Current Record: นายวรวุฒิ โพธิ์ศรี

นายวรวุฒิ โพธิ์ศรี

1. การวิจัยในครั้งนี้ได้พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนโดยได้นำแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณมาใช้ในการสอนเป็นหลักประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นนำ ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นฝึกปฏิบัติ และขั้นประเมินผล ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดเป็นดังนี้ ขั้นนำ นักเรียนฝึกการคิดคำนวณครูแจ้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมในแต่ละชั่วโมง ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีขั้นตอนประกอบ 3 ขั้นตอนดังนี้ (1) ขั้นสร้างความคิดรวบยอด (2) ขั้นพัฒนาความคิดรวบยอดมีการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณประกอบด้วยและมีขั้นย่อยในขั้นตอนนี้ดังนี้ 2.1 ขั้นเสนอความรู้การคูณ 2.2 ขั้นส่งเสริมความคิด 2.3 ขั้นสรุปแนวทางการคิด ขั้นฝึกปฏิบัติ เพื่อตอกย้ำความเข้าใจตามแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ขั้นการประเมินผล เป็นการประเมินการทำแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณในแต่ละชุด มีขั้นตอนย่อยดังนี้ (1) การทดสอบย่อยเมื่อสิ้นสุดการสอนในแต่ละวงจรปฏิบัติ (2) การตรวจแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณในแต่ละชั่วโมง (3) การสะท้อนผลการทำงานหลังจากจบในแต่ละวงจรปฏิบัติ
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณโดยนำแนวคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาประยุกต์ใช้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 84 ของนักเรียนทั้งห้อง
3. นักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออกและมีความรับผิดชอบต่อตนเองในการทำงาน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1776
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ
หัวข้อ(Eng) The Development of Learning Mathematic Activities on Multiple-Computational Skill by Mathematic Work-Book for Prathomsuksa 3 Students in Elementerry School
คำสำคัญ(keyword) การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ ปี2543
ชื่อผู้วิจัย นายวรวุฒิ โพธิ์ศรี
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. Worawut Phosi
ตำแหน่ง ครูใหญ่
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่ติดต่อ (ที่บ้าน) -

(ที่ทำงาน) โรงเรียนบ้านหนองแสงน้อย จังหวัดขอนแก่น
สถานศึกษา -
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ. ขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history)
จากการประเมินคุณภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่นที่ประเมินสำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอซำสูง พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2539-2541 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์คิดเป็นร้อยละ 62.81, ร้อยละ 60.15, ร้อยละ 50.4 ตามลำดับ (สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น, 2541) จะเห็นได้ว่าผลสัมฤทธิ์ต่ำลงทุกๆ ปี และทำให้ผลสัมฤทธิ์ต่ำเป็นอันดับสุดท้ายในจังหวัด ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือร้อยละ 70 นอกจากนั้นสำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอซำสูง ได้ทำการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มวิชาทักษะคณิตศาสตร์ของโรงเรียนบ้านคู ตั้งแต่ปีการศึกษา 2539-2541 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์คิดเป็นร้อยละ 63.73, ร้อยละ 50.42, ร้อยละ 68.52 ตามลำดับไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้เช่นกัน (หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอซำสูง, 2541) และในท้ายที่สุดจากการตรวจสอบเนื้อหาที่เป็นปัญหากับนักเรียนโรงเรียนบ้านคู ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2540 จำนวนนักเรียน 25 คน พบว่าเนื้อหาที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจและไม่ผ่านเกณฑ์มากที่สุด คือ เรื่องการคูณ มีนักเรียนที่มีผลการเรียนเป็นที่น่าพอใจเพียง 9 คนเท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 36 และจำนวนนักเรียนที่มีผลการเรียนเป็นที่น่าพอใจของเนื้อหาทั้งหมดในภาคเรียนที่ 2 มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 44 เท่านั้น จากการวิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ และจำนวนนักเรียนที่ผลสัมฤทธิ์เป็นที่น่าพอใจในเนื้อหาการคูณและการหาร เห็นได้ว่าเป็นเนื้อหาที่เป็นปัญหากับนักเรียนโรงเรียนบ้านคูจริง โดยเฉพาะเนื้อหาเรื่องการคูณแล้วนั้นเป็นเนื้อหาที่จำเป็นและใช้เป็นพื้นฐานในการเรียนเรื่องการหารต่อไป ถ้านักเรียนไม่เข้าใจเรื่องการคูณเป็นอย่างดีแล้วนั้นก็มีผลทำให้เกิดปัญหาด้านทักษะการคิดคำนวณในระดับสูงต่อไป เพราะเมื่อผู้เรียนเรียนไม่รู้เรื่องก็จะทำให้การคิดคำนวณได้ช้าทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการคิดคำนวณและการเรียนในเนื้อหาต่อไปด้วย ซึ่งจะเป็นผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำในตอนท้ายที่สุดไปด้วย
จากรายงานที่กล่าวมาข้างต้น กลุ่มวิชาทักษะ (คณิตศาสตร์) เป็นกลุ่มที่มีปัญหาด้านการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับประถมศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการคูณในโรงเรียนบ้านคูแห่งนี้ จากที่ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน นักเรียน ผู้ปกครองบางส่วนในโรงเรียนบ้านคูพร้อมทั้งสังเกตนักเรียนในขณะทำการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้ทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โรงเรียนบ้านคูยังเป็นปัญหาทั้งด้านครูผู้สอน ผู้เรียน สื่อการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นปัญหาที่ผู้วิจัยต้องหาแนวทางในการแก้ไขเพื่อที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะตามที่หลักสูตรต้องการได้ หลักสูตรคณิตศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งที่มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนอย่างมีความหมาย เรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยความเข้าใจ ฝึกฝนให้เกิดทักษะจนเกิดความคล่องแคล่ว แม่นยำ รวดเร็ว พัฒนาการคิดอย่างมีเหตุผล รู้คุณค่าของคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้ถึงขั้นนำประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ (ดวงเดือน อ่อนน่วม, 2535)
การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนามโนมติทางคณิตศาสตร์จึงต้องอาศัยสื่อที่เป็นรูปธรรมอธิบายแนวความคิด นามธรรม เน้นความเข้าใจอย่างมีเหตุผล มีระเบียบขั้นตอนวิธีการที่จะทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจคณิตศาสตร์พื้นฐาน โดยให้นักเรียนได้เรียนจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรมโดยการเพิ่มเนื้อหาทีละน้อย ให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง จะทำให้ผู้เรียนมีการประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในบทเรียนอื่นได้ (วรรณี โสมประยูร, 2537) การที่เราจะพัฒนาทักษะการคิดคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวทางการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณเพื่อพัฒนาทักษะการคิดคำนวณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งลักษณะของแบบฝึกนั้น ยุพดี กะจะวงษ์ (2535) ได้กล่าวถึงแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการฝึกทักษะของนักเรียน เพราะวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องฝึกให้เพียงพอจึงจะเกิดทักษะที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหา โดยครูควรจัดหาแบบฝึกหัดให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนด้วย
นอกจากนี้ จารึก วิเชียรเกื้อ (2527) ยังได้กล่าวถึงแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาไว้ว่า แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ให้ความสำคัญในด้านการคิดคำนวณค่อนข้างสูง เพราะการทำแบบฝึกหัดนั้นจะมีผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ถ้านักเรียนได้รับการฝึกหลังจากนักเรียนเข้าใจบทเรียนแล้ว สอดคล้องกับ Greene และ Petty (1971) ที่กล่าวว่าการได้ฝึกซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง และการได้ทบทวนเนื้อหาด้วยตนเองจะเป็นผลทำให้นักเรียนเห็นความสามารถของนักเรียนเอง แบบฝึกทักษะจึงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญจะช่วยเหลือนักเรียนได้ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การได้ฝึกทักษะช่วยป้องกันมิให้เกิดการลืมในเนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้วได้ ดังเช่น ผลงานวิจัยของ นิลุบล สุวรรณผ่องใส (2524) ได้ศึกษาวิจัยพบว่า แบบฝึกการคิดคำนวณมีผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดคำนวณของนักเรียน นอกจากนี้ ธีรพงษ์ ทวีวรรณ (2533) ยังพบว่า การให้นักเรียนได้ทำแบบฝึกจนเกิดทักษะ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความคงทนในการเรียนรู้ และสามารถนำหลักการและความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ส่วนจักรพงษ์ โชติการณ์ (2538) พบว่า การใช้แบบฝึกทักษะการคิดเลขทำให้นักเรียนที่ได้รับการฝึกนั้นมีทักษะการคิดคำนวณสูงขึ้น
ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยจึงสนใจในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ เรื่องการคูณชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านคูขึ้น โดยการได้นำแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาประยุกต์ใช้ ซึ่งการวิจัยแบบเชิงปฏิบัติการจะมีผลทำให้รูปแบบการแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของห้องเรียนได้อย่างแท้จริง ในส่วนของโรงเรียนบ้านคูนั้นยังขาดเครื่องมือที่จะใช้ฝึกทักษะการคิดคำนวณ คงมีก็เพียงแต่หนังสือเรียนที่ระบุตัวอย่างและแบบฝึกหัดไว้ในบทเรียนเท่านั้น การนำแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณมาใช้ ประกอบกับการนำแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะทำให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดคำนวณ การเรียนรู้อย่างมีความสุขและช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในบทเรียนมากขึ้น และท้ายที่สุดจะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และความสามารถในการคิดคำนวณของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายสูงขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนดได้
แนวคิด(concept) 1. หลักสูตรคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา
1.1 ความมุ่งหวังที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน
1.2 โครงสร้างของหลักสูตรคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษา

2. หลักการสอนคณิตศาสตร์และเทคนิคการสอนคณิตศาสตร์
2.1 หลักการสอนคณิตศาสตร์
2.2 เทคนิคการสอนคณิตศาสตร์
2.3 หลักในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์
2.4 หลักในการจัดกิจกรรมการสอนคูณและวิธีพัฒนาทักษะการคูณ

3. ทฤษฎีและหลักจิตวิทยาที่ใช้ในการสร้างแบบฝึกทักษะ

4. แนวคิดในการสร้างแบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์
4.1 ความหมายและความสำคัญของการฝึกทักษะ
4.2 หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ
4.3 ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี
4.4 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ

5. ขั้นตอนของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ

6. รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ
วัตถุประสงค์(objective)
1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคู สังกัดสำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น ให้มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 80 มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 70 ขึ้นไป
2. เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ เรื่องการคูณวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคู สังกัดสำนักงานการประถมศึกษากิ่งอำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น
สมมุติฐาน(assumption) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดคำนวณของนักเรียน หลังจากที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ มีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 70 ขึ้นไป
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample)
ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคู กิ่งอำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 จำนวน 25 คน
กลุ่มตัวอย่าง ใช้ประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่าง
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น ได้แก่ การสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ
ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
คำนิยาม(defination)
แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง แบบฝึกทักษะการเรียนรู้เรื่องการคูณ เป็นสิ่งที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดของการดำเนินของการวิจัยเชิงปฏิบัติการและเป็นแบบฝึกที่ใช้สำหรับโรงเรียนบ้านคู กิ่งอำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น
ทักษะการคิดคำนวณ หมายถึง ความคล่องตัวและความชำนาญในการคิดหาผลลัพธ์ที่เป็นคำตอบของประโยคสัญลักษณ์และโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
การสังเกตแบบมีส่วนร่วม หมายถึง การสังเกตที่ผู้วิจัยเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมกับกลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยผู้วิจัยจะแสดงบทบาทเป็นครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์เอง ในการสังเกตจะมี 3 กระบวนการคือ การสังเกต การซักถาม และการจดบันทึก
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติ คือ
1) แผนการสอนคณิตศาสตร์เรื่องการคูณที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 16 แผนการสอน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแล้วนำไปให้คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ทำการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำแล้วนำไปใช้ในการวิจัยต่อไป
2) แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณเรื่องการคูณ จำนวน 16 ชุด ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแล้วนำไปให้คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ทำการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำแล้วนำไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพปรากฏว่าแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณมีประสิทธิภาพ 83.18/83.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ สามารถนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายได้

2. เครื่องมือที่ใช้สะท้อนผลการปฏิบัติ

1) แบบทดสอบย่อยหลังวงจรปฏิบัติ
2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน
3) แบบสัมภาษณ์นักเรียน
4) การบันทึกผลสะท้อนหลังแผนการสอน

3. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ

1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบทดสอบอิงเกณฑ์มี 4 ตัวเลือก ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อการคูณ ผู้วิจัยสร้างขึ้นแล้วนำไปให้คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ได้ข้อสอบที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป นำไปแบบวัดไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าความยากง่ายข้อสอบได้ 0.33-0.76 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของข้อสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตร Kuder-Richardson (KR-20) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.793
การรวบรวมข้อมูล(gathering)
1. เก็บรวบรวมข้อมูลขณะดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยได้ดำเนินการฝึกทักษะตามแผนการสอนที่ขึ้น และจากการสังเกตการปฏิบัติ และสัมภาษณ์นักเรียนเป็นรายบุคคล สนทนากับผู้ช่วยวิจัยเกี่ยวกับการปรับปรุงแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณ ตามขั้นตอนของรูปแบบการสอน และเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทำกิจกรรมในชั้นเรียนและคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบย่อยแต่ละวงจรปฏิบัติทั้ง 4 วงจร นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
2. เก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลอง หลังจากที่ผู้วิจัยได้ทำการทดลองสอนจนครบทั้ง 4 วงจรปฏิบัติโดยการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นำคะแนนจากการทดสอบมาวิเคราะห์และสรุปการวิจัย
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ดังนี้
1. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของทั้งชั้นเรียนและรายบุคคล นำค่าเฉลี่ยรายบุคคลมาวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือร้อยละ 70 ขึ้นไป
2. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบบันทึกการสังเกตการเรียนการสอน ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักเรียน ข้อมูลจากบันทึกผลการใช้แผนการสอน การตรวจแบบฝึกหัด ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ ประเมินสภาพการณ์ตามที่เกิดขึ้นแล้วประมวลผล เพื่อหาแนวทางแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณให้ดียิ่งขึ้นในวงจรต่อไป และในท้ายที่สุดเพื่อให้ได้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณเรื่องการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ข้อสรุป(summary)
1. การวิจัยในครั้งนี้ได้พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนโดยได้นำแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณมาใช้ในการสอนเป็นหลักประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นนำ ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นฝึกปฏิบัติ และขั้นประเมินผล ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดเป็นดังนี้ ขั้นนำ นักเรียนฝึกการคิดคำนวณครูแจ้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมในแต่ละชั่วโมง ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีขั้นตอนประกอบ 3 ขั้นตอนดังนี้ (1) ขั้นสร้างความคิดรวบยอด (2) ขั้นพัฒนาความคิดรวบยอดมีการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณประกอบด้วยและมีขั้นย่อยในขั้นตอนนี้ดังนี้ 2.1 ขั้นเสนอความรู้การคูณ 2.2 ขั้นส่งเสริมความคิด 2.3 ขั้นสรุปแนวทางการคิด ขั้นฝึกปฏิบัติ เพื่อตอกย้ำความเข้าใจตามแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ขั้นการประเมินผล เป็นการประเมินการทำแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณในแต่ละชุด มีขั้นตอนย่อยดังนี้ (1) การทดสอบย่อยเมื่อสิ้นสุดการสอนในแต่ละวงจรปฏิบัติ (2) การตรวจแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณในแต่ละชั่วโมง (3) การสะท้อนผลการทำงานหลังจากจบในแต่ละวงจรปฏิบัติ
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณโดยนำแนวคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาประยุกต์ใช้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 84 ของนักเรียนทั้งห้อง
3. นักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออกและมีความรับผิดชอบต่อตนเองในการทำงาน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะด้านการเรียนการสอน
1. ผู้ที่จะนำรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นไปใช้ควรศึกษาขั้นตอน หลักการ เป้าหมาย และบรรยากาศในการเรียนการสอนให้ชัดเจนก่อนรวมทั้งการเตรียมสื่อการเรียนการสอนให้พร้อม
2. การนำแบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณไปใช้ ครูควรอธิบายวิธีการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณให้เข้าใจเสียก่อนที่ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง
3. ครูผู้สอนควรเตรียมสื่อและวัสดุ อุปกรณ์ไว้ให้พร้อมในการสอนในแต่ละชั่วโมงการสอนปกติ
4. ครูผู้สอนควรให้ความสนใจนักเรียนเป็นรายบุคคลด้วย ในขณะที่นักเรียนทำแบบฝึกหัดเสริมทักษะการคิดคำนวณด้วยตนเอง เพื่อได้ช่วยเหลือปัญหาของนักเรียนแต่ละบุคคล
5. การสอนในแต่ละครั้งนั้น ถ้านักเรียนมีโอกาสได้แสดงออกและครูผู้สอนให้การเสริมแรงคอยกระตุ้นให้นักเรียนกล้าแสดงออก จะทำให้นักเรียนร่วมกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน
6. แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณสามารถใช้เป็นแบบสอนซ่อมเสริมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนซ้ำได้อิกแนวทางหนึ่ง

ข้อเสนอแนะในการวิจัย

1. ควรนำแนวคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมการเรียนการสอนในวิชาอื่นๆ ที่ไม่ใช่คณิตศาสตร์เท่านั้น เพื่อใช้แก้ปัญหาในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในวิชาต่างๆ
2. ควรนำรูปแบบการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณนี้ไปใช้ในการวิจัยในระดับชั้นสูงๆ ขึ้นไปหรือระดับที่ต่ำกว่านี้
3. ควรมีการนำรูปแบบการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณไปใช้กับเนื้อหาอื่นๆ เช่น การบวก ลบ คูณ และหารกับกลุ่มตัวอย่างอื่นๆ อีก
4. ควรศึกษาเกี่ยวกับความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดคำนวณในทุกระดับชั้น

ข้อเสนอแนะในการใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ

1. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ควรมีผู้ช่วยวิจัยที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่ตรงกับประเด็นปัญหาในการวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงขณะดำเนินการวิจัยและสามารถให้ข้อคิดที่เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาอันจะนำไปสู่การปรับปรุงการปฏิบัติที่สอดคล้องและเหมาะสมกับการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพในวงจรการปฏิบัติต่อไป
2. การกำหนดเนื้อหาในการสอนในแต่ละวงจรปฏิบัติของการนำกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาใช้ควรจัดเนื้อหาที่มีลักษณะใกล้เคียงกันอยู่ในวงจรปฏิบัติเดียวกันเพื่อสะท้อนผลการปฏิบัติในแต่ละวงจรได้อย่างแท้จริง
3. ข้อมูลที่ได้จากการสะท้อนผลในแต่ละวงจรการปฏิบัติ ข้อมูลได้มาจากการสังเกต (ผู้ช่วยวิจัยบันทึก) การบันทึกผลหลังสอน (ผู้วิจัยบันทึก) การสัมภาษณ์ (ผู้วิจัยบันทึก) ควรใช้ข้อมูลจากนักเรียนทุกกลุ่มจะทำให้ได้ข้อมูลที่นำไปปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนในวงจรปฏิบัติต่อๆ ไปได้ผลดีมากขึ้น
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved