Current Record: นาย ไพศาล ปันแดน

นาย ไพศาล ปันแดน

ผลการวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดของนักการศึกษาทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ มีความเห็นสอดคล้องกับนโยบายในการพัฒนาชุมชนของสถาบันสงฆ์ ว่า สถาบันสงฆ์ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนทั้งทางด้านจิตใจและด้านวัตถุ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของมหาเถรสมาคม ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้คระสงฆ์เข้าไปมี บทบาทในการพัฒนาชุมชนตามโครงการ อ.ป.ต. โดยรัฐบาลได้สนับสนุนทางด้านงบประมาณ และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ซึ่งผู้ปฏิบัติเห็นว่า พระสงฆ์ได้ดำเนินกิจกรรมของโครงการ สอดคล้องกับแนวคิดนโยบาย ของมหาเถรสมาคม ในระดับปานกลางโดยกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติได้ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมในรูปของการเทศนา อบรม สั่งสอนโดยพระสงฆ์ สำหรับปัญหาของการดำเนินงาน พบว่า คณะกรรมการฝ่ายคฤหัสถ์ยังไม่เข้าใจในนโยบายของงาน อ.ป.ต. และงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากทางราชการ และบริจาคจากภาคเอกชนยังไม่เพียงพอ

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1371
ชื่อผลงานวิจัย บทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนตามโครงการอบรมประชาชนประจำตำบล จังหวัดแพร่
หัวข้อ(Eng) MONKS' ROLE ON THE COMMUNITY DEVELOPMENT ACCORDING TO MEN TRAINING PROJECT IN TAMBONS OF PHARE
คำสำคัญ(keyword) ไทยคดีศึกษา (เน้นสังคมศาสตร์)
,บทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนตามโครงการอบรมประชาชนประจำตำบล
,แนวคิดและนโยบายในการพัฒนาชุมชนของสถาบันสงฆ์
ชื่อผู้วิจัย นาย ไพศาล ปันแดน
ชื่อผู้วิจัย(Eng) MR. PAISARN PANDARN
สถานที่ติดต่อ บ้านเลขที่ 153 หมู่ 4 ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย 64190
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีที่ทำการวิจัยเสร็จ 2538
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดบัณฑิตวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) จากการศึกษาทัศนะของพระสงฆ์นักพัฒนาของภาคเหนือและภาคอีสาน ที่มีต่อบทบาทการ พัฒนาชุมชน ของสมบูรณ์ สุขสำราญ สรุปได้ว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า พระสงฆ์ควรเข้าไปมีบทบาทร่วมในกระบวนการพัฒนาสังคม เพราะถือเป็นหน้าที่โดยตรงประกอบพระสงฆ์ ประกอบพระสงฆ์เป็นคนกลาง ไม่มีชั้นวรรณะ การไปช่วยพัฒนาชาวบ้านมิใช่แต่เพียงการพัฒนาด้านจิตใจเท่านั้น ต้องครอบคลุมด้านวัตถุหรือเรื่องการครองชีพครองเรือนด้วยจากแนวความคิดเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนนั้น ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ นั้น มีแนวความคิดพ้องกันว่า พระสงฆ์ควรเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาชุมชนชนบทแต่เป้าหมายอาจมีความแตกต่างกัน คือ บางฝ่ายอาจมองว่าพระสงฆ์ควรพัฒนาทางด้านจิตใน คุณธรรม จริยธรรม เป็นหลัก หรือบางแนวความคิดกลับมองว่า พระสงฆ์ควรเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาทางด้านวัตถุ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ช่วยเหลือในการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ในชุมชนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเดียว การพัฒนาเราจะพัฒนาเฉพาะด้านไม่ได้ เราจะพัฒนาการแพทย์อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องพัฒนาอย่างอื่นควบคู่ไปด้วยต้องพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา ไปด้วย สำหรับบทบาทในการพัฒนาชุมชนของพระสงฆ์นั้น เป็นบทบาที่พระสงฆ์ได้กระทำมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เพียงแต่มิได้มีการประชาสัมพันธ์จนกระทั่ง เมื่อทางรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริม บทบาทในการพัฒนาชุมชนของสงฆ์จึงเริ่มเด่นชัดขึ้น มีโครงการที่รู้จักกันดีเกิดขึ้นหลายโครงการ อาทิ โครงการพระธรรมฑูต โครงการพระธรรมจาริก โครงการอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.บ.ต.) โครงการที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของคณะสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนที่เด่นชัด คือ โครงการอบรม ประชาชนประจำตำบล (อ.บ.ต.) ซึ่งถือเป็นโครงการพัฒนาชุมชนระดับชาติในส่วนของมหาเถรสมาคม หรือสถาบันสงฆ์มีการตราเป็นระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการตั้งหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล พ.ศ. 2518 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน โดยมอบหมายให้คณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคนับตั้งแต่เจ้าคณะตำบลขึ้นไป จัดโครงการอบรมประชาชนในหัวข้อต่างๆ ครอบคลุมงานทั้ง 8 ด้าน คือ ศิลธรรมและวัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สัมมาชีพ สันติสุข ศึกษาสงเคราะห์กตัญญูกตเวทิตาธรรม และด้านสามัคคีธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับงานพัฒนาของรัฐ ทางด้านมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้ง 2 แห่ง ก็ได้จัดให้มีโครงการอบรมพระภิกษุเพื่อส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2508 เป็นต้นมา ทางภาครัฐบาลเองก็ได้มีโครงการปลายโครงการที่มุ่งให้พระสงฆ์เข้าไปมีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาชุมชนต่างๆ แม้ว่าจะเน้นผลตอบสนองทางด้านการเมืองมากกว่าอื่นใดก็ตามที แต่ในบางส่วนราชการก็มีความตั้งใจจริง ตลอดจนเห็นคุณค่าของคณะสงฆ์ในระดับพระสังฆาธิการส่วนภูมิภาค เช่น กระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ร่วมกันถวายความร่วมมือต่อมหาเถรสมาคม จัดโครงการอบรมพระทางด้านสาธารณสุขขึ้นเป็นประจำ เฉพาะในภาคเหนือ ได้มีการดำเนินการโครงการ อ.บ.ต. โดย พระพุทธิวงศ์มุนีเจ้าคณะใหญ่ภาคเหนือ ซึ่งรับผิดชอบควบคุมงานของคณะสงฆ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานหน่วยงานอบรมประชาชนประจำตำบลในหนเหนือขึ้น ซึ่งเรียกชื่อย่อว่า ศ.อบต.น. เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2532 โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อขยายงานอบรมประชาชนประจำตำบลทั้ง 8 ด้าน สู่ประชาชนและเป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาให้เกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น สำหรับจังหวัดแพร่ได้ดำเนินงานโครงการนี้ตั้งแต่แรกเริ่มของโครงการ และได้มีการตั้งหน่วยอบรมเพิ่มขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันจังหวัดแพร่มีหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.บ.ต.) ทั้งสิ้น 61 หน่วย กระจายอยู่ในตำบลต่างๆ ของทุกอำเภอ และได้ดำเนินการตามนโยบายของมหาเถรสมาคมโดยตลอด ลักษณะงานเป็นการให้ความรู้ การเผยแพร่ และการสงเคราะห์ประชาชนในรูปแบบต่างๆ อันเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตของประชาชน เพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข จึงนับได้ว่า เป็นรูปแบบของการพัฒนาชุมชนที่ทางสถาบันสงฆ์ได้ดำเนินการ และเป็นโครงการที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาเกือบ 20 ปี

จากแนวคิดและบทบาทการพัฒนาชุมชนของพระสงฆ์ที่ได้กล่าวมา ซึ่งในบางประเดนยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาการปฏิบัติจริง โดยจะใช้โครงการอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.บ.ต.)เป็นตัวอย่างในการศึกษา บทบาทของพระสงฆ์กับแนวคิดในการพัฒนาชุมชนของพระสงฆ์ว่าควรจะเป็นอย่างไร มีความสอดคล้องกับนโยบายมากน้อยเพียงใด เหมาะสมแค่ไหนหรือเป็นไปได้เพียงใด โดยผู้วิจัยจะศึกษาและวิเคราะห์การปฏิบัติงานของหน่วยอบรม (อ.บ.ต.) ในพื้นที่จังหวัดแพร่ โดยคาดว่าผลจากการศึกษาครั้งนี้จะช่วยให้เข้าใจถึงบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนเด่นชัดขึ้น
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อวิเคราะห์แนวคิดและนโยบายในการพัฒนาชุมชนของสถาบันสงฆ์ตามทัศนะของนักวิชาการทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์
2. เพื่อวิเคราะป์ความสอดคล้องระหว่างบทบาทของพระสงฆ์ตามกิจกรรมโครงการ อ.บ.ต. กับแนวคิดและนโยบายการพัฒนาชุมชนของสถาบันสงฆ์
3. เพื่อทราบปัญหาการดำเนินงาน อ.บ.ต. ของคณะสงฆ์ ในฐานะเป็นองค์กรพัฒนาชุมชนของสงฆ์
กลุ่มตัวอย่าง(sample) 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ คณะกรรมการของหน่วยอบรมประชาชน ประจำตำบล อ.ป.ต. จังหวัดแพร่ จากหน่วยอบรม 61 หน่วย จำนวน 1,158 รูป/คนแยกเป็นดังนี้
1.1 คณะกรรมการฝ่ายบรรชิต จำนวน 220 รูป
1.2 คณะกรรมการฝ่ายคฤหัสถ์ จำนวน 938 คน
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มี 3 กลุ่ม คือ
2.1 กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยตอนที่ 1 ได้แก่ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงานคณะสงฆ์ในจังหวัดแพร่ จำนวน 9 รูป ซึ่งเลือกมาโดยเฉพาะเจาะจง ดังนี้
2.1.1 เจ้าคณะจังหวัดแพร่
2.1.2 รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่
2.1.3 เจ้าคณะอำเภอเมือง
2.1.4 เจ้าคณะอำเภอสูงเม่น
2.1.5 เจ้าคณะอำเภอเด่นชัย
2.1.6 เจ้าคณะอำเภอร้องกวาง
2.1.7 เจ้าคณะอำเภอวังชิ้น
2.1.8 เจ้าคณะอำเภอลอง
2.1.9 เจ้าคณะอำเภอสอง
2.2 กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยตอนที่ 2 ได้แก่ กลุ่มประชากรในข้อ 1 จำนวน 230 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น จากประชากรแต่ละฝ่าย และกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน แล้วทำการสุ่มแบบง่าย
เครื่องมือ(tool) ชุดที่ 1 เป็นแบบสัมภาษณ์คณะสงฆ์จังหวัดแพร่ (แบบไม่เป็นทางการ)
ชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาชุมชนตามโครงการอบรม ประชาชนประจำตำบล จังหวัดแพร่ ประกอบด้วย 3 ตอน กล่าวคือ
ตอนที่ 1 แบบสอบถามสถานภาพคณะกรรมการในหน่วย อ.ป.ต. มีจำนวน 5 ข้อ
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติกิจกรรมในหน่วย อ.ป.ต. มีจำนวน 8 ข้อ
ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานในหน่วย อ.ป.ต. จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ
ชุดที่ 3 เป็นแบบสัมภาษณ์คณะกรรมการ อ.ป.ต. กรณีเข้าไปสังเกตการณ์และสัมภาษณ์ในหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลหนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ประสานงานเพื่อของความอนุเคราะห์จากเจ้าคณะจังหวัดแพร่ ในการทำหนังสือ ถึงเจ้าคณะอำเภอและประธานกรรมการ อ.ป.ต. ในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 61 แห่ง เพื่อให้ทราบถึงวัตถุประสงค์และขอความร่วมมือในการกรอกแบบสอบถาม
2. ประสานงานกับคณะสงฆ์ระดับอำเภอและกำนัน ในพื้นที่ที่ต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
3. นำแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ มาวิเคราะห์ตามกระบวนการทางสถิติ
4. นำข้อมูลเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุป
การวิเคราะห์(analysis) 1. นำข้อมูลที่ได้นำมาแจกแจงนับหาความถี่และเสนอผลในรูปของตารางร้อยละ
2. ในส่วนของคำตอบของคำถามแบบปลายเปิดบางส่วนจะนำเสนอในรูปของตารางร้อยละ และแบบสอบถามปลายปิดจะนำเสนอโดยค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงบนมาตรฐาน ตามข้อความที่ผู้ให้ข้อมูลตอบในแบบสอบถาม
ข้อสรุป(summary) ผลการวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดของนักการศึกษาทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ มีความเห็นสอดคล้องกับนโยบายในการพัฒนาชุมชนของสถาบันสงฆ์ ว่า สถาบันสงฆ์ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนทั้งทางด้านจิตใจและด้านวัตถุ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของมหาเถรสมาคม ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้คระสงฆ์เข้าไปมี บทบาทในการพัฒนาชุมชนตามโครงการ อ.ป.ต. โดยรัฐบาลได้สนับสนุนทางด้านงบประมาณ และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ซึ่งผู้ปฏิบัติเห็นว่า พระสงฆ์ได้ดำเนินกิจกรรมของโครงการ สอดคล้องกับแนวคิดนโยบาย ของมหาเถรสมาคม ในระดับปานกลางโดยกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติได้ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมในรูปของการเทศนา อบรม สั่งสอนโดยพระสงฆ์ สำหรับปัญหาของการดำเนินงาน พบว่า คณะกรรมการฝ่ายคฤหัสถ์ยังไม่เข้าใจในนโยบายของงาน อ.ป.ต. และงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากทางราชการ และบริจาคจากภาคเอกชนยังไม่เพียงพอ
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ผลจากการวิจัยคร้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะแนวทางในการดำเนินงานตามโครงการอบรมประชากรประจำตำบลดังนี้
1. ในรูปขององค์คณะกรรมการ อ.ป.ต. จากผลการวิจัยพบว่า คณะกรรมการ อ.ป.ต. ส่วน ใหญ่แม้ว่าจะมีอายุในการทำงานภายในหน่วย อ.ป.ต. เกินกว่า 6 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 59.13 แต่คณะกรรมการ อ.ป.ต. ก็ยังไม่เข้าใจนโยบายของโครงการ ไม่เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่และไม่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับ อ.ป.ต. มาก่อน ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกิดจากการขาดให้การอบรมประชุมชี้แจง ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งน่าจะดำเนินงานในเรื่องเหล่านี้ ดังนี้
1.1 หน่วยงานระดับภาค ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ควรจัดอบรมให้ความรู้แก่ คณะกรรมการหน่วยอบรม อ.ป.ต. อย่างต่อเนื่องโดยเน้นคณะกรรมการฝ่าคฤหัสถ์
1.2 ควรจะมีการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการให้เหมาะสม สภาพปัจจุบันคณะ กรรมการฝ่ายคฤหัสถ์ที่มาจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการ ไม่สามารถเข้ามาร่วมงานได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องเวลา และต้องรับผิดชอบงานหลายด้านอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่องานอย่างแท้จริง ควรเลือกคณะกรรมการที่เป็นชาวบ้านที่มีความรู้ความสนใจในงานพัฒนา มีความเสียสละ ส่วนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการ ควรแต่งตั้งเป็นกรรมการที่ปรึกษาเพื่ออาศัยการประสานงาน และความร่วมมือบางด้าน
2. วัตถุประสงค์ของโครงการ อ.ป.ต. ต้องการที่จะส่งเสริมสิ่งที่เป็นประโยชน์ตามนโยบายที่ วางไว้ 8 ด้าน ปรากฏว่า หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล จังหวัดแพร่ จะทำได้ดีที่สุดในกิจกรรมที่พระสงฆ์เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ เช่น การเผยแพร่ธรรมะแก่ประชาชนในหมู่บ้าน การส่งเสริมสนับสนุนขนบธรรมเนียมประเพณีในชุมชนเป็นต้น ดังนั้นโครงการอบรมประชาชนประจำตำบล จึงควรมีการปรับปรุงการ ดำเนินงานให้มีความชัดเจน และสนองต่อวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป
3. ด้านนโยบาย กิจกรรม อ.ป.ต. ทั้ง 8 ด้าน ที่วางเป็นกรอบนโยบายนั้น จากการที่ปฏิบัติจริง สามารถปฏิบัติได้เฉพาะงานที่เป็นการเทศนาอบรมสั่งสอนเท่านั้น ส่วนกิจกรรมด้านการพัฒนาทาง ด้านวัตถุทำได้น้อย เพราะมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงแล้ว เป็นการทำงานซ้ำซ้อนทางมหาเถรสมาคม น่าจะเน้นงานพัฒนาการเป็นผู้นำทางจิตใจเป็นหลัก และทำการส่งเสริมกันอย่างจริงจัง น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะเป็นบทบาทที่พระสงฆ์มีความถนัดอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าทางมหาเถรสมาคมต้องการพัฒนาให้สถาบันสงฆ์เป็นผู้นำในการพัฒนาทุกด้าน และให้เกิดผลดีแล้ว ควรมีการเสริมองค์ความรู้ในด้านการพัฒนาให้คณะสงฆ์อย่างจริงจัง เพราะเป็นองค์กรหลักในการบริหารงานในโครงการนี้
4. ด้านงบประมาณ สภาพความเป็นจริงการจัดสรรเงินจากกรมการศาสนานั้น เป็นลักษณะ เหมาจ่าย จะได้รับจัดสรรเพียงหน่วยอบรมละ 1,000-2,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อทางกรมการศาสนาน่าจะพิจารณาตามแผนงาน/โครงการ โดยให้หน่วยงานอบรมแต่ละแห่งจัดทำเสนอก่อนปีงบประมาณ แล้วพิจารณาจัดสรรงบประมาณตามแผนงานโครงการที่เสนอ
5. การพัฒนาโครงการ อ.ป.ต. ให้ได้ผลดี ควรจะต้องเน้นในเรื่องการพัฒนาอาชีพรายได้ และ เศรษฐกิจของประชาชนให้มากๆ เพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย ได้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้ในชีวิต ประจำวันของตนเองให้มากที่สุด และจะทำให้ประชาชนมีความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนในโครงการมากขึ้น
ปี 2538
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved