Current Record: นายมานิต สิทธิศร

นายมานิต สิทธิศร

สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยพบว่า แบบวัดเจตคติต่อวิชาคริตศาสตร์ฉบับที่ใช้ข้อความ ที่มี 5 มาตรา มีค่าความเชื่อมั่นสูงสุดเท่ากับ 0.813 อันดับรองลงมาได้แก่ ฉบับที่ใช้รูปภาพการ์ตูน ที่มี 5 มาตรา และฉบับที่ใช้ รูปภาพมะม่วง ที่มี 5 มาตรา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.802 และ 0.801 ตามลำดับ และฉบับที่ใช้ ข้อความ ที่มี 3 มาตรา มีค่าความเชื่อมั่นต่ำสุดเท่ากับ 0.712 เมื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติทั้ง 12 ฉบับ โดยใช้ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พบว่า มีค่าความเชื่อมั่นไม่ แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเปรียบเทียบระหว่างรูปแบบคำตอบที่ต่างกันเมื่อมีมาตราเท่ากัน หรือระหว่างมาตรา ต่างกันที่ใช้รูปแบบคำตอบเดียวกัน

แบบวัดเจตคติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 4 รูปแบบ มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้วัดเจตคติของ นักเรียนที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และแบบวัดเจตคติที่มีจำนวนมาตรา 5 มาตรา จะให้ความละเอียดในด้านความหมายมากกว่าแบบวัดเจตคติที่มีจำนวนมาตรา 3 และ 4 มาตรา

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 218
ชื่อผลงานวิจัย การเปรียบเทียบความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ที่มีรูปแบบคำตอบและจำนวนมาตราต่างกัน
หัวข้อ(Eng) A COMPARISON OF RELIABILITIES OF THE ATTITUDE RATING SCALES TOWARD MATHEMATICS WITH DIFFERENT RESPONSE FORMATS AND NUMBERS OF SCALE
คำสำคัญ(keyword) การวัดผลการศึกษา ความเชื่อมั่นแบบวัดเจตคติ คณิตศาสตร์ รูปแบบคำตอบ จำนวนมาตรา
ชื่อผู้วิจัย นายมานิต สิทธิศร
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr.Manit Sittisorn
สถานที่ติดต่อ 26/3 หมู่ที่ 14 ถนนนุตจรัส ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 44110
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีที่ทำการวิจัยเสร็จ กันยายน 2540
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ประวัติความเป็นมา(history) ระเบียบว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประถมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดวิธีการประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนว่า จุดประสงค์การเรียนรู้จะต้องครอบคลุมพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย และเน้นกระบวนการ การวัดด้านพุทธิพิสัย และทักษะพิสัยได้รับการพัฒนาก้าวหน้ามาก แต่การวัดด้านจิตพิสัยซึ่งเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นของการเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ กลับ ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร เจตคติเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของการวัดด้านจิตพิสัย เพราะความรู้เกี่ยวกับเจตคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ เมื่อพิจารณาร่วมกับบรรทัดฐานของสังคม และนิสัยของบุคคลแล้วสามารถนำไปใช้ทำนายพฤติกรรมของบุคคลได้ และเจตคติกับพฤติกรรมมีความสัมพันธ์กันในฐานะเป็นสาเหตุซึ่งกันและกัน เจตคติต่อวิชาที่เรียนมีบทบาทสำคัญมากในอันที่จะส่งเสริมหรือสกัดกั้นการเรียนรู้ในวิชานั้น เจตคติและความสนใจเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้เรียน ตั้งใจเรียน สนใจเรียน หมกมุ่นในการเรียน และแสวงหาความรู้ได้อย่างดี ถ้าหากว่าผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อครูผู้สอน ต่อกิจกรรมการเรียนการสอน ต่อวิชาที่เขาเรียนก็จะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงด้วย ดังนั้นเจตคติจึงสำคัญต่อการเรียนการสอน

การวัดเจตคติโดยใช้แบบวัดเป็นการวัดโดยอ้อม ดังนั้นคุณภาพของเครื่องมือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผลการวัดที่มีคุณภาพและมีความเชื่อถือได้จึงต้องมาจากการใช้แบบวัดที่มีความเชื่อมั่นสูง จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับจำนวนมาตราและรูปแบบของแบบวัดเจตคติที่มีผลต่อความเชื่อมั่นยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับ ความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติระหว่างความเชื่อมั่นกับจำนวนมาตราหรือจำนวนช่วงกับรูปแบบคำตอบที่ เหมาะสมต่อการวัดเจตคติของนักเรียนในวิชาคณิตศาสตร์

การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยศึกษารูปแบบคำตอบที่แตกต่างกัน 4 รูปแบบ คือ แบบที่ใช้รูปภาพ ใบหน้าคน รูปภาพการ์ตูน รูปภาพมะม่วง และข้อความ เพราะแบบวัดโดยใช้มาตรส่วนประมาณค่าในระดับประถมศึกษาควรเป็นแบบง่าย ๆ ใช้รูปภาพมาก ๆ ไม่ควรใช้ภาษา ภาพจะช่วยเพิ่มแรงกระตุ้น และความสนใจในวิชาต่าง ๆ แก่ผู้เรียน และมีความสำคัญ การใช้รูปภาพการ์ตูนจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และเข้าใจง่าย นอกจากนี้การ์ตูนยังให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน สอดคล้องกับความฝัน จินตนาการ อีกทั้งสนองความชอบ ความต้องการของเด็กอีกด้วย ดังนั้นจึงได้นำรูปภาพมาใช้ในการสร้างแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ สาเหตุที่เลือกรูปภาพมะม่วง เพราะเป็นผลไม้ที่นักเรียนทุกคนรู้จัก ผู้วิจัยต้องการทราบว่า ถ้าใช้รูปแบบคำตอบและจำนวนมาตราต่างกันในการวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์จะมีผลต่อความเชื่อมั่นอย่างไร ผลที่ได้จากการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครื่องวัดเจตคติประเภทมาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคอร์ทต่อไป

แนวคิด(concept) ระเบียบวิธีวิจัย หรือรูปแบบของการวิจัย


การวิจัยเชิงปริมาณ, การวิจัยเชิงสำรวจ, การวิจัยเชิงประยุกต์

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ที่มีรูปแบบ คำตอบต่างกัน
2. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ที่มีจำนวนมาตราต่างกัน
สมมุติฐาน(assumption) 1. แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่มี 3 มาตรา แบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคน รูปภาพการ์ตูน รูปภาพมะม่วง และแบบที่ใช้ข้อความ มีความเชื่อมั่นแตกต่างกัน
2. แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่มี 4 มาตรา แบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคน รูปภาพการ์ตูน รูปภาพมะม่วง และแบบที่ใช้ข้อความ มีความเชื่อมั่นแตกต่างกัน
3. แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่มี 5 มาตรา แบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคน รูปภาพการ์ตูน รูปภาพมะม่วง และแบบที่ใช้ข้อความ มีความเชื่อมั่นแตกต่างกัน
4. แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์แบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคน ที่มี 3 มาตรา 4 มาตรา และ 5 มาตรา มีความเชื่อมั่นแตกต่างกัน
5. แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์แบบที่ใช้รูปภาพการ์ตูน ที่มี 3 มาตรา 4 มาตรา และ 5 มาตรา มีความเชื่อมั่นแตกต่างกัน
6. แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์แบบที่ใช้รูปภาพมะม่วง ที่มี 3 มาตรา 4 มาตรา และ 5 มาตรา มีความเชื่อมั่นแตกต่างกัน
7. แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์แบบที่ใช้ข้อความ ที่มี 3 มาตรา 4 มาตรา และ 5 มาตรา มีความเชื่อมั่นแตกต่างกัน
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง วิธีการเลือกตัวอย่าง ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2539 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 13,308 คน จากโรงเรียนจำนวน 585 โรง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2539 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 1,860 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จากโรงเรียน 3 ขนาด ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่
1.1 รูปแบบคำตอบ ได้แก่ แบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคน รูปภาพการ์ตูน รูปภาพมะม่วง และแบบที่ใช้ข้อความ
1.2 จำนวนมาตรา ได้แก่ 3 มาตรา 4 มาตรา และ 5 มาตรา
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและที่มาของเครื่องมือหรือการพัฒนาเครื่องมือ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง จำนวน 12 ฉบับ แต่ละฉบับมี 20 ข้อ ใช้ข้อความเหมือนกัน แต่มีรูปแบบคำตอบและจำนวนมาตราต่างกัน ดังนี้
ฉบับที่ 1 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคน ที่มี 3 มาตรา
ฉบับที่ 2 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคน ที่มี 4 มาตรา
ฉบับที่ 3 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคน ที่มี 5 มาตรา
ฉบับที่ 4 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพการ์ตูน ที่มี 3 มาตรา
ฉบับที่ 5 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพการ์ตูน ที่มี 4 มาตรา
ฉบับที่ 6 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพการ์ตูน ที่มี 5 มาตรา
ฉบับที่ 7 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพมะม่วง ที่มี 3 มาตรา
ฉบับที่ 8 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพมะม่วง ที่มี 4 มาตรา
ฉบับที่ 9 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้รูปภาพมะม่วง ที่มี 5 มาตรา
ฉบับที่ 10 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้ข้อความ ที่มี 3 มาตรา ฉบับที่ 12 แบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ แบบที่ใช้ข้อความ ที่มี 5 มาตรา
การรวบรวมข้อมูล(gathering) วิธีการรวบรวมข้อมูล
1. นำแบบวัดเจตคติทั้ง 12 ฉบับไปทดลองสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยแบ่ง นักเรียนออกเป็น 12 กลุ่มเท่า ๆ กัน ใช้วิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ (Systemmatic Sampling) กล่าวคือ ให้นักเรียนนั่งตามเลขที่ แล้วแจกแบบวัดเจตคติ ดังนี้ เลขที่ 1 ทำแบบวัดเจคติฉบับที่ 1 เลขที่ 2 ทำแบบวัดเจตคติฉบับที่ 2 ทำเช่นนี้ตามลำดับเรื่อยไปจนครบนักเรียนทุกคน และทุกโรงเรียนที่
เป็นกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนแต่ละคนจะทำแบบวัดเจตคติเพียงฉบับเดียว แต่ละฉบับจะมีนักเรียนทำแบบวัดเจตคติทั้งสิ้น 155 คน
การวิเคราะห์(analysis) วิธีการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล
1. ค่าสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ค่าสัมประสิทธิ์ของการกระจาย
2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ
2.1 หาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ โดยวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรวมทั้งฉบับ
2.2 ค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนายของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
2.3 ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด โดยวิธีของครอนบาค
3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน
3.1 ทดสอบความแตกต่างของค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดทั้ง 12 ฉบับ โดยเปลี่ยนค่าความเชื่อมั่นเป็นคะแนนมาตรฐาน Z ตามวิธีของฟิชเชอร์
3.2 ทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างระหว่างค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเป็นรายคู่ หลังจากการทดสอบความแตกต่าง
ข้อสรุป(summary) สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยพบว่า แบบวัดเจตคติต่อวิชาคริตศาสตร์ฉบับที่ใช้ข้อความ ที่มี 5 มาตรา มีค่าความเชื่อมั่นสูงสุดเท่ากับ 0.813 อันดับรองลงมาได้แก่ ฉบับที่ใช้รูปภาพการ์ตูน ที่มี 5 มาตรา และฉบับที่ใช้ รูปภาพมะม่วง ที่มี 5 มาตรา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.802 และ 0.801 ตามลำดับ และฉบับที่ใช้ ข้อความ ที่มี 3 มาตรา มีค่าความเชื่อมั่นต่ำสุดเท่ากับ 0.712 เมื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติทั้ง 12 ฉบับ โดยใช้ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พบว่า มีค่าความเชื่อมั่นไม่ แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเปรียบเทียบระหว่างรูปแบบคำตอบที่ต่างกันเมื่อมีมาตราเท่ากัน หรือระหว่างมาตรา ต่างกันที่ใช้รูปแบบคำตอบเดียวกัน

แบบวัดเจตคติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 4 รูปแบบ มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้วัดเจตคติของ นักเรียนที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และแบบวัดเจตคติที่มีจำนวนมาตรา 5 มาตรา จะให้ความละเอียดในด้านความหมายมากกว่าแบบวัดเจตคติที่มีจำนวนมาตรา 3 และ 4 มาตรา
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
จากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้
1. การสร้างแบบวัดเจตคติของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อาจสร้างโดยเลือกใช้
รูปแบบคำตอบ แบบที่ใช้ข้อความ แบบที่ใช้รูปภาพการ์ตูน แบบที่ใช้รูปภาพมะม่วง หรือแบบที่ใช้รูปภาพใบหน้าคนก็ได้ การใช้รูปภาพประกอบในแบบวัดเจตคติจะทำให้นักเรียนมีความสนใจหรือตั้งใจในการทำแบบวัดเจตคติมากขึ้น หากสร้างแบบวัดเจตคติชนิดที่มี 5 มาตรา จะวัดได้ละเอียดมากกว่าชนิดที่มี 3 มาตรา และ 4 มาตรา
2. ในการสร้างแบบวัดเจตคตินักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ควรกำหนดให้เป็นข้อความทางบวกทั้งหมด เพราะเข้าใจง่าย หากมีข้อความทางลบด้วยนักเรียนอาจเกิดความสับสนหรือยุ่งยากในการตอบ
3. เพื่อให้การวัดเจตคติมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรใช้เครื่องมือหลายแบบร่วมกับแบบวัดเจตคติ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การเขียนบรรยาย
4. หลังจากการใช้แบบวัดเจตคติ ทำให้ทราบระดับเจตคติของนักเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์ ควรหาทางปรับปรุง แก้ไข หรือส่งเสริมให้นักเรียนมีเจตคติดีขึ้น เช่น การสอนโดยใช้เกมและเพลงประกอบ วินิจฉัยข้อบกพร่องในการเรียนคณิตศาสตร์ การสอบย่อย

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาเรื่องนี้กับวิชาอื่น ๆ ในระดับชั้นอื่น ๆ อีก เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบกับการวิจัยครั้งนี้ และเพื่อให้ได้แบบวัดเจตคติที่มีคุณภาพ วัดได้ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริงของนักเรียนมากที่สุด
2. ควรศึกษาเรื่องนี้กับนักเรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น โดยใช้อักษรเบรล เพื่อนำผล มาเปรียบเทียบกับนักเรียนปกติ
3. ควรศึกษารูปแบบคำตอบในลักษณะอื่น ๆ อีก เพื่อให้แบบวัดสามารถกระตุ้นให้นักเรียนแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ทำให้นักเรียนมีความสนใจ และสนุกกับการทำแบบวัดเจตคติ เช่น การใช้แบบวัดเจตคติที่มีรูปภาพสอดสี การใช้รูปภาพผลไม้ชนิดอื่น ๆ
4. เปรียบเทียบเทคนิควิธีวัดเจตคติที่ใช้แบบวัดเจตคติโดยทั่วไปกับเทคนิคอื่น ๆ เช่น การใช้ภาพเคลื่อนไหวในคอมพิวเตอร์วัดเจตคติ
5. ศึกษาความพอใจหรือความสนใจของนักเรียนที่มีต่อแบบวัดเจตคติในรูปแบบ ต่าง ๆ กันด้วย เพื่อให้แบบวัดสอดคล้องกับความสนใจหรือความต้องการของนักเรียน
ปี 2540
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved