Current Record: สุทธาวรรณ ภาณุรัตน์

สุทธาวรรณ ภาณุรัตน์

ผลการวิจัย

























1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง

























กลุ่มตัวอย่างในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในการวิจัยครั้งนี้ รวม 90 คน เป็นนักเรียนเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยในกลุ่มทดลองที่ 1 มีนักเรียนเพศชาย 20 คน (ร้อยละ 66.67) กลุ่มทดลองที่ 2 มีนักเรียนเพศชาย 18 คน (ร้อยละ 60.00) และกลุ่มควบคุมมีนักเรียนเพศชาย 16 คน (ร้อยละ 53.33) โดยในแต่ละกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจะมีนักเรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับเก่ง (มีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงกว่าร้อยละ 80) ปานกลาง (มีค่าเฉลี่ยคะแนนร้อยละ 65-79) และอ่อน (มีค่าเฉลี่ยคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 65) ระดับละ 10 คน (ร้อยละ 11.11)

























2. ผลการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการทักษะการเขียนเรียงความของผู้เรียนในแต่ละระดับความสามารถทางภาษาไทยที่ประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

























2.1 การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนผลการทดสอบการเขียนเรียงความทั้ง 4 ครั้ง

























การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนผลการทดสอบการเขียนเรียงความทั้ง 4 ครั้ง พบว่า จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์ครั้งที่ 1 ถึง 4 เพิ่มขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกันกับคะแนนสูงสุดที่ได้จากการประเมินที่มีค่าสูงตามลำดับจากการประเมินครั้งที่ 1 ถึง 4 ส่วนคะแนนต่ำสุดที่ได้จากการประเมินมีค่าสูงสุดในการประเมินครั้งที่ 3

























2.2 การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนผลการทดสอบการเขียนเรียงความทั้ง 4 ครั้ง จำแนกตามระดับความสามารถทางภาษาไทยและวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างด้วยตนเอง

























จากการวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนผลการทดสอบการเขียนเรียงความทั้ง 4 ครั้ง จำแนกตามระดับความสามารถทางภาษาไทยและวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างด้วยตนเอง พบว่า ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยสูง ปานกลางและต่ำ ต่างมีผลการทดสอบการเขียนเรียงความ ในครั้งที่ 4 สูงที่สุด โดยผู้เรียนกลุ่มเก่งที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดเป็นเครื่องมือเป็นกลุ่มที่มีผลคะแนนการทดสอบในครั้งที่ 4 สูงสุดรองลงมา ได้แก่ กลุ่มที่ใช้แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือและกลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดตามลำดับ ผู้เรียนกลุ่มกลางที่ใช้แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือเป็นกลุ่มที่มีผลคะแนนการทดสอบในครั้งที่ 4 สูงสุดรองลงมา ได้แก่ กลุ่มที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดเป็นเครื่องมือและกลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดตามลำดับ ส่วนผู้เรียนกลุ่มอ่อนที่ใช้แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือ เป็นกลุ่มที่มีคะแนนการทดสอบในครั้งที่ 4 สูงสุด รองลงมาได้แก่ กลุ่มที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดเป็นเครื่องมือและกลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดตามลำดับ

























2.3 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนค่าเฉลี่ยคะแนนที่ได้จากการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์ทั้ง 4 ครั้งของผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง ปานกลางและต่ำที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน

























การวิเคราะห์ความแปรปรวนค่าเฉลี่ยคะแนนที่ได้จากการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์ทั้ง 4 ครั้งของผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง ปานกลางและต่ำที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน พบว่า ผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง (กลุ่มเก่ง) ที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีค่าเฉลี่ยคะแนนจากการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์มากกว่าผู้เรียนที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการและผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับกลาง (กลุ่มกลาง) และระดับต่ำ (กลุ่มอ่อน) ที่ใช้วิธีการประเมินงานเขียนเรียงความแตกต่างกันมีค่าเฉลี่ยคะแนนงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์ไม่แตกต่างกัน

























2.4 ผลการประมาณค่าคะแนนพัฒนาการทักษะการเขียนเรียงความของผู้เรียนในแต่ละระดับความสามารถทางภาษาไทยที่ประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

























ผลการประมาณค่าคะแนนพัฒนาการ พบว่า ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยสูงที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุดในช่วงที่ 2 (d32), ช่วงที่ 4 (d31), ช่วงที่ 5 (d 42) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากช่วงที่ 1(d21) และ ช่วงที่ 3(d43)ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบตรวจสอบรายการมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุด ส่วนผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือในการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุดในช่วงที่1 (d21), ช่วงที่ 3 (d43), ช่วงที่ 4 (d31), ช่วงที่ 5 (d 42) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากช่วงที่ 2 (d32) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบตรวจสอบรายการมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุด ในขณะที่ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทย ปานกลาง (กลาง)ที่ใช้แบบตรวจสอบรายการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุดในช่วงที่ 1 (d21), ช่วงที่ 3 (d43), ช่วงที่ 4 (d31), ช่วงที่ 5 (d42) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากช่วงที่ 2 (d32) ที่ผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุด ส่วนผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือในการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุดในช่วงที่ 1 (d21), ช่วงที่ 3(d43), ช่วงที่ 4 (d31)และช่วงที่ 6 (d41)ต่างจากช่วงที่ 2 (d32) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบตรวจสอบรายการมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุดและช่วงที่ 5 (d42) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุด และผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยต่ำ (อ่อน)ที่ใช้แบบตรวจสอบรายการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุดในช่วงที่ 2 (d32), ช่วงที่ 4 (d31) , ช่วงที่ 5 (d42) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากในช่วงที่ 1 (d21) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุด และช่วงที่ 3 (d43) ที่ผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุด ส่วนผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุดในช่วงที่ 1 (d21), ช่วงที่ 2 (d32), ช่วงที่ 4 (d31) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากช่วงที่ 3 (d43) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุด

























2.5 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความของผู้เรียนในแต่ละระดับความสามารถทางภาษาไทยที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

























ผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูงที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีค่าเฉลี่ยคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงกว่าผู้เรียนที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสูงกว่าผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับกลางและต่ำที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการมีค่าเฉลี่ยคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงกว่าผู้เรียนที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสูงกว่าผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือในการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01

























3 ผลการวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองกับระดับความสามารถทางภาษาไทยที่มีต่อคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความในช่วงที่สูงที่สุด

























จากการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง (two - way ANOVA) พบว่า มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองกับระดับความสามารถทางภาษาไทยต่อคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความในช่วงที่สูงที่สุด (ช่วงที่ 6 (d41)) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

























จากการวิเคราะห์ พบว่า วิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิด (open – ended questionnaire) เป็นเครื่องมือส่งผลให้ผู้เรียนกลุ่มเก่งมีคะแนนพัฒนาการสูงที่สุด ส่วนวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการ (checklist) เป็นเครื่องมือนั้นส่งผลให้ผู้เรียนกลุ่มกลางและอ่อนมีคะแนนพัฒนาการสูงที่สุด

























Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 786
ชื่อบทความ(title) การเปรียบเทียบพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความภาษาไทยของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างกลุ่มที่ประเมินตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการกับแบบสอบถามปลายเปิด
ชื่อบทความ(eng) A COMPARISON OF THAI COMPOSITION WRITING SKILL DEVELOPMENT OF THE SIXTH GRADE STUDENTS ASSESSING THEMSELVES USING CHECKLIST AND OPEN-ENDED QUESTIONNAIRE
ชื่อผู้เขียน สุทธาวรรณ ภาณุรัตน์
ชื่อผู้เขียน(eng) sutthawan panurat
สถานที่ติดต่อ 17 หมู่ 9 ถนนประชาอุทิศ เขตราษฎร์บูรณะ กทม. 10140
เนื้อหา(content) บทนำ

























ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติและเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ของคนในชาติ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแสวงหาและถ่ายทอดข้อมูล ความรู้และประสบการณ์ตลอดจนเป็นสิ่งซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดให้ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง โดยอาศัยทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน

























ด้วยเหตุที่ทักษะการเขียนเป็นหนึ่งในทักษะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสาร หลักสูตรวิชาภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงได้กำหนดคุณภาพของผู้เรียนที่จะสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาเกี่ยวกับทักษะการเขียนไว้ว่า “ ผู้เรียนต้องมีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยคและเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจน เหมาะสม ใช้แผนภาพความคิดเพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่างๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน” ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนในระดับประถมศึกษา จึงต้องเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพครบถ้วนตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ในหลักสูตร

























แนวทางสำคัญหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยพัฒนาความสามารถในการเขียนให้กับผู้เรียนได้ นั่นคือ การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวน ตรวจประเมิน เพื่อแสวงหาข้อบกพร่อง และให้ผลป้อนกลับแก่ตนเองสำหรับการปรับปรุงและขัดเกลางานเขียนของตนเองเพื่อให้ได้งานเขียนฉบับที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สอดคล้องกับที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2551)ได้เสนอให้การตรวจประเมินผลงานของตนเองเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ควรคำนึงในการเขียนเพื่อแก้ไขเรื่องการใช้ภาษา การสะกด การันต์ การอ้างอิง เมื่อเขียนเนื้อหาแต่ละขั้นตอนหรือจบบทจบเรื่องแล้วเพื่อให้ข้อเขียนนั้นนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการตรวจประเมินแก้ไขงานเขียนฉบับร่างของตนเองก่อนอย่างน้อย 1 รอบจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระที่ครูต้องใช้เวลาในการตรวจงานเขียนแต่ละฉบับซึ่งมีเป็นจำนวนมากนั้นให้ลดน้อยลง ทั้งยังเป็นการลดสภาพการละเลยการพิจารณาจุดมุ่งหมายที่แท้จริงในการเขียนของผู้เรียนอันเนื่องมาจากความสนใจที่จะแก้ไขตามคำวิจารณ์ของครูเท่านั้น (Sommers, 1982)

























จากรายงานของ Hilderbrand (1992 อ้างถึงในวิรุฬหเกียรติ์ คงกลาง, 2538) และงานวิจัยของ Andrade และ Valtcheva (2009) แสดงให้เห็นว่ามีวิธีการตรวจประเมินงานเขียนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีการต่างมีข้อดีที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ งานวิจัยของ Stallard (1974 อ้างถึงในวิรุฬหเกียรติ์ คงกลาง, 2538) ยังแสดงให้เห็นถึงผลการประเมินเพื่อตรวจแก้ไขและปรับปรุงงานเขียนเรียงความด้วยตนเองของผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันไปตามระดับความสามารถของผู้เรียน ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาว่านักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยแตกต่างกัน ควรตรวจประเมินผลงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีการใด ที่จะส่งผลให้ผู้เรียน ณ ระดับความสามารถนั้น มีพัฒนาการทางทักษะการเขียนเกิดขึ้นมากที่สุด ผู้วิจัยจึงได้พิจารณาเลือกวิธีการตรวจประเมินงานเขียน 2 วิธี ที่มีความเหมาะสมกับระดับวุฒิภาวะและความสามารถของผู้เรียน ได้แก่ วิธีการประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการ (checklist) เป็นเครื่องมือและวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิด (open- ended questionnaire) เป็นเครื่องมือ ซึ่งผู้วิจัยต้องการศึกษาว่าการจัดให้ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยในระดับต่างๆ ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน จะส่งผลต่อพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความของผู้เรียนหรือไม่ อย่างไร

























การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นประโยชน์ยิ่งในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ผ่านกระบวนการประเมินตนเองและสามารถให้ผลป้อนกลับที่มีประโยชน์แก่ตนเอง ทำให้สามารถปรับปรุงคุณภาพผลงานและทักษะในการเขียนเรียงความให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นแนวทางให้แก่ครูผู้สอนวิชาภาษาไทยได้นำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถแตกต่างกันได้ประเมินผลงานเขียนเรียงความของตนเองควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการเขียนเรียงความ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะประเมินและพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพต่อไป

























วัตถุประสงค์

























1. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง ปานกลางและต่ำที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีการใช้แบบตรวจสอบรายการและแบบสอบถามปลายเปิด

























2. เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองกับระดับความสามารถทางภาษาไทยที่มีต่อพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

























วิธีดำเนินการวิจัย

























งานวิจัยเรื่องนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยกึ่งทดลองแบบมีการทดสอบก่อนและหลังการจัดกระทำและมีกลุ่มควบคุม มีการแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 9 กลุ่มที่แตกต่างกันทั้งหมด ซึ่งแบ่งตามวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองและระดับความสามารถทางภาษาไทยของผู้เรียน การให้ผู้เรียนประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองด้วยวิธีการใช้แบบตรวจสอบรายการ และแบบสอบถามเป็นวิธีที่ผู้วิจัยใช้ในกลุ่มทดลอง ส่วนในกลุ่มควบคุมจะให้ผู้เรียนพิจารณาและประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองโดยไม่ใช้เครื่องมือซึ่งเป็นวิธีการปกติทั่วไปที่ครูผู้สอนวิชาภาษาไทยส่วนใหญ่ให้ผู้เรียนปฏิบัติ

























ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังศึกษาภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 90 คน ผู้วิจัยดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวเข้าเป็นกลุ่มทดลองที่ 1, 2 และกลุ่มควบคุม ด้วยวิธีสุ่มอย่างง่ายจนได้กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่มย่อยที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยเท่าเทียมกัน ได้แก่

























1. กลุ่มทดลองที่ 1 จำนวน 30 คน ประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง 10 คน ระดับกลาง 10 คน และระดับต่ำ 10 คน ซึ่งจะได้ประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองด้วยวิธีการใช้แบบตรวจสอบรายการ

























2. กลุ่มทดลองที่ 2 จำนวน 30 คน ประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง 10 คน ระดับกลาง 10 คน และระดับต่ำ 10 คน ซึ่งจะได้ประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองด้วยวิธีการใช้แบบสอบถามปลายเปิด

























3. กลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง 10 คน ระดับกลาง 10 คน และระดับต่ำ 10 คน ซึ่งจะได้ประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองโดยไม่ใช้เครื่องมือใดๆ



















































เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย (1) แบบทดสอบทักษะการเขียนเรียงความเชิงสร้างสรรค์ครั้งที่ 1- 4 (2) เกณฑ์การประเมินเรียงความฉบับสมบูรณ์ (สำหรับครู) (3) แบบบันทึกการให้คะแนน (สำหรับครู) (4) แบบประเมินงานเขียนเรียงความด้วยตนเองรูปแบบแบบตรวจสอบรายการ และ (5) แบบประเมินงานเขียนเรียงความด้วยตนเองรูปแบบแบบสอบถามปลายเปิด

























การวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่

























1. วิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ เกณฑ์การประเมินงานเขียนฉบับสมบูรณ์ และแบบประเมินงานเขียนเรียงความ

























1.1 การหาความตรงตามเนื้อหา (content validity) โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างหัวข้อเรื่องแบบทดสอบการเขียนเรียงความเชิงสร้างสรรค์กับระดับความสามารถของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 และความสอดคล้องระหว่างเกณฑ์การประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์กับข้อรายการย่อยในแบบประเมินงานเขียนเรียงความด้วยค่า IOC (Item Objective Congruence)

























1.2 การหาค่าความเที่ยง (Reliability) ของแบบทดสอบการเขียนเรียงความและแบบประเมินงานเขียนเรียงความด้วยตนเองรูปแบบแบบตรวจสอบรายการโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค

























1.3 การหาค่าความเที่ยงของการตรวจให้คะแนนระหว่างผู้ประเมิน (interrater reliability) โดยการหาค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient)

























2. วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย

























3. วิเคราะห์ประมาณค่าคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความที่ได้จากการประเมินเรียงความฉบับสมบูรณ์ครั้งที่ 1-4 ของผู้เรียนที่ประเมินงานเขียนฉบับร่างของตนเองด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน โดยใช้สูตรการคำนวณคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (relative gain score)

























4. วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ทางการเขียนของผู้เรียนที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง โดยใช้สถิติภาคบรรยายและสถิติทดสอบความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (one - way repeated measure ANOVA)

























5. วิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองกับระดับความสามารถทางภาษาไทยของผู้เรียนที่มีต่อคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ทักษะการเขียนเรียงความช่วงที่สูงที่สุด โดยใช้การทดสอบความแปรปรวนสองทาง (two - way ANOVA)

























ผลสรุป(summary) ผลการวิจัย

























1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง

























กลุ่มตัวอย่างในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในการวิจัยครั้งนี้ รวม 90 คน เป็นนักเรียนเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยในกลุ่มทดลองที่ 1 มีนักเรียนเพศชาย 20 คน (ร้อยละ 66.67) กลุ่มทดลองที่ 2 มีนักเรียนเพศชาย 18 คน (ร้อยละ 60.00) และกลุ่มควบคุมมีนักเรียนเพศชาย 16 คน (ร้อยละ 53.33) โดยในแต่ละกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจะมีนักเรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับเก่ง (มีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงกว่าร้อยละ 80) ปานกลาง (มีค่าเฉลี่ยคะแนนร้อยละ 65-79) และอ่อน (มีค่าเฉลี่ยคะแนนต่ำกว่าร้อยละ 65) ระดับละ 10 คน (ร้อยละ 11.11)

























2. ผลการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการทักษะการเขียนเรียงความของผู้เรียนในแต่ละระดับความสามารถทางภาษาไทยที่ประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

























2.1 การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนผลการทดสอบการเขียนเรียงความทั้ง 4 ครั้ง

























การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนผลการทดสอบการเขียนเรียงความทั้ง 4 ครั้ง พบว่า จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์ครั้งที่ 1 ถึง 4 เพิ่มขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกันกับคะแนนสูงสุดที่ได้จากการประเมินที่มีค่าสูงตามลำดับจากการประเมินครั้งที่ 1 ถึง 4 ส่วนคะแนนต่ำสุดที่ได้จากการประเมินมีค่าสูงสุดในการประเมินครั้งที่ 3

























2.2 การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนผลการทดสอบการเขียนเรียงความทั้ง 4 ครั้ง จำแนกตามระดับความสามารถทางภาษาไทยและวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างด้วยตนเอง

























จากการวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนผลการทดสอบการเขียนเรียงความทั้ง 4 ครั้ง จำแนกตามระดับความสามารถทางภาษาไทยและวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างด้วยตนเอง พบว่า ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยสูง ปานกลางและต่ำ ต่างมีผลการทดสอบการเขียนเรียงความ ในครั้งที่ 4 สูงที่สุด โดยผู้เรียนกลุ่มเก่งที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดเป็นเครื่องมือเป็นกลุ่มที่มีผลคะแนนการทดสอบในครั้งที่ 4 สูงสุดรองลงมา ได้แก่ กลุ่มที่ใช้แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือและกลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดตามลำดับ ผู้เรียนกลุ่มกลางที่ใช้แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือเป็นกลุ่มที่มีผลคะแนนการทดสอบในครั้งที่ 4 สูงสุดรองลงมา ได้แก่ กลุ่มที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดเป็นเครื่องมือและกลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดตามลำดับ ส่วนผู้เรียนกลุ่มอ่อนที่ใช้แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือ เป็นกลุ่มที่มีคะแนนการทดสอบในครั้งที่ 4 สูงสุด รองลงมาได้แก่ กลุ่มที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดเป็นเครื่องมือและกลุ่มที่ไม่ใช้เครื่องมือใดตามลำดับ

























2.3 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนค่าเฉลี่ยคะแนนที่ได้จากการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์ทั้ง 4 ครั้งของผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง ปานกลางและต่ำที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน

























การวิเคราะห์ความแปรปรวนค่าเฉลี่ยคะแนนที่ได้จากการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์ทั้ง 4 ครั้งของผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง ปานกลางและต่ำที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน พบว่า ผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูง (กลุ่มเก่ง) ที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีค่าเฉลี่ยคะแนนจากการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์มากกว่าผู้เรียนที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการและผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับกลาง (กลุ่มกลาง) และระดับต่ำ (กลุ่มอ่อน) ที่ใช้วิธีการประเมินงานเขียนเรียงความแตกต่างกันมีค่าเฉลี่ยคะแนนงานเขียนเรียงความฉบับสมบูรณ์ไม่แตกต่างกัน

























2.4 ผลการประมาณค่าคะแนนพัฒนาการทักษะการเขียนเรียงความของผู้เรียนในแต่ละระดับความสามารถทางภาษาไทยที่ประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

























ผลการประมาณค่าคะแนนพัฒนาการ พบว่า ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยสูงที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุดในช่วงที่ 2 (d32), ช่วงที่ 4 (d31), ช่วงที่ 5 (d 42) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากช่วงที่ 1(d21) และ ช่วงที่ 3(d43)ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบตรวจสอบรายการมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุด ส่วนผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือในการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุดในช่วงที่1 (d21), ช่วงที่ 3 (d43), ช่วงที่ 4 (d31), ช่วงที่ 5 (d 42) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากช่วงที่ 2 (d32) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบตรวจสอบรายการมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุด ในขณะที่ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทย ปานกลาง (กลาง)ที่ใช้แบบตรวจสอบรายการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุดในช่วงที่ 1 (d21), ช่วงที่ 3 (d43), ช่วงที่ 4 (d31), ช่วงที่ 5 (d42) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากช่วงที่ 2 (d32) ที่ผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุด ส่วนผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือในการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุดในช่วงที่ 1 (d21), ช่วงที่ 3(d43), ช่วงที่ 4 (d31)และช่วงที่ 6 (d41)ต่างจากช่วงที่ 2 (d32) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบตรวจสอบรายการมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุดและช่วงที่ 5 (d42) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุด และผู้เรียนที่มีระดับความสามารถทางภาษาไทยต่ำ (อ่อน)ที่ใช้แบบตรวจสอบรายการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุดในช่วงที่ 2 (d32), ช่วงที่ 4 (d31) , ช่วงที่ 5 (d42) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากในช่วงที่ 1 (d21) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุด และช่วงที่ 3 (d43) ที่ผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือมีคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงที่สุด ส่วนผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุดในช่วงที่ 1 (d21), ช่วงที่ 2 (d32), ช่วงที่ 4 (d31) และช่วงที่ 6 (d41) ต่างจากช่วงที่ 3 (d43) ที่ผู้เรียนที่ใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีคะแนนพัฒนาการต่ำที่สุด

























2.5 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความของผู้เรียนในแต่ละระดับความสามารถทางภาษาไทยที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

























ผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับสูงที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดมีค่าเฉลี่ยคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงกว่าผู้เรียนที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสูงกว่าผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนผู้เรียนที่มีความสามารถทางภาษาไทยระดับกลางและต่ำที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการมีค่าเฉลี่ยคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความสูงกว่าผู้เรียนที่ประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสูงกว่าผู้เรียนที่ไม่ใช้เครื่องมือในการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01

























3 ผลการวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองกับระดับความสามารถทางภาษาไทยที่มีต่อคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความในช่วงที่สูงที่สุด

























จากการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง (two - way ANOVA) พบว่า มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองกับระดับความสามารถทางภาษาไทยต่อคะแนนพัฒนาการทางทักษะการเขียนเรียงความในช่วงที่สูงที่สุด (ช่วงที่ 6 (d41)) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

























จากการวิเคราะห์ พบว่า วิธีการประเมินงานเขียนเรียงความฉบับร่างของตนเองโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิด (open – ended questionnaire) เป็นเครื่องมือส่งผลให้ผู้เรียนกลุ่มเก่งมีคะแนนพัฒนาการสูงที่สุด ส่วนวิธีการประเมินงานเขียนเรียงความของตนเองโดยใช้แบบตรวจสอบรายการ (checklist) เป็นเครื่องมือนั้นส่งผลให้ผู้เรียนกลุ่มกลางและอ่อนมีคะแนนพัฒนาการสูงที่สุด

























เอกสารอ้างอิง(reference) รายการอ้างอิง ภาษาไทย วิรุฬหเกียรติ์ คงกลาง. (2538). การเปรียบเทียบความสามารถในการเขียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการทบทวนและการตรวจแก้งานเขียนภาษาอังกฤษของตนเองและของเพื่อน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศึกษาธิการ, กระทรวง. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2551). คู่มือการเรียนการสอนภาษาไทย คิดและเขียนเชิงสร้างสรรค์: เรียงความ ย่อความและสรุปความ ช่วงชั้นที่ 2-4. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ภาษาอังกฤษ Andrade, H., & Valtcheva, A. (2009). Promoting learning and achievement through self-assessment. Theory Into Practice, 48, 12-19. Sommers, N. (1982). Responding to student writing. Colledge Composition and Communication.33, 148-156.
คำสำคัญ(keyword) การประเมินตนเอง/ทักษะการเขียนเรียงความภาษาไทย/แบบตรวจสอบรายการ/แบบสอบถามปลายเปิด/self-assessing/thai composition writing skill/checklist/open-ended questionnaire
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved