Current Record: นางปิยนาถ น่วมทอง

นางปิยนาถ น่วมทอง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2486
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การเขียนสะกดคำพื้นฐาน ในแบบเรียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
หัวข้อ(Eng) The Development of Spelling Drills on Basic Thai Vocabulary for Grade One Primary Students
คำสำคัญ(keyword) คำพื้นฐาน แบบเรียนภาษาไทย แบบฝึกการเขียนสะกดคำพื้นฐานในวิชาภาษาไทย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปี2543
ชื่อผู้วิจัย นางปิยนาถ น่วมทอง
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs. Piyanart Nuamthong
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 4
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยนเรศวร
สถานที่ติดต่อ (ที่ทำงาน) โรงเรียนบ้านโคกใหญ่ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอชาติตระการ จ.พิษณุโลก 65170

(ที่บ้าน) 44 หมู่ 5 ต.หาดกรวด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ 53000

ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร
ประวัติความเป็นมา(history) ภาษาเป็นสิ่งที่ใช้ในการสื่อความคิดกับผู้อื่นในสังคม ภาษามีจำนวนประโยคไม่รู้จบ สัญลักษณ์ทางภาษานั้นไม่มีกฎตายตัว ภาษามีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมของกลุ่มชนที่ใช้ภาษา (สุมิตรา อังวัฒนกุล, 2537 : 77) แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของมนุษย์ เป็นแนวทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งสวยงามอย่างหนึ่ง ซึ่งคนไทยเรานั้นมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ แสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความไพเราะ สละสลวย สามารถสื่ออารมณ์ของผู้ใช้ภาษาได้ (กรมวิชาการ, 2539 ก : 7) ส่วนคนไทยเรานั้นก็มีภาษาไทยใช้มาช้านานมาก ภาษาไทยได้รับการพัฒนามาโดยตลอด นักปราชญ์ทางภาษากล่าวว่า ภาษาต้องมีการพัฒนาเพราะวิชาความรู้หรือศาสตร์ต่าง ๆ ขยายตัวกว้างขวางตามกาลเวลา ภาษาที่ใช้ถ่ายทอดจึงต้องกว้างขวางตามไปด้วย แต่การขยายตัว หรือการเปลี่ยนแปลงควรเป็นไปในทางสร้างสรรค์ (เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก, 2537 : 1) นอกจากนี้ยังมีผู้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาไทยไว้ดังนี้

ชาติไทยเป็นชาติเก่าแก่ชาติหนึ่งในทวีปเอเชีย มีภาษาพูดเป็นของตนเองใช้สื่อสารระหว่างเผ่าไทยด้วยกันต่อมาในพุทธศักราช 1826 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย ทรงคิดประดิษฐ์ตัวอักษรไทยเป็นสัญลักษณ์แทนคำพูดให้คนไทยใช้เขียน เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์บ้านเมือง วิทยาการความรู้ ฯลฯ ทั้งของคนไทยและของชนชาติอื่นที่ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยมาใช้ตามความจำเป็นตามกาลสมัย ภาษาไทยเป็นสมบัติล้ำค่าที่ชนชาติไทยใช้สืบทอดตลอดเวลามาเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดเพราะภาษาไทยบอกให้รู้ถึงความเป็นชนชาติไทยเป็นเอกลัษณ์เฉพาะของตนสืบมาจนทุกวันนี้ (คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2541 ง : 1)

หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ได้เห็นความสำคัญของภาษาไทยเป็นอย่างมาก จึงกำหนดให้ภาษาไทยอยู่ในกลุ่มทักษะที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางภาษาทั้งในด้าน การฟัง การพูด การอ่านและการเขียนตามควรแก่วัยเห็นคุณค่าของภาษาไทยสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อความคิด ความเข้าใจ รักการอ่าน แสวงหาความรู้และมีเหตุผล (กรมวิชาการ, 2535 ข : ฉ)

ทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ ทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียนนั้น สุจริต เพียรชอบ (2539 : 92) กล่าวว่า ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่สลับซับซ้อน และยากที่สุดเพราะในการสื่อสารด้วยการเขียน ผู้เขียนจะต้องใช้ความสามารถของตนสื่อความหมาย โดยปราศจากความช่วยเหลือจากผู้อื่น เช่น คู่สนทนา เป็นต้น เพราะก่อน ที่จะลงมือเขียนนั้นผู้เขียนจะต้องมีความรอบรู้ มีความคิดและสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ ไว้แล้วจึงกลั่นกรองความรู้ที่ได้รับมาแสดงออกเป็นลายลักษณ์อักษรที่สื่อความหมายและความคิดให้ประจักษ์ นอกจากนี้แล้ว ทัศนีย์ ศุภเมธี (2534 : 118) กล่าวว่า การเขียนเป็นทักษะที่ฝึกช้ากว่าทักษะอื่น ๆ และซับซ้อนกว่าทักษะอย่างอื่น เด็กต้องมีความพร้อมโดยการฝึกทักษะการฟัง การพูด และการอ่าน ได้ก่อนแล้วจึงเริ่มฝึกทักษะการเขียนในชีวิตประจำวันของคนไทยจะต้องใช้ภาษาสื่อสารถึงกัน ทักษะการเขียนเป็นทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญในการสื่อสารด้วยจดหมาย บทความและอื่น ๆ ซึ่งผู้เขียนจะต้องเข้าใจกฎเกณฑ์การเขียนนั้นอย่างถูกต้อง (เปรมจิต ศรีสงคราม, 2534 : 3)

ปัจจุบันนี้ การใช้ภาษาไทยของนักเรียนยังไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการเขียน ซึ่งเป็นทักษะของการแสดงออกที่สำคัญในการเรียนการสอนทุกวิชาต้องอาศัยการเขียนเพื่อบันทึกรวบรวมถ้อยคำของครู เพื่อน หรือของวิทยากร เพื่อรายงาน เพื่อเขียนตอบ ดังนั้นการเขียนจึงเป็นรากฐานในการเรียนวิชาต่าง ๆ ถ้าการเขียนผิดพลาด คลาดเคลื่อนหรือบกพร่อง ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป (ประทีป แสงเปี่ยมสุข, 2538 : 53) นอกจากนี้ บันลือ พฤกษะวัน (2533 ก : 26) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเขียนของนักเรียนว่า นักเรียนส่วนใหญ่ ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษามักเขียนไม่ถูกต้อง เช่น การสะกดคำผิด การใช้การันต์ และการใช้หลักภาษา ซึ่งในระดับประถมศึกษาการเขียนสะกดคำผิด ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญต่อการแสดงออกทางการเขียนของเด็ก เพราะเด็กไม่สามารถสะกดคำและเขียนตามเจตนาของตนเองได้

การเขียนสะกดคำได้ถูกต้อง (คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2535 ข :1) จะช่วยให้การสื่อความหมายมีประสิทธิภาพ ถ้านักเรียนเขียนสะกดคำผิดจะทำให้การสื่อความหมายผิดไปด้วย และส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไม่เป็นไปตามที่พึงประสงค์ นอกจากนี้ วรรณี โสมประยูร (2537 ก : 156) กล่าวว่า การเขียนสะกดคำได้ถูกต้องจะช่วยให้อ่านออกและเขียนได้ถูกต้อง ยังช่วยให้เด็กรู้จักคำต่าง ๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ช่วยให้เด็กใช้คำต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง กว้างขวางและทำให้เด็กได้คิดค้นคำใหม่ได้ตามที่เขาต้องการ ซึ่งอดุลย์ ภูปลื้ม (2539 : 3) กล่าวว่า การเขียนสะกดคำที่ถูกต้องเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ภาษาไทย คนไทยทุกคนจึงควรได้ตระหนักถึงปัญหาของการเขียนสะกดคำและช่วยกันจแก้ไขข้อบกพร่องอย่างจริงจัง

จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจ ต้องการที่จะพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพต่อไป

แนวคิด(concept) 1. หลักสูตรภาษาไทย

1.1 จุดประสงค์ในการเรียนการสอนภาษาไทย

1.2 ความมุ่งหวังที่จะให้เกิดกับผู้เรียน

1.3 โครงสร้างกลุ่มทักษะ(ภาษาไทย)

1.4 เวลาเรียน

1.5 การสอนภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1-2

1.6 หลักการสอนภาษาไทย

1.7 จุดประสงค์การเรียนรู้ทักษะการเขียน

2. การเขียนสะกดคำ

3. ความสำคัญของการเขียนสะกดคำ

3.1 จุดมุ่งหมายของการสอนสะกดคำ

3.2 ลำดับขั้นในการสอนสะกดคำ

3.3 ข้อควรคำนึงในการสอนสะกดคำและแนวทางการสอนเขียนสะกดคำ

3.4 ปัญหาในการเขียนสะกดคำ

4. การสร้างแบบฝึก

5. ความหมายของแบบฝึก

6. ความสำคัญและประโยชน์ของแบบฝึก

7. ลักษณะของแบบฝึก

8. หลักในการจัดทำแบบฝึก

9. หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึก

10. เนื้อหาที่จะใช้ในการสร้างเป็นแบบฝึก

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จังหวัดพิษณุโลก
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งได้รับการฝึก โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทยก่อนและหลังการใช้แบบฝึก
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยกึ่งทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 กลุ่มโรงเรียนสวนเมี่ยง สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอชาติตระการ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพิษณุโลก รวม 6 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 120 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโคกใหญ่ กลุ่มโรงเรียนสวนเมี่ยง สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ ชาติตระการ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพิษณุโลก 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 20 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือ วิธีการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทย
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียน
คำนิยาม(defination) คำพื้นฐาน หมายถึง คำที่กำหนดไว้ในหลักสูตรของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 450 คำ โดยผู้วิจัยนำคำพื้นฐานในบทที่ 20 จำนวน 22 คำ บทที่ 21 จำนวน 28 คำ
แบบเรียนภาษาไทย หมายถึง หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 2 ตามหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533), แบบฝึกการเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หมายถึง แบบฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยนำคำใหม่ในบทเรียน บทที่ 20 จำนวน 22 คำ บทที่ 21 จำนวน 28 คำ
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน หมายถึง แบบฝึกการเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีระดับประสิทธิภาพที่จะช่วยให้นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เกิดการเรียนรู้เป็นระดับที่ผู้วิจัยพึงพอใจตามเกณฑ์ 80/80
80 ตัวแรก หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 ของจำนวนคำตอบที่นักเรียนสามารถทำแบบฝึกการเขียนสะกดคำได้ถูกต้อง
80 ตัวหลัง หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 ของคะแนนที่นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ถูกต้อง
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทำแบบสอบถาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
เครื่องมือ(tool) 1. แผนการสอน จำนวน 5 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ 3 คาบ คาบละ 20 นาที
2. แบบฝึกการเขียนสะกดคำ จำนวน 5 ชุด แต่ละชุดมี 5 แบบฝึกซึ่งมีคำที่ใช้ฝึก 50 คำ แต่ละแบบฝึกมีคำที่ใช้ฝึกจำนวน 10 คำในแบบฝึกแต่ละชุดประกอบด้วยกิจกรรม ดังต่อไปนี้
2.1 นำอักษรมาเติมในช่องว่าง
2.2 นำภาพ สระ วรรณยุกต์ มาประสมกันแล้วเขียนลงในช่องว่าง
2.3 ผสมอักษรใหม่ให้เหมือนกับคำที่กำหนด
2.4 โยงเส้นคำให้ตรงกับความหมาย 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 40 ข้อ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยดำเนินการทดลองสอนเอง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 (วันที่ 18 – 28 กุมภาพันธ์ 2543) ที่โรงเรียนบ้านโคกใหญ่ กลุ่มโรงเรียนสวนเมี่ยง สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอชาติตระการ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพิษณุโลก เป็นเวลา 36 คาบ
2. ก่อนทำการทดลองสอนตามแผนการสอนและทดลองใช้แบบฝึกนั้น ผู้วิจัยได้ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำจำนวน 40 ข้อ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543
3. การดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยทดลองสอนโดยใช้แผนการสอน จำนวน 5 แผน และแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทย จำนวน 5 ชุด แต่ละชุดมี 5 กิจกรรมแต่ละชุด ใช้เวลา 6 คาบเป็นเวลา 1 สัปดาห์ จำนวนนักเรียน 20 คน
4. เมื่อสิ้นสุดการทดลองผู้วิจัยทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดจำนวน 40 ข้อ ซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำชุดเดิมกับการสอบ Pre-test ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543
การวิเคราะห์(analysis) 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกการเขียนสะกดคำตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรี่ยนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การเขียนสะกดคำพื้นฐานในแบบเรียนภาษาไทยก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่าสถิติที (t-test Dependent Sample)
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. การสอนเขียนสะกดคำ โดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย การเขียนสะกดคำเป็นการส่งเสริมความสามารถทางการเรียนรู้ของบุคคล คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน นักเรียนที่มีสติปัญญาสูงจะสามารถเรียนรู้และทำแบบฝึกทักษะภาษาไทยการเขียนสะกดคำรวดเร็วและมีเวลาเหลืออยู่มาก ครูผู้สอนสามารถที่จะให้นักเรียนระบายสีรูปภาพในแบบฝึกทักษะภาษาไทยระหว่างรอเพื่อน ๆ ที่ทำแบบฝึกทักษะภาษาไทยยังไม่เสร็จได้
2. ในชั่วโมงแรก ๆ ของการสอนและการทำแบบฝึกทักษะภาษาไทยครูผู้สอนควรอธิบายชี้แจงให้นัเรียนเข้าใจวิธีการทำแบบฝึกทักษะแต่ละชุดอย่างละเอียด
3. ในด้านเวลานั้นจะมีนักเรียนที่ทำแบบฝึกทักษะภาษาไทยการเขียนสะกดคำได้ค่อนข้างช้า ครูผู้สอนควรยืดหยุ่นเรื่องเวลาบ้าง
4. ครูผู้สอนควรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคน และพยายามดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง เพราะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 บางคนยังอ่านหนังสือไม่ออก นักเรียนบางคนยังชอบที่จะเล่นและคุยกับเพื่อน ๆ มากกว่าทั้งนี้เนื่องมาจากวุฒิภาวะของนักเรียน
5. ครูผู้สอนที่จะนำแผนการสอน และแบบฝึกไปใช้ควรใช้เทคนิควิธีสอน เพื่อให้นักเรียนไม่เกิดความรู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำแบบฝึก
6. ครูผู้สอนควรให้ความเอาใจใส่นักเรียนเพื่อให้นักเรียนไม่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือรู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำแบบฝึก
7. ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ควรนำชุดแบบฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปใช้อย่างแพร่หลาย
8. ผู้บริหารโรงเรียนตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาควรจะสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำแบบฝึกทักษะภาษาไทยในเนื้อหาวิชาอื่น ๆ
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการเพิ่มเวลาใการทดลองสอนตามแผนการสอนและการใช้แบบฝึกให้มากขึ้น เพื่อเป็นการฝึกทักษะให้กับนักเรียน
2. ควรให้ความสนใจและดูแลนักเรียนทุกคนอย่างใกล้ชิดระหว่างที่นักเรียนทำแบบฝึกและทำแบบทดสอบ 3. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบความคงทนในการเรียนรู้และเจตคติต่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่ได้รับ การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทยการเขียนสะกดคำพื้นฐาน 4. มีการสร้างแบบฝึกในวิชาอื่น ๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และสำหรับนักเรียนในชั้นที่สูงขึ้นด้วย
5. ควรมีการสร้างแบบฝึกโดยเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างแบบฝึก
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved