Current Record: นาง มาลินี แก้วเงิน

นาง มาลินี แก้วเงิน

1. นักเรียนที่เรียนโดยการใช้แบบฝึกกิจกรรมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องหลักธรรม สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยวิธีเรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
2. นักเรียนที่เรียนโดยการใช้แบบฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ มีการพัฒนาทักษะการคิดหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
จากผลการวิจัยที่ได้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ สรุปได้ว่าการใช้แบบฝึกกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการเรื่องหลักธรรม มีผลทำให้นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการคิดสูงขึ้น และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการใช้แบบฝึกกิจกรรมมีผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงเหมาะสมที่จะนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนต่อไป

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2580
ชื่อผลงานวิจัย การสร้างแบบฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เรื่อง หลักธรรม ในราย วิชา ส 048 พระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนระดับนาฏศิลป์ชั้นกลางปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี จังหวัดลพบุรี
หัวข้อ(Eng) A CONTRUCTION OF ACTTVITY WORSHEETS FOR DEVELOPING YONISOMANASIKARA THINKING SKILLS ON DHAMMA PRINCIPLES IN SOC 048: BUDDHISM FOR FIRST YEAR STUDENTS IN INTERMEDIATE DANCING PROGRAM AT LOP BURI COLLEGE OF DRAMATIC ARTS
คำสำคัญ(keyword) แบบฝึกกิจกรรม
ทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
ชื่อผู้วิจัย นาง มาลินี แก้วเงิน
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs. Malinee Kaewngern
สถานที่ติดต่อ วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี อำเภอ เมือง จังหวัดลพบุรี 15000
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีที่ทำการวิจัยเสร็จ 2542
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ประวัติความเป็นมา(history) พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย เป็นศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรมจากความสำคัญดังกล่าว หลักสูตรนาฏศิลป์ชั้นกลางพุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2534)จึงกำหนดให้นักเรียนทุกคนต้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แม้ว่าตามโครงสร้างหลักสูตรจะเป็นเพียงวิชาเลือกเสรีก็ตาม เพื่อฝึกฝนให้นักเรียนนำหลักการทางศาสนาไปพัฒนาตนเองและสังคม ให้มีความเจริญก้าวหน้าและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข (หลักการของหลักสูตร) พัฒนาให้มีความสามารถในการพิจารณาแนวคิดที่มีอยู่อย่างหลากหลาย มีทักษะในการคิดและการปฏิบัติตน สามารถวินิจฉัยและเลือกนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง โดยยึดหลักเหตุและผลทางพระพุทธศาสนา (จุดประสงค์หลักสูตร) พระพุทธศาสนา (ส 048) เป็นรายวิชาสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม มุ่งหวังให้นักเรียนนำหลักธรรมมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม (กองศิลปศึกษา 2535: 45) แต่จากการศึกษาผลการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาที่ผ่านมานั้นพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ เนื่องจากนักเรียนขาดความกระตือรือร้นและความสนใจในการเรียน ปัญหาดังกล่าวพบว่าสาเหตุเกิดจากกระบวนการเรียนการสอน การขาดสื่อการสอนและที่สำคัญนั้นครูส่วนมากจะสอนโดยการบรรยายและมุ่งเน้นความจำมากกว่า (เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ 2528: บทคัดย่อ )
ในขณะที่กรมวิชาการได้ทำการวิจัยสภาพปัญหาการใช้หลักสูตรพระพุทธศาสนาพบว่า มีปัญหาด้านอุปกรณ์การเรียนการสอนได้แก่ หนังสือเรียนที่ไม่เพียงพอ ครูผู้สอนขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำสื่อการเรียนการสอน ซึ่งมีผลทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน เนื่องจากไม่เห็นประโยชน์ คุณค่า ขาดสิ่งเร้าจูงใจ ตลอดจนกิจกรรมการสอนน่าเบื่อหน่ายและไม่มีการปฏิบัติจริง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ วัชรี สำเภาพล (2537: 96-97) ที่สำรวจพบว่า การจัดการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง สาเหตุสำคัญคือ ครูขาดทักษะในการสร้างสื่อ ขาดแคลนสื่อการสอน สอดคล้องกับความคิดเห็นของเสฐียรพงศ์ วรรณปก (2538: อัดสำเนา) ที่กล่าวว่าการสอนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ไม่บังเกิดผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควรนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจาก
1. ครูมองว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่สอนยากและน่าเบื่อ
2. ครูไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาดีพอ ตีประเด็นไม่แตกจับภาพรวมไม่ได้
3. ครูมักสอนวิชาพระพุทธศาสนาด้วยการบรรยาย การเล่าให้ฟัง นักเรียนรับพระพุทธศาสนาอย่างเลื่อนลอยและด้วยความรู้สึกที่ห่างไกลตัว
นอกจากนั้นกรมวิชาการยังได้ตรวจสอบคุณภาพของนักเรียนจากการใช้หลักสูตรสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา (กรมวิชาการ 2538: 45) พบว่า"ทักษะการคิดของนักเรียนค่อนข้างต่ำ" นั่นหมายถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมาล้มเหลว สอดคล้องกับแนวความคิดของนักการศึกษาที่ยอมรับตรงกันว่า การจัดการศึกษาที่ผ่านมานั้น การเรียนรู้มุ่งเน้นความจำและการเลียนแบบ จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ เป็นปัญหาต่อสังคมปัจจุบันที่พบว่า คนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของวัตถุจนเป็นสังคมวัตถุนิยม มีการแก่งแย่งแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบกันเพื่ออำนาจ เพื่อเงินทอง มีค่านิยมที่ตื้นเขินถือว่า ความเก่ง โก้ ขี้โกง หรือแกล้งผู้อื่นได้ ทำผิดกฎระเบียบได้เป็นสิ่งที่ดี
ดังนั้นการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียน ครูจะต้องปรับแนวคิดจากการเป็นผู้บอก ผู้สั่งสอน มาเป็นผู้ชี้แนะ จัดสื่อการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีการค้นคว้าหาความรู้และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เน้นการรู้จักหาความรู้อย่างเป็นระบบด้วยตนเอง เพื่อช่วยให้ได้คิด ตัดสินใจลงมือปฏิบัติ ตลอดจนแก้ปัญหาได้ลุล่วงและผิดพลาดน้อยที่สุด ทำให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น มีการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับแนวความคิดของ พนม พงษ์ไพบูลย์ (2540: 111) ที่กล่าวถึงการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาว่า ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาสาระว่าผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้าง แต่สำคัญอยู่ที่ผู้เรียนคิดอย่างไร เชื่ออย่างไรและปฏิบัติอย่างไร ความสำคัญอยู่ที่การพัฒนาความคิด หากคิดดี คิดถูกต้องจะทำให้นำไปประพฤติ ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ดังที่สิปปนนท์ เกตุทัตุ (2539: 1)ได้เสนอแนวการปฏิรูปการศึกษาไว้ว่า " หัวใจปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่การปฏิรูปความคิด ให้นักเรียนเป็นผู้คิดเป็น"
จากแนวคิดและปัญหาต่างๆดังกล่าว ผู้วิจัยเห็นว่ามีวิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือ การปรับปรุงกระบวนการสอนโดยให้มีการใช้แบบฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิด เนื่องจากการสอนโดยการใช้แบบฝึกกิจกรรมเป็นการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง และการสอนเพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะการคิดนั้น ได้มีนักวิชาการคิดค้นรูปแบบวิธีการคิดอยู่หลายวิธี เช่นการคิดแบบสืบสวนสอบสวน การคิดแบบอุปมัย การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดแบบโยนิโสมนสิการ เป็นต้น แต่ในรายวิชาสังคมศึกษานั้น พระราชวรมุณี (2530: 51) กล่าวว่า โยนิโสมนสิการ เป็นวิธีการคิดที่ใช้ได้มากในวิชาสังคมศึกษา เพราะเป็นวิชาที่พัฒนาคนได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง สุมน อมรวิวัฒน์ (2531: 54) ให้ความเห็นไว้ว่าการเรียนการสอนแบบโยนิโสมนสิการเป็นวิธีการสอนที่สอดคล้องกับเจตนารมย์ของหลักสูตรปัจจุบัน ที่เน้นการแก้ปัญหาเป็น เน้นการคิดการปฏิบัติจริงเป็นหลักใหญ่ มีลักษณะการบูรณาการของหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ หลักการแนะแนวและหลักการผสมกลมกลืน สอดคล้องกับงานวิจัยของ อังคณา ปุรินทราภิบาล (2537: บทคัดย่อ) ที่ศึกษาพบว่า การเรียนโดยใช้ชุดการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ ทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการคิด สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับการศึกษาของ พรชุลี อาชวอำรุง (2542: 31-41) ที่เสนอว่า การปฏิรูปการเรียนการสอน ควรใช้วิธีการสืบค้นและคิดวิเคราะห์ตามแนวพุทธธรรม
ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงเลือกวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ มาสร้างเป็นแบบฝึกเพื่อใช้ในการเรียนการสอนกับรายวิชาพระพุทธศาสนา (ส 048)โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องพุทธธรรมเพื่อชีวิตและสังคม เช่น เรื่องอปริหานิยธรรม ๗ พละ ๔ มงคลชีวิตเรื่อง ไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต บูชาบุคคลที่ควรบูชาและสดับตรับฟังมาก การเลือกวิธีการคิดแบบโยนิโสมนสิการมาพัฒนาทักษะการคิด จึงนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการนั้น มีวิธีคิดถึง 10 วิธีจึงสามารถนำไปสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลาย และประการสำคัญที่สุดคือ มีพื้นฐานความคิดมาจากพระพุทธศาสนา จึงน่าจะนำไปพัฒนาการเรียนการสอน ฝึกการพัฒนาความคิดได้ดีที่สุด นับว่าสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2540- 2544 (2540: 27) ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะการคิด
วัตถุประสงค์(objective) 1. สร้างแบบฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เรื่อง หลักธรรม สำหรับนักเรียนระดับนาฏศิลป์ชั้นกลางปีที่ 1
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง หลักธรรม ที่ใช้วิธีสอนโดยใช้แบบฝึกกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ กับการใช้วิธีสอนแบบปกติ
3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่สอนโดยใช้แบบฝึกกิจกรรม
สมมุติฐาน(assumption) 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับนาฏศิลป์ชั้นกลางปีที่ 1 ที่ใช้วิธีการสอนโดยใช้แบบฝึกกิจกรรมสำหรับพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เรื่อง หลักธรรม สูงกว่าใช้วิธีการสอนแบบปกติ
2. ทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการหลังการเรียนของนักเรียน ที่สอนโดยใช้แบบฝึกกิจกรรมสูงกว่าก่อนเรียน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Nonrandomizen Control-Group Pretest Posttest Desingn
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับนาฏศิลป์ชั้นกลาง ปีที่ 1 ที่ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยนาฏศิลป์ ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 15 ห้องเรียนและกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนระดับนาฏศิลป์ชั้นกลางปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 มีจำนวน 2 ห้องเรียน
เครื่องมือ(tool) 1. แผนการสอนที่ใช้วิธีการสอนโดยใช้แบบฝึกกิจกรรม
2. แผนการสอนที่ใช้วิธีการสอนแบบปกติ
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
4. แบบวัดทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. สุ่มนักเรียนระดับนาฏศิลป์ชั้นกลางปีที่ 1 เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
2. ทดสอบกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มก่อนการทดลอง ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ เฉพาะกลุ่มทดลอง
3. นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนการทดลอง (Pretest)มาทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่ม โดยใช้สถิติ t - test แบบ Independent
4. ดำเนินการสอนโดยผู้วิจัยสอนเองทั้งสองกลุ่ม ในเนื้อหาเดียวกัน เรื่อง หลักธรรม ระยะเวลาสอนเท่ากัน คือ 13 คาบ คาบละ 50 นาที โดย
การวิเคราะห์(analysis) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t - test
ข้อสรุป(summary) 1. นักเรียนที่เรียนโดยการใช้แบบฝึกกิจกรรมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องหลักธรรม สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยวิธีเรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
2. นักเรียนที่เรียนโดยการใช้แบบฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการ มีการพัฒนาทักษะการคิดหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
จากผลการวิจัยที่ได้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ สรุปได้ว่าการใช้แบบฝึกกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการเรื่องหลักธรรม มีผลทำให้นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการคิดสูงขึ้น และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการใช้แบบฝึกกิจกรรมมีผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงเหมาะสมที่จะนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. จากการวิจัยพบว่า การสอนโดยใช้แบบฝึกกิจกรรมสามารถพัฒนาทักษะการคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สมควรนำมาใช้ในการเรียนการสอนต่อไป
2. จากการที่นักเรียนได้ฝึกหัดการคิดแบบโยนิโสมนสิการทั้ง 10 วิธี ซึ่งเป็นการคิดแบบวิเคราะห์ ทำให้สามารถเลือกใช้กับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
3. การเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกกิจกรรม เป็นการเรียนที่นักเรียนจะต้องปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกกิจกรรมทุกชั่วโมง ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องดำเนินการจัดทำแบบฝึกกิจกรรมไว้ล่วงหน้า ตลอดจนการจัดเรียงลำดับให้สอดคล้องกับขั้นตอนการเรียนการสอนในห้องเรียน
4. ก่อนทำการสอนครูจะต้องชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเรียน ตลอดจนการใช้เวลาในการทำแบบฝึกกิจกรรม
5. การนำแบบฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแบบโยนิโสมนสิการไปทำการสอนในโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนจำนวนมาก ควรระวังในเรื่อง เพศ ระดับสติปัญญาและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียนได้
ปี 2542
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved