Current Record: นางชุลีพร วรวสุวัส

นางชุลีพร วรวสุวัส

1. เบี้ยอรรถกรมีผลต่อการเพิ่มพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
2.พฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนหลังการใช้เบี้ยอรรถกรสูงกว่าพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนก่อนการใช้เบี้ยอรรถกร อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1765
ชื่อผลงานวิจัย ผลของการใช้เบี้ยอรรถกรต่อพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองแวงยาว จังหวัดขอนแก่น
หัวข้อ(Eng) The Effects of Token Economies on Discipline in the Classroom of Prathomsuksa VI Students, Ban Nong Wang Yow School, Khon Kaen
คำสำคัญ(keyword) การใช้เบี้ยอรรถกร พฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน ปี2543
ชื่อผู้วิจัย นางชุลีพร วรวสุวัส
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs. Chuleeporn Warawasuwat
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 3
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่ติดต่อ (ที่บ้าน) -

(ที่ทำงาน) โรงเรียนบ้านหนองแวงยาว จังหวัดขอนแก่น
สถานศึกษา -
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ. ขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history)
วินัยในชั้นเรียนจัดเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นต่อเด็ก วินัยในชั้นเรียนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับการสั่งสอน อบรม และมีการเรียนรู้ และปฏิบัติตามระเบียบ ในการเรียนการสอนวินัยในชั้นเรียนจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังให้แก่เด็กตั้งแต่แรก โดยการชี้แจงและตกลงด้วยเหตุผลเพื่อให้เขายอมรับข้อตกลงนั้นๆ (พัฒนา สุบุญสันธ์, 2525) นอกจากนี้ Seifert (1983) กล่าวว่า วินัยในชั้นเรียนไม่ใช่ส่วนใดของการเรียนรู้ และวินัยในชั้นเรียนช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ วินัยในชั้นเรียนจะเป็นสิ่งที่ป้องกันการรบกวนยุ่งเหยิงต่อการเรียนรู้ และทำให้การเรียนรู้ถูกรบกวนน้อยที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Charles & Blaine (1981) ที่กล่าวว่า วินัยในชั้นเรียนเป็นส่วนที่เล็กมากในกระบวนการเรียนการสอน แต่มีความสำคัญเสมือนเป็นรากฐานของบ้าน ถ้าบ้านปราศจากรากฐานแล้วก็ไม่สามารถสร้างเป็นบ้านได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ Bernard (1970) ที่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับวินัยในชั้นเรียนกับการเรียนรู้ไว้ข้อหนึ่งว่า วินัยในชั้นเรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างราบรื่น
จากการสอบถามครูประจำชั้นและครูประจำวิชาตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองแวงยาว จังหวัดขอนแก่น จำนวน 16 คน เกี่ยวกับปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนในชั้นเรียน พบว่าครูประสบกับปัญหาทำนองเดียวกันคือ นักเรียนไม่มีวินัยในชั้นเรียน โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 มีความถี่ของการเกิดพฤติกรรมไม่มีวินัยในชั้นเรียนสูงกว่าชั้นอื่นๆ และวิชาอื่นๆ ซึ่งพฤติกรรมที่เป็นปัญหา คือ การคุยและเล่นกับเพื่อนในชั้นเรียน จะเห็นได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในชั้นเรียนสมควรที่จะได้รับการปรับแก้ไขให้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ต่อไป
ถ้าพิจารณาวิธีการแก้ไขพฤติกรรมที่มีปัญหาของเด็กตามแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมที่เชื่อว่า พฤติกรรมของเด็กเป็นผลมาจากการที่เขาได้รับการเสริมแรง (ประสาท อิศรปรีดา, 2538) การที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมอะไรแล้ว ผลที่เกิดขึ้นเป็นที่น่าพอใจนักเรียนก็มีแนวโน้มจะแสดงพฤติกรรมนั้นบ่อยครั้งขึ้น ดังนั้นถ้าต้องการให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมที่มีวินัยในชั้นเรียนบ่อยครั้งขึ้น ก็ควรทำให้นักเรียนได้รับผลที่พึงพอใจ โดยใช้วิธีการเสริมแรง เช่น ชมเชย ให้รางวัล (มาลินี จุฑะรพ, 2539) นอกจากนี้ เทพ พังงา (ม.ป.ป.) ยังกล่าวว่า รางวัลทำให้เด็กเกิดแรงจูงใจกระทำซ้ำในพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือพฤติกรรมที่ได้รับรางวัล หากจะแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหาเหล่านั้น ควรใช้การปรับพฤติกรรมเพราะเป็นการใช้เทคนิคหรือวิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือหลายวิธีประสมประสานกัน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยมีพื้นฐานจากหลักการทางจิตวิทยาการเรียนรู้เงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning) การเรียนรู้แบบเงื่อนไขผลของกระทำ (Operant Conditioning) และการเรียนรู้จากการสังเกต (Observational Learning) (ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์, 2526) เทคนิคในการปรับพฤติกรรมที่นิยมใช้กันมาก คือ หลักการเรียนรู้แบบเงื่อนไขผลของกระทำ (Operant Conditioning) หรือการปรับพฤติกรรมด้วยการเสริมแรง ที่เชื่อว่าการกระทำใดๆ ที่ได้รับการเสริมแรงจะมีแนวโน้มให้การกระทำนั้นๆ เกิดขึ้นอีก ส่วนการกระทำใดๆ ที่ไม่ได้รับการเสริมแรงมีแนวโน้มที่จะลดน้อยลงและหายไปในที่สุด (ประเทือง ภูมิภัทราคม, 2540) โดยเฉพาะการเสริมแรงทางบวก เนื่องจากว่าในการปรับพฤติกรรมนั้นนักพฤติกรรมนิยมใช้การเสริมแรงทางบวก เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์และลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เพราะก่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต, 2526)
ดังนั้น ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงใช้เบี้ยอรรถกร (Token Economies) ซึ่งเป็นการเสริมแรงทางบวกชนิดหนึ่ง โดยการใช้สัญลักษณ์รูปดาวที่สามารถนำไปแลกสิ่งต่างๆ ที่ต้องการได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด เมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ คือ พฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน ซึ่งเบี้ยอรรถกรที่เด็กได้รับจะเป็นแรงจูงใจให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่า พฤติกรรมอย่างไรจึงจะได้รับการเสริมแรง นอกจากนี้ ประเทือง ภูมิภัทราคม (2540) กล่าวว่า เบี้ยอรรถกรเป็นตัวเสริมแรงที่มีประสิทธิภาพในการรักษาระดับพฤติกรรม อีกทั้งเป็นขั้นตอนของกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แบบวิธีสลับกลับ (Reversal ABAB Design) เพื่อปรับพฤติกรรมจากสภาพที่ไม่พึงประสงค์ให้เป็นสภาพที่พึงประสงค์ โดยใช้วิธีสลับเงื่อนไข โดยการสลับระหว่างเงื่อนไขควบคุม (A) และเงื่อนไขทดลอง (B) กลับไปกลับมาภายในบุคคลเดียวกัน เพื่อผู้ทำหน้าที่ปรับพฤติกรรมจะได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเกิดพฤติกรรมเป้าหมายว่า การใช้เงื่อนไขทดลองมีผลต่อการเกิดพฤติกรรมเป้าหมายจริงหรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด
จากการศึกษาผลการวิจัยเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน โดยใช้หลักจิตวิทยาการเรียนรู้แบบเงื่อนไขผลของการกระทำ หรือการปรับพฤติกรรมด้วยการเสริมแรง สรุปได้ว่า การเสริมแรงโดยใช้เบี้ยอรรถกร สามารถสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์และลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาว่าการใช้เบี้ยอรรถกรมีผลต่อพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนอย่างไร ซึ่งผลการวิจัยที่ได้จะเป็นแนวทางสำหรับครูในการนำหลักการเรียนรู้แบบเงื่อนไขผลการกระทำมาเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ต่อไป
แนวคิด(concept) 1. การปรับพฤติกรรม

2. การเสริมแรง

3. เบี้ยอรรถกร

4. วินัยในชั้นเรียน

5. รูปแบบการทดลองเพื่อปรับพฤติกรรม

6. การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาผลของการใช้เบี้ยอรรถกรต่อการเพิ่มพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน
2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนก่อนและหลังการใช้เบี้ยอรรถกร
สมมุติฐาน(assumption) 1. เบี้ยอรรถกรมีผลต่อการเพิ่มพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน
2. พฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนหลังการใช้เบี้ยอรรถกรสูงกว่าพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนก่อนการใช้เบี้ยอรรถกร
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) รูปแบบการทดลองแบบสลับกลับ (Reversal ABAB Design)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนบ้านหนองแวงยาว จังหวัดขอนแก่น จำนวน 17 คน

กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนบ้านหนองแวงยาว จังหวัดขอนแก่น เป็นชาย จำนวน 4 คน โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง

ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น คือ วิธีการปรับพฤติกรรมเพื่อเพิ่มพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์โดยการใช้เบี้ยอรรถกร
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ ได้แก่
1) ไม่คุยกับเพื่อน
2) ไม่เล่นกับเพื่อน
3) ไม่คุยและไม่เล่นกับเพื่อน
คำนิยาม(defination)
การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) หมายถึง การใช้เบี้ยอรรถกรเมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบสลับกลับ
เบี้ยอรรถกร (Token Economies) หมายถึง สัญลักษณ์รูปดาวที่มีลายมือชื่อครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์กำกับ ซึ่งนักเรียนจะได้รับเมื่อมีพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนและนักเรียนสามารถนำสัญลักษณ์รูปดาวที่ได้รับไปแลกสิ่งของต่างๆโดยเป็นไปตามเงื่อนไข
พฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน หมายถึง พฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ คือ
1) ไม่คุยกับเพื่อน
2) ไม่เล่นกับเพื่อน
3) ไม่คุยและไม่เล่นกับเพื่อน
โปรแกรมการใช้เบี้ยอรรถกร หมายถึง แผนการใช้การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร ในการเพิ่มพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบสลับกลับ
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. แบบบันทึกพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน เป็นแบบบันทึกพฤติกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ลักษณะเป็นแบบเช็คความถี่ของพฤติกรรมไม่มีวินัยในชั้นเรียน ใช้เวลาในการสังเกตและบันทึกพฤติกรรม 60 นาที โดยแบ่งช่วงเวลาเป็นช่วงละ 5 นาที ซึ่งแบบบันทึกพฤติกรรมดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ เนื้อหาและวิธีทดลองจากผู้เชี่ยวชาญ และทดลองใช้ก่อนนำไปใช้จริง
2. โปรแกรมการใช้เบี้ยอรรถกร ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ๆละ 5 วันๆละ 60 นาที คือวันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 09.00 – 10.00 น ในวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งโปรแกรมการใช้เบี้ยอรรถกรได้ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ เนื้อหาและวิธีทดลองจากผู้เชี่ยวชาญ และทดลองใช้ก่อนนำไปใช้จริง
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ขั้นเตรียมก่อนการทดลอง ผู้วิจัยใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการเตรียมก่อนการทดลอง
1.1 นำหนังสือขอความร่วมมือในการทดลองและเก็บข้อมูลจากบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อขอนุญาตเก็บข้อมูลนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง
1.2 ชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ช่วยวิจัยและครูผู้ร่วมการทดลองเกี่ยวกับวิธีการทดลองและสิ่งที่ผู้ร่วมงานต้องกระทำ
1.3 ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยฝึกสังเกตและบันทึกพฤติกรรมจนได้ค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้องร้อยละ 80 เป็นเวลา 2 สัปดาห์
1.4 ผู้วิจัยสร้างสัมพันธภาพกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง พร้อมทั้งชี้แจงและตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนและเงื่อนไขต่างๆในการได้รับเบี้ยอรรถกร
1.5 สำรวจตัวเสริมแรงที่กลุ่มตัวอย่างต้องการ โดยให้นักเรียนระบุลำดับที่ต้องการมากที่สุดถึงน้อยที่สุด 10 อันดับ นำลำดับที่ตัวเสริมแรงที่ได้มาหาความถี่ โดยเรียงลำดับความถี่ของความต้องการมากที่สุด 3 อันดับ

2. ขั้นการทดลอง แบ่งการทดลองเป็น 4 ระยะๆละ 2 สัปดาห์ ดังนี้

ระยะที่ 1 (ระยะA) หรือระยะเส้นฐาน (Baseline) ใช้เวลา 2 สัปดาห์ เป็นระยะของการหาเส้นฐานเกิดพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน ในสภาพการเรียนการสอนปกติ โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยสังเกตและบันทึกพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนทุกวันๆละ 1 ครั้งๆละ 60 นาที
ระยะที่ 2 (ระยะ B) ใช้เวลา 2 สัปดาห์ เป็นระยะของการใช้เบี้ยอรรถกร โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้านักเรียนมีพฤติกรรมไม่มีวินัยในชั้นเรียนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 ครั้ง ของการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมแต่ละวัน จะได้รับสัญลักษณ์รูปดาว 1 ดวง และสามารถแลกสิ่งที่ต้องการอันดับใดก็ได้จาก 3 อันดับที่เลือก ซึ่งนักเรียนจะได้รับสัญลักษณ์รูปดาวหลังจากหมดชั่วโมงเรียนวิชาคณิตศาสตร์แต่ละวัน และสามารถนำสัญลักษณ์รูปดาวไปแลกได้ในช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียนของวันนั้นๆ
ระยะที่ 3 (ระยะ A) ใช้เวลา 2 สัปดาห์ เป็นระยะของการไม่ใช้เบี้ยอรรถกร ถึงแม้นักเรียนจะมีพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน
ระยะที่ 4 (ระยะ B) ใช้เวลา 2 สัปดาห์ เป็นระยะการใช้เบี้ยอรรถกรอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนตามเงื่อนไขที่กำหนดเช่นเดียวกับระยะที่ 2 เมื่อหมดเวลาสังเกตแต่ละวันในแต่ละระยะ ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยนำผลการสังเกตและบันทึกพฤติกรรม มาหาค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้อง
การวิเคราะห์(analysis)
1. สมมติฐานข้อที่ 1 เบี้ยอรรถกรมีผลต่อการเพิ่มพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนใช้สถิติการทดสอบของ วิลคอกซัน (The Wilcoxon Matched Pairs Signed Ranks Test)
2. สมมติฐานข้อที่ 2 พฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนหลังการใช้เบี้ยอรรถกรสูงกว่าพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนก่อนการใช้เบี้ยอรรถกร ใช้สถิติการทดสอบของ วิลคอกซัน (The Wilcoxon Matched Pairs Signed Ranks Test)
ข้อสรุป(summary) 1. เบี้ยอรรถกรมีผลต่อการเพิ่มพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
2.พฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนหลังการใช้เบี้ยอรรถกรสูงกว่าพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนก่อนการใช้เบี้ยอรรถกร อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ควรเลื่อนระยะเวลาของการแสดงพฤติกรรมให้เข้ามาเพื่อที่จะได้รับเบี้ยอรรถกร คือ นักเรียนต้องแสดงพฤติกรรมที่ต้องการให้มากขึ้นจึงจะได้รับเบี้ยอรรถกรในจำนวนเท่าเดิม เช่น ครูเคยใช้เบี้ยอรรถกร 1 เบี้ยอรรถกร เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมไม่มีวินัยในชั้นเรียนไม่เกิน 12 ครั้ง ต่อมานักเรียนต้องมีพฤติกรรมไม่มีวินัยในชั้นเรียนไม่เกิน 6 ครั้ง จึงจะได้รับเบี้ยอรรถกร 1 เบี้ยอรรถกร
2. การใช้เบี้ยอรรถกรเป็นบางครั้งบางคราว คือ ผู้ปรับพฤติกรรมจะสุ่มใช้เบี้ยอรรถกรต่อพฤติกรรมที่พึงประสงค์เป็นบางวัน โดยที่นักเรียนไม่ทราบว่า วันใดจะได้รับเบี้ยอรรถกรหรือไม่ ทำให้นักเรียนต้องแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ต่อไปเรื่อยๆ

ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัย

1. ควรศึกษาพฤติกรรมการมีวินัยในชั้นเรียนในวิชาอื่นๆ เช่น วิชาภาษาไทย วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เนื่องจากแต่ละวิชามีลักษณะแตกต่างกัน
2. ควรศึกษานักเรียนทั้งเพศชายและเพศหญิง เนื่องจากการทดลองครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชายทั้งหมด
3. ควรศึกษาการใช้เบี้ยอรรถกรกับการปรับพฤติกรรมอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมที่เป็นปัญหาแต่เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่น พฤติกรรมการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี พฤติกรรมการเสียสละ เป็นต้น
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved