Current Record: นางสาว มาลา โชติเพิ่ม

นางสาว มาลา โชติเพิ่ม

จากการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลได้ดังนี้
1. ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบจำแนกและแบบทดสอบวินิจฉัย หา โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาเป็นผู้พิจารณา โดยใช้แบบประเมินความ สอดคล้องตามวิธีของโรวิเนลลี่ และ แฮมเบิลตัน ซึ่งการประเมินปรากฎว่า ข้อสอบ แต่ละข้อได้ค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 นั่นคือ ข้อสอบที่สร้างขึ้นวัดได้ตรงและ ครอบคลุมจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมในหลักสูตรจริง
2. ค่าความยาก และค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบจำแนกจากการทดสอบทั้ง 2 ครั้ง
3. ค่าความยาก และค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวินิจฉัยจากการทดสอบทั้ง3 ครั้ง
4. ค่าสถิติพื้นฐาน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบจำแนกจากการทดสอบครั้งที่ 2 และแบบทดสอบวินิจฉัย
5. จำนวนและร้อยละของลักษณะความบกพร่องจากการทดสอบวินิจฉัยทั้ง 4 ฉบับ จากการทดสอบครั้งที่ 3 สรุปผลได้ดังนี้
ฉบับที่ 1 การเข้าใจความหมายของคำศัพท์
นักเรียนบกพร่องเรื่องการเข้าใจความหมายไม่ชัดเจนมากที่สุด ลักษณะที่ บกพร่องรองลงมา คือ การไม่รู้ความหมายคำศัพท์ ลักษณะที่บกพร่องน้อยที่สุด คือ การรู้ความหมายของคำศัพท์เพียงบางส่วน
ฉบับที่ 2 ความเข้าใจในการอ่าน
นักเรียนบกพร่องเรื่องการจับใจความสำคัญผิดและการแปลความหมายผิดลักษณะที่บกพร่องรองลงมา คือ การจับใจความข้อความไม่หมด ลักษณะที่บกพร่อง น้อยที่สุด คือ การแปลข้ามคำบางคำและไม่รู้ความหมายของคำสำคัญ
ฉบับที่ 3 การอ่านคำ
นักเรียนบกพร่องเรื่องการออกเสียงผิดมากที่สุด ลักษณะที่บกพร่องรองลง มาคือ การออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ ลักษณะที่บกพร่องน้อยที่สุดคือ การออกเสียงแบ่ง พยางค์ผิด
ฉบับที่ 4 การจำแนกเสียง
นักเรียนบกพร่องเรื่องการใช้เสียงวรรณยุกต์ผิดมากที่สุด ลักษณะที่ บกพร่องรองลงมา คือ การใช้เสียงตัวสะกดผิด ลักษณะที่บกพร่องน้อยที่สุด คือ การ ใช้เสียงสระผิด

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2322
ชื่อผลงานวิจัย การสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยทักษะการอ่านภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัดสกลนคร
หัวข้อ(Eng) A Construction of a Diagnostic Thai Reading Test of Skills for Prathomsuksa 6 in Sakon Nakhon Province
ชื่อผู้วิจัย นางสาว มาลา โชติเพิ่ม
ตำแหน่ง
อาจารย์ 2 ระดับ 6
สถานที่ติดต่อ
ร.ร.ศึกษาสงเคราะห์สกลนคร อ.เมือง จ.สกลนคร 47000

โทรศัพท์
042-713113
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) พฤษภาคม 2536-พฤษภาคม 2537
ประเภท วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ มหาสารคาม
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยทักษะการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6
2. เพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบที่สร้างขึ้น
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาค เรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2536 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด สกลนคร จำนวน 11,637 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในภาค เรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2536 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัด สกลนคร จำนวน 1,298 คน ซึ่งเลือกมาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage sampling)
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่
1. แบบทดสอบเพื่อจำแนก จำนวน 50 ข้อ เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนภาษาไทย แบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก
2. แบบทดสอบเพื่อสำรวจจุดบกพร่อง เรื่องทักษะการอ่านภาษาไทย เป็นแบบ ทดสอบชนิดเติมคำ จำนวน 4 ฉบับ คือ
ฉบับที่ 1 การเข้าใจความหมายคำศัพท์ จำนวน 60 ข้อ
ฉบับที่ 2 ความเข้าใจในการอ่าน จำนวน 70 ข้อ
ฉบับที่ 3 การอ่านคำ จำนวน 95 ข้อ
ฉบับที่ 4 การจำแนกเสียง จำนวน 40 ข้อ
3. แบบทดสอบวินิจฉัย 4 ฉบับ เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก ซึ่งดัดแปลงมาจากแบบทดสอบเพื่อสำรวจ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่
ฉบับที่ 1 การเข้าใจความหมายคำศัพท์ จำนวน 45 ข้อ
ฉบับที่ 2 ความเข้าใจในการอ่าน จำนวน 45 ข้อ
ฉบับที่ 3 การอ่าน จำนวน 60 ข้อ
ฉบับที่ 4 การจำแนกเสียง จำนวน 35 ข้อ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมีวิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
1. ติดต่อโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อกำหนดวันและเวลาในการสอบ
2. จัดเตรียมข้อสอบให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนในการสอบแต่ละครั้ง
3. วางแผนดำเนินการสอบโดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอบด้วยตนเอง
4. ชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจและทราบถึงวัตถุประสงค์ในการสอบก่อนลงมือสอบ ทุกครั้ง
5. นำแบบทดสอบไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
5.1 ทดสอบเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบจากแบบทดสอบจำแนกครั้งที่ 1 กับกลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 119 คน
5.2 ทดสอบเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบจากแบบทดสอบจำแนกครั้งที่ 2 กับกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 102 คน
5.3 ทดสอบเพื่อสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์จากการทำแบบ ทดสอบจำแนก จำนวน 160 คน เพื่อนำคำตอบมาสร้างตัวลวงของแบบทดสอบ วินิจฉัย
5.4 ทดสอบเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบจากแบบทดสอบวินิจฉัยครั้งที่ 1 กับกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 291 คน
5.5 ทดสอบเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบจากแบบทดสอบวินิจฉัยครั้งที่ 2 กับกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 231 คน
5.6 ทดสอบเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบจากแบบทดสอบวินิจฉัยครั้งที่ 3 กับกลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 395 คน
การวิเคราะห์(analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้
1. ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบจำแนกและแบบทดสอบวินิจฉัย
2. ค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบจากการทดสอบจำแนกครั้งที่ 1
3. ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ และค่าความเชื่อมั่นของแบบ ทดสอบจากการทดสอบจำแนกครั้งที่ 2
4. ค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ จากการทดสอบวินิจฉัยครั้งที่1
5.ค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบจากการทดสอบวินิจฉัยครั้งที่ 2
6.ค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ จากการทดสอบวินิจฉัยครั้งที่ 3
7. ค่าสถิติพื้นฐาน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวินิจฉัยทั้ง 4 ฉบับ จากการ ทดสอบครั้งที่ 3
8. จำนวนและร้อยละของความบกพร่องที่นักเรียนเลือกคำตอบในแบบทดสอบ วินิจฉัยทั้ง 4 ฉบับจากการทดสอบครั้งที่ 3
ข้อสรุป(summary) จากการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลได้ดังนี้
1. ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบจำแนกและแบบทดสอบวินิจฉัย หา โดยการให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาเป็นผู้พิจารณา โดยใช้แบบประเมินความ สอดคล้องตามวิธีของโรวิเนลลี่ และ แฮมเบิลตัน ซึ่งการประเมินปรากฎว่า ข้อสอบ แต่ละข้อได้ค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 นั่นคือ ข้อสอบที่สร้างขึ้นวัดได้ตรงและ ครอบคลุมจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมในหลักสูตรจริง
2. ค่าความยาก และค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบจำแนกจากการทดสอบทั้ง 2 ครั้ง
3. ค่าความยาก และค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวินิจฉัยจากการทดสอบทั้ง3 ครั้ง
4. ค่าสถิติพื้นฐาน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบจำแนกจากการทดสอบครั้งที่ 2 และแบบทดสอบวินิจฉัย
5. จำนวนและร้อยละของลักษณะความบกพร่องจากการทดสอบวินิจฉัยทั้ง 4 ฉบับ จากการทดสอบครั้งที่ 3 สรุปผลได้ดังนี้
ฉบับที่ 1 การเข้าใจความหมายของคำศัพท์
นักเรียนบกพร่องเรื่องการเข้าใจความหมายไม่ชัดเจนมากที่สุด ลักษณะที่ บกพร่องรองลงมา คือ การไม่รู้ความหมายคำศัพท์ ลักษณะที่บกพร่องน้อยที่สุด คือ การรู้ความหมายของคำศัพท์เพียงบางส่วน
ฉบับที่ 2 ความเข้าใจในการอ่าน
นักเรียนบกพร่องเรื่องการจับใจความสำคัญผิดและการแปลความหมายผิดลักษณะที่บกพร่องรองลงมา คือ การจับใจความข้อความไม่หมด ลักษณะที่บกพร่อง น้อยที่สุด คือ การแปลข้ามคำบางคำและไม่รู้ความหมายของคำสำคัญ
ฉบับที่ 3 การอ่านคำ
นักเรียนบกพร่องเรื่องการออกเสียงผิดมากที่สุด ลักษณะที่บกพร่องรองลง มาคือ การออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ ลักษณะที่บกพร่องน้อยที่สุดคือ การออกเสียงแบ่ง พยางค์ผิด
ฉบับที่ 4 การจำแนกเสียง
นักเรียนบกพร่องเรื่องการใช้เสียงวรรณยุกต์ผิดมากที่สุด ลักษณะที่ บกพร่องรองลงมา คือ การใช้เสียงตัวสะกดผิด ลักษณะที่บกพร่องน้อยที่สุด คือ การ ใช้เสียงสระผิด
ปี 2536
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved