หมายของหลักสูตรฯ รวมข้อสอบ ทั้งหมด 50 ข้อ คะแนนรวมของแบบทดสอบแสดงถึงความสามารถ ในการใช้ กระบวนการคิดแก้ปัญหาได้ ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ .78
การเก็บรวบรวมข้อมูล คณะผู้วิจัยนิเทศให้ครูแนะแนวในโรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง ดำเนินการ ทดลองตามแบบแผนการวิจัย "กลุ่มควบคุมทดสอบก่อนหลังการทดลอง" (control group, pre- test, post-test design) โดย
1. ทดสอบก่อนสอนกับนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ตามแบบทดสอบ กระบวนการ คิดแก้ปัญหา
2. ดำเนินการสอนโดยใช้ชุดการสอนในกลุ่มทดลองและจัดกิจกรรมปกติตาม แบบการจัด กิจกรรมแนะแนวในกลุ่มควบคุม ใช้เวลาเท่ากันกลุ่มละ 5 คาบเรียนปกติ
3. ทดสอบหลังสอนกับนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง เสร็จสิ้นโดย ใช้แบบทดสอบกระบวนการคิดแก้ปัญหาชุดเดิม
คำนิยาม(defination) ระเบียบวิธีวิจัยและแบบวิจัย เป็นการวิจัยและพัฒนามีขั้นตอนดังนี้
1. การวิจัยเชิงสังเคราะห์เนื้อหา (content analysis) รูปแบบของกระบวนการ คิด แก้ปัญหาจากทฤษฎีและแนวคิดของนักวิชาการ
2. การพัฒนาชุดการสอนแบบสื่อประสมเพื่อสอดรับรูปแบบกระบวนการคิดแก้ ปัญหาที่ สังเคราะห์ได้ และหาประสิทธิภาพของชุดการสอน
3. การวิจัยเชิงทดลองเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของชุดการสอนในการพัฒนา กระบวนการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน
ตัวแปรและนิยามปฏิบัติการ
1. ตัวแปร ประกอบด้วย
1.1 ตัวแปรอิสระ 2 ลักษณะคือ ตัวแปรจัดกระทำ คือ การสอนโดยใช้ชุดการ- สอนที่เน้นกระบวนการคิดแก้ปัญหา และการสอนด้วยวิธีปกติและตัวแปรพื้นฐาน คือ ระดับชั้นเรียนของกลุ่มตัวอย่าง คือ ม.4 ม. 5 และ ม.6
1.2 ตัวแปรตาม คือ ความสามารถด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหาและ พัฒนาการด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหา
2. นิยามปฏิบัติการ
2.1 ชุดการสอน หมายถึง รูปแบบของกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้น กระบวนการคิดแก้ปัญหา ซึ่งสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์ทฤษฎีและแนวคิดของนัก วิชาการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาแล้วกำหนดเป็นขั้นตอนกระบวนการแก้ปัญหา 5 ขั้นตอนโดยอาศัยเนื้อหาที่วิเคราะห์ จากจุดหมายของหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533)เป็น จุดประสงค์การเรียนรู้ 5 ข้อ ลักษณะ ของชุดการสอนเป็นแบบสื่อประสมที่ใช้กิจกรรมหลากหลายสอด คล้องกับจุด ประสงค์การเรียนรู้
2.2 ประสิทธิภาพของชุดการสอน หมายถึง ความสามารถด้านกระบวนการ คิด แก้ปัญหาจากการเรียนด้วยชุดการสอน ที่วัดหลังจากเรียนจบชุดการสอนแล้วได้ ผล 85/85 โดยมีความหมายดังนี้ 85 ตัวแรก หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อยละ 85 ของคะแนน ทดสอบหลังสอนในชุดการ สอน และ 85 ตัวหลัง หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อยละ 85 ของ จำนวนนักเรียนที่ตอบได้ถูกต้องทุกจุด ประสงค์ของกระบวนการคิดแก้ปัญหาในชุด การสอน
2.3 ความสามารถด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหา หมายถึง คะแนนรวมของนัก เรียน แต่ละคนที่ได้จากแบบทดสอบวัดกระบวนการคิดแก้ปัญหาจากสถานการณ์ 10 สถานการณ์ที่กำหนดตาม ขั้นตอน 5 ขั้นตอน คือ ขั้นการกำหนดปัญหา ขั้นการ วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ขั้นการเสนอทางเลือกและเลือกทางเลือก ขั้นการตรวจ สอบทางเลือกในการแก้ปัญหา และขั้นการแก้ปัญหาในสถาน- การณ์ใหม่
2.4 พัฒนาการด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหา หมายถึง ผลต่างของคะแนนที่ วัดได้ จากผลการสอบก่อนเรียนและผลการสอนหลังเรียนจบทุกชุดการสอนแล้ว โดย ใช้เครื่องมือวัดคือแบบทดสอบวัดกระบวนการคิดแก้ปัญหาจากสถานการณ์ 10 สถานการณ์ ที่กำหนดตามขั้นตอนการแก้ปัญหา 5 ขั้นตอน
การวิเคราะห์(analysis) 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 85/85
2. วิเคราะห์ความแตกต่างของความสามารถ ด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหาของ นักเรียน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยค่าสถิติ t-test, independent ในรูป difference score
3. วิเคระห์ความแตกต่างของความสามารถด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหาของ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม จำแนกตามระดับชั้นเรียนด้วยค่าสถิติ (f-test, one way analysis of va- riance) และทดสอบเป็นรายคู่ด้วยกระบวนการของเชฟเฟ่ (Scheffe' Procedure)
4. วิเคราะห์เปรียบเทียบพัฒนาการด้านกระบวนการคิดแก้ปัยหาของกลุ่มทดลอง และกลุ่ม ควบคุม เมื่อจำแนกตามระดีบชั้น ด้วยค่าสถิติ t-test dependent ในรูป gained score
ข้อสรุป(summary) 1. ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 89.60/87.32 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 85/85 ที่ตั้งไว้
2. นักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอนมีความสามารถด้านกระบวนการคิดแก้ปัญหา สูงกว่านักเรียน ที่เรียนโดยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001
3. นักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอน ชั้น ม.5 มีความสามารถด้านกระบวนการคิด แก้ปัญหา สูงกว่านักเรียน ชั้น ม.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. นักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอน ชั้น ม.4 และ ม.5 มีพัฒนาการด้านกระบวนการ คิดแก้ ปัญหาสูงกว่านักเรียน ระดับชั้นเดียวกันในกลุ่มที่เรียนโดยวิธีปกติอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลำดับ แต่นักเรียนชั้น ม.6 ไม่ปรากฏผล พัฒนาการของกระบวนการคิดแก้ปัญหาที่แตก-ต่างกันอย่างชัดเจน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครูผู้สอน ควรจะรวมกันเป็นกลุ่มใน ระดับอำเภอ จังหวัด หรือเขตการศึกษา เพื่อผลิตชุดการสอนขึ้นใช้โดยใช้วัสดุที่ ประหยัดหาง่ายในท้องถิ่น นำมาใช้ช่วยสอนเสริมนักเรียนที่เรียนเก่ง และแก้ไขนัก เรียนที่เรียนอ่อนในด้านการเรียนและส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาหาความรู้ด้วยตน เองเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนเองด้วย
2. ควรสร้างชุดการสอนในรูปแบบของกระบวนการเรียนรู้อื่น ๆ เช่น ทักษะ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการสร้างค่านิยม ฯลฯ และทดลองใช้ สอน เปรียบเทียบ กับวิธีสอนอื่น ๆ เช่น การบรรยาย บทเรียนสำเร็จรูป บทบาทสมมุติ ฯลฯ ในรายวิชาต่าง ๆ
3. ควรศึกษาเพิ่มเติมว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ช่วยให้การเรียนการสอน โดยใช้ชุดการ สอนได้ ผลดี เช่น ลักษณะวิชา ระยะเวลาที่จัดกิจกรรม ลักษณะกิจกรรมการเรียน การสอน บทบาทครู บทบาทผู้เรียน และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เป็นต้น และควรมี การติดตามผลในระยะยาวเป็นการวัด ความคงทนในการเรียนรู้ มีการวัดผลโดยการ สังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่กำหนด ให้เป็นระยะ และติดตามผล พฤติกรรมการแก้ปัญหาตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน
4. ควรมีการนำตัวแปรด้านคุณสมบัติพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ ต้องการ สร้างเสริมให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน เช่น ความสามารถคิดอย่างมีเหตุผล ความมี วินัยในตนเอง แรง จูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ และลักษณะทางชีวสังคม ของครอบครัว เป็นต้นมาวิเคราะห์ ร่วมกันด้วย เพื่อที่จะได้อธิบายผลของการทดลอง ได้ละเอียดและครอบคลุมยิ่งขึ้น
ปี 2533
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved