Current Record: รองศาสตราจารย์ ดร. ผดุง อารยะวิญญู และ รองศาสตราจารย์ศรียา นิยมธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร. ผดุง อารยะวิญญู และ รองศาสตราจารย์ศรียา นิยมธรรม

1. นักเรียนมัธยมศึกษา มีความนิยมไทยมีอยู่ประมาณร้อยละ 98 ของประชากร ซึ่ง เป็นปริมาณที่สูง
2. ผู้ปกครองที่มีความนิยมไทยมีอยู่ประมาณร้อยละ 99 ของประชากร ซึ่งเป็น ปริมาณที่สูง
3. ถึงแม้นักเรียนมีความรู้สึกนึกคิดนิยมไทย แต่แสดงออกทางพฤติกรรมในการนิยม ไทยเพียงร้อยละ 67 ส่วนผู้ปกครองแสดงพฤติกรรมการนิยมไทยเพียงร้อยละ 62 ของ ประชากร
4. นักเรียนมัธยมศึกษาที่มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยสูง มีอยู่ประมาณ ร้อยละ 46 ของประชากร
5. นักเรียนที่มาจากโรงเรียนซึ่งมีชื่อเสียงแตกต่างกันก็มีความนิยมไทยที่แตกต่างกัน ี่มาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงน้อย มีความนิยมไทยสูงกว่านักเรียนที่มาจาก นักเรียนทโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมาก
6. นักเรียนที่มาจากโรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนสาธิต มีความ นิยมไทยไม่แตกต่างกัน
7. นักเรียนที่มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยแตกต่างกัน มีความนิยมไทย แตกต่างกัน นักเรียนที่มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยสูงมีความนิยมไทยสูงกว่านัก เรียนที่มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยต่ำ
8. ผู้ปกครองที่มีการศึกษาต่างกัน มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกัน มีความนิยมไทยไม่ แตกต่างกัน
9. ผู้ปกครองที่มีเชื้อชาติต่างกัน มีความนิยมไทยต่างกัน ผู้ปกครองที่มีเชื้อชาติไทยมี ความนิยมไทยสูงกว่าผู้ปกครองที่มีเชื้อชาติจีน
10. ผู้ปกครองที่นับถือศาสนาต่างกันมีความนิยมไทยแตกต่างกัน ผู้ปกครองที่นับถือ ศาสนาพุทธ มีความนิยมไทยสูงกว่าผู้ปกครองที่นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอิส ลาม
11. ความนิยมไทยของนักเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความนิยมไทยของ ผู้ ปกครอง
12. ตัวแปรที่เป็นตัวพยากรณ์ความนิยมไทยของนักเรียนมัธยมศึกษาที่สำคัญมี 3 ตัว แปร คือ ระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยของนักเรียน ระดับความมีชื่อเสียงของ โรงเรียน (โรงเรียนที่มีชื่อเสียงน้อย) และความนิยมไทยของผู้ปกครอง
13. ตัวแปรต่อไปนี้ ไม่เป็นตัวพยากรณ์ความนิยมไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ศาสนา ของผู้ปกครอง ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง เชื้อชาติของผู้ปกครอง การศึกษา ของ ผู้ปกครอง ประเภทของโรงเรียน และเพศของนักเรียน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2548
ชื่อผลงานวิจัย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความนิยมไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา

ชื่อผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร. ผดุง อารยะวิญญู และ
รองศาสตราจารย์ศรียา นิยมธรรม
สถานที่ติดต่อ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร ถนนสุขุมวิท 23 เขตพระโขนง กทม.
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) มิถุนายน 2529 - มิถุนายน 2530

ประวัติความเป็นมา(history) รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาวัฒนธรรมของชาติ 4 ประการ คือ มีวินัย นิยม ไทย ซื่อสัตย์ และประหยัด ดังนั้น จึงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญ ของการนิยมไทย และยึดเป็นแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ การ สนองนโยบายของรัฐบาลจึงควรเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง จึงทำให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จ


เยาวชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ประเทศและความเป็นไทย เพราะเยาวชนกลุ่มนี้จะเป็นพลังในการสร้างความเจริญก้าว หน้าทางเศรษฐกิจ ธำรงรักษาและเสริมสร้างเอกลักษณ์ของไทยในอนาคต การปลูกฝัง ค่านิยมไทยให้กับเยาวชนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญมาก หากเยาวชนกลุ่มนี้ได้รับการปลูก ฝังค่านิยมที่ถูกต้องและ เหมาะสม ค่านิยมไทยของเยาวชนกลุ่มนี้ก็จะมีมาก ในทาง ตรงกันข้ามหากไม่ได้รับการปลูกฝัง ค่านิยมที่ถูกต้องในเวลาอันสมควรแล้ว ค่านิยม ไทยของผู้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าก็จะลดน้อยถอยลง


ในปัจจุบันนี้มีเครื่องบ่งชี้หลายอย่างระบุว่า นักเรียนในระดับมมัธยมศึกษาในประเทศ ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร กำลังได้รับอิทธิพลค่า นิยมตะวันตกมากขึ้นทุกวัน หากแนวโน้มเป็นไปในลักษณะนี้ก็เป็นที่น่าวิตกว่า ในวัน ข้างหน้าเมื่อเยาวชนกลุ่มนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ค่านิยมของคนไทยในวันนั้นจะเหลืออยู่ สักเพียงใด จึงมีความ จำเป็นที่จะต้องศึกษาค่านิยมไทยของเยาวชนผู้ที่จะมีบทบาท สำคัญในการพัฒนาประเทศในวัน ข้างหน้า เพื่อที่จะแสวงหาแนวทางและวิธีการ ปลูกฝังความนิยมไทยให้กับนักเรียนต่อไป


วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อสำรวจสัดส่วนของนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีความนิยมไทยว่า มีนักเรียน ดังกล่าวเป็นสัดส่วนเท่าใดของประชากร
2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความนิยมไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา
3. เพื่อเปรียบเทียบความนิยมไทยของนักเรียน จำแนกตามสถานศึกษา เพศ และ ระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยของนักเรียน
4. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความนิยมไทยของนักเรียนและของผู้ปกครอง
5. เพื่อเปรียบเทียบความนิยมไทยของผู้ปกครอง จำแนกตามฐานะทางเศรษฐกิจ การ ศึกษา เชื้อชติ และศาสนา
กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจาก 12 โรงเรียน ในเขตกรุงเทพ มหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนัก เรียนทั้งสิ้น 720 คน และผู้ปกครองของนักเรียนอีก 720 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,440 คน
การรวบรวมข้อมูล(gathering) เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลมี 2 ชุด คือ แบบสำรวจความนิยมไทยสำหรับ นัก เรียน และแบบสำรวจความนิยมไทยสำหรับผู้ปกครอง ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น .85 และ .90 ตามลำดับ
ในการเก็บข้อมูลนั้น นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้กรอกแบบสำรวจความนิยมไทย ที่โรงเรียนของนักเรียน นักเรียนแต่ละคนได้รับแบบสำรวจอีก 1 ชุด เพื่อนำไปให้ผู้ ปกครองกรอกข้อมูล และนำส่งโรงเรียนภายในเวลาที่กำหนด ได้รับแบบสำรวจกลับ คืนคิดเป็นร้อยละ 99
การวิเคราะห์(analysis) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ PERCENTAGE, Z- TEST, F - TEST, EARSON PRODUCT MOMENT CORRELATION, MULTIPLE REGRESSION, DISCRIMINANT ANALYSIS, PERCENTILE, QUINTILE, CHI SQUARE.
ข้อสรุป(summary) 1. นักเรียนมัธยมศึกษา มีความนิยมไทยมีอยู่ประมาณร้อยละ 98 ของประชากร ซึ่ง เป็นปริมาณที่สูง
2. ผู้ปกครองที่มีความนิยมไทยมีอยู่ประมาณร้อยละ 99 ของประชากร ซึ่งเป็น ปริมาณที่สูง
3. ถึงแม้นักเรียนมีความรู้สึกนึกคิดนิยมไทย แต่แสดงออกทางพฤติกรรมในการนิยม ไทยเพียงร้อยละ 67 ส่วนผู้ปกครองแสดงพฤติกรรมการนิยมไทยเพียงร้อยละ 62 ของ ประชากร
4. นักเรียนมัธยมศึกษาที่มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยสูง มีอยู่ประมาณ ร้อยละ 46 ของประชากร
5. นักเรียนที่มาจากโรงเรียนซึ่งมีชื่อเสียงแตกต่างกันก็มีความนิยมไทยที่แตกต่างกัน ี่มาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงน้อย มีความนิยมไทยสูงกว่านักเรียนที่มาจาก นักเรียนทโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมาก
6. นักเรียนที่มาจากโรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนสาธิต มีความ นิยมไทยไม่แตกต่างกัน
7. นักเรียนที่มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยแตกต่างกัน มีความนิยมไทย แตกต่างกัน นักเรียนที่มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยสูงมีความนิยมไทยสูงกว่านัก เรียนที่มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยต่ำ
8. ผู้ปกครองที่มีการศึกษาต่างกัน มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกัน มีความนิยมไทยไม่ แตกต่างกัน
9. ผู้ปกครองที่มีเชื้อชาติต่างกัน มีความนิยมไทยต่างกัน ผู้ปกครองที่มีเชื้อชาติไทยมี ความนิยมไทยสูงกว่าผู้ปกครองที่มีเชื้อชาติจีน
10. ผู้ปกครองที่นับถือศาสนาต่างกันมีความนิยมไทยแตกต่างกัน ผู้ปกครองที่นับถือ ศาสนาพุทธ มีความนิยมไทยสูงกว่าผู้ปกครองที่นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอิส ลาม
11. ความนิยมไทยของนักเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความนิยมไทยของ ผู้ ปกครอง
12. ตัวแปรที่เป็นตัวพยากรณ์ความนิยมไทยของนักเรียนมัธยมศึกษาที่สำคัญมี 3 ตัว แปร คือ ระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยของนักเรียน ระดับความมีชื่อเสียงของ โรงเรียน (โรงเรียนที่มีชื่อเสียงน้อย) และความนิยมไทยของผู้ปกครอง
13. ตัวแปรต่อไปนี้ ไม่เป็นตัวพยากรณ์ความนิยมไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ศาสนา ของผู้ปกครอง ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง เชื้อชาติของผู้ปกครอง การศึกษา ของ ผู้ปกครอง ประเภทของโรงเรียน และเพศของนักเรียน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมความนิยมไทยของนักเรียน รวมไปถึงกิจกรรมด้าน ศิลปะวัฒนธรรม ตลอดจนเอกลักษณ์ไทยให้มากขึ้น ทั้งนี้เพราะว่าผลการวิจัยระบุว่า นักเรียนมัธยมศึกษายังมีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทยไม่สูงนัก หากนักเรียนมีความ รู้ความเข้าใจ และความซาบซึ้งในศิลปะวัฒนธรรม และความเป็นไทยแล้ว นักเรียนจะ มีระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทย สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีความนิยมไทยมาก ขึ้นด้วย เพราะระดับการเปิดรับวัฒนธรรมไทย เป็นตัวพยากรณ์ความนิยมไทยของนัก เรียนที่สำคัญยิ่ง
2. ในการส่งเสริมความนิยมไทยนั้น ควรให้ความสำคัญของโรงเรียนขนาดใหญ่ เป็น โรงเรียนที่มีชื่อเสียงและผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานของตนเข้าเรียน ทั้งนี้เพราะว่าผล การวิจัยระบุว่า นักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนดังกล่าวมีความนิยมไทยน้อยกว่านัก เรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดเล็ก กิจกรรมส่งเสริมความ นิยมไทยควรมีขึ้นในโรงเรียนดังกล่าวก่อนโรงเรียนประเภทอื่น
3. ควรให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม และมีบทบาทในกิจกรรมการส่งเสริมความนิยมไทย ของนักเรียนด้วย เนื่องจากผลการวิจัยพบว่า ความนิยมไทยของนักเรียน มีความ สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความนิยมไทยของผู้ปกครอง การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมนั้น อาจกระทำได้หลายวิธี เช่น เมื่อทางโรงเรียนมีกิจกรรมเกี่ยวกับความนิยมไทยควรเชิญ ผู้ปกครองเข้าร่วมชมหรือร่วมแสดงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปกครองที่มีเชื้อชาติอื่นที่ ไม่ใช่เชื้อชาติไทย และผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอื่นที่มิใช่ศาสนาพุทธ
4. การส่งเสริมความนิยมไทยของนักเรียน ควรมีขึ้นในโรงเรียนทุกประเภท ไม่ว่าจะ เป็นโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนราษฎร์ หรือโรงเรียนสาธิต ซึ่งอยู่ในสังกัดทบวง มหาวิทยาลัย
5. การส่งเสริมความนิยมไทย ควรกระทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพราะว่าการ ปลูกฝังความนิยมไทยนั้นต้องใช้เวลานานจึงจะเห็นผล แม้ว่านักเรียนส่วนมากจะมี ความนิยมไทย แต่ถ้าหากพิจารณาเฉพาะพฤติกรรมแล้ว ยังมีนักเรียนอีกเป็นตำยสนไม่ น้อยที่มีพฤติกรรมนิยมไทยระดับต่ำ การส่งเสริมความนิยมไทยจึงมีความจำเป็น
ปี 2530
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved