Current Record: นายจตุพงศ์ แก้วใส

นายจตุพงศ์ แก้วใส

1. การสรรหาข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า การสรรหาต้องมีความยุติธรรม เป็นธรรม และเท่าเทียมกัน ซึ่งส่วนกลางต้องกระจายอำนาจการสรรหาครูให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง โดยสรรหาจากบุคคลที่มีความรู้ ความเข้าใจในด้านสภาพสังคมของ 5 จังหวัดชายแดน ภาคใต้
2. การพัฒนาข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้านั้น ครูต้องเพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และเพิ่มพูนความรู้โดยการเข้ารับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติและมีทักษะในการถ่ายทอดความรู้ด้วยวิธีการใหม่ ๆ รวมทั้งต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้ดีโดยเฉพาะการพูดและการเขียน ส่วนผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครู เพื่อสร้างศรัทธาและทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครู
3. การธำรงรักษาข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้านั้น ครูควรได้รับค่าตอบแทนและได้รับเงินค่าล่วงเวลาในการปฏิบัติงาน ส่วนบรรยากาศในโรงเรียนและสวัสดิการครู ผู้บริหารต้องออกเยี่ยมบำรุงขวัญครู จัดสวัสดิการให้ครูมีที่อยู่อาศัย มีการประกันชีวิต การกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ มีเบี้ยเลี้ยง เบี้ยกันดาร และให้อายุราชการทวีคูณและเหรียญราชการชายแดนในพื้นที่ทุรกันดารและเสี่ยงภัย รวมทั้งจัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวหรือว่าจ้างบริษัทเอกชน ในการดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนตลอดจนจัดตั้งหน่วยบริการประชาชนเพื่อทำหน้าที่ปฏิบัติการทางจิตวิทยา
4. การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า เป็นการประเมินพฤติกรรมการทำงานของครู เพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบงาน และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานของครู และในการประเมินผลให้มีหน่วยงานกลางสร้างเกณฑ์มาตรฐานรวมทั้งคู่มือการประเมิน และแบบประเมินที่มีมาตรฐาน
5. ด้านการพ้นจากงานของข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า เน้นการกระจายอำนาจการย้ายและการโอนมายังจังหวัด โดยผ่านการเห็นชอบขององค์คณะบุคคล ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ และมีความเป็นธรรมปราศจากการใช้เงิน ส่วนการเกษียณอายุมีการเชิดชูเกียรติครูที่เกษียณอายุทุกคน โดยไม่ต้องร้องขอ
6. รูปแบบของการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2540 - 2549) การสรรหาข้าราชการครู ส่วนกลางมีบทบาท และหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย งบประมาณแลการกระจายอำนาจให้แก่จังหวัด จัดตั้งองค์กรพิเศษด้านการสรรหาครู โดยเน้นให้โรงเรียนและกรรมการโรงเรียนได้มีส่วนร่วมในการสรรหาครู การพัฒนาข้าราชการครู ให้สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด (สปจ.) และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูสามัญประจำจังหวัด (อ.กค.จังหวัด) ร่วมมือกับสถาบันการผลิตครูในการพัฒนาข้าราชการครู การธำรงรักษาข้าราชการครู ให้ สปจ. และอ.กค.จังหวัด ประสานงานกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในการให้สวัสดิการแก่ข้าราชการครูในพื้นที่ การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู ในระดับจังหวัดจัดตั้งสภาคณะกรรมการไตรภาคีที่ประกอบด้วยฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายกรรมการโรงเรียน เพื่อทำหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของครูจากโรงเรียนไปยังจังหวัด และ การพ้นจากงานของข้าราชการครู ในระดับโรงเรียน ให้จัดตั้งสภาคณะกรรมการไตรภาคีมีบุคคล 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายกรรมการโรงเรียน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1180
ชื่อผลงานวิจัย แนวโน้มการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2540 - 2549)
หัวข้อ(Eng) TRENDS IN PERSONNEL ADMINISTRATION OF PRIMARY SCHOOLS IN FIVE SOUTHERN BORDER PROVINCES IN THE NEXT DECADE (B.E. 2540 - 2549)


คำสำคัญ(keyword) การบริหารงานบุคคล
โรงเรียนประถมศึกษา
ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้
การบริหารการศึกษา
ชื่อผู้วิจัย นายจตุพงศ์ แก้วใส
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr.Jatoopong Kaewsai
สถานที่ติดต่อ ที่ว่าการอำเภอเมืองยะลา ถนนสุขยางค์ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 95000


ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีที่ทำการวิจัยเสร็จ 2540
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์
ห้องสมุดบัณฑิตวิทยาลัย
หอสมุดจอห์น เอฟ เคนเนดี้ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี


ประวัติความเป็นมา(history) ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก มีปัจจัยชี้หลายประการที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจระดับภูมิภาคไปสู่ระดับประเทศหรือระดับโลก และการเปลี่ยนแปลงระบบการวางแผนจากระยะสั้นไปเป็นระยะยาว เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นอิทธิพลจากการเคลื่อนที่ของข้อมูลข่าวสาร (Information) ของกระแสโลกาภิวัตน์นั้นเอง โรงเรียนประถมศึกษาในฐานะที่เป็นระบบย่อยระบบหนึ่งของสังคม ก็ได้รับอิทธิพลของกระแสความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในเรื่องปรัชญาการศึกษา การบริหารบุคลากร และหลักการบริหาร โรงเรียนประถมศึกษา โดยเฉพาะการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนประถมศึกษา

การบริหารงานในโรงเรียนประถมศึกษา ตามพระราชบัญญัติการประถมศึกษา พุทธศักราช 2523 ได้แบ่งการบริหารงานในโรงเรียนประถมศึกษาออกเป็น 6 งาน คือ งานวิชาการ งานบุคลากร งานกิจการ นักเรียน งานธุรการการเงินและพัสดุ งานอาคารสถานที่ และงานสัมพันธ์ชุมชน การบริหารงานทั้ง 6 งานของโรงเรียนประถมศึกษานั้น การบริหารงานบุคคลเป็นหัวใจของการบริหารเพราะงานทุกชนิดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จะสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากร อนึ่งการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนประถมศึกษา ได้ประสบกับปัญหาหลายประการที่ส่งผลในทางลบต่อประสิทธิภาพและประสิทธิพล ของการบริหารงาน

ข้าราชการครูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากจะได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านการบริหารงานบุคคล และกระแสการเปลี่ยนแปลงของยุคโลกาภิวัตน์แล้ว ยังได้รับอิทธิพลจากปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยของพื้นที่อีกด้านหนึ่งด้วย ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัญหาขบวนการโจรก่อการร้าย ปัญหาการลอบวางเพลิงโรงเรียน ปัญหาการแบ่งแยกดินแดน ปัญหาการข่มขู่ข้าราชการครูในพื้นที่และปัญหาการวางระเบิดในสถานที่ต่าง ๆ

ผู้วิจัยในฐานะข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงได้มองเห็นสภาพการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งมีลักษณะไม่สอดคล้องกับพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความเปลี่ยนแปลงที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ผู้วิจัยจึงสนใจมุ่งที่จะศึกษาถึงแนวโน้มของการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2540 - 2549) โดยนำเทคนิคการวิจัยอนาคต คือเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) มาใช้ในการวิจัยครั้งนี้อันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมที่สอดคล้องกับภูมิภาคนี้ได้อย่างเหมาะสมในอนาคตต่อไป
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาและรวบรวมความคิดเห็นของกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ (Panelists) เกี่ยวกับแนวโน้มการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงระยะ 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2540 ถึง พ.ศ. 2549) ในด้านการสรรหาข้าราชการครู ด้านการพัฒนาข้าราชการครู ด้านการธำรงรักษาข้าราชการครู ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู และด้านการพ้นจากงานของข้าราชการครู
2. เพื่อบูรณาการความคิดเห็นของกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) การบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงระยะ 10 ปีข้างหน้า
3. เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมของการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามกรอบที่กำหนด 5 ด้าน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) มุ่งศึกษาถึงแนวโน้มการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2540 - 2549) ตามความคิดเห็นของกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ โดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคตแบบเดลฟาย (Delphi Technique)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่กำหนดคุณสมบัติไว้ดังนี้ เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการบริหารงานบุคคลในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป คือ 1) ผู้บริหารในระดับนโยบายและแผนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 3) นักการศึกษาที่มีความรู้ด้านการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนประถมศึกษา และเป็นบุคคลที่มีวุฒิทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน
เครื่องมือ(tool) เป็นแบบสอบถามที่มีลักษณะต่างกัน 3 ฉบับในการถามแต่ละรอบมีรายละเอียดดังนี้
แบบสอบถามในรอบที่ 1 แบบสอบถามปลายเปิด ตามกรอบที่กำหนดไว้ 5 ด้าน ด้านละ 2 ข้อ แบบสอบถามในรอบที่ 2 เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่ามี 5 ระดับ มีจำนวน 164 ข้อ ซึ่งแบบสอบถามในรอบที่ 2 นี้ ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นจากที่ได้จากแบบสอบถามปลายเปิดในรอบที่ 1 โดยผู้วิจัยพยายามคงรูปภาษา สำนวนเดิมไว้และตัดข้อความที่ซ้ำซ้อนออก
แบบสอบถามในรอบที่ 3 เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่ามี 5 ระดับ มีจำนวน 164 ข้อ ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่ใช้ข้อความเดียวกันกับแบบสอบถามในรอบที่ 2 แต่ผู้วิจัยได้แสดงตำแหน่งของค่า มัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และคำตอบที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตอบไว้ในรอบที่ 2 เพื่อต้องการให้ผู้ทรง คุณวุฒิ ทราบคำตอบของตนเอง และพิจารณาความสอดคล้องกับกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่น ๆ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยส่งทางไปรษณีย์ และติดต่อด้วย ตนเอง
2. ส่งแบบสอบถามรอบที่ 1 ไปยังกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 ท่าน โดยเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลในรอบที่ 1 ซึ่งใช้วิธีส่งและรับแบบสอบถามด้วยตนเองโดยกำหนดระยะเวลาในการรับแบบสอบถามคืนภายในเวลา 15 วัน
3. การส่งและรับแบบสอบถามในรอบที่ 2 และรอบที่ 3 ดำเนินการส่งทางไปรษณีย์ (By Mailing Method) โดยกำหนดระยะเวลาให้ผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละรอบเป็นเวลา 15 วัน
การวิเคราะห์(analysis) ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ค่าฐานนิยม ค่าผลต่างระหว่างมัธยฐานกับฐานนิยม
ข้อสรุป(summary) 1. การสรรหาข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า การสรรหาต้องมีความยุติธรรม เป็นธรรม และเท่าเทียมกัน ซึ่งส่วนกลางต้องกระจายอำนาจการสรรหาครูให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง โดยสรรหาจากบุคคลที่มีความรู้ ความเข้าใจในด้านสภาพสังคมของ 5 จังหวัดชายแดน ภาคใต้
2. การพัฒนาข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้านั้น ครูต้องเพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และเพิ่มพูนความรู้โดยการเข้ารับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติและมีทักษะในการถ่ายทอดความรู้ด้วยวิธีการใหม่ ๆ รวมทั้งต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้ดีโดยเฉพาะการพูดและการเขียน ส่วนผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครู เพื่อสร้างศรัทธาและทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครู
3. การธำรงรักษาข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้านั้น ครูควรได้รับค่าตอบแทนและได้รับเงินค่าล่วงเวลาในการปฏิบัติงาน ส่วนบรรยากาศในโรงเรียนและสวัสดิการครู ผู้บริหารต้องออกเยี่ยมบำรุงขวัญครู จัดสวัสดิการให้ครูมีที่อยู่อาศัย มีการประกันชีวิต การกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ มีเบี้ยเลี้ยง เบี้ยกันดาร และให้อายุราชการทวีคูณและเหรียญราชการชายแดนในพื้นที่ทุรกันดารและเสี่ยงภัย รวมทั้งจัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวหรือว่าจ้างบริษัทเอกชน ในการดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนตลอดจนจัดตั้งหน่วยบริการประชาชนเพื่อทำหน้าที่ปฏิบัติการทางจิตวิทยา
4. การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า เป็นการประเมินพฤติกรรมการทำงานของครู เพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบงาน และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานของครู และในการประเมินผลให้มีหน่วยงานกลางสร้างเกณฑ์มาตรฐานรวมทั้งคู่มือการประเมิน และแบบประเมินที่มีมาตรฐาน
5. ด้านการพ้นจากงานของข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า เน้นการกระจายอำนาจการย้ายและการโอนมายังจังหวัด โดยผ่านการเห็นชอบขององค์คณะบุคคล ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ และมีความเป็นธรรมปราศจากการใช้เงิน ส่วนการเกษียณอายุมีการเชิดชูเกียรติครูที่เกษียณอายุทุกคน โดยไม่ต้องร้องขอ
6. รูปแบบของการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2540 - 2549) การสรรหาข้าราชการครู ส่วนกลางมีบทบาท และหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย งบประมาณแลการกระจายอำนาจให้แก่จังหวัด จัดตั้งองค์กรพิเศษด้านการสรรหาครู โดยเน้นให้โรงเรียนและกรรมการโรงเรียนได้มีส่วนร่วมในการสรรหาครู การพัฒนาข้าราชการครู ให้สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด (สปจ.) และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูสามัญประจำจังหวัด (อ.กค.จังหวัด) ร่วมมือกับสถาบันการผลิตครูในการพัฒนาข้าราชการครู การธำรงรักษาข้าราชการครู ให้ สปจ. และอ.กค.จังหวัด ประสานงานกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในการให้สวัสดิการแก่ข้าราชการครูในพื้นที่ การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู ในระดับจังหวัดจัดตั้งสภาคณะกรรมการไตรภาคีที่ประกอบด้วยฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายกรรมการโรงเรียน เพื่อทำหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของครูจากโรงเรียนไปยังจังหวัด และ การพ้นจากงานของข้าราชการครู ในระดับโรงเรียน ให้จัดตั้งสภาคณะกรรมการไตรภาคีมีบุคคล 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายกรรมการโรงเรียน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ใช้ผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการกำหนดนโยบายระยะยาวด้านอัตรากำลังคนและการสรรหาครูที่เหมาะสมกับพื้นที่ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด (สปจ.) และสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ (สปอ.) ใช้ผลการวิจัยเป็นกรอบแนวคิดในการกำหนดแผนงาน โครงการและกิจกรรมด้านการสรรหาข้าราชการครูในพื้นที่รับผิดชอบของตน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ใช้ผลการวิจัยเป็นแนวทางในการประสานความร่วมมือกับ สปช. สปจ. และ สปอ
2. สปช. ใช้ผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายระยะยาวด้านการพัฒนาข้าราชการครูที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สปจ.และสปอ. ใช้ผลการวิจัยเป็นแนวทางในการประสานงานกับสถาบันการผลิตครูในพื้นที่ในการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาข้าราชการครู ศอ.บต. ใช้ผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานในการดำเนินการหรือให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาข้าราชการครู
3. สปช. ใช้ผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายระยะยาวด้านการธำรงรักษาข้าราชการครู อาทิ ด้านการจัดสวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ การจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม ศอ.บต. ใช้ผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานในการดำเนินการด้านการธำรงรักษาข้าราชการครูในพื้นที่โดยเฉพาะการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น หรือครึ่งขั้นสายศอ.บต. องค์กรภาครัฐบาลต่าง ๆ ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้ผลการวิจัยเป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมโดยเฉพาะด้านความปลอดภัยในชีวิต และการปฏิบัติงานของครู
4. สปช. ใช้ผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงาน และคู่มือประกอบ รวมทั้งกำหนดนโยบายด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน สปจ. และสปอ. ใช้ผลการวิจัยเป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู
5. สปช. ใช้ผลการวิจัยเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายด้านการพ้นจากงานของข้าราชการครู สปจ. และสปอ. ใช้ผลการวิจัยเป็นแนวทางในการวางแผนโครงการและกิจกรรมด้านการพ้นจากงานของ ข้าราชการครู ที่เป็นไปด้วยความยุติธรรมและรวดเร็ว ส่วนโรงเรียนใช้ผลการวิจัยในการดำเนินกิจกรรมด้านการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครู
6. ควรทำการศึกษาวิจัยเจาะลึกเป็นรายด้าน เพียงด้านใดด้านหนึ่งของการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษา เพื่อจะได้ข้อมูลในระดับลึก
ปี 2540
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved