Current Record: นางสาวพัชรินทร์ จันทร์หัวโทน

นางสาวพัชรินทร์ จันทร์หัวโทน

ผลการศึกษาพบว่า
1.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
2.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
3.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ในวิชาวิทยาศาสตร์ มีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มดีขึ้น

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1314
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาผลการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง น้ำเพื่อชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
หัวข้อ(Eng) A Study of the Effects of Cooperative Learning Model Through the Teaching of Mathayom Suksa I Science Subject on the Topic of Water of Life
คำสำคัญ(keyword) การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ น้ำเพื่อชีวิต ปี2544
ชื่อผู้วิจัย นางสาวพัชรินทร์ จันทร์หัวโทน
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Miss Putcharin Junhuatone
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 4
การศึกษา ปริญญาโท ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนบ้านหนองหลุบ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
สถานศึกษา -
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี2544
ประเภท วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history) ผู้วิจัยได้ทำการสำรวจปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยสำรวจความคิดเห็นของ นักเรียนพบว่า มีเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์บทเรื่อง ที่ประกอบไปด้วยข้อเท็จจริงมโนมติหลักการที่เป็นนามธรรมและค่อนข้างเข้าใจยากเรียงตามลำดับความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ดังนี้ 1) น้ำเพื่อชีวิต 2)ระบบนิเวศ 3) สารรอบตัว ในการจัดการเรียนการสอนตามปกติในโรงเรียนใช้วิธีการสอนตามแนวทางที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)กำหนดขึ้น ซี่งเน้นการทดลองตามแนวทางที่กำหนดไว้ในคู่มือครูวิธีเดียวทำให้ผู้วิจัยสนใจเลือกเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องน้ำเพื่อชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาทดลองสอนโดยวิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้

จากการศึกษาหลักการและทฤษฎีในการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ซึ่งเป็นการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ของแต่ละบุคคลไปสู่กลุ่ม ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนได้ทั่วถึง ทั้งเด็กเก่ง เด็กอ่อน เด็กปานกลาง นักเรียนที่เรียนอ่อนจะได้รับความเอาใจใส่จากครูหรือเพื่อน และยังเป็นรูปแบบการสอนที่กระตุ่นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนตลอดเวลา นอกจากนั้นยังเป็นการพัฒนาทักษะทางสังคมส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างตัวนักเรียนกับกลุ่มเพื่อนได้

ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนสูงขึ้น ผู้วิจัยเลือกใช้การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แบบ STAD เพราะเป็นรูปแบบการสอนที่สามารถประยุกต์ใช้กับวิชาวิทยาศาสตร์ได้ซึ่งมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การนำเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้น 2) การศึกษากลุ่มย่อย 3) การทดสอบย่อย 4) คะแนนความก้าวหน้าของสมาชิกแต่ละคน 5) กลุ่มที่ได้รับการยกย่อง และสอดแทรกวิธีการสอน 3 รูปแบบเข้าไปในขั้นเสนอบทเรียนทั้งชั้น ซึ่งผู้วิจัยได้พิจรณาถึงความเหมาะสมของเนื้อหาเป็นเกณฑ์ในการเลือกใช้รูปแบบในการสอน โดยแผนการสอนที่ใช้รูปแบบการสอนเพื่อเกิดมโนมติ (Concept Attainment Model) จะนำไปใช้กับบทเรียนที่มีเนื้อหาสามารถบ่งบอกถึงคุณลักษณะเฉพาะถึงสิ่งนั้น ๆ และสามารถยกตัวอย่างได้หลายตัวอย่าง แผนการสอนที่ใช้รูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) จะนำไปใช้กับบทเรียนที่มีเนื้อหาสาระมาก เนื้อหาเป็นนามธรรมสูง แต่ใช้ในรูปแบบ Inquiry Training ผู้วิจัยได้เลือกใช้กับเนื้อหาที่มีการทดลองและสามารถสร้างสถานะการณ์ปํญหาเพื่อให้เด็กเผชิญเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาได้ ซึ่งนักเรียนจะได้ใช้กระบวนการสืบเสาะมากทำให้นักเรียนได้ฝึกกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แนวคิด(concept) 1.การสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา

2.การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้

3.ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการสอน Inquiry training

4.ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Ausubel และรูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า

5.ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบการสอนเพื่อให้เกิดมโนมติของ Bruner และรูปแบบการสอนเพื่อให้เกิดมโนมติ

6.ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์

7.รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้

8.พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม

9.ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
วัตถุประสงค์(objective) 1.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้กับการสอนตามคู่มือครู
2.เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้กับการสอนตามคู่มือครู
3.เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการใช้แผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
สมมุติฐาน(assumption) 1.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์แตกต่างจากนักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
2.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แตกต่างจากนักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
3.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มดีขึ้น
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2541 ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอหนองเรือ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น
กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2541 โรงเรียนบ้านโนนทอง ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอหนองเรือ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น โดยใช้จำนวนนักเรียนทั้งหมด 2 ห้อง จำนวน 70 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่ต้องการศึกษา ได้แก่
1.ตัวแปรต้น ได้แก่ วิธีการสอน 2 วิธี คือ
1.1 วิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
1.2 วิธีสอนตามคู่มือครู
2.ตัวแปรตาม ได้แก่
2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2.3 พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
คำนิยาม(defination) 1.รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ หมายถึง การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แบบ STAD ตามแผนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นการสอนที่มีเป้าหมายต้องการให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะทางสติปัญญา ทักษะทางสังคม และความรู้สึกในด้านการเห็นคุณค่าของตนเอง
2.ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติและการฝึกฝนความนึกคิดอย่างเป็นระบบ เป็นทักษะทางสติปัญญาในการเลือกและใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัยหาและค้นพบคำตอบ ในการวิจัยครั้งนี้คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นคะแนนผลต่างระหว่างการทดสอบหลังเรียนและการทดสอบก่อนเรียนที่ได้จากการตอบแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
3.แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง แบบวัดความสามารถของนักเรียนในการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองมีจำนวน 13 ทักษะ
4.พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกในการปฏิบัติงาน หรือทำงานโดยมีเป้าหมายร่วมกันมีการติดต่อสื่อสาร การประสานงาน เพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย
เครื่องมือ(tool) 1.แบบทดสอบวัดความรู้พื้นฐานก่อนเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องน้ำเพื่อชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ แบบทดสอบทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่น 0.75 มีค่าความยากง่าย 0.24-0.90 และค่าอำนาจจำแนก 0.21-0.59
2.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องน้ำเพื่อชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ แบบทดสอบทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่น 0.90 มีค่าความยากง่าย 0.24-0.86 และค่าอำนาจจำแนก 0.28-0.62
3.แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ แบบทดสอบทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่น 0.85 มีค่าความยากง่าย 0.20-0.80 และค่าอำนาจจำแนก 0.20-0.76
4.แผนการสอนตามคู่มือครูซึ่งสร้างตามคู่มือครูกระทรวงศึกษาธิการ ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง 2533) จำนวน 12 แผน ใช้เวลา 12 คาบ
5.แผนการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ จำนวน 12 แผน ใช้เวลา 13 คาบ
6.แบบสังเกตการทำงานกลุ่มของนักเรียนมีลักษณะปลายเปิด ได้แก่
1)แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน
2)แบบบันทึกการทำงานของนักเรียนและสมาชิกในกลุ่มขณะทำกิจกรรม
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1.วัดคะแนนฐานของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้แบบทดสอบวัดความรู้พื้นฐานก่อนเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องน้ำเพื่อชีวิต โดยเปรียบเทียบคะแนนฐานที่ได้ให้มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน
2.ทดสอบก่อนเรียน ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องน้ำเพื่อชีวิตและแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3.ดำเนินการสอนตามแผนการสอนใช้เวลากลุ่มละ 13 คาบ
4.ทดสอบหลังเรียนทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องน้ำเพื่อชีวิตและแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน
5.มีการบันทึกพฤติกรรมการทำงานกลุ่มทุกครั้งที่มีการสอนในกลุ่มทดลองจะมีการบันทึกพฤติกรรมการทำงานกลุ่มโดยครูผู้ร่วมวิจัยเป็นผู้บันทึกการทำงานของนักเรียนเป็นกลุ่ม
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
1.การหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2.การวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนชนิดทางเดียว
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้ข้อมูลจากแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มที่ผู้ช่วยวิจัยเป็นผู้บันทึก และแบบบันทึกการทำงานของนักเรียนและสมาชิกในกลุ่มขณะทำงาน และแบบันทึกการทำงานของนักเรียนและสมาชิกในกลุ่ม ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตีความ
ข้อสรุป(summary) ผลการศึกษาพบว่า
1.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
2.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
3.นักเรียนที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ในวิชาวิทยาศาสตร์ มีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มดีขึ้น
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการเรียนการสอน
1. ก่อนนำรูปแบบการสอนตามหลักการตามหลักสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ไปใช้ควรศึกษารูปแบบการสอนให้เข้าใจก่อน
2. กิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ครูควรให้เวลากับนักเรียนในการทำความคุ้นเคยกับรูปแบบของกิจกรรมการเรียนการสอนโดยทำการปฐมนิเทศนักเรียนก่อนทำการสอน
3. รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในขั้นเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้นมีหลายขั้นตอนและประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลายอาจใช้เวลานานเกินที่กำหนดดังนั้นครูผู้สอนควรยืดหยุ่นเวลาได้ตามเหมาะสม
4. ครูผู้สอนควรเปลี่ยนกลุ่มนักเรียนเมื่อมีการสอนจบเนื้อหาย่อยในแต่ละเรื่องหรือหลังจากการใช้เวลาในการเรียนประมาณ 4 สัปดาห์ เมื่อให้นักเรียนสร้างความคุ้นเคยเพื่อนคนอื่น ๆ ในห้องซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะทาวสังคมให้ดียิ่งขึ้น
5. ครูผู้สอนจะต้องเตรียมสื่อต่าง ๆ บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรม บัตรเฉลย ให้พร้อมควรมีการเสริมแรง ระหว่างนักเรียนทำกิจกรรมและให้คำปรึกษา หากนักเรียนพบอุปสรรคในการทำงานร่วมกับเพื่อนภายในกลุ่มเพื่อให้นักเรียนเกิดความมั่นใจในตัวเอง
6. กำหนดเป้าหมายของกลุ่ม หรือรางวัลที่นักเรียนและครูร่วมกันกำหนดเพื่อเป็นการเสริมแรง

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1.ความเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้กับวิชาวิทยาศาสตร์ในเนื้อหาอื่นๆ และระดับอื่นๆ ด้วย
2.การสอนในขั้นเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้นครูควรเลือกใช้รูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนได้รับทราบหลักการหรือสาระสำคัญของเนื้อหาที่จะเรียน
3.ควรมีการเปรียบเทียบผลการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ที่ครูเป็นคนแบ่งกลุ่มนักเรียนกับนักเรียนแบ่งกลุ่มกันเองตามหลักการแบ่งกลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน
4.ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับผลการเกิดจากการสอนวิทยาศาสตร์ โดยใช้หลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ในตัวแปรอื่น ๆ เช่น ความคงทนในการเรียนรู้ เจตคติในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
5.ควรมีการศึกษาพัฒนาการเรียนการสอนตามหลักการสอนร่วมมือนักเรียนรู้ที่มีรูปแบบการสอนที่หลากหลายโดยศึกษากับนักเรียนกลุ่มเดียว

ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved