Current Record: นายวันชัย สระบัว

นายวันชัย สระบัว

ผลการศึกษาได้บทเรียนโปรแกรมแบบเส้นตรงวิชาภาษาไทย เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทยจำนวน 73 กรอบ โดยมีค่าประสิทธิภาพ 95.52/95.52 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล .54

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1640
ชื่อผลงานวิจัย การสร้างบทเรียนโปแกรมวิชาภาษาไทย เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
หัวข้อ(Eng) A Construction of Programmed Instruction in Thai Language Entitled “The Classification Part of Speech” for Mathayom Suksa 1 Students
คำสำคัญ(keyword) การสร้างบทเรียนโปรแกรม วิชาภาษาไทย การจำแนกคำในภาษาไทย ปี2544
ชื่อผู้วิจัย นายวันชัย สระบัว
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. Wanchai Srabua
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 6 สังกัดกรมสามัญศึกษา
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่ติดต่อ (ที่บ้าน) -

(ที่ทำงาน) โรงเรียนโนนข่าวิทยา อ.พล จ.ขอนแก่น
สถานศึกษา -
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2544
ประเภท รายงานการศึกษาอิสระปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ. ขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history)
สภาพการเรียนการสอนภาษาไทยที่ผ่านมา มักประสบปัญหาเนื่องจากผู้เรียนไม่เห็นความสำคัญของวิชาภาษาไทย ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เพราะเนื้อหาวิชาไม่น่าสนใจ วิธีการสอนของครูก็ไม่น่าสนใจ ครูส่วนมากใช้วิธีสอนแบบบรรยายอธิบายจากหนังสือแบบเรียน ถึงแม้จะมีสื่อการสอนช่วยนักเรียนก็ให้ความสนใจในระยะสั้นๆ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยไม่เป็นที่น่าพอใจ และนักเรียนให้ความสำคัญในวิชาภาษาไทยน้อยกว่าวิชาอื่นๆ ทั้งที่วิชาภาษาไทยเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับเรียนรู้วิชาอื่นและมีความสำคัญในการเรียนเป็นอย่างมาก (กัลยารัตน์ ศรีวัชรกุล, 2539) อ้างถึงใน สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2536) ได้กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับสื่อการสอนวิชาภาษาไทยโดยสรุปว่า ครูภาษาไทยไม่เห็นความจำเป็นในการจัดหาสื่อการสอนคงใช้ชอล์กกับกระดานดำเท่านั้น ไม่ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้จึงทำให้การเรียนการสอนไม่จูงใจให้ผู้เรียนอยากเรียน ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีการเพื่อปรับปรุงแก้ไขการเรียนการสอนให้เข้ากับสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะหน้าที่อันจะต้องปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตนเอง รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นสามารถเป็นที่พึงของผู้อื่นและพึ่งพาตนเองต่อไปในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นวิธีการเรียนการสอนจึงมิใช่เป็นเพียงการที่ครูอธิบายเพียงอย่างเดียว แต่จะเริ่มให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง เรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง วิธีการจัดการเรียนการสอนเน้นการเรียนการสอนรายบุคคลหรือการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีอิสระในการเรียนตามสติปัญญาความสามารถความสนใจโดยมีครูคอยช่วยเหลือตามความเหมาะสม การสร้างบทเรียนด้วยตนเองหรือการเรียนรายบุคคลนั้น ได้มีการวิจัยวิธีการสร้างและทดลองใช้ในประเทศไทยเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 25 ปีมาแล้ว และในปัจจุบันก็ได้เริ่มมีใช้กันอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่เข้าใจกันดีว่าการเรียนด้วยตนเองแบบรายบุคคลนั้น ถือเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่ได้สร้างและค้นคว้าขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายประการเป็นต้นว่า ชุดการสอน สื่อประสม บทเรียนโปรแกรม หรือบทเรียนด้วยตนเอง (จันทร์ฉาย เตมิยาคาร, 2533)
การสอนด้วยบทเรียนโปรแกรมถือว่าเป็นการเรียนที่ให้คุณค่าต่อตัวผู้เรียนเอง ทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อช่วยเสริมบทเรียน ช่วยประหยัดเวลา อีกทั้งลดปัญหาการขาดแคลนครูอีกด้วยถ้าได้มีการใช้อย่างคุ้มค่าก็จะเกิดประโยชน์อย่างมากทั้งต่อตัวผู้เรียนเองและต่อครูผู้สอนด้วย (ธวัชชัย เจริญชัย, 2539) บทเรียนโปรแกรมช่วยแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กในการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เรียนเร็ว หรือเรียนช้า ก็สามารถเรียนรู้ได้ตามความสามารถของตน อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวแต่สามารถนำไปเรียนได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่ (โกวิท ฉิมทับ, 2518)
นอกจากนี้ได้มีการวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับบทเรียนโปรแกรมที่มีผลดีต่อการเรียนของผู้เรียน ได้แก่ วรเชษฐ์ พันโกฏิ (2538) ได้สร้างบทเรียนสำเร็จรูป หรือบทเรียนโปรแกรมแบบสาขาเรื่องคำนาม วิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2533) ผลปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับ วิภาวรรณ สุขตระกูล (2535) ได้สร้างบทเรียนโปรแกรมวิชาภาษาไทยเรื่อง การเขียนกลอนสุภาพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหินกองวิทยาคม จังหวัดสระบุรี ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนโปรแกรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.83/80.66 คะแนนสอบก่อนเรียนและสอบหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนส่วนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นที่ดีต่อการเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรม
จากงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างบทเรียนโปรแกรมวิชาภาษาไทยพบว่า บทเรียนโปรแกรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน ช่วยให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาการไปถึงขีดสุดแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน ช่วยแก้ปัญหาทางด้านการเรียนเพราะลักษณะของบทเรียนโปรแกรมเป็นสื่อการสอนที่ผู้เรียนสามารถที่จะศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ในบทเรียนแบบโปรแกรมจะแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อยๆ จากง่ายไปหายาก ผู้เรียนได้ศึกษาเนื้อหา และได้ตอบคำถามโดยสามารถทราบผลได้ทันทีเมื่อเรียนจบผู้เรียนจะสามารถเกิดความคิดรวบยอดตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ (วิเชียร ชิวพิมาย, 2521)
จากสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่พบในวิชาภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา ตลอดทั้งหลักการของบทเรียนโปรแกรมที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองรู้ผลการเรียนทันที และมีการเสริมแรงให้กำลังใจผู้เรียนสม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของวิชาภาษาไทย เป็นวิชาทักษะที่นักเรียนต้องฝึกฝนปฏิบัติบ่อยๆ ทำให้เกิดความชำนาญ เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ศึกษาอิสระสนใจที่จะสร้างบทเรียนโปรแกรมวิชาภาษาไทย เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาหวังว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาต่อไป
แนวคิด(concept) 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนโปรแกรม

2. เอกสารที่เกี่ยวข้องการสอนวิชาภาษาไทย

3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
วัตถุประสงค์(objective) เพื่อสร้างบทเรียนโปรแกรมวิชาภาษาไทย เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ 85/85 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลไม่ต่ำกว่า .50
สมมุติฐาน(assumption) -
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนโนนข่าวิทยา อ.พล จ.ขอนแก่น จำนวน 120 คน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนโนนข่าวิทยา อ.พล จ.ขอนแก่น ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 42 คน

ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรมวิชาภาษาไทย เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
คำนิยาม(defination)
บทเรียนโปรแกรม หมายถึง บทเรียนโปรแกรมชนิดเส้นตรงวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทย ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นโดยจัดเตรียมเนื้อหาไว้ล่วงหน้าอย่างมีขั้นตอนให้ผู้เรียนได้ศึกษาเนื้อหาทีละน้อยตามความสามารถของตน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และผู้เรียนสามารถเห็นความก้าวหน้าของตนเองตลอดเวลา โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อยๆ เรียกว่ากรอบ หรือเฟรม ซึ่งแต่ละกรอบจะมีคำอธิบายเนื้อหาหรือคำถามที่เหมาะสมและมีคำตอบอยู่ในกรอบถัดไปเพื่อให้ผู้เรียนตรวจคำตอบ
เกณฑ์ประสิทธิภาพของโปรแกรม หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรมเรื่องการจำแนกคำในภาษาไทย ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 85/85 85 ตัวแรก หมายถึง จำนวนร้อยละของกรอบทั้งหมดที่ผู้เรียนแต่ละคนตอบถูก 85 ตัวหลัง หมายถึง จำนวนร้อยละของผู้เรียนทั้งหมดที่ตอบถูกในแต่ละกรอบ
ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนโปรแกรม หมายถึง ค่าที่คำนวณได้จากการเปรียบเทียบอัตราความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียนควรจะได้สูงสุดหลังจากเรียนบทเรียนโปรแกรมโดยกำหนดค่าดัชนีประสิทธิผลที่ .50 ขึ้นไป
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นเอง ประกอบด้วย
1. บทเรียนโปรแกรมวิชา ท 102 ภาษาไทย เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทย ได้แก่ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำบุพบท คำสันธาน และคำอุทาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นพุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปหาประสิทธิภาพ
2. แบบทดสอบ คือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน วิชา ท 102 ภาษาไทย เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีลักษณะเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .21-.79 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .24-.66 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .78
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้ศึกษาดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ที่มีค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนกตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. สร้างบทเรียนโปรแกรมวิชาภาษาไทย เรื่องการจำแนกคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้จำนวน 73 กรอบ โดยมีกรอบคำถามทั้งสิ้น 64 กรอบ
3. นำบทเรียนโปรแกรมที่สร้างขึ้นไปทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85/85 โดยใช้การทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง การทดลองแบบกลุ่มเล็ก และการทดลองแบบภาคสนาม
4. ปรับปรุงแก้ไขบทเรียนโปรแกรมเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด
การวิเคราะห์(analysis) ผู้ศึกษาทำการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1. วิเคราะห์หาค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Item Analysis Program (IAP) ของ สมพงษ์ พันธุรัตน์ และไพศาล สุวรรณน้อย (2538)
2. วิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรมตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 85/85
3. วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนโปรแกรม
ข้อสรุป(summary) ผลการศึกษาได้บทเรียนโปรแกรมแบบเส้นตรงวิชาภาษาไทย เรื่อง การจำแนกคำในภาษาไทยจำนวน 73 กรอบ โดยมีค่าประสิทธิภาพ 95.52/95.52 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล .54
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. การใช้คำบรรยายในแต่ละกรอบไม่ควรยาวเกินไป ทั้งนี้ต้องเหมาะสมกับเนื้อหานั้นๆ
2. ในการนำบทเรียนโปรแกรมไปใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน ครูควรอธิบายให้นักเรียนเข้าใจถึงวิธีการเรียนจากบทเรียนโปรแกรมก่อน
3. กรณีที่เรียนจากบทเรียนโปรแกรมที่มีขนาดยาวและหลายตอน เมื่อเรียนตามกระบวนการเสร็จแล้ว ควรให้นักเรียนได้พักผ่อนอริยาบถสักครู่ ก่อนที่จะทำแบบทดสอบหลังเรียน
4. แต่ละกรอบควรมีเพียง 1 คำถามเท่านั้น หากมีมากกว่า 1 คำถามอาจเกิดปัญหาในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรมก็ได้

ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่อไป
1. ควรได้มีการนำบทเรียนโปรแกรมนี้ไปทำการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับการสอนปกติต่อไป
2. ควรนำบทเรียนโปรแกรมที่สร้างขึ้นไปทดลองกับนักเรียนในโรงเรียนอื่นแล้วหาประสิทธิภาพของสื่ออีกครั้ง เพื่อยืนยันในประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรม
3. ควรศึกษาถึงผลกระทบต่างๆ ที่เกิดจากการเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรม เช่น เจตคติและความคงทนในการเรียนรู้ เป็นต้น
4. ควรสร้างบทเรียนโปรแกรมในเนื้อหาอื่นๆ ของวิชาภาษาไทย เพื่อทดลองหรือวิจัยว่าเนื้อหาใดบ้างที่สอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมแล้วได้ผลดีกว่าการสอนปกติ

ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved