Current Record: นางสาวรัตนาภรณ์ ผ่านพิเคราะห์

นางสาวรัตนาภรณ์ ผ่านพิเคราะห์

นักเรียนมีคะแนนจากทำแบบทดสอบวัดทักษะการคิดเฉลี่ยร้อยละ 65.21 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์เฉลี่ยร้อยละ 72.86 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 58.33 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เฉลี่ยร้อยละ 71.67 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 75 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1598
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาทักษะการคิด ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์
หัวข้อ(Eng) The Development of Thinking Skills Science Process Skills and Science Learning Achievement of Pratomsuksa VI Students Using an Instructional Model Enhance Thinking Skills Through Scientific Process
คำสำคัญ(keyword) การพัฒนาทักษะการคิด ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปี2544
ชื่อผู้วิจัย นางสาวรัตนาภรณ์ ผ่านพิเคราะห์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Miss Rattanaporn Panpikro
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 4
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่ติดต่อ (ที่บ้าน) -

(ที่ทำงาน) สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย
สถานศึกษา -
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2544
ประเภท วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ. ขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history) โดยทั่วไป ครูมักจะคิดว่าเนื้อหาวิชา (Content) คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ครูจะต้องถ่ายทอดให้แก่ผู้เรียนแต่แท้จริงแล้ว กระบวนการคิดนับว่าเป็นสิ่งสำคัญกว่าเนื้อหา และเป็นสิ่งที่ครูจะต้องพัฒนาขึ้นในตัวผู้เรียนให้ได้ และถ้าจะให้ดีจริงๆ แล้วก็คือ การสอนที่ใช้เนื้อหาวิชาเป็นข้อมูลหรือเป็นสื่อในการฝึกฝนกระบวนการคิดให้กับผู้เรียน โดยที่เมื่อผู้เรียนรับรู้เนื้อหาหรือข้อมูลใหม่ๆ ในสาขาวิชาหนึ่งๆ ก็สอนให้ผู้เรียนรู้จักนำเอาวิธีการต่างๆ ที่จัดกระทำกับข้อมูลนั้นๆ อย่างฉลาดและสามารถนำเอาข้อมูลที่ได้รับนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำความเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่ในรายวิชานั้นและรายวิชาอื่นๆ ทั้งนี้เพราะกระบวนการคิดเป็นทักษะที่สำคัญมากในการดำรงชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดการพัฒนาแก่สังคม (ชาญชัย และพวงเพ็ญ อินทรประวัติ, 2534) การสอนกระบวนการคิด หรือการสอนให้ผู้เรียนคิดเป็น นับเป็นเรื่องที่มีความคลุมเครืออยู่มาก เนื่องจากกระบวนการคิดนั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็นเนื้อหาที่ครูจะสามารถเห็นได้ง่าย และสามารถนำไปสอนได้ง่าย การคิดมีลักษณะเป็นกระบวนการ ดังนั้นการสอนจึงต้องเป็นการสอนกระบวนการด้วย (ทิศนา แขมณี และคณะ, 2540)
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมหรือวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการแสวงหาความรู้หรือค้นหาคำตอบของปัญหา นับเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวิทยาศาสตร์ซึ่งนักการศึกษาเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องฝึกให้นักเรียนจนสามารถนำไปใช้อย่างคล่องแคล่วและเกิดความชำนาญในการเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับเรื่องราวหรือปัญหาที่ต้องการคำตอบ หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า จุดมุ่งหมายของการสอนวิทยาศาสตร์ จะต้องหมายรวมถึงการฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ด้วย นักการศึกษาหลายท่านได้ยืนยันในทำนองเดียวกันว่า โดยอาศัยกระบวนการดังกล่าวจะทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาความคิดรวบยอดและหลักการทางวิทยาศาสตร์ รู้จักการใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา ตลอดจนค้นหาความรู้ใหม่ๆ เชิงวิทยาศาสตร์ได้อยู่เสมอ อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในวิชาอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2539)
สังคมปัจจุบันเป็นสังคมข้อมูลข่าวสารความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเกินกว่าที่จะบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์จะปลูกฝังนักเรียนให้ใช้วิธีการคิด และวิธีการปฏิบัติซึ่งนำไปสู่ความสามารถในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2538) การสอนให้เด็กได้คุ้นเคยกับการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นการฝึกให้นักเรียนช่างสังเกต รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักแก้ปัญหาต่างๆ อย่างมีระบบ และรู้จักค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เป็นคนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2538) การจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้รับทั้งความรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้นักเรียนมีโอกาสฝึกฝนในด้านการปฏิบัติ รู้จักวิธีดำเนินการแก้ปัญหาและพัฒนาความนึกคิด (Dressel, 1955 อ้างถึงใน นิตยา ภูมิไชยา, 2535)
แต่การจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษากลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนบ้านนาดง ยังไม่ได้ผลที่น่าพอใจ จะเห็นได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ในปีการศึกษา 2538-2540 มีคะแนนเฉลี่ยเพียงร้อยละ 56.25, 61.40, 63.85 ตามลำดับ ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70 และจากการศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอน สอบถามสภาพปัญหาจากครูผู้สอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และจากการสัมภาษณ์นักเรียน พบว่า

1. หน่วยการสอนที่เป็นปัญหามาก คือ หน่วยการสอนที่เป็นวิชาวิทยาศาสตร์

2. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนยังขาดการฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง

3. นักเรียนส่วนใหญ่ขาดการคิดที่เป็นระบบ วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลยังไม่เป็น

4. การจัดการเรียนการสอนไม่ได้เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
จากความสำคัญของการคิด ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และสภาพปัญหาในโรงเรียนในฐานะครูผู้สอน ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำรูปแบบการสอนที่ใช้กิจกรรมการสอนทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และผลจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองตามรูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าจะทำให้นักเรียนสามารถฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ พัฒนาทักษะการคิด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต หน่วย พลังงานและสารเคมี ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงขึ้น
แนวคิด(concept) 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา

2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการคิด

3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการวิทยาศาสตร์

4. รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์

5. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
วัตถุประสงค์(objective) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยพลังงานและสารเคมี หน่วยย่อยที่ 2 เรื่องแสง หน่วยย่อยที่ 5 เรื่องสารเคมี ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด
สมมุติฐาน(assumption) -
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 ของโรงเรียนบ้านนาดง สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย ทั้งหมด 1 ห้องเรียน จำนวน 12 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ จำนวนประชากรทั้งหมด
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์
ตัวแปรตาม ได้แก่
1. ทักษะการคิด
2. ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
คำนิยาม(defination)
ทักษะการคิด หมายถึง ความสามารถในการแสวงหาข้อมูล โดยการอธิบายหาสาเหตุที่มาของปัญหาและปรากฏการณ์ คาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากสาเหตุและปัจจัยต่างๆ แปลความหมายและสรุปความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ และเป็นการแสวงหาวิธีปฏิบัติเพื่อรวบรวมข้อมูล จัดกระทำข้อมูล สื่อความหมายข้อมูลและตรวจสอบพิสูจน์ข้อมูล ซึ่งวัดได้โดยการทำแบบทดสอบวัดทักษะการคิด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 40 ข้อ
กระบวนการวิทยาศาสตร์ หมายถึง วิธีที่ใช้ในการแสวงหาข้อมูล จัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์นำมาใช้ในการแสวงหาข้อมูลความรู้ต่างๆ ได้แก่ การสังเกต การวัด การคำนวณ การลงความคิดเห็นจากข้อมูล การตั้งสมมติฐาน การจำแนกประเภท การสื่อความหมายข้อมูล การทำนาย การหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติ การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ การกำหนดและควบคุมตัวแปร การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชำนาญในการเลือกใช้วิธีการที่ใช้ในการแสวงหาข้อมูล จัดกระทำ สื่อความหมายข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวัดได้โดยการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 39 ข้อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีเนื้อหาครอบคลุมเรื่อง พลังงานและสารเคมี ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 40 ข้อ
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
1. เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ แผนการสอนตามรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ จำนวน 18 แผนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่านการตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหาจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ ทำการปรับปรุงแก้ไขแล้วจึงนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกประจำวันของครู แบบสังเกตการสอนของผู้ช่วยวิจัย ใบงานของนักเรียน แบบสัมภาษณ์ผู้เรียน แบบทดสอบท้ายแผนการสอน และแบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการที่ 1,2 และ3
3. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลการวิจัย ได้แก่
3.1) แบบทดสอบวัดทักษะการคิด เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่านการตรวจสอบความตรงตามระดับพฤติกรรมที่ต้องการวัดจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .19-.76 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .22-.84 วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยใช้สูตรของ Lovett ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85
3.2) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 39 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่านการตรวจสอบความตรงตามระดับพฤติกรรมที่ต้องการวัดจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .21-.87 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .18-.79 วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยใช้สูตรของ Lovett ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91
3.3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานและสารเคมี เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .35-.78 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .18-.59 วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยใช้สูตรของ Lovett ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .86
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ผู้วิจัยดำเนินการสอนนักเรียน ตามขั้นตอนดังนี้
1) สอนโดยใช้กิจกรรมตามรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ ทั้งหมด 18 แผนการสอน ใช้เวลา 18 ชั่วโมง
2) สังเกตกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้แบบบันทึกประจำวันของครู ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้บันทึกหลังจากเสร็จสิ้นการเรียนการสอนในแต่ละชั่วโมง แบบสังเกตการสอนของผู้ช่วยวิจัย ซึ่งผู้ช่วยวิจัยเป็นผู้สังเกตและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมในการเรียนการสอนแต่ละครั้ง ส่วนแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนทำการสัมภาษณ์เมื่อจบวงจรปฏิบัติการทุกๆ วงจร
3) ทดสอบนักเรียนด้วยแบบทดสอบในแต่ละแผนการสอนทุกครั้งหลังจากการเรียนการสอนในแต่ละแผนการสอนเสร็จสิ้นลง และทดสอบด้วยแบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการที่ 1, 2 และ3 โดยวัดทั้งทักษะการคิด ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
4) นำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการสอน ใบงานของนักเรียน แบบบันทึกประจำวันของครู แบบสังเกตการสอนของครู แบบสัมภาษณ์ผู้เรียน และผลจากการทำแบบทดสอบต่างๆ มาสะท้อนผลการปฏิบัติ วิเคราะห์ อภิปรายร่วมกันในคณะวิจัย เพื่อปรับปรุงแก้ไขกิจกรรมการเรียนการสอนและนำไปใช้ในวงจรปฏิบัติการต่อไป
2. เมื่อดำเนินการสอนเสร็จสิ้นทั้ง 18 แผนการสอน ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดทักษะการคิด แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ซึ่งทำก่อนดำเนินการสอนไปแล้วอีกครั้งเพื่อประเมินผลการพัฒนา
การวิเคราะห์(analysis) 1. นำคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะการคิด แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ มาหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด
2. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาทักษะการคิด ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ อธิบาย สรุปผลการวิเคราะห์กิจกรรมและปรับปรุงกิจกรรมในแต่ละท้ายวงจร
ข้อสรุป(summary) นักเรียนมีคะแนนจากทำแบบทดสอบวัดทักษะการคิดเฉลี่ยร้อยละ 65.21 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์เฉลี่ยร้อยละ 72.86 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 58.33 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เฉลี่ยร้อยละ 71.67 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์เฉลี่ยร้อยละ 75 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะด้านการเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์
1. ควรจะมีแผนปฐมนิเทศก่อนการดำเนินการจัดกิจกรรม ทั้งนี้เพื่อฝึกผู้เรียนให้คุ้นเคยกับรูปแบบของการปฏิบัติกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วและสามารถพัฒนาศักยภาพด้านทักษะการคิด และทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของตนเอง ให้ถึงระดับที่น่าพอใจได้
2. ควรมีการตรวจสอบใบงานของนักเรียนให้มีความสมบูรณ์ ถูกต้อง 100% เพื่อให้นักเรียนสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดในการปฏิบัติกิจกรรมในขั้นต่อไป เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ ใบงานถือว่าเป็นเครื่องมือสะท้อนผลการวิจัยที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นเครื่องมือที่จะประเมินนักเรียนว่า สามารถทบทวนข้อมูล รวบรวมข้อมูล สรุปข้อมูล และประยุกต์ใช้ข้อมูลได้ถูกต้องหรือไม่
3. การเรียนการสอนตามกิจกรรมของรูปแบบการสอนนี้ ควรจะมีการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนของนักเรียนที่เรียนอ่อนก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีผลการปฏิบัติกิจกรรมและผลจากการทำแบบทดสอบดีขึ้น
4. ผู้สอนควรจะพิจารณาถึงความสนใจ ความรู้พื้นฐานของนักเรียนก่อนด้วยในการกำหนดปัญหาหรือสถานการณ์ในการสร้างแบบทดสอบต่างๆ เพราะถ้าเป็นสถานการณ์ที่นักเรียนคุ้นเคย และมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นมาบ้าง นักเรียนจะสามารถทำแบบทดสอบได้คะแนนดีกว่าสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
5. การกำหนดวงจรการปฏิบัติในการวิจัยเชิงปฏิบัติการนั้น ควรจะกำหนดวงจรการปฏิบัติไว้มากพอ จนสามารถเชื่อได้ว่า จะสามารถแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาคุณลักษณะต่างๆ ของผู้เรียนให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้

ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
1. รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ ควรจะใช้กับชั้นเรียนที่มีจำนวนนักเรียนประมาณ 25-30 คน เพื่อนักเรียนจะได้ฝึกกระบวนการกลุ่ม และเพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น
2.การนำรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยควรจะมีการเตรียมสื่อและอุปกรณ์ต่างๆในการปฏิบัติกิจกรรมให้กับนักเรียนอย่างเพียงพอเพราะในรูปแบบการสอนนี้ จะต้องใช้สื่อและอุปกรณ์เป็นสิ่งสำคัญในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนทุกคนค้นพบข้อมูลความรู้ด้วยตนเอง โดยไม่ให้ครูบอกหรือสาธิตให้ดู
3. การนำรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการวิจัย ควรจะดำเนินการสอนก่อนการทดลอง อย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อกำหนดเวลาในการดำเนินการสอนแต่ละแผนการสอนให้มีเวลามากพอสำหรับนักเรียนรวบรวมข้อมูลในแต่ละขั้นตอนให้ครบทุกข้อ
4. การนำรูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยควรยึดการปฏิบัติตามรูปแบบการสอนในแต่ละขั้นตอนอย่างเคร่งครัด จะข้ามขั้นใดขั้นหนึ่งไม่ได้เพราะในแต่ละขั้นตอนสำคัญสำหรับพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียน
5. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ในเนื้อหาและระดับชั้นอื่นๆ

ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved